เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 45 เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว


     

       ในที่สุดฝ่ามือพลังปราณรูปอสรพิษพุ่งตรงจากฟ้าประทับเข้ากลางหลังเด็กชายเข้าอย่างจังทำให้ตัวเขาล้มคะมำใบหน้าไถลไปกับพื้นดินร่างกระแทกเข้ากับต้นสนใหญ่จนหักโค่นลงระเนระนาด

     

    เมื่อฝุ่นจางลงพบร่างหนึ่งในชุดสีขาวกำลังนอนกอดเด็กผู้หญิงร่างเล็กไว้ในอ้อมอก

     

       ลูคัสก้มตรวจสอบเขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งที่เด็กสาวไม่เป็นอะไรก่อนวางเธอพิงไว้ใต้ต้นไม้อย่างแผ่วเบา
    เขายันตัวขึ้นอย่างสุดความสามารถหลังจากหนีมาเป็นเวลานานขาทั้งสองข้างของเด็กชายชาจนไร้ความรู้สึกไปหมดแล้วปกติตัวเขาเป็นคนที่รู้จักเอาตัวรอดแต่วันนี้ไม่มีสักเสี้ยวความคิดที่จะทิ้งเด็กสาวไว้ด้านหลังแล้วหนีไปคนเดียว

     

    ชายในชุดน้ำตาลร่อนตัวลงพื้นดินอย่างนุ่มนวล

     

    "ข้านับถือในความรักพวกพ้องของเจ้า...แต่นี่ไม่ใช่ความแค้นส่วนตัวโปรดเข้าใจข้าด้วย"แม้คำกล่าวฉางยีจะเอ่ยออกมาแบบนั้นแต่ในแววตาของปราศจากความสำนึกผิดมันกลับดูเหมือนคนที่โล่งใจเมื่อปัญหาผ่านพ้นไปแล้ว

     

       ลูคัสไม่เอ่ยคำใดเขารู้ว่าต่อให้ขอร้องยังไงก็เปล่าประโยชน์เขาเตรียมตัวในท่านั่งม้าฝ่ามือวนเป็นเงาเลือนรางของสัญลักษณ์หยินหยางกลิ่นอายปรมาจารย์แผ่ขยายออกไป

     

    เมื่อไม่มีทางให้หนีลูคัสก็พร้อมที่จะสู้จนตัวตายทักษะมวยแปดถูกเปิดออกเพื่อป้องกันการโจมตีจากรอบทิศ

     

    "ยอมแพ้เสียเถอะเจ้าหนุ่มต่อให้มีเจ้าอีกสิบหรือร้อยคนก็มิใช่คู่มือข้าฉางยีผู้นี้"

     

       สายตาของลูคัสพร่ามัวเมื่อภาพตรงหน้ากำลังจะดับลงเลือดไหลหยดลงจากมุมปากเด็กชายกัดลิ้นเพื่อไม่ให้ตัวเองหมดสติ หากมีใครในโลกวรยุทธมาพบเข้าคงต้องหัวเราะจนฟันร่วงเป็นแน่เด็กชายที่มีตาขวาข้างเดียวในระดับรวมปราณกำลังตั้งท่าเตรียมสู้กับเทพสงคราม

     

    ลูคัสใช้ก้าวพริบตาเข้าหาฉางยีที่ยืนห่างออกไปห้าเมตรดรรชนีทองคำถูกจี้ออกไป

     

       ฝ่ายตรงข้ามเอี้ยวหลบอย่างไม่ทุกข์ร้อน ฝ่ามือเมฆไหลรวบหางนกยูง แส้เดี่ยวทุกเพลงหมัดส่งตรงเข้าจุดตายมีเพลงหมัดเกลียวคลื่นหมัดเดียวที่เข้าเป้าแต่ฉางยีก็ทำเพียงยกมือปัดเสื้อเท่านั้น

     

