“บัดซบ!หลงกลมันแล้ว!” พริบตาต่อมาจ้าวฉวนก็ตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้นมันตกหลุมพรางอันตื้นเขินเพราะความตื่นตระหนกของตนเอง!
ชั่วขณะที่หันหลังกลับไปจ้าวฉวนก็รู้สึกตึงที่ขาขวา เมื่อก้มลงมองก็พบว่าเมื่อครู่ไป๋หยุนเฟยโยนเชือกสีทองที่ดูคล้ายจะ‘เลื้อย’เข้ามาร่วมสิบวามาพันรอบเท้ามันแนบแน่น! เมื่อตระหนักได้เช่นนี้จ้าวฉวนก็ไม่ยอมเสียเวลารีบฟันใส่เชือกทันทีแต่อนิจจา! แม้จะมีประกายไฟแลบปลาบแต่ก็ยังตัดเชือกไม่เข้า!
ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายแวววับเมื่อเห็นว่าลงมือประสบผลมันดึงมือซ้ายโดยแรงฉุดลากจ้าวฉวนล้มลงกับพื้นขณะเดียวกันก็เร่งฝีเท้าเข้าหา พริบตาเดียวก็มาถึงตัวจ้าวฉวนพร้อมกับแทงทวนเปลวอัคคีลงใส่หน้าท้องอีกฝ่ายทันที!
นอกเหนือจากความตื่นตระหนกแล้วดวงตาจ้าวฉวนยังทอแววคลุ้มคลั่ง ความหวาดหวั่นต่อความตายที่เกาะกุมหัวใจบังคับให้มันเลิกสนใจต่อเชือกสีทองที่รัดพันรอบเท้ามีดในมือวาดขึ้นด้วยความพยายามที่จะหนีพ้นขอบเหวแห่งความตายไม่ทราบเพราะบังเอิญหรือตั้งใจมันกลับสามารถกระแทกด้ามทวนจนเบี่ยงออกไปแทงเฉียดสีข้างทิ้งรอยแผลเปิดกว้างเป็นทางยาวเอาไว้
พลังปะทุของทวนเปลวอัคคีกลับไม่บังเกิดขึ้นไป๋หยุนเฟยสืบเท้าเข้ามาพร้อมกับเก็บทวนกลับเข้าไว้ในแหวนช่องมิติ มันอาศัยมือเปล่าชกหมัดลงไป๋หยุนเฟยใช้หมัดด้วยพลังเปี่ยมล้นชกใส่หน้าท้องจ้าวฉวนด้วยพลังหมัดเก้าทบ!
ดวงตาจ้าวฉวนฉายแววคลุ้มคลั่งขณะพยายามกล้ำกลืนโลหิตที่ไหลออกจากปากมันรวบรวมพลังวิญญาณทั้งมวลที่หลงเหลืออยู่ขึ้นจนมีดในมือสาดแสงเจิดจ้าแล้วมีดก็พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ใบหน้าไป๋หยุนเฟยด้วยความเร็วปานสายฟ้า!
ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญสถานการณ์อย่างรวดเร็วมันไม่คิดจะเสียเวลารั้งมือขวากลับ ตรงกันข้ามกลับปล่อยให้มีดพุ่งต่อมาจนกระทั่งได้ยินเสียงโลหะกระทบกันเป็นปลอกแขนมีดเพลิงต้านทานเอาไว้ได้!
ไป๋หยุนเฟยแค่นเสียงขณะพยายามสะกดอาการชาด้านจากการปะทะระหว่างมีดและปลอกแขนซึ่งแผ่ขยายไปยังหัวไหล่มันเร่งเร้าพลังวิญญาณเข้าสู่ปลอกแขนจนเรืองแสงขึ้น จากนั้นมีดเพลิงยาวครึ่งวาก็ก่อตัวขึ้นท่ามกลางสายตาสิ้งหวังของจ้าวฉานคมมีดก็ฟันใส่โดยไม่ลังเล!!
“ฉัวะ!!”
