ในที่สุดฝ่ามือพลังปราณรูปอสรพิษพุ่งตรงจากฟ้าประทับเข้ากลางหลังเด็กชายเข้าอย่างจังทำให้ตัวเขาล้มคะมำใบหน้าไถลไปกับพื้นดินร่างกระแทกเข้ากับต้นสนใหญ่จนหักโค่นลงระเนระนาด
เมื่อฝุ่นจางลงพบร่างหนึ่งในชุดสีขาวกำลังนอนกอดเด็กผู้หญิงร่างเล็กไว้ในอ้อมอก
ลูคัสก้มตรวจสอบเขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งที่เด็กสาวไม่เป็นอะไรก่อนวางเธอพิงไว้ใต้ต้นไม้อย่างแผ่วเบา
เขายันตัวขึ้นอย่างสุดความสามารถหลังจากหนีมาเป็นเวลานานขาทั้งสองข้างของเด็กชายชาจนไร้ความรู้สึกไปหมดแล้วปกติตัวเขาเป็นคนที่รู้จักเอาตัวรอดแต่วันนี้ไม่มีสักเสี้ยวความคิดที่จะทิ้งเด็กสาวไว้ด้านหลังแล้วหนีไปคนเดียว
ชายในชุดน้ำตาลร่อนตัวลงพื้นดินอย่างนุ่มนวล
"ข้านับถือในความรักพวกพ้องของเจ้า...แต่นี่ไม่ใช่ความแค้นส่วนตัวโปรดเข้าใจข้าด้วย"แม้คำกล่าวฉางยีจะเอ่ยออกมาแบบนั้นแต่ในแววตาของปราศจากความสำนึกผิดมันกลับดูเหมือนคนที่โล่งใจเมื่อปัญหาผ่านพ้นไปแล้ว
ลูคัสไม่เอ่ยคำใดเขารู้ว่าต่อให้ขอร้องยังไงก็เปล่าประโยชน์เขาเตรียมตัวในท่านั่งม้าฝ่ามือวนเป็นเงาเลือนรางของสัญลักษณ์หยินหยางกลิ่นอายปรมาจารย์แผ่ขยายออกไป
เมื่อไม่มีทางให้หนีลูคัสก็พร้อมที่จะสู้จนตัวตายทักษะมวยแปดถูกเปิดออกเพื่อป้องกันการโจมตีจากรอบทิศ
"ยอมแพ้เสียเถอะเจ้าหนุ่มต่อให้มีเจ้าอีกสิบหรือร้อยคนก็มิใช่คู่มือข้าฉางยีผู้นี้"
สายตาของลูคัสพร่ามัวเมื่อภาพตรงหน้ากำลังจะดับลงเลือดไหลหยดลงจากมุมปากเด็กชายกัดลิ้นเพื่อไม่ให้ตัวเองหมดสติ หากมีใครในโลกวรยุทธมาพบเข้าคงต้องหัวเราะจนฟันร่วงเป็นแน่เด็กชายที่มีตาขวาข้างเดียวในระดับรวมปราณกำลังตั้งท่าเตรียมสู้กับเทพสงคราม
ลูคัสใช้ก้าวพริบตาเข้าหาฉางยีที่ยืนห่างออกไปห้าเมตรดรรชนีทองคำถูกจี้ออกไป
ฝ่ายตรงข้ามเอี้ยวหลบอย่างไม่ทุกข์ร้อน ฝ่ามือเมฆไหลรวบหางนกยูง แส้เดี่ยวทุกเพลงหมัดส่งตรงเข้าจุดตายมีเพลงหมัดเกลียวคลื่นหมัดเดียวที่เข้าเป้าแต่ฉางยีก็ทำเพียงยกมือปัดเสื้อเท่านั้น
เมื่อทั้งสองทิ้งระยะออกไปเด็กชายไม่ยอมแพ้เตรียมจะยิงดรรชนีกัมปนาทเข้าใส่แต่ทว่า
สวบ!ลูคัสลดสายตาลงมาด้านล่างมีฝ่ามือที่คมดังเหล็กกล้าทะลวงเข้าสู่ท้องน้อยของเขาใบหน้าเด็กชายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดก่อนถูกสับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มนี่คือโอกาสที่เขารอคอย ตู้ม! บาทาคชสารเต็มกำลังถูกใช้ออกมา
ผ่านไปห้าลมหายใจ
มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากม่านฝุ่น
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าต่อให้เจ้าโจมตีใส่ร่างข้าอีกสักเท่าใดมดตัวน้อยเช่นเจ้าก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้ข้าได้”
ฉางยียังคงยืนจ้องตรงมายังเด็กชายทักษะบาทาคชสารที่เขาภาคภูมิใจที่สุดก็ไม่สามารถทำอะไรชายตรงหน้าได้
นี่คือความห่างชั้นของระดับพลัง