     เมื่อทั้งสองทิ้งระยะออกไปเด็กชายไม่ยอมแพ้เตรียมจะยิงดรรชนีกัมปนาทเข้าใส่แต่ทว่า

     

    สวบ!ลูคัสลดสายตาลงมาด้านล่างมีฝ่ามือที่คมดังเหล็กกล้าทะลวงเข้าสู่ท้องน้อยของเขาใบหน้าเด็กชายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดก่อนถูกสับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มนี่คือโอกาสที่เขารอคอย ตู้ม! บาทาคชสารเต็มกำลังถูกใช้ออกมา

     

     

     

    ผ่านไปห้าลมหายใจ

     

    มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากม่านฝุ่น

     

    “เจ้ารู้หรือไม่ว่าต่อให้เจ้าโจมตีใส่ร่างข้าอีกสักเท่าใดมดตัวน้อยเช่นเจ้าก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้ข้าได้”

     

    ฉางยียังคงยืนจ้องตรงมายังเด็กชายทักษะบาทาคชสารที่เขาภาคภูมิใจที่สุดก็ไม่สามารถทำอะไรชายตรงหน้าได้

     

    นี่คือความห่างชั้นของระดับพลัง

     

    โลหิตไหลย้อมผืนหญ้าเป็นสีแดงฉานปราณจากตันเถียนกำลังหลั่งไหลออกราวกับลูกโป่งที่เกิดรอยรั่ว

     

    ตั้งแต่วันนี้เขาจะกลายเป็นคนพิการที่ไม่สามารถใช้ทักษะวรยุทธได้อีกแล้ว

     

     ขณะที่ฉางยีจะก้าวไปหาเด็กหญิงเมื่อก้มมองไปยังด้านล่างมีมือชุ่มไปด้วยเลือดจับข้อเท้าเขาเอาไว้

     

    เด็กชายที่สภาพเลือดโทรมกายกำลังรั้งชายชุดสีน้ำตาลคนหนึ่งไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าจากจับกลายมาเป็นกอดรัด ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนายิ่งนัก

     

     "อั่ก" ฝ่ามือถูกทุบลงมาที่ไหล่ขวาของเด็กชายร่างเขาสะเทือนก่อนเลือดจะทะลักออกมาจากบาดเดิมแผลราวกับเขื่อนแตก สายตายังมีประกายมือยังเกาะแน่นไม่ยอมปล่อย

     

       เดิมทีฉางยีคิดว่าแค่เพียงทำลายการบ่มเพาะของเด็กตรงหน้านี้ทิ้งไม่ให้เป็นภัยในภายหลังก็เพียงพอแต่ตอนนี้เขากำลังจะเปลี่ยนใจ ปราณถูกบีบอัดที่ฝ่ามือข้างขวา

     

    "ปล่อยเขาแล้วเจ้าไปได้" มีเสียงก้องข้างหูฉางยี

     

    "สุภาพชนไม่ควรยุ่งกับเรื่องของผู้อื่น"ฉางยีหันไปรอบทิศก่อนกล่าวออกมา

     

    ฉางยีกำลังกังวลใจตนได้รับคำสั่งจากหยางอันให้ฆ่าเด็กสาวผู้นี้แล้วนำศพของเธอกลับไปด้วยอย่างครบสามสิบสอง

     

    "งั้นเจ้าก็ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ซะ"จิตสังหารบ้าคลั่งส่งตรงเข้าสู่ร่างของฉางยี

     

       ร่างชายชุดน้ำตาลสั่นเครือพลังปราณกระจัดกระจายเขาสะบัดขาหลุดจากพันธนาการเด็กชายก่อนรีบเหินร่างกลับไปยังทิศทางเดิมด้วยความเร็วสูงสุด

     

    ลูคัสล้มลุกคลุกคลานด้วยความรีบร้อน

     

