ตอนที่ 3
กลางดึกคืนนั้น หนิงเสวี่ยเวยเรียกชุ่ยจูเข้ามาในห้อง
“ชุ่ยจู ข้า้าให้เ้าออกไปหาซื้อ 'ผงรากบัวหิมะ' และ 'น้ำมันสกัดจากหญ้าคัน' มาให้ข้าอย่างละนิด”
“คุณหนูจะเอาไปทำอะไรเ้าคะ? หญ้าคันนั่นหากถูกิัจะคันคะเยอจนเป็ผื่นแดงเลยนะเ้าคะ!” ชุ่ยจูใ
“ข้าจะเอามา 'ขัดผิว' ให้พี่ใหญ่ของข้าอย่างไรเล่า” หนิงเสวี่ยเวยหมุนปิ่นไม้ในมือเล่น
แสงเทียนสะท้อนดวงตาของนางจนดูเป็ประกายร้ายกาจ
“ในเมื่อท่านแม่บอกว่านางต้องงดงามที่สุดในงาน ข้าในฐานะน้องสาว... ก็ควรจะช่วยส่งเสริมนางให้ 'โดดเด่น' จนลืมไม่ลงเลยทีเดียว”
ความรักที่ลำเอียงของมารดา สอนให้นางรู้ว่า การเป็คนดีและว่าง่ายมีแต่จะถูกเหยียบย่ำ
ชาตินี้นางจะไม่ร้องขอความรักจากใคร แต่จะทำให้ทุกคนที่เคยทอดทิ้งนางต้องสยบอยู่แทบเท้าด้วยความหวาดกลัว
งานเลี้ยงชมดอกเหมยในวังหลวง... หมากกระดานที่สองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!
ยามเช้าของวันงานเลี้ยงชมดอกเหมย เหมันตฤดูโปรยปรายหิมะบางเบา ปกคลุมหลังคาจวนหนิงหย่วนโหวจนเป็สีขาวโพลน ลมหนาวพัดเอาสะเก็ดน้ำแข็งมากระทบหน้าต่างไม้ แต่นั่นไม่อาจลดทอนความร้อนรุ่มของบรรยากาศภายในจวนได้
ที่เรือนเสวี่ยลั่ว หนิงเสวี่ยหรานยืนตระหง่านอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่
นางสวมชุดที่ตัดเย็บจาก ‘แพรไหมเมฆา’ สีฟ้าครามเหลือบม่วงอ่อน ตัวผ้าทอจากเส้นไหมพิเศษที่สะท้อนแสงแดดเป็รัศมีคล้ายเมฆมงคลลอยล่อง ปักลวดลายดอกเหมยสีเงินด้วยฝีเข็มละเอียดอ่อน ทุกครั้งที่นางขยับกาย ผ้าจะพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต
“งดงาม... งดงามที่สุด หรานเอ๋อร์ของแม่ วันนี้เ้าจะต้องเป็ดาวเด่น ที่ทำให้เด็กสาวทุกคนในวังหลวงต้องสยบลงแทบเท้าลูกสาวของแม่” ฮูหยินเอ่ยด้วยใบหน้าปลื้มปิติ
นางบรรจงเสียบหวีมุกระย้าทองคำลงบนมวยผมของบุตรสาวคนโตอย่างเบามือ
ห่างออกไปไม่ไกล หนิงเสวี่ยเวยยืนนิ่งให้ชุ่ยจูจัดแจงเสื้อผ้า นางสวมชุดสีชมพูอ่อนจาง ที่ตัดเย็บมาั้แ่เดือนก่อนซึ่งหนิงเสวี่ยนหรานไม่ชอบใจ จึงไม่แม้แต่จะใส่แม้เพียงครั้งเดียว
แต่ถึงแม้ชุดนี้จะดูสะอาดสะอ้านและพอดีตัว แต่เมื่อยืนเทียบกับพี่สาวแล้ว นางกลับดูเหมือนสาวใช้คนสนิทมากกว่าจะเป็บุตรสาวจวนโหวอีกคน
“เสวี่ยเวย เ้าตรวจดูความเรียบร้อยของตนเองหรือยัง? อย่าให้ผ้าพาดไหล่หลุดลุ่ยจนดูไม่ได้เชียว” ฮูหยินหันมาปรายตามองบุตรสาวคนรองแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปกุมมือเสวี่ยหราน
“จำไว้นะหรานเอ๋อร์ หากองค์ชายสามทรงทักทาย เ้าต้องตอบด้วยความสำรวมแต่ต้องไม่ห่างเหินเกินไป...”
