เสื้อนอนของนางถูกถอดออกไปกองอยู่ที่เอว หญิงสาวห่อไหล่เล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่ามือของเขาค่อยๆ เลื่อนลูบไปตามแผ่นหลังเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มนวม เขาไม่ได้พูดสิ่งใดกับนางอีก มีเพียงเสียงหายใจหอบแรงขึ้นและเสียงครางในลำคอเบาๆ ราวกำลังพออกพอใจกับคลำแผ่นหลังของนางยิ่งนัก
เสื้อเอี๊ยมตัวน้อยยังคงบังหน้าอกอวบอิ่มเอาไว้ ยามนี้ร่างกายของนางกับเขาถูกกั้นด้วยเอี๊ยมและเสื้อตัวในที่เขายังสวมอยู่ ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ไรผมของนาง หญิงสาวขนลุกไปทั้งตัว
กัวเอินถงไม่รู้ว่าตนเองเผลอหลับไปในยามใด แต่พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองสวมเสื้อนอนอยู่อย่างเรียบร้อย
“เมื่อคืนเกิดอันใดขึ้นหรือเ้าคะ? ท่านชายจึงได้อารมณ์ดีนัก” เหย้าหลีเข้ามายืนชิดปลายเตียง ในมือมีอ่างทองเหลืองเล็กสำหรับล้างหน้าและผ้าพาดอยู่ที่แขน
“เ้าว่า เมื่อเช้าท่านพี่อารมณ์ดีอย่างนั้นหรือ?”
“เ้าค่ะ ตอนที่ออกจากห้องนี้ไป เหมือนท่านชายจะยิ้มด้วย”
กัวเอินถงนิ่งงัน เขายังไม่เคยยิ้มให้นางเลยสักครา เหย้าหลียังคงเอ่ยถึงสิ่งที่จีหลุนทำในตอนเช้าต่อไปให้ฮูหยินน้อยฟัง
“ท่านชายรับประทานอาหารเช้าพร้อมกุนซือลี่ เห็นดื่มยาเข้าไปหนึ่งถ้วย จากนั้นก็พากันออกไปข้างนอกเ้าค่ะ”
จีหลุนไม่เคยบอกจุดหมายว่าแต่ละวันเขาไปที่ใด เป็เพราะเกรงว่าจะมีผู้รู้ความเคลื่อนไหว วันนี้เขาพาลี่เทียนเป่าออกมาสำรวจเส้นรอบในเมืองหลวงเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง
“ไปนั่งที่โรงน้ำชาโน่นก็แล้วกัน” ปลายนิ้วของแม่ทัพหนุ่มชี้ไปยังระเบียงชั้นสองของโรงน้ำชาม้าศึกซึ่งเป็ร้านน้ำชาใหญ่ที่สุดบนถนนสายนี้
ถนนไฉ่ฟู่เป็ย่านการค้าสำคัญแห่งหนึ่งในเมืองหลวง มีร้านดังๆ อยู่มากมาย ทั้งร้านขนมขึ้นชื่ออย่างร้านขนมเปี๊ยะหลัวหลัว ร้านแป้งทอดหยินหยาง ร้านเครื่องประดับจินเซ่อ และโรงน้ำชาม้าศึกแห่งนี้
ลี่เทียนเป่าเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อน้ำชา เขาฉีกยิ้มกว้างออกมา
“เหล่าจี ข้าเคยเห็นชื่อโรงน้ำชาแห่งนี้ในจดหมายข่าวนกกระจิบ พวกเขาทุนเยอะจริง ลงโฆษณาในจดหมายข่าวอย่างต่อเนื่องแทบทุกฉบับ ทำเอาข้าอยากมาชิมรสชาติชาชั้นดีที่นี่สักครั้ง”
“เ้าก็ตกเป็เหยื่อการโฆษณาอีกคนแล้ว”