    "อากิโกะ อากิโกะ พวกเรารอดแล้ว"ตอนนี้เขาเป็นเพียงเด็กชายผู้ไร้เดียงสาคนหนึ่ง

     

    ขณะนี้เด็กหญิงมีใบหน้าซีดขาว"ขอบคุณนะ" เธอยิ้มออกมา

     

    "เรารอดแล้วอดทนไว้ก่อนผมจะพาเธอไปรักษา"เขาพยายามจะยกตัวเด็กสาวขึ้นแต่ถูกเธอห้ามไว้

     

    "พอเถอะลูคัส" นัยน์ตาสีดำจ้องมายังเขาใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยรอยยิ้มจริงใจ

     

    ต่างจากเด็กชายที่น้ำตาไหลออกมาอย่างหยุดไม่ได้

     

    ลูคัสได้แต่คุกเข่าก้มหน้ามองพื้นดิน

     

    "เราขอดูใบหน้าของเธอชัดๆ หน่อยได้ไหม"อากิโกะวอนขอออกมาด้วยเสียงโรยแรง

     

       เด็กชายทำตามอย่างว่าง่ายสายตาทั้งสองประสานเข้าหากันต่างตรงที่ตาข้างซ้ายของเด็กชายไม่มีอีกแล้วลูคัสควักดวงตาซ้ายตัวเองออกไปเมื่อรู้ว่าถูกพิษนี่เป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด เกิดแสงสว่างสีทองลอยออกจากตาขวาของอากิโกะก่อนเข้าสู่บริเวณตาข้างซ้ายของลูคัส

     

    "เธอทำอะไร" เด็กชายอุทานออกด้วยความตกใจ

     

    "ขอบคุณมากลูคัส..." กล่าวจบมือข้างขวาที่กุมใบหน้าของเด็กชายตกลงสู่พื้น

     

     วินาทีนั้นราวกับโลกพังทลายความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างยังไม่ได้เศษเสี้ยวของความรู้สึกนี้

     

    เด็กชายไม่ตะโกนหรือร้องเรียกเขาค่อยๆประคองร่างของเด็กสาวให้นอนสู่พื้นหญ้าอย่างนิ่มนวลก่อนนั่งมองอยู่อย่างนั้น

     

    สิบชั่วโมงผ่านไป...

     

     

     

    หนึ่งคืน

     

     

     

    สามวัน

     

     

     

    เด็กชายยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหนเลือดแห้งกรังเปรอะเปื้อนเสื้อคลุมสีขาวจนกลายเป็นสีน้ำตาลซีด

     

     

     


    เจ็ดวันผ่านไป

     

     

     

    ฟุดฟิดจิ้งจอกตัวน้อยมาดมร่างไร้วิญญาณของเด็กสาว

     

    "ไป! อย่ามายุ่งกับเธอ" เสียงเด็กชายตวาดลั่นไปทั่วผืนป่า

     

     

     

    กระทั่งสิบวันผ่านไปสายลมพัดพาเศษใบไม้เริ่มทับถมร่างกายของเขา

     

    "เฮ้อ" มีเสียงถอนหายใจออกมาหลังหินก้อนใหญ่

     

    เด็กชายไม่ขยับตัวเขารู้อยู่แล้วว่าที่ฉางยีรีบหนีไปเป็นเพราะเขาเจอกับอันตรายบางอย่าง

     

    "ในเมื่อเรียนรู้เพลงมวยนั่นเจ้าก็ต้องรู้สิว่าอะไรคือสัจธรรมแห่งชีวิต"

     

    "ผมรู้" เด็กชายพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ลูคัสยังไม่ละสายตาไปจากร่างของเด็กสาวราวกับรอให้เธอตื่นขึ้นมา

     

    "ในเมื่อรู้...แล้วเจ้านั่งทำอันใด" เสียงปริศนายังคงสนทนากับลูคัส

     

    ผ่านไปหลายลมหายใจเด็กชายจึงตอบกลับ

     