เสวี่ยเวยลอบยิ้มเย็นมือของนางััถุงหอมขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออย่างแ่เบา ภายในนั้นไม่ใช่เครื่องหอมมงคล แต่เป็ผงละเอียดที่นางผสมขึ้นอย่างพิถีพิถัน...
‘ท่านแม่เ้าคะ ความงามที่ท่านภาคภูมิใจนักหนา อีกไม่นานมันจะกลายเป็ฝันร้ายที่นางไม่มีวันลืมได้ตลอดชีวิต’
ที่หน้าประตูจวน รถม้าหรูหราสองคันจอดรออยู่ หนิงหย่วนโหวในชุดขุนนางเต็มยศกำลังยืนรอส่งภรรยาและบุตรสาวขึ้นรถม้า
แววตาของเขาดูเคร่งขรึมตามนิสัยนักรบ ทว่าเมื่อเขามองเห็นหนิงเสวี่ยเวยที่เดินรั้งท้ายออกมาด้วยชุดที่ดูหมองกว่าใครเพื่อน แววตานั้นกลับฉายแววห่วงใยและเศร้าหมอง
“ท่านพี่ รีบไปกันเถอะเ้าค่ะ เดี๋ยวจะไปถึงวังหลวงสายกว่าใคร มันจะดูไม่งามนะเ้าคะ” ฮูหยินเอ่ยพลางจูงมือหนิงเสวี่ยหรานขึ้นรถม้าคันแรกไปโดยไม่หันกลับมามองบุตรสาวอีกคน
หนิงหย่วนโหวไม่ได้ตามไปในทันที เขาเดินเข้ามาหาหนิงเสวี่ยเวยที่กำลังจะขึ้นรถม้าคันที่สอง
มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมมาจับบ่าน้อยๆ ของนางไว้
“เวยเอ๋อร์...”
หนิงเสวี่ยเวยชะงัก ชาติก่อนท่านพ่อมักจะยุ่งอยู่กับงานในกองทัพและงานราชการจนไม่มีเวลาให้เหล่าบุตรชายบุตรสาวมากนัก แต่นางรู้ว่าลึกๆ แล้วท่านพ่อรักนางไม่แพ้ใคร เพียงแต่เขาเป็คนพูดน้อยและเกรงใจฮูหยินมากเท่านั้นเอง
“เ้าคะท่านพ่อ?”
