บทที่ 49
จิโตเสะ ฮิเมะ เด็กสาวสัญชาติญี่ปุ่นหนึ่งในผู้ที่ตกกระไดพลอยโจนมาโผล่ที่โลกแฟนตาซีร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นอีกสามคนตอนนี้กำลังประสบปัญหาอย่างหนึ่ง
ฮิเมะเกิดและเติบโตขึ้นในตระกูลจิโตเสะตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก หากเป็นในโลกบเดิมที่เฮจากมาขเพยงเปล่งเสียงเบาๆเหล่าคนรับใช้ก็ต่างพร้อมใจกันดลบันดาลทุกสิ่งที่เธอปรารถนาที่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินตรา ว่ากันว่าไม่มีอะไรในโลกที่ตระกูลจิโตเสะไม่สามารถหาซื้อได้
ในเซลิออนแห่งนี้ก็เช่นกัน เธอและผู้กล้าอีสามคนถูกอัญเชิญมาโดยอาณาจักรริชมอนด์ที่ร่ำรวยและครอบครองทรัพย์สินอยู่อย่างมหาศาลแต่สิ่งที่เธอต้องการนั้นลำพังมีเงินก็ไม่อาจหาซื้อมาได้จะต้องมีความสามารถเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ตระกูลจิโตเสะนอกจากจะเก่าแก่เทียบได้กับตระกูลทาเคโนะอุจิแล้ว สิ่งที่ตระกูลสืบทอดต่อกันมาเป็นมรดกนอกจากว่าธนูเลื่องชื่อแล้วตระกูลจิโตเสะยังครอบครองวิชาดาบโบราณเอาไว้ด้วย ดังนั้นเด็กสาวจึงไม่ค่อยรู้สึกเห็นด้วยที่ถูกจำกัดความสามารถเอาไว้เพียงเพราะคลาสผู้กล้าแห่งคันศร
จิโตเสะต่อสู้โดยคิดว่าตนสามารถถือได้แค่ธนูมาโดยตลอดจะกระทั่งไม่นานมานี้ระหว่างที่กำลังทำการฝึกฝนการต่อสู้เพื่อที่จะได้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ มีอยู่จังหวะหนึ่งที่เธอเกือบจะถูกฆ่าในการต่อสู้กับมอนสเตอร์จะได้ทำการคว้าดาบที่ตกอยู่มาใช้
แน่นอนว่าเธอผ่านการต่อสู้นั้นมาได้ดีและได้รับบทเรียนมามากมาย หนึ่งในนั้นก็คือช่องว่างของคำอธิบายของคลาส ที่เธอเพิ่งจะตั้งคำถามเอาป่านนี้เพราะถึงแม้ตัวคลาสเพียงบอกแค่ว่าเธอนั้นสามารถใช้ธนูได้ดี แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามใช้อาวุธประเภทอื่นๆอย่างที่เธอเข้าใจ ฮิเมะจึงเกิดความคิดที่ต้องการดาบเป็นอาวุธสำรองเพื่อเพิ่มมิติการต่อสู้ให้แก่ตนเอง
นับตั้งแต่วันนั้นทุกครั้งที่มีเวลาว่างเด็กสาวมักจะตรงมาที่เขตอุตสาหกรรมเพื่อหาช่างตีเหล็กเพื่อจะสร้างดาบที่เรียกว่าคาตานะ ดาบญี่ปุ่นที่สืบทอดวิธีการสร้างมาอย่างยาวนานเธอที่เป็นผู้สืบทอดตระกูลจิโตเสะย่อมต้องทราบถึงวิธีการสร้างดาบรวมถึงวิธีในการเปลี่ยนโลหะธรรมดาให้กลายเป็นทามะฮากาเนะโลหะที่มีวิธีการสร้างที่ซับซ้อนที่สุดในโลก
ดาบที่เกิดจากทามะฮากาเนะจะเป็นดาบที่มีน้ำหนักเบาแต่มีความทนทานสูงไม่แตกหักง่าย ทั้งยังสามารถรักษาความคมเอาไว้ได้นาน ทีแรกฮิเมะก็ไม่แน่ใจว่าคาตานะจะจำเป็นสำหรับโลกใบที่เต็มไปด้ยดาบเวทมนต์หรือไม่ แต่จากการใกล้ชิดกับผู้กล้าแห่งดาบอย่างทาเคชิ อาวุธทุกเล่มมีสิ่งที่เรียกว่าค่าความทนทานซึ่งจะลดลงทุกครั้งที่ใช้งาน ซึ่งดาบทุกเล่มที่เธอพบในท้องตลอดนั้นไม่เหมาะสมกับวิชาดาบของจิโตเสะ
ดาบที่ดีมักจะมีวิธีการสร้างที่ยุ่งยาก คาตานะที่เด็กสาวรู้วิธีสร้างอย่างละเอียดนั้นกลับถูกช่างตีเหล็กแห่งลูมินัสส่ายหน้าทุกคน บางคนเพียงแค่ได้ยินวิธีการสร้างไปเพียงไม่ถึงหนึ่งในสิบก็ถอดใจยอมแพ้ทำให้ผ่านมาถึงวันนี้โครงการสร้างคาตานะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลยแม้แต่น้อย
หลายวันก่อนเด็กสาวตัดสินใจส่งสูตรการสร้างคร่าวๆมาที่ร้านอาวุธที่กำลังมีชื่อเสียงในช่วงเวลานี้อย่างร้านค้อนเพลิง ได้ข่าวว่าเจ้าของร้านนั้นมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอแต่เด็กสาวก็ไม่ได้ตั้งความหวังเอาไว้มากมายนักเพราะขนาดช่างตีเหล็กอาวุโสยังยอมแพ้ช่างตีเหล็กตัวน้อยก็ไม่น่าจะต่างกัน
“อะไรนะ ตอบรับอย่างนั้นเหรอ?”