    "ผมกำลังคิดว่าจะแก้แค้นให้เธอยังไง ตันเถียนถูกทำลายไปแล้วศัตรูแข็งแกร่งกว่าผมมากมายนัก" เด็กชายตอบ
    อย่างเรียบเฉย

     

    พอเด็กชายกล่าวจบบุรุษวัยกลางคนในชุดดำที่ดูอายุไม่น่าจะเกินสี่สิบปีก้าวออกมาจากหลังหินทั้งสองสบตากันอยู่พักหนึ่ง

     

    "ตามมาสิ" ชายชุดดำกล่าวขึ้น

     

    ลูคัสยกร่างไร้วิญญาณเด็กสาวขึ้นอย่างทะนุถนอม

     

       เมื่อชายชุดดำเห็นอย่างนั้นเขาก็ก้าวนำออกไปเด็กชายออกตามหลังชายผู้นั้นไประหว่างทางทั้งสองไม่สนทนาอะไรกันเลย

     

        เวลาไหลผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบทั้งสองเดินขึ้นมาถึงยอดเขาลูกหนึ่งต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม มีกระท่อมไม้หนึ่งหลังถูกสร้างไว้อย่างเรียบง่ายรายล้อมไปด้วยทุ่งดอกไม้สีแดง

     

    “ตามสบาย”ชายชุดดำเอ่ยสั้นๆ ก่อนไปนั่งจิบชาอยู่บริเวณลานหน้ากระท่อม

     

    เด็กชายเดินไปจนสุดริมหน้าผาเขาให้มือทั้งสองข้างขุดหลุม

     

     

     

    ผ่านไปหลายชั่วโมง

     

    ลูคัสนำร่างเด็กสาววางลงไปในหลุม

     

    “หลับให้สบายนะ”เขายืนมองร่างเธออยู่พักหนึ่งก่อนนำดินกลบร่าง

     

    ผ่านไปอีกหลายชั่วโมงเด็กชายเดินกลับมาอยู่หน้าชายชุดดำด้วยสภาพมอมแมม

     

    “นั่งสิ”ชายปริศนายังคงจิบชา

     

       ลูคัสนั่งอย่างว่าง่ายเขารินชาลงในแก้วแล้วกระดกทันทีหากยังไม่เข้าสู่อาณาจักรพลังที่4 ก็ยังมีความอยากอาหารเหมือนมนุษย์ปกติทุกประการหลายวันมานี้ตัวเขาไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยดวงตาข้างซ้ายบัดนี้กลายเป็นสีเทาหม่นภาพเบื้องหน้าล้วนมืดมิด

     

    "เจ้าไม่คิดจะถามอะไรบ้างเหรอ" ชายชุดดำเอ่ยขึ้น

     

    "ผมควรเริ่มถามอะไรก่อนดีเช่นคุณเป็นใครมาจากไหนมีระดับพลังอะไรแบบนี้สินะ"เด็กชายพูดดักทางออกไป

     

    ชายชุดดำอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ต้องยอมรับจริงๆว่าตอนปรากฏกายออกมาเขาได้เตรียมคำตอบมากมายเอาไว้ในหัว

     

    เมื่อไม่มีคำถามจากอีกฝ่ายชายชุดดำจึงเริ่มกล่าวด้วยตนเอง

     

    “จุดที่เราสองคนนั่งอยู่คือทางตะวันออกเฉียงเหนือนอกเขตการปกครองของราชวงศ์เจียง”

     

    ชายคนนั้นอธิบายต่อว่าทวีปวู้ดส์แลนด์ที่ทุกคนเข้าใจว่ากว้างใหญ่นั้นเป็นเพียงจุดเล็กๆบนแผนที่บนโลกใบนี้

     

    ผู้คนด้านนอกเรียกทวีปวู้ดส์แลนด์ว่าดินแดนสีเขียว

     