โลหิตไหลย้อมผืนหญ้าเป็นสีแดงฉานปราณจากตันเถียนกำลังหลั่งไหลออกราวกับลูกโป่งที่เกิดรอยรั่ว
ตั้งแต่วันนี้เขาจะกลายเป็นคนพิการที่ไม่สามารถใช้ทักษะวรยุทธได้อีกแล้ว
ขณะที่ฉางยีจะก้าวไปหาเด็กหญิงเมื่อก้มมองไปยังด้านล่างมีมือชุ่มไปด้วยเลือดจับข้อเท้าเขาเอาไว้
เด็กชายที่สภาพเลือดโทรมกายกำลังรั้งชายชุดสีน้ำตาลคนหนึ่งไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าจากจับกลายมาเป็นกอดรัด ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนายิ่งนัก
"อั่ก" ฝ่ามือถูกทุบลงมาที่ไหล่ขวาของเด็กชายร่างเขาสะเทือนก่อนเลือดจะทะลักออกมาจากบาดเดิมแผลราวกับเขื่อนแตก สายตายังมีประกายมือยังเกาะแน่นไม่ยอมปล่อย
เดิมทีฉางยีคิดว่าแค่เพียงทำลายการบ่มเพาะของเด็กตรงหน้านี้ทิ้งไม่ให้เป็นภัยในภายหลังก็เพียงพอแต่ตอนนี้เขากำลังจะเปลี่ยนใจ ปราณถูกบีบอัดที่ฝ่ามือข้างขวา
"ปล่อยเขาแล้วเจ้าไปได้" มีเสียงก้องข้างหูฉางยี
"สุภาพชนไม่ควรยุ่งกับเรื่องของผู้อื่น"ฉางยีหันไปรอบทิศก่อนกล่าวออกมา
ฉางยีกำลังกังวลใจตนได้รับคำสั่งจากหยางอันให้ฆ่าเด็กสาวผู้นี้แล้วนำศพของเธอกลับไปด้วยอย่างครบสามสิบสอง
"งั้นเจ้าก็ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ซะ"จิตสังหารบ้าคลั่งส่งตรงเข้าสู่ร่างของฉางยี
ร่างชายชุดน้ำตาลสั่นเครือพลังปราณกระจัดกระจายเขาสะบัดขาหลุดจากพันธนาการเด็กชายก่อนรีบเหินร่างกลับไปยังทิศทางเดิมด้วยความเร็วสูงสุด
ลูคัสล้มลุกคลุกคลานด้วยความรีบร้อน
"อากิโกะ อากิโกะ พวกเรารอดแล้ว"ตอนนี้เขาเป็นเพียงเด็กชายผู้ไร้เดียงสาคนหนึ่ง
ขณะนี้เด็กหญิงมีใบหน้าซีดขาว"ขอบคุณนะ" เธอยิ้มออกมา
"เรารอดแล้วอดทนไว้ก่อนผมจะพาเธอไปรักษา"เขาพยายามจะยกตัวเด็กสาวขึ้นแต่ถูกเธอห้ามไว้
"พอเถอะลูคัส" นัยน์ตาสีดำจ้องมายังเขาใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยรอยยิ้มจริงใจ
ต่างจากเด็กชายที่น้ำตาไหลออกมาอย่างหยุดไม่ได้
ลูคัสได้แต่คุกเข่าก้มหน้ามองพื้นดิน
"เราขอดูใบหน้าของเธอชัดๆ หน่อยได้ไหม"อากิโกะวอนขอออกมาด้วยเสียงโรยแรง
เด็กชายทำตามอย่างว่าง่ายสายตาทั้งสองประสานเข้าหากันต่างตรงที่ตาข้างซ้ายของเด็กชายไม่มีอีกแล้วลูคัสควักดวงตาซ้ายตัวเองออกไปเมื่อรู้ว่าถูกพิษนี่เป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด เกิดแสงสว่างสีทองลอยออกจากตาขวาของอากิโกะก่อนเข้าสู่บริเวณตาข้างซ้ายของลูคัส
"เธอทำอะไร" เด็กชายอุทานออกด้วยความตกใจ
"ขอบคุณมากลูคัส..." กล่าวจบมือข้างขวาที่กุมใบหน้าของเด็กชายตกลงสู่พื้น
วินาทีนั้นราวกับโลกพังทลายความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างยังไม่ได้เศษเสี้ยวของความรู้สึกนี้
เด็กชายไม่ตะโกนหรือร้องเรียกเขาค่อยๆประคองร่างของเด็กสาวให้นอนสู่พื้นหญ้าอย่างนิ่มนวลก่อนนั่งมองอยู่อย่างนั้น
สิบชั่วโมงผ่านไป...
