เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 46 บททดสอบ(1)

            วาบ!

            แสงค่ายกลส่องสว่างยามเสวียนเทียนชิงรู้สึกตัวอีกครั้งทิวทัศน์รอบด้านก็ไม่ได้อยู่ในลานกว้างกลางวังหลวงอีกแล้วการเคลื่อนย้ายทางไกลครั้งแรกทำให้เขารู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยกว่าจะปรับตัวได้ก็ต้องสูดหายใจเข้าออกหลายครั้งพอสติกลับมาครบสมบูรณ์จึงรู้ตอนนี้พวกเขามาอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยป่าใหญ่

            ท้องฟ้าสีครามต้นไม้เขียวขจีทั้งทิวทัศน์ทั้งบรรยากาศนั้นรวมกับพลังของฟ้าดินไม่ใช่สิ่งที่แดนเบญจภพจะเทียบเคียงได้เลยลำพังแค่ยืนอยู่เฉยๆร่างกายก็ดูดซับพลังฟ้าดินได้หนึ่งในสิบส่วนของการทำสมาธิในแดนเบญจภพแล้วมิน่าเล่าเสวียนอู่หยางถึงได้กล่าวว่าแค่เข้ามาในหอฟ้าเก้าอักษรแค่วันเดียวก็ถือว่านำหน้าไปแล้วก้าวใหญ่!

            “ที่นี่คือส่วนนอกของป่าโบราณด้านหลังของพวกเจ้าคือส่วนในของป่าโบราณถือเป็นอาณาเขตพิเศษที่ต้องได้รับอนุญาตถึงจะเข้าไปได้ส่วนทางด้านหน้าห่างออกไปร้อยลี้ก็คือประตูของหอฟ้าเก้าอักษรการรับศิษย์ของหอฟ้านั้นไม่จำกัดจำนวนคนใครก็ตามที่สามารถเหยียบเข้าประตูหอฟ้าได้ก่อนตะวันตกดินในวันพรุ่งนี้ก็จะกลายเป็นศิษย์ใหม่ในปีนี้”

            ผู้อาวุโสชุดดำกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบการรับตัวศิษย์ใหม่คราวนี้มีเขาเป็นผู้จัดการแค่คนเดียวรวมไปถึงการทดสอบด้วยแน่นอนว่าทุกครั้งที่รับศิษย์ใหม่นั้นการทดสอบล้วนขึ้นอยู่กับผู้อาวุโสที่ไปรับตัวศิษย์ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ขุมอำนาจจากแดนเบญจภพจะใช้กลโกงในการทดสอบถึงอย่างไรนี่เป็นการทำเพื่ออนาคตของแดนเบญจภพดังนั้นทุกคนต้องเคารพกฎกติกาอย่างเคร่งครัด

            “แม้จะเป็นส่วนนอกของป่าโบราณแต่ก็มีสัตว์อสูรอยู่ไม่น้อยอ่อนแอที่สุดคือระดับหนึ่งแข็งแกร่งที่สุดคือระดับหก พวกเจ้าแต่ละคนจะรวมกลุ่มกันหรือลุยเดี่ยวก็ได้ทั้งนั้นเป้าหมายเดียวก็คือไปให้ถึงประตูหอฟ้าก่อนหมดเวลา”

            กล่าวจบผู้อาวุโสชุดดำก็ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ได้พูดอะไรอีกนี่เป็นสัญญาณว่าการทดสอบได้เริ่มขึ้นแล้วเหล่าอัจฉริยะจากแดนเบญจภพร้อยกว่าคนเริ่มเคลื่อนไหวทันทีระยะทางร้อยลี้ไม่ไกล้ไม่ไกลแต่จะไปให้ถึงในหนึ่งวันก็ยังนับว่าลำบากไม่น้อยยังไม่ต้องพูดถึงว่าที่นี่มีสัตว์อสูรอยู่ด้วย

            “ตอนนี้ยังเช้าอยู่รวมแล้วมีเวลาราวยี่สิบชั่วยามสินะ”

            เสวียนเทียนชิงมองดูฝูงชนวิ่งลงเขาด้วยสีหน้าพลางครุ่นคิดการผ่านป่านี้ไปไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็นแน่ สัตว์อสูรระดับหนึ่งแข็งแกร่งเทียบเท่าปรมาจารย์ขั้นหนึ่งส่วนพวกที่ระดับต่ำกว่านั้นก็คือสัตว์ร้ายที่มีสิบระดับเช่นเดียวกันในป่ารอบนอกมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดคือระดับหกเทียบเท่ากับปรมาจารย์ขั้นหกหากเจอเจ้าพวกนี้เข้าต้องเกิดปัญหาแน่ การสู้กับสัตว์อสูรนั้นยุ่งยากกว่าสู้กับมนุษย์หลายเท่ายิ่งไปกว่านั้นแม้จะมีระดับเท่ากันแต่โดยรวมแล้วสัตว์อสูรนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้พวกมันแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ในระดับเดียวกัน

            “เย่ว์อิงเจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”

            เสวียนเทียนชิงหันมาถามหญิงสาวข้างกายแม้จะบอกว่านางร่วมทางกับเขาแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องรวมกลุ่มกันเสียหน่อยสุดท้ายปลายทางต่างคนก็มีเรื่องของตัวเองต้องทำเย่ว์อิงสีหน้าราบเรียบสวมผ่าคลุมปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งเช่นเคยนางไม่ได้ตอบคำถามเสวียนเทียนชิงแต่หันกลับไปถามผู้อาวุโสชุดดำแทน

            “สามารถใช้ของวิเศษได้หรือไม่?”