ฮิเมะกล่าวทวนคำด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อหู คำสั่งซื้อของเธอของเธอที่ฝากคนนำสาร์นเอาไปส่งเมื่อเช้าถูกตอบรับภายในเวลาแค่สองชั่วโมง โดยทางนั้นได้แนบจดหมายตอบกลับมาว่าจะขอคุยรายละเอียดกันในบ่ายวันนี้ เด็กสาวจึงจัดเตรียมชุดเสื้อผ้าฮากามะที่เธอตัดเย็บขึ้นเองก่อนจะตรงไปที่รถม้า แน่นอนว่าศาสนจักรย่อมไม่ปล่อยให้เด็กสาวที่เป็นคนสำคัญไปไหนมาไหนคนเดียวจึงเป็นหน้าที่ของอัศวินขาวฝึกหัดอย่างแมนทีลที่ได้รับมอบหมายให้ติดตามเธอ
สารภาพตามตรงว่าฮิเมะรู้สึกอึดอัด ไม่ใช่เพราะร่างกายสูงกำยำของแมนทีลแต่เป็นกิริยาชอบอวดเบ่งและท่าทีคุกคามของอีกฝ่าย ฮิเมะซึ่งเป็นทายาทของตระกลเก่าแก่ย่อมมีศักยภาพในการคัดกรองคน เธอจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแมนทีลที่มีเลเวล 69 ซึ่งไม่ใช่ระดับที่ต่ำเลยจะมียศเพียงแค่อัศวินขาวฝึกหัดซึ่งเป็นยศต่ำสุดของหน่วยรบศาสนจักรถึงแม้ว่าศักยภาพร่างกายจะผ่านเกณฑ์แต่วุฒิภาวะของอีกฝ่ายถือว่าสอบตก
“หวังว่าคงไม่มีปัญหาตามมานะ”
เด็กสาวพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแมนทีลขันอาสาจะลงจัดการตารางนัดให้เพราะพวกเธอเดินทางมาถึงเร็วกว่าเวลาที่นัดเอาไว้ เธออยากจะปฏิเสธแต่แมนทีลหุนหันพลันแล่นเกินไปเผลอเพียงชั่ววูบเดียวชายในชุดเกราะสีขาวก็หายลับเข้าไปในประตูร้านค้อนเพลิงแล้วนั่นทำให้เด็กสาวมีเวลาพินิจน์ร้านค้อนเพลิงอย่างลึกซึ้ง
ก่อนที่จะมาที่นี่ศาสนจักรได้ให้ข้อมูลพื้นฐานของทางร้านเอาไว้แล้ว โดยระบุเป็นตัวอักษรว่าร้านค้อนเพลิงเป็นร้านค้าเก่าแก่ซอมซ่อที่ไม่มีค่าควรแก่การสนใจ แต่พอมาเห็นเข้าจริงๆฮิเมะคิดว่าร้านนี้ก็ไม่เลวนัก ไม่สิ ต้องเรียกว่าดีกว่าที่คิดเอาไว้มากมายนัก ตัวอาคารแม้จะอยู่ในซอยเล็กๆแต่ก็เป็นซอยที่อยู่ติดกับถนนสายหลักทำให้สามารถมองหาได้โดยง่าย
แถมตัวอาคารที่ในรายงานระบุว่าซอมซ่อนั้นแท้จริงกลับเป็นอาคารที่สร้างโดยไม้เงาเนื้อดีให้บรรยากาศปลอดโปร่ง หน้าร้านตกแต่งด้วยกระถางดอกไม้เล็กๆเหนือขึ้นมาหน่อยเป็นกระจกขนาดใหญ่ที่สามารถมองทะลุเข้าไปเห็นข้าวของบางส่วนของร้าน เรียกได้ว่าในแง่ของดีไซน์แล้วร้อนค้อนเพลิงให้บรรยากาศที่ดูทันสมัยมากกว่าหรูหราแบบร้านอื่นๆที่เธอเคยเห็นมา
ผ่านไปหลายนาทีจนเธอเริ่มกังวล จนในที่สุดเด็กสาวก็ไม่อาจรอได้อีกต่อไปเธอเปิดประตูรถม้าแต่ทันทีที่เท้าของเธอแตะพื้นเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
โครม ตุบ
ประตูไม้เนื้อหนาถูกผลักออกพร้อมๆกับที่ร่างของอัศวินขาวฝึกหัดแมนเทิลจะลอยละลิ่วกระแทกเข้ากับกำแพงปูนฝั่งตรงข้ามของร้าน ฮิเมะตกใจที่เรื่องราวกลับตาลปัตรเช่นนี้รีบปรี่เข้าไปดูอาการของอัศวินหนุ่มปรากฏว่าอีกฝ่ายนั้นเพียงจุกท้องจนพูดไม่ออก
“นี่มัน...”