ได้ยินเสียงเลือดเนื้อถูดตัดมีดเพลิงฟันร่างจ้าวฉวนจนขาดสะพายแล่งจากไหล่ซ้ายจนถึงเอวขวากลิ่นเหม็นไหม้ลอยอบอวลในอากาศ และเมื่อจ้าวฉวนก้มลงมองดูร่างกายตนเองที่เคยเชื่อมติดกันสายตาก็พบกับ‘รอย’ไหม้เกรียมสีดำมันทิ้งศีรษะลงพื้นพร้อมกับอ้าปากปล่อยไอร้อนกรุ่นออกมาไอน้ำลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่อากาศพร้อมกับที่ดวงตาจ้าวฉวนค่อยๆแตกซ่านไร้ประกาย...
ครู่ต่อมามีดปีกเพลิงก็เปลี่ยนศพของจ้าวฉวนให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ก่อนจะลงมือไป๋หยุนเฟยก็ค้นแหวนช่องมิติออกจากซากศพและมีดของศัตรูมาเก็บไว้ในแหวนของตนหลังจากเพลิงมอดลงไป๋หยุนเฟยก็มองดูสายลมพัดพาเถ้าถ่านที่หลงเหลืออยู่ของจ้าวฉวนออกไปก่อนจะกลับสู่ผืนดิน
เพียงพริบตาเดียวภูตวิญญาณระดับกลางสองคนก็ถูกสังหารไปเช่นนี้เอง!
ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +12 ของปลอกแขนมีดเพลิงซึ่งถูกไป๋หยุนเฟยเรียกใช้นั้นมีส่วนสำคัญที่สุดมีดปีกเพลิงอันทรงพลัง!มีดปีกเพลิงเป็นความสามารถอันเหนือล้ำยิ่งกว่าพลังที่คู่ต่อสู้ของไป๋หยุนเฟยครอบครองด้วยพลังของมันสามารถบดขยี้ภูตวิญญาณจากสำนักเจ้าอสูรได้โดยสิ้นเชิง ทั้งยังสร้างความตื่นตระหนกแก่จ้าวฉวนไปพร้อมกันพลังของมันช่างเกินจินตนาการนัก!เมื่อรวมกับจิตสังหารจากไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิง จ้าวฉวนก็ตื่นตกใจสุดขีดจากนั้นการฆ่ามันก็กลายเป็นเรื่องง่ายดาย!
ที่ผ่านมาไป๋หยุนเฟยมักถูกไล่ล่าจากผู้ฝีมือเหนือล้ำกว่ามันมากนัก จึงทำให้ต้องหลบหนีอย่างยากลำบากวันนี้จึงค่อยตระหนักได้ว่าพลังของทั้งตนเองและวัตถุวิญญาณที่ผ่านการอัพเกรดนั้นเหนือล้ำไปกว่าผู้ที่อยู่ระดับเดียวกันมากนัก!
……
ชั่วขณะหลังจากเก็บมีดศัตรูใส่แหวนช่องมิติไป๋หยุนเฟยก็ถอนหายใจโล่งอก จากนั้นกวาดตามองรอบด้านอย่างรวดเร็วกระทั่งมั่นใจว่าคนทั้งห้าถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว จึงวางใจเดินไปที่ป่าซึ่งเทียนหมิงถูกลากเข้าไปเพื่อพามันกลับมา
เมื่อเจ้าของถูกสังหารไปอสรพิษซึ่งพันอยู่รอบขาเทียนหมิงก็ชะงักนิ่งไปตัวมันอ่อนปวกเปียกราวเส้นเชือก ทำให้ไป๋หยุนเฟย‘ปลดปล่อย’เทียนหมิงออกมาได้ ก่อนจะโยนมันทิ้งไปด้านข้าง
ไป๋หยุนเฟยใช้เวลาแยกแยะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเทียนหมิงอยู่ชั่วครู่แต่จากนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเพียงหมดสติไปเท่านั้นมันนำมีดสั้นเล่มเล็กออกมากรีดเปิดแขนของเทียนหมิงบริเวณที่ถูกกัดจากนั้นถ่ายเทพลังวิญญาณลงสู่ปากแผลไม่นานพิษงูที่เข้าสู่ร่างเทียนหมิงก็ถูกขจัดออกคาดว่าไม่นานเทียนหมิงก็จะฟื้นขึ้นมา
“พี่ไป๋? เกิดอะไรขึ้น?ไฉนข้าจึงปวดศีรษะนัก...” เทียนหมิงส่งเสียงครวญครางขณะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมันสั่นศีรษะเพื่อขับไล่ความวิงเวียน แล้วเทียนหมิงพลันตื่นตกใจทันที “อ๊ะ! พ่อบ้านจ้าว! พี่ไป๋พวกท่านเป็นไรหรือไม่? หรือพวกเราถูกคร่ากุมตัวมา?!”