“ช่างข้าเถอะน่า เข้าไปข้างในกัน เลือกโต๊ะริมระเบียงก็แล้วกันนะ ข้าจะได้ชมถนนสายนี้ได้ชัดเจนสักหน่อย”
“ได้ ข้าตามใจเ้า” จีหลุนผายมือเชิญให้ลี่เทียนเป่าเดินนำหน้า
เมื่อได้โต๊ะริมระเบียงที่อยู่มุมห่างจากผู้อื่นพอสมควรตามที่้า จีหลุนจึงเรียกเสี่ยวเอ้อให้มานำเสนอชาเลื่องชื่อของร้าน
“เอาชาที่แพงที่สุดในร้านของเ้ามาหนึ่งกา ขนมด้วยหนึ่งจาน”
“ขอรับ”
ลี่เทียนเป่ายิ้มกว้าง “ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่ติดตามเ้าเข้าเมืองหลวง น้ำชาที่นี่รสชาติดีและยังหอมกลิ่นขนมอบอวลไปทั้งร้าน ชวนให้ข้าน้ำลายสอ”
“เสพสุขให้เต็มที่เถอะ หากต้องเดินทางไปเซี่ยงซาวานเมื่อใดเ้าก็คงจะยิ้มไม่ออก”
หลังจากจิบน้ำชาชมถนนไฉ่ฟู่อยู่ครู่หนึ่ง จิ่งอี้ก็เดินตามขึ้นมา องครักษ์หนุ่มเดินเข้าประชิดร่างของท่านชายจีแล้วเอ่ยเบาๆ
“คนของเราส่งข่าวมาแล้วขอรับ”
หลังจากที่แม่ทัพหนุ่มแต่งงานกับธิดาของผู้นำห้าเผ่า ด่านชายแดนจึงถูกเปิดให้คนจากห้าเผ่าเข้ามาค้าขายในแคว้นิได้อีกคราหนึ่ง ความคึกคักนี้ถูกจับตามองเป็พิเศษจากราชสำนักและแม่ทัพที่ดูแลชายแดนตะวันตก
“สายของเรารายงานว่ามีพ่อค้าเผ่าเซียนซากำลังเดินทางเข้ามาเมืองหลวง พวกเขานำสินค้าจากดินแดนไกลโพ้นเข้ามาขาย ตอนนี้ออกจากเมืองฉู่จิ้งมาได้ครึ่งทางแล้ว” จิ่งอี้เข้ามารายงาน
“คนเผ่าเซียนซามักจะเดินทางไปค้าขายต่างแดน ครั้งนี้แคว้นิยอมทำสัญญาสงบศึกแล้วพวกเขาคงได้โอกาสเข้ามาติดต่อค้าขายในเมืองหลวงหรืออาจจะเดินทางเลยไปถึงแคว้นเหลียน” ลี่เทียนเป่าคาดคะเน
“ขบวนพ่อค้านี้มีคนราวร้อยห้าสิบคนเชียวนะขอรับ เห็นว่าเป็ของบุตรชายหัวหน้าเผ่าเซียนซา ชื่อ เซียงเจียสวี่”
“หือ?” จีหลุนหันไปสบตากับลี่เทียนเป่า “บุตรชายผู้นำเผ่ามาเองเลยหรือ?”
“หวังว่าคงจะไม่เป็อย่างเื่ของท่านข่านน้อยฉงนะ” กุนซือหนุ่มฟังแล้วคิดถึงเื่ใหญ่ที่เพิ่งเกิดไปไม่นาน
ท่านข่านฉงแห่งทุ่งหญ้าัเคยส่งบุตรชายออกตระเวนค้าขายตามแคว้นต่างๆ แท้ที่จริงก็เพื่อสอดแนมความเคลื่อนไหว ที่สุดแล้วก็คิดจะบุกเข้ามาแย่งชิงดินแดนกับแคว้นิ ทว่ากลับถูกจับได้เสียก่อน
จิ่งอี้พลันนึกได้ว่าตนเองลืมรายงานไปเื่หนึ่ง “ท่านชาย ท่านกุนซือ มีข่าวลือมาว่าเมื่อต้นเดือนมีการปะทะระหว่างเผ่าฝูซากับเซียนซาด้วยขอรับ มีคนได้รับาเ็จำนวนมาก”
ลี่เทียนเป่าตะลึง “อุตส่าห์สงบศึกกับแคว้นิได้แล้ว เหตุใดยังมีการต่อสู้ระหว่างเผ่าอีก?”
“ที่ผู้นำห้าเผ่า้าให้เราส่งทหารเข้าไปในแผ่นดินเซี่ยงซาวานก็คงเพราะ้าสงบความขัดแย้งระหว่างเผ่า” จีหลุนถอนหายใจ “ในแผ่นดินที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ล้วนยากจะประสานให้เป็หนึ่ง”
“มันก็ขึ้นอยู่ที่ว่าแต่ละเผ่ามีความจริงใจในการสัญญาอยู่ร่วมกันมากเพียงใด หากต่างฝ่ายต่างให้เกียรติกัน ไม่คิดจะเอารัดเอาเปรียบ ย่อมอยู่ด้วยกันได้อย่างเป็สุข ข้าหวังว่าฮ่องเต้จะทรงปฏิบัติต่อห้าชนเผ่าอย่างเป็ธรรมเพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกว่าถูกกดขี่ข่มเหง” ลี่เทียนเป่าแย้งขึ้น “อย่างแคว้นเว่ยก็ส่งบรรณาการมาแคว้นิหลายปีแล้ว หลังจากการมาของพระชายาหานซู่ลี่ ก็สงบสุขดี”
“สุดท้ายแล้วก็ไม่มีชนชาติไหนอยากอยู่ภายใต้การปกครองของผู้อื่นหรอก ด้วยเหตุผลนี้ ฮ่องเต้จึงมิได้เข้มงวดกับเมืองขึ้นทั้งหลาย ขอเพียงพวกเขาส่งบรรณาการครบถ้วน ปีใดที่พวกเขายื่นฎีกาว่าเกิดความแร้นแค้นก็ยังทรงผ่อนผันให้ แต่ข้าคิดว่าอีกไม่นานแคว้นเว่ยจะต้องหาทางเป็ไท”
“ท่านแม่ทัพสรุปได้ดี” ลี่เทียนเป่าทำหน้าภาคภูมิใจ เขาปรบมือเสียงดัง
จิ่งอี้รายงานแล้วก็ถอยออกไปรออยู่ห่างๆ ลี่เทียนเป่าหยิบขนมไปกัดได้คำหนึ่ง เขาถึงกับหลับตาดื่มด่ำกับรสชาติอันหอมหวาน
“อืม...เหล่าจี เ้าลองกินขนมจานนี้ดูสิ ละลายในปาก รสนุ่มละมุนลิ้น ไม่น่าเชื่อเลยว่าโฆษณานั่นจะไม่ได้โกหก”
จีหลุนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาหยิบขนมขึ้นมาชิมตามคำแนะนำของสหาย พอกัดเข้าไปก็ทำตาโตแล้วผงกศีรษะ
“ข้าก็เพิ่งเคยกินเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะอร่อยถึงเพียงนี้” ท่านแม่ทัพหนุ่มถึงกับร้องเรียกให้เสี่ยวเอ้อมารับคำสั่ง “เ้าเอาขนมหยกเขียวนี่ใส่กล่องให้ข้าสิบกล่อง”
“เ้าจะเอาไปฝากใครหรือ?”
“ออกจากที่นี่แล้วแวะไปจวนสกุลฟ่านสักหน่อยแล้วค่อยกลับวังจี”
“แต่เ้าสั่งไปตั้งสิบกล่องเลยนะ คงไม่ได้ตั้งใจจะเอาไปฝากฮูหยินน้อยหรอกใช่หรือไม่?”
จีหลุนร้องเหอะขึ้น “ข้าจะเอาไปล่อเหยื่อเสียหน่อยจะเป็ไรไป”
“อ้อ...ดูเหมือนเ้าจะใจดีกับเหยื่อไม่น้อยเลยนะ”
“พูดมากน่า เหล่าลี่ กินๆ ไปเถอะ มิฉะนั้นเ้าจะได้กินหมัดของข้าแทน”
ลี่เทียนเป่าหัวเราะร่วน “ได้ๆ แต่ว่านี่ใกล้เที่ยงวันแล้ว ข้าหิวแล้วล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น รีบลงไปข้างล่างกันเถอะ ร้านบะหมี่ข้างๆ อร่อยมากเลยทีเดียว เ้าอยากกินกี่ถ้วยก็กินไปเถอะ”
สองสหายลงจากชั้นสองของโรงน้ำชาไปยังร้านบะหมี่ข้างๆ บ่าวรับใช้หิ้วเอาขนมสิบกล่องไปเก็บไปที่รถม้า ลี่เทียนเป่ามองดูสีหน้าของจีหลุนแล้วยิ้มน้อยๆ ดูจากแววตาของสหายแล้ว น่าจะมีเื่ดีๆ เกิดขึ้น
พอทั้งสองนั่งลงในร้านบะหมี่ ลี่เทียนเป่าใช้ศอกกระทุ้งสีข้างสหาย
“เหล่าจี ข้ารู้สึกว่าวันนี้เ้าอารมณ์ดีเป็พิเศษ ไม่ใช่ว่าเมื่อคืนมีความคืบหน้ากับฮูหยินน้อยหรอกนะ?”
***************