เด็กสาวพึมพำก่อนจะเหลือไปเห็นลูกเหล็กสีเงินติดแน่นอยู่กับชุดเกราะชั้นดีของศาสนจักร ลูกเหล็กหนาหนึ่งข้อนิ้วนั้นจมลงไปในเกราะระดับสูงเกือบครึ่งดูจากอาการแล้วคนๆนี้คงไม่อาจลุกขึ้นมาโดยง่ายแม้จะเสียพลังชีวิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“เอาเจ้าคนไร้มารยาทนั่นออกไปซะ”
เสียงๆหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังของเด็กสาวจนเธอต้องเอี้ยวกลับไปดู ก่อนจะพบกับร่ายของเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำราวกับท้องฟ้ายามราตรีและดวงตาเย็นชาสีทับทิม เขาแต่งกายด้วยเสื้อรัดรูปแขนกุดสีดำและกางเกงขาบานที่หุ้มบริเวณข้อเท้าเอาไว้ ใบหน้าของเขาเรียกได้ว่าหล่อเหลาพอๆกับทาเคชิแต่มีความคมเข้มมากกว่าทาเคชิที่หนักไปทางหน้าหวาน
ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่เด็กสาวกระตุ้นให้เธอตื่นจากภวังค์ก่อนจะรีบลุกขึ้นจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยท่าทางเอาเรื่อง
“ทำไมต้องทำรุนแรงด้วย รู้รึเปล่าว่าพวกเราเป็นคนของศาสนจักรน่ะ”
ตามปกติแล้วมนุษย์ส่วนใหญ่ในเซลิออนมักจะมีความเกรงใจศาสจักรแห่งแสงอยู่สามส่วน แต่คำข่มขู่นั่นใช้ได้แค่กับบุคคลที่นับถือในตัวเทพีเท่านั้น เอเลนที่นับถือเทพีเซเลสเทียร์ทั้งยังเป็นอัครทูตเทพสงครามย่อมไม่มีทางเกรงกลัวคำขู่ลอยๆนี่เด็ดขาด
“คนของศาสนจักรแล้วไง? แล้วพนักงานของผมไม่ใช่คนรึยังไงที่ผมโยนไอ้โง่นี่ออกมาเพราะมันเกือบจะทำร้ายพนักงานของผม”
เอเลนพูดด้วยท่าทีเอาเรื่องไม่แพ้กัน เขาเป็นเจ้าของร้านย่อมมีหน้าที่ต้องปกป้องลูกจ้างอย่างเคทดวงตาสีทับทิมเผยประกายคมกริบราวกับดาบเล่มหนึ่ง ตอนนั้นเองที่แมนเทิลเริ่มได้สติมันประคองตัวเองขึ้นมาด้วยความยากลำบาก
จริงๆฮิเมะก็พอจะรู้ต้นสายปลายเหตุอยู่บ้างแต่ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะเธอยังคงอยู่กับฝ่ายศาสนจักร เวลาจะทำอะไรต้องทำทีเป็นว่าตนเข้าข้างไปก่อนเพราะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเธอในระยะยาวมากกว่า
“แก...แกกล้าดียังไงถึงลงมือกับอัศวินขาว”
แมนเทิลประคองตนเองขึ้นมาเหยียบกายตรงอย่างยากลำบากลูกเหล็กที่ฝังอยู่ในเกราะของมันจะไม่ได้มีพลังโจมตีมากแต่ก็ทำให้มันจุกเสียดอยู่นานพอสมควร
“สารรูปแบบนั้นยังจะกร่างได้อีกนะ ใช่ ถ้าชั้นกล้าแล้วจะทำไมในเมื่อฝั่งแกเป็นคนเริ่มก่อน”
“แต่พนักงานของคุณก็ยังไม่เป็นอะไรเลยนี่”
ฮิเมะตั้งข้อสังเกตเพราะเคทที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลังนั้นแม้จะมีใบหน้าซีดเซียวแต่ก็ไม่มีบาดแผลเลยซักนิด ฮิเมะหันไปพูดกับแมนเทิลอย่างใจเย็นเพราะอย่างไรซะเธอเองก็ยังมีธุระกับที่นี่อยู่จึงได้ยอมลงให้ครี่งทาง
“แมนเทิลไปรอที่รถม้าก่อนเถอะ ดิฉันไม่ต้องการให้เรื่องมันใหญ่โต”
พอถูกพูดด้วยน้ำเสียงขอร้องแกมบังคับเช่นนี้แมนเทิลก็ไม่อาจหักหน้าผู้กล้าแห่งคันศร มันได้แต่จำหน้าเอเลนเอาไว้ก่อนจะเดินไปรวมกับคนขับรถม้าตามคำสั่ง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยฮิเมะก็หันมาพูดกับเอเลน
“ถือว่าทางฉันเป็นคนขอโทษแล้วกันค่ะ คนของชั้นทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ”