    “ผมลูคัสเรน ขอบคุณท่านมากที่ให้การช่วยเหลือ” เด็กชายตั้งสติก่อนโค้งขอบคุณ

     

    “เรียกข้าว่าอาจารย์เมิ่ง”

     

    “เจ้าคงสงสัยว่าข้าเจอเจ้าได้อย่างไร...อาจเป็นโชคชะตา”อาจารย์เมิ่งกล่าวสั้นๆ

     

    “มีวิธีรักษาตันเถียนไหมครับ”เด็กชายอยากลองเสี่ยงดู

     

    “ไม่มีวิธีรักษา”

     

      เมื่อได้ยินประโยคนี้ลูคัสก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ตันเถียนเป็นดั่งหัวใจของการบ่มเพาะเมื่อไม่สามารถรวมปราณได้เขาก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา

     

    “ไม่เป็นไรเพียงคุณช่วยชีวิตผมเอาไว้ก็เป็นพระคุณมากแล้ว”ลูคัสตอบออกไป

     

    “เจ้าด่วนสรุปไปหรือเปล่าเจ้าหนุ่มไม่มีวิธีรักษาแต่ก็มิใช่จะกลับมาบ่มเบาะพลังอีกมิได้”

     

    สายตาลูคัสกลับมาเปล่งประกายหากกลับมาบ่มเพาะได้ในวันหนึ่งเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อล้างแค้นให้สำเร็จ

     

       ชายที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์เมิ่งรู้สึกทึ่งเล็กน้อยหากเป็นผู้ฝึกตนคนอื่นที่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นคนธรรมดาคงต้องฟูมฟายอาจจะถึงขั้นรับไม่ไหวขอเลือกจบชีวิตตัวเองลงก็เป็นได้แต่เด็กคนนี้แต่แรกก็มีความอดกลั้นยิ่งเมื่อรู้ว่าตัวเองมีความหวังที่กลับจะกลับมาบ่มเพาะได้อีกครั้งแต่กลับไม่แสดงความดีใจตื่นเต้นจนเสียอาการ

     

    “เจ้าหลอมกายมาแล้วสองขั้นใช่ไหมเจ้าหนุ่ม”ชายชุดดำถามออกไป

     

    “หมายถึงหลอมกายหกชั้นฟ้าใช่ไหมครับ”ลูคัสตอบออกไป

     

    “นั่นคือสิ่งที่คนในดินแดนสีเขียวเรียกกันความจริงแล้วหลอมกายหกชั้นฟ้าอะไรนั่นก็คือการฝึกตนสายกายา”
    อาจารย์เมิ่งกล่าว

     

    “ดูจากอายุของเจ้าก็ไม่มากเจ้าใช้เวลาเท่าใดในการฝึกตนมาจนถึงอาณาที่สองขั้นสูงสุดเจ็ดหรือแปดปี”

     

       เมื่อถูกถามเช่นนั้นเด็กชายก็เข้าใจคำว่า “อาณา”ทันทีคำว่าอาณาจักรพลังที่สองหากมัวมาพูดแบบนี้ทุกครั้งคงจะยาวเกินไป

     

       สายวรยุทธต้องบ่มเพาะตันเถียนเพื่อสร้างน้ำทิพย์ถึง9 หยดซึ่งก็คือ 9 ขั้นย่อย พวกเขามักแบ่งระดับขั้นย่อยออกให้ง่ายต่อการเรียกเป็นขั้น 1-3 จะถูกเรียกว่าขั้นต้น 4-6 จะถูกเรียกว่าขั้นกลาง7-9 จะถูกเรียกว่าขั้นสูง และผู้เข้าใกล้ขั้น 10 หรือเรียกว่า ใกล้ทะลวงขั้นนั้นมักจะถูกเรียกว่าขั้นสูงสุด เช่น อาณาที่ 2ขั้นสูงสุด เป็นต้น

     