หนึ่งคืน
สามวัน
เด็กชายยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหนเลือดแห้งกรังเปรอะเปื้อนเสื้อคลุมสีขาวจนกลายเป็นสีน้ำตาลซีด
เจ็ดวันผ่านไป
ฟุดฟิดจิ้งจอกตัวน้อยมาดมร่างไร้วิญญาณของเด็กสาว
"ไป! อย่ามายุ่งกับเธอ" เสียงเด็กชายตวาดลั่นไปทั่วผืนป่า
กระทั่งสิบวันผ่านไปสายลมพัดพาเศษใบไม้เริ่มทับถมร่างกายของเขา
"เฮ้อ" มีเสียงถอนหายใจออกมาหลังหินก้อนใหญ่
เด็กชายไม่ขยับตัวเขารู้อยู่แล้วว่าที่ฉางยีรีบหนีไปเป็นเพราะเขาเจอกับอันตรายบางอย่าง
"ในเมื่อเรียนรู้เพลงมวยนั่นเจ้าก็ต้องรู้สิว่าอะไรคือสัจธรรมแห่งชีวิต"
"ผมรู้" เด็กชายพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ลูคัสยังไม่ละสายตาไปจากร่างของเด็กสาวราวกับรอให้เธอตื่นขึ้นมา
"ในเมื่อรู้...แล้วเจ้านั่งทำอันใด" เสียงปริศนายังคงสนทนากับลูคัส
ผ่านไปหลายลมหายใจเด็กชายจึงตอบกลับ
"ผมกำลังคิดว่าจะแก้แค้นให้เธอยังไง ตันเถียนถูกทำลายไปแล้วศัตรูแข็งแกร่งกว่าผมมากมายนัก" เด็กชายตอบ
อย่างเรียบเฉย
พอเด็กชายกล่าวจบบุรุษวัยกลางคนในชุดดำที่ดูอายุไม่น่าจะเกินสี่สิบปีก้าวออกมาจากหลังหินทั้งสองสบตากันอยู่พักหนึ่ง
"ตามมาสิ" ชายชุดดำกล่าวขึ้น
ลูคัสยกร่างไร้วิญญาณเด็กสาวขึ้นอย่างทะนุถนอม
เมื่อชายชุดดำเห็นอย่างนั้นเขาก็ก้าวนำออกไปเด็กชายออกตามหลังชายผู้นั้นไประหว่างทางทั้งสองไม่สนทนาอะไรกันเลย
เวลาไหลผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบทั้งสองเดินขึ้นมาถึงยอดเขาลูกหนึ่งต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม มีกระท่อมไม้หนึ่งหลังถูกสร้างไว้อย่างเรียบง่ายรายล้อมไปด้วยทุ่งดอกไม้สีแดง
“ตามสบาย”ชายชุดดำเอ่ยสั้นๆ ก่อนไปนั่งจิบชาอยู่บริเวณลานหน้ากระท่อม
เด็กชายเดินไปจนสุดริมหน้าผาเขาให้มือทั้งสองข้างขุดหลุม
ผ่านไปหลายชั่วโมง
ลูคัสนำร่างเด็กสาววางลงไปในหลุม
“หลับให้สบายนะ”เขายืนมองร่างเธออยู่พักหนึ่งก่อนนำดินกลบร่าง
ผ่านไปอีกหลายชั่วโมงเด็กชายเดินกลับมาอยู่หน้าชายชุดดำด้วยสภาพมอมแมม
“นั่งสิ”ชายปริศนายังคงจิบชา
ลูคัสนั่งอย่างว่าง่ายเขารินชาลงในแก้วแล้วกระดกทันทีหากยังไม่เข้าสู่อาณาจักรพลังที่4 ก็ยังมีความอยากอาหารเหมือนมนุษย์ปกติทุกประการหลายวันมานี้ตัวเขาไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยดวงตาข้างซ้ายบัดนี้กลายเป็นสีเทาหม่นภาพเบื้องหน้าล้วนมืดมิด
"เจ้าไม่คิดจะถามอะไรบ้างเหรอ" ชายชุดดำเอ่ยขึ้น
"ผมควรเริ่มถามอะไรก่อนดีเช่นคุณเป็นใครมาจากไหนมีระดับพลังอะไรแบบนี้สินะ"เด็กชายพูดดักทางออกไป
ชายชุดดำอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ต้องยอมรับจริงๆว่าตอนปรากฏกายออกมาเขาได้เตรียมคำตอบมากมายเอาไว้ในหัว
เมื่อไม่มีคำถามจากอีกฝ่ายชายชุดดำจึงเริ่มกล่าวด้วยตนเอง
“จุดที่เราสองคนนั่งอยู่คือทางตะวันออกเฉียงเหนือนอกเขตการปกครองของราชวงศ์เจียง”
ชายคนนั้นอธิบายต่อว่าทวีปวู้ดส์แลนด์ที่ทุกคนเข้าใจว่ากว้างใหญ่นั้นเป็นเพียงจุดเล็กๆบนแผนที่บนโลกใบนี้
ผู้คนด้านนอกเรียกทวีปวู้ดส์แลนด์ว่าดินแดนสีเขียว
“ผมลูคัสเรน ขอบคุณท่านมากที่ให้การช่วยเหลือ” เด็กชายตั้งสติก่อนโค้งขอบคุณ
“เรียกข้าว่าอาจารย์เมิ่ง”
“เจ้าคงสงสัยว่าข้าเจอเจ้าได้อย่างไร...อาจเป็นโชคชะตา”อาจารย์เมิ่งกล่าวสั้นๆ
“มีวิธีรักษาตันเถียนไหมครับ”เด็กชายอยากลองเสี่ยงดู
“ไม่มีวิธีรักษา”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ลูคัสก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ตันเถียนเป็นดั่งหัวใจของการบ่มเพาะเมื่อไม่สามารถรวมปราณได้เขาก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา
“ไม่เป็นไรเพียงคุณช่วยชีวิตผมเอาไว้ก็เป็นพระคุณมากแล้ว”ลูคัสตอบออกไป
“เจ้าด่วนสรุปไปหรือเปล่าเจ้าหนุ่มไม่มีวิธีรักษาแต่ก็มิใช่จะกลับมาบ่มเบาะพลังอีกมิได้”
สายตาลูคัสกลับมาเปล่งประกายหากกลับมาบ่มเพาะได้ในวันหนึ่งเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อล้างแค้นให้สำเร็จ
ชายที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์เมิ่งรู้สึกทึ่งเล็กน้อยหากเป็นผู้ฝึกตนคนอื่นที่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นคนธรรมดาคงต้องฟูมฟายอาจจะถึงขั้นรับไม่ไหวขอเลือกจบชีวิตตัวเองลงก็เป็นได้แต่เด็กคนนี้แต่แรกก็มีความอดกลั้นยิ่งเมื่อรู้ว่าตัวเองมีความหวังที่กลับจะกลับมาบ่มเพาะได้อีกครั้งแต่กลับไม่แสดงความดีใจตื่นเต้นจนเสียอาการ
“เจ้าหลอมกายมาแล้วสองขั้นใช่ไหมเจ้าหนุ่ม”ชายชุดดำถามออกไป
“หมายถึงหลอมกายหกชั้นฟ้าใช่ไหมครับ”ลูคัสตอบออกไป
“นั่นคือสิ่งที่คนในดินแดนสีเขียวเรียกกันความจริงแล้วหลอมกายหกชั้นฟ้าอะไรนั่นก็คือการฝึกตนสายกายา”
อาจารย์เมิ่งกล่าว
“ดูจากอายุของเจ้าก็ไม่มากเจ้าใช้เวลาเท่าใดในการฝึกตนมาจนถึงอาณาที่สองขั้นสูงสุดเจ็ดหรือแปดปี”
เมื่อถูกถามเช่นนั้นเด็กชายก็เข้าใจคำว่า “อาณา”ทันทีคำว่าอาณาจักรพลังที่สองหากมัวมาพูดแบบนี้ทุกครั้งคงจะยาวเกินไป
สายวรยุทธต้องบ่มเพาะตันเถียนเพื่อสร้างน้ำทิพย์ถึง9 หยดซึ่งก็คือ 9 ขั้นย่อย พวกเขามักแบ่งระดับขั้นย่อยออกให้ง่ายต่อการเรียกเป็นขั้น 1-3 จะถูกเรียกว่าขั้นต้น 4-6 จะถูกเรียกว่าขั้นกลาง7-9 จะถูกเรียกว่าขั้นสูง และผู้เข้าใกล้ขั้น 10 หรือเรียกว่า ใกล้ทะลวงขั้นนั้นมักจะถูกเรียกว่าขั้นสูงสุด เช่น อาณาที่ 2ขั้นสูงสุด เป็นต้น
“ตอบตามตรงครับราวสี่เดือน”เด็กชายตอบออกไป
แก้วชาของอาจารย์เมิ่งเกือบหลุดมือ
“จะเจ้าว่ากระไรนะ...สี่เดือนบรรลุถึงอาณาที่สองหกชั้น”อาจารย์เมิ่งถามด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อหูตัวเอง
“ใช่แล้วครับขั้นที่หนึ่งผมก็หลอมจนครบหกชั้นเช่นกัน”
ชายชุดดำเริ่มหมุนแก้วชาก่อนครุ่นคิดคำถาม
“หากเจ้าไม่หลอมกายหกชั้นจะต้องใช้เวลาเท่าใดในการก้าวมาถึงจุดสูงสุดของอาณาที่สอง”เมื่อส่งคำถามนี้ออกไปอาจารย์เมิ่งเอียงหูฟังอย่างตั้งใจผู้ถามดูตื่นเต้นกว่าคนถูกถามเสียอีก
เขาตัดสินใจวางแก้วชาลงก่อนจะได้ไม่ตกใจจนทำมันหล่นแตก
“ผมว่าอย่างมากก็ไม่เกินสามสิบวัน”เด็กชายตอบอย่างสัตย์ซื่อ
“สามสิบวันสามสิบวัน...” เสียงยังคงก้องอยู่ในหัวอาจารย์เมิ่ง
จากนั้นลูคัสก็เล่าถึงรอยสักที่เขามีอย่างละเอียดว่ามันทำงานอย่างไรแล้วเขาใช้วิธีการใดในการบ่มเพาะ
“ในใต้ผืนฟ้าไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ฉลาดไม่เบาใช้งานตราประหลาดให้เป็นประโยชน์โอนถ่ายปราณจากตันเถียน
มาบ่มเพาะโดยตรง” ชายชุดดำมองรอยสักอย่างสนใจก่อนเขาจะพูดต่อ
“ปกติวิธีการนี้จะเป็นผู้ที่มั่งมีในทรัพยากรทำกันแต่ด้วยความบริสุทธ์ของปราณที่ได้รับจะต่ำและมีสิ่งเจือปนสุดท้ายก็ต้องปรับพลังให้เสถียรอยู่ดีกรณีเจ้าถือว่าท้าทายสวรรค์เป็นอย่างมาก...
“เจ้าหนุ่มอยากกราบข้าเป็นอาจารย์หรือเปล่า”อาจารย์เมิ่งถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากแต่ตันเถียน...”ลูคัสพูดถึงเหตุผล
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นด้วยการหลอมกายหกชั้นของเจ้าแม้จะยังไม่สำเร็จในขั้นสามผนวกกับเพลงมวยแห่งเต๋าที่เจ้าฝึก
เมื่อเข้าสู่แก่นที่สามร่างกายเจ้าจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินและตันเถียนจะฟื้นฟูสามารถกลับมาบ่มเพาะอีกครั้งได้อย่างแน่นอน” อาจารย์เมิ่งกล่าวอย่างมั่นใจ
เพลงมวยชุดนั้นเป็นวรยุทธแห่งเต๋าที่พิเศษแต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถฝึกมันได้แม้แต่ตัวเขาเองก็ตาม
หลังผู้แทนตัวเองว่าอาจารย์เมิ่งกล่าวจบเด็กชายก็ครุ่นคิดเพียงชั่วประเดี๋ยวไม่มีเหตุผลที่เขาต้องปฏิเสธคำเชิญชีวิตของเขาก็เป็นชายตรงหน้าช่วยเอาไว้
ลูคัสนั่งลงกับพื้นแล้วโขกศีรษะทันที
“อาจารย์โปรดรับการคำนับจากศิษย์”
.