นี่ใช่ฉินซู่คนเดิมที่พวกเขารู้จักจริงๆเหรอ?
เมื่อก่อนฉินซู่เป็นคนที่ไม่ค่อยยิ้มแย้มพูดน้อย สุขุมรอบคอบ แม้แต่ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือเป็นทหาร เขาก็ยังถ่อมตัวมาก
ไม่เคยมีท่าทีอย่างวันนี้ที่พูดถึงแต่ภรรยาตัวเองทุกคำ
ท่าทีที่เหมือนเด็กๆ ของฉินซู่ทำให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวทั้งขำทั้งเอ็นดู
นอกจากคนแก่ คนพิการและผู้หญิงในหมู่บ้านแล้ว ผู้ชายที่แข็งแรงทุกคนต้องช่วยกันทำงานทั้งนั้นฉินซู่ก็เช่นกัน
เพราะดินถล่มในครั้งนี้คร่าชีวิตชาวบ้านในหมู่บ้านไปถึงสิบหกคนและมีคนบาดเจ็บสาหัสอีกสิบกว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ร้อยปีของหมู่บ้านชิงซาน
ถึงหมู่บ้านชิงซานจะไม่ร่ำรวยเท่าหมู่บ้านอื่นๆแต่ก็อยู่อาศัยกันอย่างสงบสุข ทำมาหากินตามปกติ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขคนส่วนใหญ่มักจะแก่ตายตามธรรมชาติมากกว่า
แต่ตอนนี้เกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตคนไปสิบกว่าคนในคราวเดียว เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนจริงๆ
ครอบครัวสิบหกหลังในหมู่บ้านต่างก็จัดงานศพกันหมดช่วงไม่กี่วันมานี้ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านจึงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
แม้แต่ฉินไห่ซู่ยังยุ่งจนหัวหมุนแทบไม่มีเวลาพัก
“งานแบบนี้ให้พวกหนุ่มๆ ทำไปเถอะคุณเองก็อายุมากแล้ว ถ้ายังวิ่งไปวิ่งมาแบบนี้ เดี๋ยวจะไม่ไหวเอานะ!” แม่หลี่พูดด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะรินน้ำให้ฉินไห่ซู่ดื่ม
ถึงในทะเบียนบ้านหลี่เจียวเจียวจะใช้นามสกุล‘ฉิน’ ตามฉินไห่ซู่ แต่ตั้งแต่เด็กจนโตเธอกลับใช้แซ่ ‘หลี่’ เป็นหลักจนชาวบ้านเคยชินและเรียกชื่อเธอติดปากว่า ‘หลี่เจียวเจียว’ซึ่งก็คือลูกสาวผู้ใหญ่บ้านคนนั้น
ฉินไห่ซู่รับน้ำมาดื่มจนหมดพอคิดถึงเรื่องวุ่นวายต่างๆ ในหมู่บ้านช่วงนี้แล้ว เขาก็ถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ! ยังไงฉันก็เป็นผู้ใหญ่บ้านจะให้นั่งดูเฉยๆ ไม่ช่วยอะไรได้ยังไงกัน เลขาหมู่บ้านยังยุ่งหัวหมุน แล้วฉันจะ...”
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ไม่เก่งแต่เมื่อหมู่บ้านเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เขาก็อยากจะช่วยอย่างสุดความสามารถ
"คุณนี่นะ"
แม่หลี่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากมองค้อนฉินไห่ซู่
ใครใช้ให้สามีของเธอเป็นผู้ใหญ่บ้านล่ะเรื่องใหญ่ๆ ในหมู่บ้าน เขาก็ต้องช่วยดูแลทั้งหมด
หลี่เจียวเจียวแอบร้องไห้อย่างหนักอยู่ในห้องพอได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอก ก็รู้ว่าพ่อของเธอกลับมาแล้ว
เธอปรับอารมณ์และพยายามกลั้นน้ำตาแล้ววิ่งออกจากห้องไป ก่อนจะสบตากับฉินไห่ซู่ที่ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
สายตาของลูกสาวดูร้อนรนเกินไปฉินไห่ซู่ชะงักไปเล็กน้อย แล้วถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า
"เจียวเจียว เป็นอะไรน่ะลูก? ทำไมตาบวมเหมือนหลอดไฟเลย"
ถึงแม้ว่าหลี่เจียวเจียวจะปรับอารมณ์แล้วแต่ดวงตาที่บวมแดงก็ไม่ได้หายไปง่ายๆ ตอนนี้ดูเหมือนหลอดไฟสีแดงสองดวงจริงๆ
แม่หลี่มองด้วยความสงสาร ก่อนจะพึมพำออกมา
"เมื่อกี้เจียวเจียวเอาหมั่นโถวไปให้ที่ศาลบรรพบุรุษน่ะแต่พอกลับมาก็ตาแดง ถามอะไรก็ไม่ยอมพูด"
ลูกสาวโตแล้วมีเรื่องอะไรก็ไม่ยอมบอกแม่แล้ว
หลี่เจียวเจียวสูดน้ำมูก เธอนั่งลงบนเก้าอี้ดวงตาแดงก่ำ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"พ่อคะพี่ฉินซู่กับต่งเสี่ยวเสี่ยวไปจดทะเบียนสมรสกันแล้วเหรอคะ?"
ฉินไห่ซู่ไม่คิดว่าลูกสาวจะถามเรื่องนี้เขาจึงตอบออกไป
"ใช่ ตอนที่ฉินฮุ่ยเจียวกลับมาสองคนผัวเมียก็มาหาพ่อ เพื่อขอใบรับรองการสมรส แล้วไปจดทะเบียนที่อำเภอทำไมลูกถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?"
ลูกสาวของเขาบอกว่าตัดใจจากฉินซู่แล้วไม่ใช่เหรอ?
ทำไมดูเหมือนว่าลูกสาวของเขากำลังจะก่อเรื่องอีกแล้ว
หลี่เจียวเจียวเช็ดน้ำตา ก่อนจะยิ้มออกมา
"ไม่มีอะไรค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อยหนูได้ยินมาว่าพี่ฮุ่ยเจียวโดนสามีไล่ออกจากบ้าน ก็เพราะเรื่องทะเบียนสมรสวันนี้ตอนเอาหมั่นโถวไปส่ง ก็เลยถามพี่ฉินซู่ดูไม่คิดว่าพี่ฉินซู่จะจดทะเบียนกับต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้ว ก็เลยดีใจกับพี่ฉินซู่น่ะค่ะ"
ภายนอกเธอดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างแต่ในใจกลับรู้สึกอิจฉาจนแทบบ้า
เธอกับพี่ฉินซู่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นใครถึงมาแทรกกลาง?
ถ้าไม่ใช่เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวตอนนี้คนที่ได้เป็นภรรยาพี่ฉินซู่ก็คือหลี่เจียวเจียว คนนี้แล้ว
ฉินไห่ซู่ได้ยินแบบนั้นเขาก็ดื่มชาแล้วพยักหน้าอย่างครุ่นคิด ก่อนจะพูดออกมา
"เสี่ยวเสี่ยวเป็นเด็กดีเพราะเรื่องของฉินฮุ่ยเจียว เธอกลัวว่าฉินซู่จะคิดมาก ก็เลยชวนฉินซู่มาหาพ่อเพื่อขอใบรับรองการสมรส สองคนผัวเมียก็เลยไปจดทะเบียนที่อำเภอ"
เขาเข้าใจความรู้สึกของลูกสาวดีตั้งแต่เล็กจนโต ลูกสาวก็มีแต่ฉินซู่เต็มหัวใจตอนนี้ฉินซู่กับต่งเสี่ยวเสี่ยวจดทะเบียนกันแล้ว ก็ถือว่าจะได้ตัดใจเธอจะใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีๆ สักที
งานศพของหมู่บ้านชิงซานจัดประมาณเจ็ดวันทุกที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงโศกเศร้า และเสียงแตรอันโหยหวนพอโลงศพถูกยกขึ้นไปบนเขาด้านหลังทีละโลง ทุกอย่างก็เป็นอันสิ้นสุด
หลังจากเจ็ดวันดินที่ขวางทางอยู่ตรงกลางก็ถูกกำจัดออกไปจนหมด ขุดเปิดทางได้สำเร็จ
หลินเจียหย่วนรีบเร่งไปที่บ้านสกุลฉินทันทีพอเห็นพี่สาวที่พูดจาคล่องแคล่วขึ้น ดวงตาเป็นประกาย อดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอน้ำเสียงก็สั่นเครือ
"พี่?"
หลินเจียเจียที่กำลังเล่นกับเด็กๆทั้งสามคนชะงักไปทันที พอเธอหันไปมอง ก็เห็นน้องชายที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวันกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
หลินเจียเจียไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเธอลุกขึ้นยืน น้ำตาคลอเบ้า แล้ววิ่งเข้าหาน้องชายอย่างตื่นเต้นพอเห็นว่าน้องชายปลอดภัยดี เธอก็ลูบใบหน้าของหลินเจียหย่วน
"ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วนะ"
ฉินซู่และต่งเสี่ยวเสี่ยวเพิ่งกลับมาจากข้างนอกพอเห็นว่าหลินเจียหย่วนที่ปลอดภัยดี ก็ดีใจมากเหมือนกัน
หลินเจียหย่วนมองฉินซู่และภรรยาด้วยแววตาเป็นประกาย"พี่ฉินซู่ พี่สะใภ้ ฉันกลับมาแล้ว!"
ฉินซู่ปล่อยผู้หญิงในอ้อมแขนก่อนจะเดินไปตบไหล่หลินเจียหย่วน "กลับมาก็ดีแล้ว"
หลินเจียหย่วนเล่าว่าวันนั้นฝนตกหนักจนดินถล่มเขาขยับหนีได้ทันเพราะสัญชาตญาณล้วนๆ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่โชคดีแบบนั้นถูกดินทับ ตอนนี้ยังนอนอยู่ในโรงพยาบาลอยู่เลย
เขารู้ว่าพี่สาวจะต้องเป็นห่วงแน่ๆหลินเจียหย่วนจึงเข้าร่วมทีมเปิดทาง นอกจากกินและนอน เวลาที่เหลือก็ขุดถนนเปิดทาง
สวรรค์ไม่ทอดทิ้งคนที่มีความพยายามในที่สุดก็ขุดเปิดทางได้ เขาจึงกลับมาหาพี่สาวได้สักที
"พี่ ตอนนี้อาการพี่..."
หลินเจียเจียเช็ดน้ำตาเธอพูดขอบคุณต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ต้องขอบคุณน้องสะใภ้ที่มาฝังเข็มให้ฉันเป็นประจำ ตอนนี้ฉันก็เหมือนคนปกติแถมสุขภาพยังดีกว่าคนทั่วไปอีกด้วย"
จะไม่รู้สึกขอบคุณก็คงเป็นไปไม่ได้
การปรากฏตัวของต่งเสี่ยวเสี่ยวทำให้เธอเหมือนปลาที่ใกล้ตายได้เจอน้ำ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
สำหรับเธอแล้ว ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เหมือนพ่อแม่อุปถัมภ์ ยิ่งไปกว่านั้นช่วงนี้ฉินซู่และต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ดีกับเธอมากพวกเขาปฏิบัติต่อเธอเหมือนคนในครอบครัว
หลินเจียหย่วนก้มหัวขอบคุณต่งเสี่ยวเสี่ยว
"พี่สะใภ้ครับ พี่สะใภ้วางใจได้เลยฉันหางานที่ในเมืองได้แล้ว ฉันจะรีบเอาเงินมาจ่ายคืนให้หมดนะ"
พูดจบเขาก็หันไปมองพี่สาวของตัวเอง
"พี่ ในเมื่อพี่ไม่เป็นอะไรแล้วพวกเราก็อย่ารบกวนพี่สะใภ้เลย เราเองก็ไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว"
อาการป่วยของพี่สาวหายดีแล้วไอ้คนเลวนั่น...ก็ถึงเวลาไปจัดการสะสาง เขาจะทวงของของพี่สาวคืนมาให้หมด