หนิงหย่วนโหวถอนหายใจเบาๆ เขาหยิบถุงมือบุขนจิ้งจอกอุ่นๆ ออกมาจากอกเสื้อแล้วส่งให้นาง
“อากาศข้างนอกหนาวนัก ในวังหลวงกว้างขวาง ลมแรง เ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี... หากรู้สึกไม่สบายหรือถูกใครรังแก ให้รีบไปหาพ่อที่ลานหน้าพระราชวังทันที พ่อจะอยู่ที่นั่นกับเหล่าขุนนาง”
เขาลดเสียงลงจนเกือบเป็เสียงกระซิบ แววตาเต็มไปด้วยความขมขื่นและเวทนา
“แม่ของเ้า... บางครั้งนางก็ยุ่งอยู่กับพี่สาวของเ้าจนอาจจะมองข้ามเ้าไปบ้าง แต่พ่อไม่ได้มองข้ามเ้า เ้าคือแก้วตาดวงใจของพ่อเหมือนกัน อย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจไปเลยนะ”
หัวใจที่เคยด้านชาของหนิงเสวี่ยเวยสั่นไหววูบหนึ่ง น้ำตาเกือบจะรื้นขึ้นมาคลอเบ้า ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดนี้คือสิ่งที่นางโหยหามาตลอดทั้งสองชาติ
“ลูกทราบแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ ลูกจะระวังตัวและไม่ทำให้ชื่อเสียงของจวนโหวต้องมัวหมอง” นางย่อกายคำนับอย่างสุดซึ้ง
“ไปเถอะ อย่าให้แม่เ้าต้องรอนาน” หนิงหย่วนโหวลูบศีรษะนางด้วยความรัก ก่อนจะส่งนางขึ้นรถม้า
ณ อุทยานหลวงวังหลัง
กลิ่นดอกเหมยหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ ตัดกับลมหนาวที่พัดพาเอากลีบดอกไม้สีแดงและสีขาวร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะ เหล่าคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ต่างประชันความงามกันในชุดหลากสีสัน
เมื่อหนิงเสวี่ยหรานก้าวเท้าเข้าไปในงาน เสียงกระซิบกระซาบด้วยความชื่นชมก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย
ชุดผ้าแพรไหมเมฆาบนตัวหนิงเสวี่ยเวยสะท้อนแสงแดดยามสายจนดูเหมือนนางมีรัศมีล้อมรอบกาย
“นั่นคุณหนูใหญ่จวนหนิงหย่วนโหว หนิงเสวี่ยหรานใช่ไหม? ช่างงดงามสมคำร่ำลือจริงๆ”
“นี่… ชุดนั่น… อ่า… ชุดของนางทำจากผ้าไหมอะไรกัน เหตุใดถึงดูเปล่งประกายเช่นนั้น!”
หนิงเสวี่ยหรานเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความภูมิใจ นางเยื้องย่างอย่างสง่างามไปทางที่ประทับของฮองเฮา โดยมีหนิงเสวี่ยเวยเดินตามเยื้องอยู่ด้านหลัง
“พี่ใหญ่ ท่านดูโดดเด่นมากจริงๆ เ้าค่ะ” หนิงเสวี่ยเวยเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มซื่อๆ
“แต่ดูเหมือนอากาศจะเริ่มร้อนขึ้นเล็กน้อยนะเ้าคะ ดูสิ เหงื่อท่านออกมามากเชียว”
หนิงเสวี่ยหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หือ? ร้อนงั้นหรือ? หิมะเพิ่งตกไปเมื่อครู่ เ้าพูดอะไรไร้สาระ... อ๊ะ!”
จู่ๆ หนิงเสวี่ยหรานก็รู้สึกคันยิบๆ ที่บริเวณลำคอและข้อมือ แต่นางยังคงพยายามรักษาท่าที
‘สงสัยข้าจะแพ้เกสรดอกไม้กระมัง...’
“นั่นองค์ชายสามเสด็จมาแล้วเ้าค่ะ!”
เสียงขันทีประกาศดังขึ้น
“องค์ชายสามเสด็จ!”
องค์ชายสามโจวเฉิงอวี้เดินเข้ามาในงานเลี้ยงด้วยท่วงท่าองอาจ เขาสวมชุดสีม่วงเข้มปักลายัสี่เล็บ
แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ งาน ทันทีที่เขาสบตากับหนิงเสวี่ยหรานที่ยืนอยู่อย่างโดดเด่น เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
หนิงเสวี่ยหรานหัวใจเต้นแรง นางกำลังจะก้าวเข้าไปย่อกายคำนับตามแผนที่มารดาวางไว้ แต่ทว่า... ความรู้สึกคันยิบๆ เมื่อครู่กลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว!
มันไม่ใช่แค่คัน แต่มันเริ่มร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก ผิวขาวเนียนที่ลำคอเริ่มปรากฏรอยปื้นสีแดง และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือมันลามขึ้นไปถึงพวงแก้มของนาง
“พี่ใหญ่! ใบหน้าของท่าน!” หนิงเสวี่ยเวยร้องออกมาด้วยความใ
“เหตุใดจึงมีผื่นแดงเช่นนั้นเล่าเ้าคะ?”
ทุกสายตาในงานเลี้ยง บัดนี้ไม่ได้มองด้วยความชื่นชมอีกต่อไป แต่มองด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจ เมื่อเห็นสตรีที่เคยงดงามราวกับเทพธิดา เริ่มเกาที่ใบหน้าและลำคออย่างเสียกิริยา ผิวหน้าของนางเริ่มบวมแดงจนดูน่ากลัวตัดกับชุดผ้าไหมหรูหรา
องค์ชายสามโจวเฉิงอวี้เดินเข้ามาใกล้ แววตาของเขาไม่ได้มีความเสน่หาแม้แต่น้อย เขามองดูเสวี่ยหรานที่บัดนี้ดูเหมือนคนเป็โรคติดต่อร้ายแรงด้วยสายตาเ็า ก่อนจะเลื่อนสายตาไปสบกับเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ...
เด็กสาวในชุดสีชมพูจืดชางที่เขารู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด
หนิงเสวี่ยเวยสบตาเขาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะรีบก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มแห่งผู้ชนะไว้ภายใต้ท่าทางตื่นตระหนก
‘เกมเริ่มแล้วพี่ใหญ่... ความงามที่เ้าใช้ล่อลวงบุรุษ บัดนี้มันจะกลายเป็สิ่งที่ทำลายตัวเ้าเอง!’
เสียงดนตรีบรรเลงขลุ่ยผิวที่เคยไพเราะบัดนี้ถูกกลบด้วยเสียงฮือฮาของเหล่าสตรีสูงศักดิ์กลางอุทยานหลวง
หนิงเสวี่ยหรานผู้ที่เคยดูสง่างามดุจเซียนบุปผา บัดนี้กำลังดิ้นรนอยู่กับความคันที่รุนแรงราวกับมีมดนับล้านตัวกัดกินิั นางลืมสิ้นซึ่งกิริยามารยาทที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี นิ้วมือเรียวงามพยายามจะเกาไปที่ลำคอและใบหน้าที่บวมแดงจนน่าเกลียด
“หยุดเดี๋ยวนี้! เ้าทำอะไรของเ้า ไม่รักษากิริยาเลยสักนิด หนิงเสวี่ยหราน!”
น้ำเสียงทรงอำนาจและเย็นเฉียบดุจน้ำค้างแข็งดังมาจากที่ประทับ้าสุด
ฮองเฮาทรงวางจอกชาลงกระแทกโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่น แววตาพระนางที่เคยฉายแววเอ็นดูคุณหนูใหญ่จวนโหว บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรังเกียจและขุ่นเคือง
“ในงานเลี้ยงของข้า เ้ากลับมาทำตัวกิริยาต่ำทรามเช่นนี้ได้อย่างไร? ทั้งใบหน้าและท่าทางของเ้า... ช่างน่าอเนจอนาถนัก!”
“ฮองเฮา... เพคะ... หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่ทราบ...” เสวี่ยหรานพยายามจะเอ่ยปากพะงาบๆ แต่นางไม่อาจหยุดมือที่กำลังเกาผิวจนเริ่มมีเืซิบออกมาได้
“ร้อน... หม่อมฉันร้อนเหลือเกินเพคะ...”