เมื่อพูดจบเด็กสาวก็ค้อมศีรษะขอโทษตามความเคยชินของคนญี่ปุ่น เอเลนเองก็ไม่คิดว่าเรื่องราวจะจบลงง่ายดายปานนี้จึงสลายลูกเหล็กที่เกิดจากการจำแลงศาสตราทิ้งไปก่อนจะพยักหน้า
“ช่างมันเถอะ ในเมื่อคุณเองก็ขอโทษด้วยตัวแล้วจะให้ผมตอแยต่อก็คงไม่ใช่เรื่อง”
เอเลนพูดจบก่อนจะหันไปส่งเสียงเรียกเคท
“ขอโทษนะเคท ผมจะรับแขกของเราคนนี้เองคุณช่วยไปเตรียมชุดถ้วยชากับขนมสำหรับรับแขกแล้วค่อยไปพัก ผมอนุญาตให้คุณพักยาวกว่าปกติได้”
ฮิเมะที่ได้ฟังก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเพราะเอเลนนั้นดูเป็นเจ้าของร้านที่มีมารยาทมากกว่าร้านตีเหล็กร้านอื่นๆที่หยิ่งทรนงในชื่อเสียง บางร้านแค่มารยาทในการทักทายยังไม่มีด้วยซ้ำ
“ส่วนคุณ...ขอโทษนะ พอดีผมยังไม่รู้จักชื่อคุณ ผมเอเลนเป็นเจ้าของร้านค้อนเพลิง”
เสียงของเด็กหนุ่มได้ปลุกเธอขึ้นจากภวังค์ เด็กสาวเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นเจ้าของร้านจากการที่เขาสามารถเหวี่ยงร่างอันใหญ่โตเทอะทะของแมนเทิลออกมานอกร้านได้ราวกับโยนใบไม้แห้งฮิเมะรีบสงวนท่าทีก่อนจะตอบกลับไปอย่างมีมารยาท
“ดิฉัน จิโตเสะ ฮิเมะ จิโตเสะคือนามสกุลค่ะยินดีที่ได้รู้จัก”
“เช่นกันครับ”
เอเลนกล่าวตอบพร้อมกับความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ต่อให้มีชื่อที่แปลกแค่ไหนเอเลนก็ยังไม่เคยเห็นใครมีชื่อขึ้นต้นก่อนนามสกุลมาก่อนแต่ทุกคำถามจะคลี่คลายทันทีหากคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนจากต่างโลก
“เชิญด้านในก่อน”
เอเลนผายมือไปด้านในก่อนที่ทั้งคู่จะย้ายกันมายังห้องรับแขกซึ่งหลังจากเคทนำชาและขนมมาให้เธอก็ขอตัวออกไปตามมารยาท ฮิเมะจ้องมองประตูที่ปิดลงก่อนจะยกกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆพลางคิดในใจ
ถ้วยชาและขนมคล้ายพวกผู้ดีอังกฤษ กิริยามารยาทของเขาเองก็มีมากเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นเพียงแค่ช่างตีเหล็ก
เด็กสาวคิดในใจก่อนจะเลื่อนสายตามายังเอเลนที่กำลังอ่านรายละเอียดคำสั่งซื้ออีกครั้งอย่างตั้งใจก่อนจะตัดสินใจเปล่างเสียงอย่างแผ่วเบา
“สเตตัส อินสเปคชั่น(Status Inspection)”
หลังจากมาที่โลกใบนี้ท่านเทพธิดาหรือที่ศาสนจักรและชาวเซลิออนรู้จักกันในชื่อเทพธิดาแห่งความเมตตาและความหวังอาริอันนา ได้ทำการปรับเปลี่ยนทักษะที่มีความจำเป็นต้องออกเสียงให้เป็นภาษาอังกฤษซะส่วนใหญ่เพื่อให้พวกเธอที่ยังอ่านภาษากลางของเซลิออนไม่คล่องสามารถปรับตัวได้ง่าย
ชื่อ เอเลน
เลเวล 73
พลังชีวิต 41,100 / 41,100
มานา 47,300 / 47,300
คลาส ช่างฝีมือ(A)
ฉายา (ไม่สามารถมองเห็นได้)
พละกำลัง 3760
ความว่องไว 3960
สติปัญญา 2950
ความอดทน 4000
โชค 5
ค่าความชำนาญ 9600
ทักษะติดตัวที่ครอบครอง 25 ชนิด
ทักษะเรียกใช้ที่ครอบครอง 37 ชนิด
“...”
ฮิเมะจ้องมองหน้าต่างสถานะที่เธอมองเห็นแค่คนเดียวด้วยแววตาเหม่อลอย ความสงสัยที่ว่าเอเลนสามารถอัดเจ้าแมนเทิลจนปลิวได้ง่ายๆนั้นหายไปในพริบตา แมนเทิลไม่ได้เพียงแค่สะดุดก้อนหินแต่ชนเข้ากับสันเขื่อนเข้าไปเต็มๆ ค่าสถานะระดับยอดมนุษย์ที่เหนือกว่าแมนเทิลที่เป็นอัศวินสายต่อสู้ไปหลายเท่าหากไม่มีคลาสกำกับว่าช่างฝีมือเด็กสาวคงคิดไปแล้วว่าคนๆนี้คือคลาสสายต่อสู้
“คุณฮิเมะ คุณฮิมะ!”