กระทั่งกล่าวจบเทียนหมิงจึงตระหนักได้ว่าสถานการณ์ผิดไปจากที่คิด อย่างแรกคือมันมองเห็นภูเขาอยู่ด้านหลังไป๋หยุนเฟยอย่างที่สอง มันไม่พบเห็นพ่อบ้านจ้าว และพยัคฆ์สองตัวกับสุนัขป่าหยุดนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้นท่ามกลางซากศพผู้เป็นนายทั้งสามไม่นานเทียนหมิวก็พบว่าศพทั้งสามเป็นศิษย์สำนักเจ้าอสูรที่ปรากฏตัวออกมา
“พี่ไป๋... กะ เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”เทียนหมิงถามไป๋หยุนเฟยด้วยความสับสน
ชายหนุ่มเพียงยิ้มตอบ “ไม่มีอะไร ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว...”
ระหว่างที่กำลังกล่าววาจาก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากที่ห่างไกลดังขึ้นสองครา ไป๋หยุนเฟยชะงักคำพูดพร้อมกับมองขึ้นไปยังยอดไม้ไม่นานจึงได้ยินเสียงใบไม้ดังกรอบแกรบก่อนจะเห็นจิ้งหมิงเฟิงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างคนในมือทั้งสองข้างมันกวาดตาสำรวจรอบด้านก่อนจะพยักหน้าแก่ไป๋หยุนเฟยแล้วจึงกระโดดลงมาหลังจากโยนร่างทั้งสองไว้ด้านข้างก็เดินเข้ามาหาทั้งคู่
“พี่จิ้ง ท่าน...”ขณะที่เทียนหมิงจะเอ่ยปากถามจิ้งหมิงเฟิงเป็นอย่างไร ก็พลันได้เห็นชัดตาว่าที่ถูกโยนไว้ข้างกายอีกฝ่ายเป็นผู้ใด“เอ๊ะ? คนผู้นี้ มันคือ...”
“หืม? มีอะไร?เจ้ารู้จักคนผู้นี้หรือเทียนหมิง?” ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วพลางเอ่ยปากถาม
หลังจากย่นคิ้วเข้าหากันแนบแน่นครุ่นคิดเทียนหมิงก็พยักหน้าอย่างแช่มช้า “ข้าคิดว่ารู้จัก... โอ๊ะ!หากข้าจำไม่ผิด ชายคนนี้ปรากฏตัวพร้อมกับเจ้าอ้วนโสโครกจากบ้านตระกูลจ้าว!มีครั้งหนึ่งมันช่วยเจ้าอ้วนหน้าโง่คนนั้นทุบตีทายาทตระกูลอื่นที่บังเอิญมาพบกัน”
“คนของตระกูลจ้าว? ฟังดูมีเหตุผล...”ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า
“อ้อ พี่ไป๋แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพ่อบ้านจ้าว? แล้วคนอื่นๆ พวกมัน...”
“มิผิด พวกมันมาด้วยเจตนาร้าย ดังนั้นเพื่อไม่ให้พวกมันแพร่งพรายออกไปพวกเราจึงต้องสังหารพวกมันทั้งหมด”
“สังหาร? แม้แต่พ่อบ้านจ้าวก็ถูกท่านสังหาร
“มิผิด มันตายแล้ว”
“……”
เทียนหมิงตกตะลึงต่อท่าทีไม่นำพาของไป๋หยุนเฟยมันไม่อาจทราบได้ว่าไฉนอีกฝ่ายจึงกล่าวได้เช่นนี้ พ่อบ้านตระกูลจ้าวเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณที่บรรลุด่านภูตวิญญาณระดับกลางในเมืองเกายี่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้มีฝีมือเข้มแข็งที่สุดยามพบกันแม้แต่เย่ถิงบิดาของมันก็ยังต้องไว้หน้าแต่ไป๋หยุนเฟยกลับไม่นำพาต่อการตายของพ่อบ้านจ้าวเช่นนี้ ช่าง...