องค์ชายสามโจวเฉิงอวี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ขมวดคิ้วแน่น แววตาคมกริบที่เคยนิ่งสงบกลับฉายแววรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
เขาก้าวถอยหลังออกห่างจากหนิงเสวี่ยหรานหนึ่งก้าว ราวกับกลัวว่าความอัปยศหรือ ‘โรคประหลาด’ ของนางจะแปดเปื้อนมาถึงเขา
“เสด็จแม่... สตรีผู้นี้กิริยาไม่อาจชมดูได้ ซ้ำยังมีอาการคล้ายเป็โรคติดต่อร้ายแรงด้วย ควรไล่นางออกไปซะพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงขององค์ชายสามทุ้มต่ำทว่าบาดลึก
“การที่นางปรากฏตัวในสภาพเช่นนี้กลางงานเลี้ยงสำคัญ ถือเป็การลบหลู่พระเกียรติของเสด็จแม่ยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของเขาเปรียบเสมือนดาบที่ฟันลงกลางใจของหนิงเสวี่ยหราน นางมองเขาด้วยน้ำตาคลอเบ้า หวังจะเห็นความเห็นใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงสายตาที่มองนางเหมือนมอง ‘สิ่งสกปรก’
ขณะนั้นเอง หลินฉยงที่เพิ่งเดินเข้ามาในงานพร้อมกลุ่มคุณชาย ก็ชะงักไปเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
เขาจ้องมองหนิงเสวี่ยหรานด้วยความใ ทว่าสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นหนิงเสวี่ยเวยที่กำลังทรุดตัวลงคุกเข่าข้างพี่สาวพร้อมหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหน้าให้พี่สาวอย่าง ‘ห่วงใย’
‘ทำไมเสวี่ยเวยถึงดูแปลกนัก...’
หลินฉยงคิดในใจ แววตาของเขาสั่นไหวด้วยความสงสัย เขาจำได้ว่าเมื่อครู่ก่อนเข้างาน หนิงเสวี่ยเวยดูแปลกไปจากปกติ และตอนนี้ ท่ามกลางความวุ่นวาย นางกลับเป็คนเดียวที่ดูไม่ตื่นตระหนกเลย
“หมอหลวง! มาดูสิว่านางเป็อะไร!” ฮองเฮาทรงตวาดเรียกตัวหมอหลวงที่เฝ้าประจำการเมื่อมีงานเลี้ยงเข้ามา
หมอหลวงชราที่ประจำการอยู่ใกล้ๆ รีบวิ่งเข้ามา เขาใช้เข็มเงินตรวจเช็ดคราบเหงื่อและเศษผงจางๆ ที่ติดอยู่ตามตะเข็บชุดแพรไหมเมฆาของหนิงเสวี่ยหราน ก่อนจะขมวดคิ้วและหยิบเศษผงเล็กๆ ขึ้นมาดม
“ทูลฮองเฮา... คุณหนูใหญ่ไม่ได้เป็โรคติดต่อพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกราบทูล
“แต่ที่ิัของนางเกิดอาการเช่นนี้ เป็เพราะนางัักับ ‘ผงรากบัวหิมะดิบ’ ที่ผสมกับ ‘น้ำมันหญ้าคัน’ ในปริมาณที่เข้มข้นพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วมันไปอยู่บนตัวนางได้อย่างไร?!” ฮองเฮาทรงถามเสียงเขียว
“ดูเหมือนจะถูกพรมไว้ตามตะเข็บเสื้อผ้าและถุงหอมพ่ะย่ะค่ะ เมื่อร่างกายโดนลมหนาวและไออุ่นจากร่างกายกระตุ้น พิษจากหญ้าจะทำให้ิับวมพองและคันอย่างรุนแรง หากเกาจนเืออกอาจทิ้งรอยแผลเป็ไปตลอดชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงสูดปากด้วยความใดังไปทั่วอุทยาน หนิงหย่วนโหวฮูหยินที่นั่งอยู่ถึงกับหน้าซีดเผือด
นางรีบถลาเข้าไปหาบุตรสาวคนโต จนชนหนิงเสวี่ยเวยที่ประคองพี่สาวอยู่กระเด็นออกมา
.
.
ไม่อยากรอ จิ้มเลยค่าาา~~~ ↓⇩↓https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTg5MTU2MyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQyMDkzNCI7fQ