    “ตอบตามตรงครับราวสี่เดือน”เด็กชายตอบออกไป

     

    แก้วชาของอาจารย์เมิ่งเกือบหลุดมือ

     

    “จะเจ้าว่ากระไรนะ...สี่เดือนบรรลุถึงอาณาที่สองหกชั้น”อาจารย์เมิ่งถามด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อหูตัวเอง

     

    “ใช่แล้วครับขั้นที่หนึ่งผมก็หลอมจนครบหกชั้นเช่นกัน”

     

    ชายชุดดำเริ่มหมุนแก้วชาก่อนครุ่นคิดคำถาม

     

    “หากเจ้าไม่หลอมกายหกชั้นจะต้องใช้เวลาเท่าใดในการก้าวมาถึงจุดสูงสุดของอาณาที่สอง”เมื่อส่งคำถามนี้ออกไปอาจารย์เมิ่งเอียงหูฟังอย่างตั้งใจผู้ถามดูตื่นเต้นกว่าคนถูกถามเสียอีก

     

    เขาตัดสินใจวางแก้วชาลงก่อนจะได้ไม่ตกใจจนทำมันหล่นแตก

     

    “ผมว่าอย่างมากก็ไม่เกินสามสิบวัน”เด็กชายตอบอย่างสัตย์ซื่อ

     

    “สามสิบวันสามสิบวัน...” เสียงยังคงก้องอยู่ในหัวอาจารย์เมิ่ง

     

    จากนั้นลูคัสก็เล่าถึงรอยสักที่เขามีอย่างละเอียดว่ามันทำงานอย่างไรแล้วเขาใช้วิธีการใดในการบ่มเพาะ

     

    “ในใต้ผืนฟ้าไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ฉลาดไม่เบาใช้งานตราประหลาดให้เป็นประโยชน์โอนถ่ายปราณจากตันเถียน
    มาบ่มเพาะโดยตรง” ชายชุดดำมองรอยสักอย่างสนใจก่อนเขาจะพูดต่อ

     

    “ปกติวิธีการนี้จะเป็นผู้ที่มั่งมีในทรัพยากรทำกันแต่ด้วยความบริสุทธ์ของปราณที่ได้รับจะต่ำและมีสิ่งเจือปนสุดท้ายก็ต้องปรับพลังให้เสถียรอยู่ดีกรณีเจ้าถือว่าท้าทายสวรรค์เป็นอย่างมาก...

     

     “เจ้าหนุ่มอยากกราบข้าเป็นอาจารย์หรือเปล่า”อาจารย์เมิ่งถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

     

    “ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากแต่ตันเถียน...”ลูคัสพูดถึงเหตุผล

     

    “ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นด้วยการหลอมกายหกชั้นของเจ้าแม้จะยังไม่สำเร็จในขั้นสามผนวกกับเพลงมวยแห่งเต๋าที่เจ้าฝึก
    เมื่อเข้าสู่แก่นที่สามร่างกายเจ้าจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินและตันเถียนจะฟื้นฟูสามารถกลับมาบ่มเพาะอีกครั้งได้อย่างแน่นอน
    ” อาจารย์เมิ่งกล่าวอย่างมั่นใจ

     

    เพลงมวยชุดนั้นเป็นวรยุทธแห่งเต๋าที่พิเศษแต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถฝึกมันได้แม้แต่ตัวเขาเองก็ตาม

     

       หลังผู้แทนตัวเองว่าอาจารย์เมิ่งกล่าวจบเด็กชายก็ครุ่นคิดเพียงชั่วประเดี๋ยวไม่มีเหตุผลที่เขาต้องปฏิเสธคำเชิญชีวิตของเขาก็เป็นชายตรงหน้าช่วยเอาไว้

     

    ลูคัสนั่งลงกับพื้นแล้วโขกศีรษะทันที

     

    “อาจารย์โปรดรับการคำนับจากศิษย์”

    .