“เหล่าไป๋ พวกเราควรจัดการอย่างไร...กับพวกนี้?”จิ้งหมิงเฟิงชี้ไปยังซากศพและอสูรวิญญาณที่อยู่รอบกายพร้อมกับรอคำตอบจากไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยยันกายลุกขึ้นยืนก่อนจะยกมือขวาขึ้นเผยให้เห็นลูกไฟที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือมันเดินไปยังซากศพซากหนึ่งก่อนจะหันกลับมายังมองทั้งสองคน “เผาพวกมันพวกเราไม่อาจหลงเหลือหลักฐานอันใดไว้”
ด้วยอัคคีที่เกิดขึ้นในอากาศทั่วบริเวณคลอบคลุมซากศพทั้งหมดใช้เวลาไม่นานก็เผาศพกลายเป็นเถ้าถ่าน จิ้งหมิงเฟิงที่อยู่ด้านข้างก็สะบัดมือออกสายลมก็พัดพาเถ้าถ่านปลิวกระจายหายไป
ด้วยเปลวเพลิงที่กลืนกินทุกสิ่งจึงเหลือไว้เพียงความว่างเปล่า
หลังจากเผาศพเป็นเถ้าถ่านจนหมด แหวนช่องมิติก็ถูกนำออกจากศพของศิษย์สำนักเจ้าอสูรเพื่อค้นหาโดยละเอียดว่าพวกมันมีของมีค่าใดบ้าง
……
“พี่ไป๋พวกเราสมควรทำอย่างไรต่อไปดี?”ต่อมาเทียนหมิงจึงเอ่ยปากถามไป๋หยุนเฟยด้วยความลังเล
ไป๋หยุนเฟยเพิ่งเก็บแหวนช่องมิติใส่แหวนของตนเองจู่ๆมันก็หรี่ตามองไปทางเมืองเกายี่ “มีคนมา มิหนำซ้ำดูเหมือนว่าจะมาเป็นกลุ่ม...”
จิ้งหมิงเฟิงก็สังเกตเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าออกเช่นกันจึงเอ่ยถาม“พวกเราสมควรหลบเลี่ยงพวกมันหรือไม่?”
“ไม่จำเป็น” ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะ“พวกเราเป็นเพียงผู้เดินทาง... รอดูก่อนเถอะว่าจะเป็นอย่างไร”
ระหว่างที่กำลังถกเถียงกันอยู่นั้นเสียงฝีเท้าเร่งร้อนยิ่งมาก็ยิ่งดังขึ้น ไม่นานคนกลุ่มหนึ่งก็ลุยผ่านต้นไม้ออกมาผู้ที่นำหน้าชำเลืองมองไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงแวบหนึ่งก่อนจะถูกคนที่สามดึงดูดสายตาไว้“เทียนหมิง!” มันร้องอย่างยินดี
“ท่านพี่!”เทียนหมิงสะดุ้งเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดเรียกหา แต่ก็ตอบกลับไปอย่างยินดี
ผู้มาใหม่อายุราวยี่สิบทั้งยังมีใบหน้าละม้ายกับเทียนหมิงจนน่าตกใจเพียงพิจารณาคร่าวๆไป๋หยุนเฟยก็พอจะประเมินออกว่าคนผู้นี้เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณที่บรรลุด่านภูตวิญญาณระดับต้นถัดจากมันไปเป็นผู้คนหกเจ็ดคนซึ่งล้วนเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งสิ้นแต่ทั้งหมดอย่างมากก็เป็นเพียงปัจเจกวิญญาณไม่ก็วีรชนวิญญาณเท่านั้นอีกฝ่ายก็ยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบเทียนหมิงทั้งยังแสดงท่าทีผ่อนคลายออกมาให้เห็น
“เจ้าไม่เป็นไร ค่อยโล่งอกหน่อย!” คนผู้นั้นร้องขึ้นเมื่อได้เห็นเทียนหมิงก่อนจะตบไหล่มัน
“เอ๊ะ? ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้น?”เทียนหมิงเอ่ยปากถาม
“พวกเราได้รับข่าวมาว่าเจ้ากำลังเดินทางกลับบ้านพ่อบ้านตระกูลจ้าวก็ได้ยินข่าวนี้ มันออกตามหาเจ้าพร้อมกับคนจากสำนักเจ้าอสูรเมื่อทราบว่าพวกมันต้องพยายามลักพาตัวเจ้าเพื่อขู่กรรโชกตระกูลเรา ท่านอารองและข้าจึงเร่งรุดมาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้พวกเรากังวลว่าเจ้าจะถูกคร่ากุมตัวไปแล้ว แต่ขอบคุณสวรรค์ที่เจ้ายังปลอดภัยดี...”