            “สมบัติและโชคลาภถือเป็นหนึ่งในความแข็งแกร่งอย่างหนึ่งของผู้ฝึกตนกฏมีแค่ข้อเดียวคือไปให้ถึงประตูก่อนหมดเวลา”

            ผู้อาวุโสชุดดำกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเขายังอยู่ที่นี่ก็หมายความว่าหากมีใครมีคำถามย่อมสามารถถามออกมาได้อยู่แล้วน่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่กลับรีบร้อนลงเขาไปเสียก่อนเอาเถอะ...อันที่จริงต่อให้รู้เรื่องนี้เกรงว่าคงมีแค่เย่ว์อิงเท่านั้นแหละที่ใช้ประโยชน์ได้

            “ข้าจะไปรอเจ้าที่ประตูหอฟ้าก็แล้วอย่าทำให้อาจารย์อาเล็กของเจ้าต้องผิดหวังล่ะ”

            เย่ว์อิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังยิ่งนักตอนที่พูดว่าอาจารย์อาเล็กทำให้เสวียนเทียนชิงคิ้วกระตุกหลังจากนั้นนางนำพรมวิเศษออกมาบิดลัดข้ามป่าไปอย่างง่ายๆก็ยิ่งทำให้เขาโมโหจนแค่นเสียงฟึดฟัดเดินลงเขาไปอย่างไม่สบอารมณ์อย่างน้อยก่อนจะไปก็ควรชวนข้าสักหน่อยไม่ใช่หรือไง? เป็นอาจารย์อาเล็กประสาอะไรไม่มีน้ำใจเอาซะเลย!

            “จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”

            รอจนไม่เหลือใครอยู่บนยอดเขาผู้อาวุโสชุดดำก็กล่าวออกมาพริบตานั้นชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีขาวพาดลายขลิบฟ้าก็ปรากฏตัวขึ้นด้านข้างโค้งตัวด้วยสีหน้านอบน้อม

            “วางกำลังคนเอาไว้หมดแล้วขอรับหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันพวกศิษย์น้องจะเข้าช่วยเหลือทันที”

            “อืมในป่าเขตนอกระแวกนี้มีสัตว์อสูรขั้นหกอยู่แค่สิบสองตัวส่งคนไปจับตาดูพวกมันไว้ด้วยข้ายังมีเรื่องต้องการอีกทางนี้เจ้ารับผิดชอบไปก็แล้วกัน”

            “ขอรับ”

            เพียงชายหนุ่มขาดรับอีกฝ่ายก็หายตัวไปเสียแล้วเขาประสานมือโงตัวอยู่เช่นนั้นราวสามลมหายใจก่อนจะยืดตัวกลับมาเงยหน้ามองฟ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่

            “เด็กใหม่ปีนี้ซวยจริงๆที่ได้ผู้อาวุโสเนี่ยไปรับตัวแต่ที่ซวยยิ่งกว่าก็คือพวกข้าที่ต้องมาคอยตามล้างตามเช็ด!ป่ารอบนอกอย่างน้อยก็มีสัตว์อสูรพันกว่าตัวเชียวนะ หากคนที่เหลือมีของวิเศษเหมือนนางหนูนั่นก็คงดี”

            ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่าหลัวซู่เป็นศิษย์สายในของหออักษรจิ่วเขาอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วหลัวซู่เป็นคนจำนวนไม่มากที่ได้เลื่อนเป็นศิษย์สายในก่อนจบการฝึกฝนหกปีลำดับรุ่นของเขาเหนือกว่าเด็กใหม่อย่างพวกเสวียนเทียนชิงสองรุ่น

            ตัดพ้อก็ส่วนตัดพ้อถึงอย่างไรก็ต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายมาให้ดีเรื่องพรมวิเศษของเย่ว์ไม่ได้ทำให้เขาตกใจอะไรเพราะนั่นเป็นเรื่องธรรมดาในหอฟ้าเก้าอักษรหลังจากกวาดสายตามองไปยังป่าใหญ่เบื้องหน้าเขาก็ส่ายหัวออกมาอีกครั้งก่อนจะชี้นิ้วควบคุมกระบี่ที่อยู่ด้านหลังออกมาแล้วทะยานร่างเหยียบกระบี่บินฝ่าอากาศออกจากยอดเขาไป

            กลับมาที่เสวียนเทียนชิงตอนนี้พอลงจากเขามาก็เจอต้นไม้สูงใหญ่เต็มไปหมดป่านี้แม้จะเป็นแค่รอบนอกแต่ก็กว้างใหญ่มากคนนับร้อยพุ่งเข้าป่าไปตัดผ่านผาหินและต้นไม่ไม่นานก็ถูกเส้นทางในป่าแยกออกจากจุดหมายก็คือฝั่งตรงข้ามทางทิศเหนือแต่การจะไปให้ถึงนั้นแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียว

            ตอนมาถึงเสวียนเทียนชิงสัมผัสได้ว่าพลังฟ้าดินเข้มข้นมาแต่พอยิ่งเข้ามาในป่าแม้จะเป็นขาออกแต่พลังฟ้าดินกลับไม่ลดลงเลยเช่นนี้ก็เดาได้แล้วว่าที่สำนักจะต้องมีไอฟ้าดินรุนแรงกว่านี้แน่ การฝึกฝนของผู้ฝึกตนนั้นคือการนำพลังฟ้าดินมากลั่นให้บริสุทธิ์จนกลายเป็นปราณแท้ยิ่งพลังฟ้าดินอ่อนจางมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องใช้เวลาและความยากในการกลั่นมากขึ้นอย่างไรก็ตามหาพลังฟ้าดินนั้นเข้มข้นก็จะสามารถกลั่นได้เร็วและง่ายขึ้นจนทำให้การฝึกฝนก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว

            “ถึงจะพึ่งมาถึงแต่ก็คือขาออกจากป่ากลับสู่สำนักดังนั้นหากคิดถึงความเป็นจริงแล้วนี่เป็นการเริ่มต้นที่ยากไปถึงง่ายสัตว์อสูรที่จะจเอก่อนต้องมีระดับสูงแน่นอนดังนั้นหากระวังจนผ่านครึ่งทางแรกไปได้ทุกอย่างก็ง่ายแล้ว”

            เสวียนเทียนชิงไม่รีบร้อนแต่เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังหากเป็นขาเข้าแน่นอนว่ายิ่งลึกต้องยิ่งอันตรายแต่ในกลับกันดังนั้นสัตว์อสูรที่ต้องเจอในตอนแรกนั้นมีโอกาสเป็นพวกระดับห้าขึ้นไปเขาเป็นปรมาจารย์ขั้นสามแม้จะมีศักยภาพแต่การต้องเจอกับสัตว์อสูรระดับนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดีสัตว์อสูรระดับหกตัวหนึ่งอาจต้องใช้ปรมาจารย์ขั้นเจ็ดขึ้นไปด้วยซ้ำถึงจะสู้ตัวต่อตัวกับพวกมันได้

            โฮก!

            เดินมาได้ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงคำรามมาจากด้านหน้าแล้วระยะทางคงห่างไม่เกินหนึ่งลี้ คนพวกนั้นคิดแต่จะรีบไปให้ทันเวลาอีกทั้งในแดนเบญจภพวกเขาจะหาสัตว์อสูรระดับสูงมากมายขนาดนี้เจอได้อย่างไร?เพราะไม่คุ้นชินถึงได้ประมาทการประมาทในต่างถิ่นก็คือการรนหาที่ตาย!

            เสวียนเทียนชิงไม่ได้รีบร้อนแต่ค่อยๆตรงไปด้านหน้าเพื่อสังเกตุการณ์ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นสัตว์อสูรของที่นี่ หากอิงตามพลังฟ้าดินแล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนหรือสัตว์อสูรก็สมควรแข็งแกร่งกว่าในแดนเบญจภพยิ่งเข้าใก้ก็ยิ่งได้ยินเสียงการต่อสู้ชัดขึ้น กลุ่มคนที่กำลังสู้อยู่นั้นชัดเจนมาจากทางเหนือของแดนเบญจภพเพราะวิชายุทธ์และกระบวนท่าของพวกเขาล้วนมีกลิ่นอายของธาตุไฟเข้มข้น

            ‘โอ้ปรมาจารย์ขั้นสามสี่คนสินะ จากการแต่งกายแล้วคงไม่ใช่พวกเทือกเขาวิหคเพลิงหรือจะเป็นพวกที่มาสวามิภักดิ์’

            กับทุ่งเพลิงผลาญทางเหนือนั้นเสวียนเทียนชิงไม่ค่อยมีความรู้สึกดีๆด้วยสักเท่าไหร่ก่อนหน้านี้มีสามดาบคลั่งมาดักเล่นงานเขาก็มาจากทางเหนือ ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่สู้ศึกถนนหลวงเขายังได้รู้ภายหลังด้วยว่าตาเฒ่าจากเทือกเขาวิหคเพลิงร่วมมือกับฉินอ๋องมาล้อมจวนเสวียน

            สำหรับคนกลุ่มนี้เสวียนเทียนชิงไม่ได้ให้ความสนใจมากนักที่เขากำลังสนใจตอนนี้คือสัตว์อสูรตรงหน้าต่างหาก มันคือหมาป่าตัวหนึ่งที่มีขนสีทองแดงทั้งกรงเล็บและเขี้ยวแหลมคมอย่างถึงที่สุด ลำพังแค่ขนาดตัวของมันก็ใหญ่กว่ามนุษย์ถึงสองเท่าแล้วยังไม่รวมว่าเจ้าหมาป่าตัวนี้เป็นสัตว์อสูรระดับสี่!