เมื่อรู้สึกตัวเด็กสาวก็ถูกเสียงของเด็กหนุ่มกระชากออกจากภวังค์ ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มปรากฏร่องรอบของความตึงเครียด
“สูตรการผลิตที่คุณมอบให้ผมนี้ไม่สมบูรณ์ใช่หรือไม่ หากเป็นแบบนี้ผมก็ไม่อาจสร้างอาวุธรที่คุณต้องการได้”
เมื่อได้ยินดังนั้นผู้กล้าแห่งคันศรก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ นี่เป็นหนึ่งในบททดสอบที่เธอมอบให้ช่างตีเหล็กทุกคน ใครก็ตามที่จะทำงานร่วมกันกับเธอนอกจากจะมีความสามารถแล้วยังต้องมีไหวพริบด้วย
แน่นอนว่าสูตรกการผลิตที่เธอมอบให้นั้นเป้นสูตรที่ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากยังขาดวิธีการทำคาตานะที่มีความสำคัญมากที่สุดอย่างการสร้างทามะฮากาเนะไป แน่นอนว่าช่างตีเหล็กที่มีมีตาหามีแววย่อมมองไม่เห็นกับดักที่เธอจงใจซ่อนเอาไว่ในสูตรการผลิต
“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น?”
แม้จะพึงพอใจแต่ก็ใช่ว่าเอเลนนั้นจะผ่านการทดสอบ เด็กหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปยังสูตรการผลิต
“สูตรการผลิตนี้หากทำตามขั้นตอนที่ให้มาครบถ้วนทุกประการก็จะสามารถผลิตยุทธภัณฑ์ออกมาได้ก็จริงแต่เรกดที่ออกมาจะต่ำเกินกว่าจะเอาไปใช้งานจริงได้ ผมเดาว่าปัญหาอยู่ที่วัสดุที่ใช้หากไม่ใช่วัสกดดุระดับสูงก็ต้องมีวิธีการสังเคระห์ที่ยุ่งยาก”
“ยอดเยี่ยมมากค่ะ”
ฮิเมะยิ้มมอย่างพึงพอใจ
“จริงอย่างที่คุณว่า หากว่าช่างตีเหล็กสักแต่ทำตามสูตรการผลิตโดยไม่เฉลียวใจกับเรื่องนี้ตัวดาบที่ได้มานั้นจะมมีอายุการใช้งานต่ำเพราะตัวดาบขาดความทนทาน คุณเป็นแรกเลยนะคะที่มองเรื่องนี้ออก”
“หืม คนแรก? จริงเหรอเนี่ย”
เอเลนกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจแม้เขาจะคาดเอาไว้แล้วว่าคนของสมาคมช่างตีเหล็กส่วนใหญ่จะโง่แต่ไม่คิดว่าพวกมันจะตาบอดด้วยที่มองกลเม็ดเล็กๆน้อยๆนี่ไม่ออก
“ใช่คุณคือคนแรก! พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนส่ายหน้าทันทีที่เห็นกรรมวิธีที่ยุ่งยากและดูฟุ่มเฟือยนี้”
วิธีการสร้างคาตานะนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์จึงมีขั้นตอนยุ่งยากและดูวุ่นวาย ช่างตีเหล็กที่มุ่งเน้นแต่สร้างเพื่อผลกำไรย่อมคิดว่ามันสิ้นเปลืองและไร้สาระจึงไม่แปลกเลยที่พวกมันจะปฏิเสธงานนที่ดูเหมือนจะเป็นงานเหนื่อยฟรีทิ้งไปแบบนี้
“....ทำไมต้องทำให้วุ่นวายด้วย?”
เอเลนมองไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องทำให้เรื่องมันวุ่นวายถึงเพียงนี้แต่เขาคิดตื้นเกินไป
“สูตรการผลิตนี้สืบทอดต่อๆกันมาภายในตระกูลของดิฉัน ถึงจะไม่ใช่ช่างตีเหล็กแต่ดิฉันไม่ต้องการให้สูตรนั้นสูญหายไปตามกาลเวลา ผู้ที่จะได้รับมอบสูตรนี้ไปนอกจากจะต้องมีความสามารถแล้วเขาจะต้องเป็นผู้ที่เหมาะสม ซึ่งคุณผ่านทุกกรณี”
ไม่ว่าจะเป็นชื่องเสียง ความสามารถในการต่อสู้ บุคคลิคการวางตัวไม่มีช่างตีเหล็กคนไหนสามารถทำได้ดีไปกว่าเด็กหนุ่มที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธออีกแล้ว
“ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลก็เถอะ แต่ผมตกลงรับงานนี้”
เอเลนรับคำ ฮิเมะพยักหน้าก่อนจะนำสูตรการผลิตที่แท้จริงออกมาวางในรูปขิงสมุดจดเล่มหนึ่ง
“เนื่องจากดิฉันไม่ใช่ช่างตีเหล็กหรือช่างเขียนแบบ กรรมวิธีจึงถูกเขียนออกมาวในรูปแบบของสมุดจด”
“เข้าใจแล้ว”
เอเลนพลิกหน้าสมุดขึ้นดวงตาสีทับทิมกวาดผ่านแต่ละหน้าอย่างตั้งใจในเมื่อลูกค้ามอบความไว้วางใจให้แก่เขาแล้วเขาจะต้องทำให้ดีที่สุด ฮิเมะเองก็สงบปากสงบคำเธอเข้าใจว่าการจะเข้าใจขั้นตอนหนึ่งจะต้องใช้เวลาแต่แล้วจู่ความเร็วของเด็กหนุ่มพลันเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
ทิพยเนตร
เอเลนแอบโกงโดยใช้เนตรที่สามารถอ่านอนาคตได้ล่วงหน้าสามวินาทีหลังจากพัฒนาแล้ว ก่อนที่อีกสิบนาทีต่อมาเข้าจะปิดหน้าสมุดจดจนเกิดเสียงดัง
ปั้ป!
หลังจากนั่งย่อยข้อมูลทั้งหมดลงสู่สมองเอเลนก็ลุกขึ้นแล้วตรงไปยังห้องหลอมอย่างตื่นเต้นโดยมีฮิเมะที่เป็นนายจ้างเดินตามมาติดๆ เธอสังเกตุเห้นว่าใบหน้าของเด็กหนุ่มในตอนนี้กำลังแสดงสีหน้าราวกับเด็กที่อยากลองของเล่นใหม่
เอเลนรีบลงมาชั้นล่างโดยไม่ลืมเขียนกระดาษแผ่นหนึ่งแปะไว้หน้าประตูโรงหลอมว่าเขากำลังใช้งานห้ามรบกวนโดยเด็ดขาด แต่แล้วก่อนที่เขาจะปิดประตูโรงหลอมก็มีมือเรียวบางของใครบางคนมาจับประตูเอาไว้
“คุณจะเข้ามาทำไม?”
เอเลนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงขัดใจแต่เด็กสาวชาวญี่ปุ่นนั้นไม่แยแส
“ชั้นเป็นเจ้าของสูตร และมีความต้องการที่จะเฝ้าดูการคืนชีพของดาบเล่มนี้”
“ไม่ได้ คุณเป็นลูกค้าเข้าไปก็เกะกะผมเปล่าๆ”
เอเลนตอบแบบไม่อ้อมค้อมแต่เด็กสาวยังคงแสดงเจตนาว่าไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องเข้าไปภายในโรงหลอมนั้นให้ได้
“ชั้นสัญญาว่าจะไม่เข้าไปเกะกะ ส่งเสียง หรือก่อความลำบากใจให้แก่คุณ ชั้นแค่อยากดูให้เห็นกับตาว่าชั้นไม่ได้คิดผิด”
“....”
พอเห็นสายตาแน่วแน่ของเด็กสาวเอเลนที่ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้แม้แต่นาทีเดียวก็ได้แต่รับคำ
“ก็ได้ รีบเข้ามา”
พอได้รับอนุญาตเด็กสาวก็รีบสาวเท้าเข้ามาในโรงหลอม เมื่อประตูปิดอักขระรูนที่ถูกออกแบบและจัดวางมาพิเศษก็เริ่มทำงาน โดยเอเลนแอบปรับการไหลของเวลาให้เร็วมากกว่าที่เคยเพราะงานนี้ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากโดยไม่ลืมแผ่พลังไปปกคลุมร่างของลูกค้าเอาไว้ชั้นหนึ่งเพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากเวทมนต์กาลเวลาแบบเขา
หืม ไม่รู้ตัวเลยเหรอเนี่ย
เอเลนประหลาดใจที่ฮิเมะไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีพลังเวทมนต์แปลกปลอมปกคลุมร่างกายของเธออยู่ นั่นเป็นเพราะเด็กสาวรวมถึงชนชาวต่างโลกทุกคนนั้นเคยชินกับการใช้ดวงตามากกว่าสัมผัสบวกกับพลังเวทมนต์แห่งการเวลานั้นไร้สีทำให้หากไม่ตั้งใจจริงก็มองไม่ออก
เอเลนรีบจัดเก้าอี้ให้เธออยู่ห่างจากเขาประมาณสิบเมตรก่อนที่เขาจะจัดเตรียมวัสดุจนเสร็จแล้วกล่าวขึ้น
“กรรมวิธีที่คุณกำลังจะได้รับชมต่อไปนี้ใช้เวลาดำเนินการหลายวัน แต่ไม่ต้องห่วงเพราะโรงหลอมของทางร้านเรานั้นมีอัตราการไหลของเวลาที่สูงกว่าภายนอกมาก คิดว่ากว่าดาบจะเสร็จก็คงเข้าสู่ช่วงเย็นพอดี”
เด็กสาวพยักหน้า โชคดีที่เธอไม่สงสัยในพลังแห่งกาลเวลาที่แสนหายากนี้เลยแม้แต่น้อย ฮิเมะเพียงแค่คิดว่านี่คงเป็นเรื่องปกติของโลกแฟนตาซีที่ทาเคชิชอบพูดถึงแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าที่นี่มันเหมือนกับสถานที่หนึ่งในมังงะที่เป็นอมตะสำหรับชาวญี่ปุ่น
“ยังกับห้องแห่งกาลเวลาเลย...”
เด็กสาวบ่นพึมพำก่อนจะนั่งลงอย่างสงบ ฝ่ายเอเลนเองก็เตรียมอุปกรณ์ทั้งหมดจนเสร็จแล้วก็รีบลงมือต่อในทันที
แทนที่จะจุดเตาหลอมแบบปกติ เอเลนกลับเริ่มที่การตัดสรรก้อนโลหะที่จะใช้ในการตีดาบก่อนโลหะที่เอเลนเลือนใช้ไม่ใช่โลหะที่ดีที่สุดจากฟาเร็ทแต่เป็นก้อนโลหะที่ยังไม่ผ่านการถลุงเลยแม้แต่ครั้งเดียว เด็กหนุ่มใช้ค้อนทุบก้อนเหล็กพวกนี้จนแหละเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะมานั่งเลือกทีละชิ้น
จากสูตรลับ(ตั้งเอง)ที่ตระกูลจิโตเสะสืบทอดกันมาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคนไม่ใช่สูตรการผลิตที่เป็นของตาย ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีตลอดทั้งประวัติศาสตร์ตระกูลจิโตะเสะได้มีการพัฒนาสูตรการผลิตคาตานะมาโดยตลอด ดังนั้นสูตรในมือของเอเลนจึงไม่ใช่สูตรที่ล้าหลังแม้มันจะไม่มีเทคโนโลยีของอีกโลกคอยช่วยในกระบวนการผลิตเลยก็ตาม
โลหะที่จำเป็นต่อการสร้างทามะฮากาเนะนั้นไม่ใช่โลหะชั้นดีแต่เป็นส่วนหนึ่งของโลหะซึ่งสามารถหาได้ยากมากๆ ผู้ที่จะสร้างทามะฮากาเนะจะต้องเริ่มการการนำแร่โลหะดิบที่ยังไม่ผ่านการถลุงมาบดให้แตกก่อนจะเลือกเอาเหล็กส่วนที่เป็นสีเงินขาวออกมา ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วสามารถหาได้ครั้งละหนึ่งปลายหัวนิ้วก้อนต่อหนึ่งก้อนเท่านั้นง
ถึงเอเลนจะเป็นช่างฝีมือที่มีความสามารถแต่สิ่งที่เขายังขาดอยู่นั่นก็คือโชค เขาต้องเสียโลหะกว่าสามลังกว่าจะหาวัสดุสร้างทามะฮากาเนะได้จนครบโดยมีฟาเร็ทคอยทำหน้าที่กินเศษแร่ที่กระจัดกระจายอย่างเงียบงัน
หลังจากจัดหาวัสดุได้จนครบแล้วขั้นตอนต่อมาก็ถือว่ายากลำบากไม่แพ้กัน เอเลนจะต้องนำเหล็กที่ผ่านการคัดสรรแล้วมาจัดเรียงลงบินแม่พิมพ์สี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะสามารถวางมันลงไปมั่วๆได้เพราะแร่แต่ละชิ้นจะมีลวดลายไม่เหมือนกัน ที่เขาต้องทำก็คือจัดเรียงพวกมันให้ไปในทิศทางเดียวกัน
กริ้ก
“ฟู่ว ยากกว่าที่คิดนะเนี่ย”
เอเลนบ่นพึมพำออกมาถึงขั้นตอนจะฟังดูเหมือนง่ายแต่พอเอาเข้าจริงเขาก็ทำพลาดจนทำให้ต้องมีการจัดเรียงใหม่อยู่หลายครั้ง บางทีแร่ที่เขาเลือกมานั้นมีลวดลายที่สลับซับซ้อนเกินไปทำให้ต้องคัดแร่นั้นทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
ฝ่ายฮิเมะที่เฝ้ามองอยู่อย่างเงียบงันก็อดเห็นภาพของท่านปู่ของเธอซ้อนทับลงบนร่างของเด็กหนุ่มผมดำผู้นี้ เขาเป็นรองผู้นำตระกูลรุ่นก่อนซึ่งตระกูลจิโตเสะนั้นเหล่าทายาทสามารถเลือกร่ำเรียนสาขาใดก็ได้ที่ตนถนัดอย่างฮิเมะที่เลือกเรียนด้านการใช้ดาบ ธนู และการบริหาร ในขณะที่ท่านปู่นั้นเลือกที่จะสืบทอดการตีเหล็กและวิชาดาบ
“ฮิเมะเอ๋ย จงจำไว้อย่าให้สูตรการสร้างคาตานะของจิโตเสะเราสูญหายไปตามกาลเวลาเด็ดขาด”
คำพูดของท่านปู่ก่อนที่ท่าจะสิ้นใจนั้นยังคงดังกึกก้องอยู่ในจิตใจของเด็กสาวมาโดยตลอด แม้จะเสียใจที่เธออาจสืบทอดได้เป็นเพียงราวกับบบันทึกช่วยจำเธอจึงอดยินดีไม่ได้ที่ในที่สุดเธอก็พบกับผู้ที่คู่ควร
แม้จะผิดพลาดแต่ก็ไม่ท้อถอย เอเลนเป็นคนเช่นนั้น
เผลอเหม่อไปอึดใจเดียวเอเลนก็ถือแท่งเหล็กยาวเอาไว้ในมือ เขาวางมันทาบลงบนแร่เหล็กที่ถูกจัดเรียงเอ่าไว้อย่างสวยงามในแม่พิมพ์ที่ก้นแม่พิมพ์รองเอาไว้ด้วยกระดาษหนาที่ถูกชุบน้ำจนชุ่ม เอเลนกดแท่งเหล็กอย่างเบามือก่อนจะนำกระดาษหนาอีกแผ่นมามัดทุกอย่างให้เป็นก้อนเดียวกัน
ฉึบ
หลังจากมั่นใจว่ากระดาษถูกมัดจนแน่นเด็กหนุ่มก็ค่อยๆพลิกแม่พิมพ์ก่อนเคาะอย่างเบามือ ห่อกระดาษที่บรรจุแร่และแท่งเหล็กยาวหล่นออกมา เอเลนจับที่ด้ามของแท่งเหล็กก่อนจะประคองมันไปที่เตาหลอมก่อนจะสอดมันเข้าไปในช่องเล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้
ตามปรกติแล้วทามะฮากาเนะจะต้องถูกหลอมโดยใช้เตาหลอมแบบที่ทำขึ้นมาพิเศษ ไม่ใช่เพราะความสวยงามแต่เพื่อเร่งอุณหภูมิให้ได้ห้าพันองศาดังนั้นเตาหลอมมักจะพังทันทีที่ทามาฮากาเนะถูกสร้างจนสมบูรณ์
เด็กสาวอยากจะรู้เหลือเกินว่าเด็กหนุ่มผมดำจะใช้วิธีการไหนในการเพิ่มอุณหภูมิให้ไปถึงจุดดังกล่าวเพราะไม่ว่าจะมองยังไงเตาหลอมของร้านค้อนเพลิงก็ดูเป็นแค่เตาหลอมธรรมดาทั่วๆไปที่สามารถพบได้ในยุคกลาง เธอคิดแบบนั้นโดยที่ไม่รู้เลยว่าบ้านทั้งหลังถูกเสริมด้วยพลังอำนาจของภูติธรณีจึงมีความทนทานมากกว่าปกติ
เอเลนที่กำลังยืนหันหลังให้แก่เด็กสาวอยู่พลันขยับริมฝีปากเบาๆพร้อมกับที่วงแหวนในดวงตาสีทับทิมคู่สวยจะทอแสงอ่อนๆ
“สลามันเดอร์ มาหาชั้น”
ไวเท่าความคิดภูติแห่งอัคคีตัวน้อยพลันปรากฏ ฮิเมะไม่อาจมองเห็นร่างเล็กของภูติตัวน้อยที่กำลังลอยอยู่เหนือศีรษะของเอเลน ลำตัวสั้นป้อมและหางที่มีความยาวเกือบเท่าลำตัวคล้ายกิ่งก่าโบกสะบัดไปมาดวงตาของมันจับจ้องไปยังอาคันตุกะแปลกหน้าด้วยแววตาใคร่รู้
แต่เมื่อมหาภูติไม่ได้ออกคำสั่งมันก็เลือกที่จะไม่แสดงร่างกายให้ใครเห็น เอเลนที่สัมผัสได้ถึงการมาถึงของสหายจึงเปล่งเสียงอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง
“ช่วยจุดไฟให้หน่อยได้ไหม”
แทนคำตอบสลามันเดอร์พลันบินลอดเข้าไปในเตาหลอมก่อนที่แสงสีเพลิงจะเปล่งออกมาจากเตาหลอมราวกับดวงอาทิตย์ ฮิเมะตกใจจนเผลอลุกขึ้นยืนเพราะคิดว่านี่คือการระเบิด ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะสิ่งที่เธอกำลังเห็นอยู่นี่คือพลังของภูติอัคคีระดับกลางทั้งยังเป็นว่าที่ราชันย์ภูติ
*******************************************
ช่วงบ่นท้ายตอน
จริงบทนี้เขียนเสร็จหนึ่งวันหลังจากที่เขียนบทที่ 48 เสร็จ ตอนแรกตั้งใจว่าจัะอัพติดกันแต่คิดดูอีกทีกลัวจะเอียนกันเกินไปเลยเลือกที่จะอััพช่วงกลางสัปดาห์ดีกว่า ตอนนี้จะกลายเป็นว่าหากสัปดาห์หนึ่งเขียนได้สองตอน ตอนนึงจะอัพโหลดวันเสาร์(ปกติ)แะอีกตอนจะยกยอดเป็นกลางสัปดาห์(พิเศษ)แทนนะครับ
Zero Times