“ท่านอารองก็มาด้วยหรือ? ท่านอยู่ไหน”เทียนหมิงเอ่ยถาม
“ข้าอยู่นี่”ทันทีที่เทียนหมิงเอ่ยปากถาม คนที่สองก็ออกมาจากป่าด้านขวาผู้มาใหม่เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสมส่วนสวมใส่เสื้อเกราะไว้บนร่างคนผู้นี้บรรลุด่านภูตวิญญาณระดับปลายท่วงท่าเข้มแข็งเปี่ยมพลัง“ข้าไม่พบผู้ใดน่าสงสัย หรือเพราะตระกูลจ้าวกับสำนักจ้าวอสูรยังหาเทียนหมิงไม่พบ?หรือเพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกมัน...”
“เอ่อ... เมื่อครู่คนจากสำนักจ้าวอสูรก็อยู่ที่นี่”จิ้งหมิงเฟิงพลันเอ่ยปากตอบจากด้านหลังเทียนหมิงมันชี้มือไปยังที่ซึ่งคนจากสำนักเจ้าอสูรเคยทอดร่างอยู่ก่อนจะถูกเผา
“ว่ากระไร!?แล้วตอนนี้พวกมันอยู่ที่ใด?” ท่านอาของเทียนหมิงร่ำร้องอย่างแตกตื่น
“ตอนนี้หรือ?”จิ้งหมิงเฟิงหัวเราะเบาๆก่อนจะผายมือขวาไปรอบด้าน “พวกมันอยู่รอบๆนี่เอง”
ขณะที่คิดว่าจิ้งหมิงเฟิงกำลังล้อเล่นกับตนเองท่านอารองจึงหรี่ตาร้องอย่างขุ่นเคือง “เจ้าทำอะไร? หมายความว่าอย่างไร!?”
“เทียนหมิง สองคนนี้เป็นผู้ใด?”พี่ชายของเทียนหมิงถามขึ้นพลางเพ่งตามองไปยังไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิง
“โอ้ อ้อ!ให้ข้าแนะนำพวกท่านต่อทุกคน” เทียนหมิงรีบเอ่ยปากตอบ “ทั้งสองเป็นสหายที่ข้าคบหาเมื่อออกจากบ้านผู้นี้คือ ไป๋หยุนเฟย พี่ใหญ่ไป๋ และผู้นี้คือ จิ้งหมิงเฟิง พี่ใหญ่จิ้งพวกเขาช่วยดูแลข้ามาตลอดทั้งยังช่วยชีวิตข้าไว้”
เมื่อกล่าวจบมันจึงแนะนำครอบครัวของตนต่อทั้งคู่ “พี่ไป๋ พี่จิ้ง นี่คือพี่ชายข้า นามว่าเย่เทียนเหวิน และนี่คือท่านอารองของข้า นามว่า เย่เฉวียน”
“เจ้าว่าอะไร พวกเขาช่วยชีวิตเจ้า?ที่เจ้ากล่าวหมายความว่าอย่างไร?”เย่เทียนเหวินพยักหน้าเล็กน้อยแก่ไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงก่อนจะหันกลับไปมองเทียนหมิง
“เอ่อ...”เทียนหมิงไม่ได้ตอบคำถามในทันที มันหันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาลังเล