ตอนที่ 41 ธาตุที่สาม
“แซ่ป๋าย..”
หลินเฟยขมวดคิ้วประวัตศาสตร์ที่เขาเคยได้ศึกษามายามที่พลังฝึกตนของเขาหยุดนิ่งนั้นไม่ได้กล่าวถึงบุคคลผู้แข็งแกร่งลึกลับผู้แบ่งทวีปทั้งหกเลยแม้แต่น้อย
อาจเป็นเพราะความแข็งแกร่งนั้นมากมายจนเกินไปพลังที่สะกดข่มทุกผู้คนนั้นน่าเหลือเชื่อจนน่าใจหายด้วยกระบี่เดียวสามารถตัดแบ่งผืนแผ่นดินออกเป็นหกทวีป!
อาคมสะท้านฟ้าที่ปิดกั้นทุกเผ่าออกจากกันความอัปยศที่ผู้แข็งแกร่งของดาวดวงนี้ได้รับนั้นมากมายเกินกว่าที่จะบันทึกไว้ให้ชนรุ่นหลังรับรู้
หรือบางทีเหตุการณ์สะเทือนฟ้าครั้งนั้นอาจมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรจริงๆเพียงแต่ถูกเก็บไว้เป็นความลับสุดยอดเกินกว่าที่ลูกศิษย์ธรรมดาๆของสำนักจะรับรู้ได้
“อืม...นั่นคือแซ่ของมันผู้นั้นอย่างแน่นอนหากเจ้าโชคดีวันนึงเจ้าอาจจะได้รับบางสิ่งบางอย่างที่มันทิ้งไว้
ที่อาจจะมี...หรืออาจจะไม่มีก็แล้วแต่
นั่นเป็นเรื่องที่แล้วแต่บุญวาสนาของเจ้า ในตอนนี้เจ้าก็พอจะได้รู้ถึงความเป็นมาของเรื่องราวต่างๆ ตัวข้าผู้อาวุโสเองจริงๆแล้ว...ความปรารถนาของข้าเพียงอย่างเดียวคือการที่ได้เห็นโลกใบไร้ซึ่งสงคราม...
หึหึ...แต่มันก็เหมือนจะไม่มีทางเป็นไปได้ท่ามกลางความโลภที่ไร้ที่สิ้นสุดความกระหายในพลังอำนาจที่มากล้นสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่มีทางกำจัดออกไปจากจิตใจของผู้แข็งแกร่งบางคนได้
ยิ่งมีมาก ยิ่งอยากได้มาก…
ยิ่งไม่มี ก็ยิ่งเสาะแสวงหา...
เพราะเหตุนั้นสงครามจึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ...”
หลินเฟยนิ่งฟังครุ่นคิดตามคำกล่าวของตี้ชิงเทียน ทุกคำที่กล่าวนั้นไม่อาจบอกได้ว่าไม่เป็นความจริงอย่างตัวเขาเองก็มุ่งมั่นที่จะแสวงหาพลังความแข็งแกร่งเพื่อฟื้นฟูตระกูลให้กลับมายิ่งใหญ่เกรียงไกรอีกครั้ง ส่วนเรื่องราวในอดีตนั้นนับเป็นการเปิดโลกทรรศให้กับหลินเฟยอย่างแท้จริง
นาทีนี้เองตี้ชิงเทียนชี้นิ้วไปที่หลินเฟยดาวห้าแฉกภายในม่านตายซ้ายก็ค่อยๆกลายเป็นแสงสีทองกระจายปกคลุมไปทั่วร่างของหลินเฟยก่อนจะซึมเข้าไปภายในผิวหนังของเขาจนหมด
ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเกิดขึ้นภายในร่างกายของหลินเฟยเขาหลับตาลงช้าๆทั่วร่างของเขาสั่นเทิ้มทะเลลมปราณภายในจุดตันเทียนสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง
ไม่นานก็ปกคลุมไปด้วยแสงสีทองเจิดจ้ากลายเป็นทะเลแห่งจิตวิญญาณสีทองอร่ามเปล่งประกายระยิบระยับน่าพิศวง!
ใจกลางของทะเลนั้นมีผลึกธาตุทั้งสองไฟและลมหมุนเวียนอยู่แต่ตอนนี้กลับปรากฏกลุ่มแสงสีทองค่อยๆก่อตัวเป็นทรงกลมขนาดเท่ากำปั้น
เมื่อมันก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ก็คล้ายกับมีจิตวิญญาณโบราณบางอย่างลืมตาขึ้นมากระจายกลิ่นอายความเข้มข้นของธาตุที่สามออกมานั่นคือ
ธาตุทอง!
ความลึกล้ำของธาตุทองนี้เหนือกว่าผลึกธาตุทั้งสองอย่างเทียบไม่ได้มันกระจายกลิ่นอายแห่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งกาลเวลาออกมาอย่างต่อเนื่อง
ระลอกคลื่นแห่งพลังกระจายออกไปทุกครั้งที่มันหมุนวนทำให้ผลึกธาตุไฟและลมสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายกับกำลังหวาดกลัว
ผลึกธาตุทั้งสองถูกดูดให้มาโคจรหมุนวนอยู่รอบๆดวงแก้วแห่งธาตุทองอย่างเป็นระเบียบตอนนี้เมื่อมองเข้าไปจะเห็นสัญลักษณ์รูปดาวห้าแฉกอยู่ตรงกลาง มันเปล่งแสงกระพริบทุกครั้งที่มีการโคจรลมปราณและส่งพลังแห่งธาตุออกมาอย่างต่อเนื่อง!
เมื่อทุกอย่างเริ่มคงที่ธาตุทั้งสามปลดปล่อยคลื่นพลังงานที่มากล้นออกไปทั่วร่างกายของหลินเฟยอย่างตื่อเนื่องทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย
ความรู้สึกถึงพลังที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนทบทวีอยู่ภายในจิตใจจนเอ่อล้นจนอยากจะปล่อยหมัดสักหมัดออกไปเพื่อประกาศศักดาให้โลกรู้ว่าตอนนี้ข้า
แข็งแกร่งขึ้นแล้ว!
หลินเฟยลืมตาขึ้นช้าๆดวงตาทั้งสองที่เคยเป็นสีแดงดุจโลหิตตอนนี้เปล่งประกายระยิบระยับภายในดวงตาซ้ายนั้นปรากฏเส้นแสงสีทองของดาวห้าแฉกมาหนึ่งแฉก ทำให้มันดูคล้ายกับเส้นสามเหลี่ยมสีทองที่ไม่มีฐานมากกว่า
โลกทั้งใบนั้นผันเปลี่ยนกลายเป็นสวยสดงดงามขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ดั่งจิตกรเอกผู้มีฝีมือเป็นหนึ่งบนผืนปฐพีเป็นผู้รังสรรค์บรรจงปลายพู่กันวาดมันออกมา!
สีสันที่ชัดเจนทำให้หลินเฟยรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปโดยไม่ทันตั้งตัวทั้งภายในจิตวิญญาณยังมีวิชาหนึ่งประทับอยู่มันคือวิชาของเนตรดาราสยบฟ้า!
หลินเฟยใจเต้นรัวมองกลับไปยังตี้ชิงเทียนที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตอนนี้ตี้ชิงเทียนไม่ใช่บุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาอีกแล้วกลับกลายเป็นชายชราที่ดูน่าเกรงขามอย่างถึงที่สุดเสน่ห์ของความเยาว์วัยหายไปแต่กลับแทนที่ด้วยบารมีแห่งสวรรค์และปฐพี!
กลิ่นอายอันลึกล้ำเก่าแก่โบราณยังคงไม่จางหายแม้ร่างกายนั้นจะดูสลัวเรือนลางจนคล้ายกับมองทะลุไปด้านหลังได้อย่างน่าตกตะลึง
หลินเฟยเต็มไปด้วยความสะท้านในใจเมื่อมองไปที่ดวงตาซ้ายของผู้อาวุโสตี้ชิงเทียนที่ตอนนี้กลับกลายเป็นสีขาวสนิทไร้ซึ่งตาดำด้านในเห็นได้ชัดว่าตอนนี้เนตรดาราสยบฟ้า
ได้ถูกมอบให้กับหลินเฟยไปแล้ว!
“ผู้อาวุโส...”
หลินเฟยกล่าวอย่างตื่นตันภายในดวงตาของเขาสั่นไหวไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเนตรดาราสยบฟ้านี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากเพียงใด
เป็นหนึ่งในมรดกจากยุคบรรพกาลที่ไม่มีอะไรสามารถเทียบได้ของวิเศษทั่วทั้งใต้ผืนปฐพีหากนำมากองรวมกันจะมีสักกี่ชิ้นที่สามารถเทียบเคียงกับดวงเนตรนี้ได้!
“หลินเฟย ข้านั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งกาลเวลาในชีวิตที่ผ่านมาของข้าได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดมาอย่างมากมายข้าได้แต่เพียงหวังว่าเจ้าจะทำได้ดีกว่าข้า...”
หลินเฟยมองผู้อาวุโสตี้ชิงเทียนด้วยสายตาลึกล้ำเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจเขาเก็บทุกคำพูดมาใส่ไว้ในใจไม่ว่าต่อไปภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไรคำสั่งสอนที่ตี้ชิงเทียนได้กล่าวมาหลินเฟยก็จะไม่มีวันลืมมัน
“เนตรดาราสยบฟ้านี่เทียบได้กับสมบัติล้ำค่าของสวรรค์และปฐพีมันจะพาเจ้าให้เติบโตยิ่งใหญ่ไปพร้อมกับสายเลือดที่ทรงพลังของเผ่าเทพและมังกร...”
“ท่านผู้อาวุโส รู้จักมังกรสวรรค์เทียนเซินด้วยหรือขอรับ?”
“อืม นานมาแล้วๆ เจ้าเด็กนั่นโดดเด่นขึ้นมาหลังจากพ่อของมันได้ตายไปพ่อของมันเคยเป็นสหายกับข้า บางครั้งเจ้าเด็กใจร้อนนั่นก็จะมาให้ข้าช่วยชี้แนะวิชาให้มันอยู่เสมอ”
ตี้ชิงเทียนยิ้มตอบใบหน้าชรายกยิ้มขึ้นเมื่อนึกถึงความหลัง หลินเฟยก็อดที่จะนึกถึงอาจารย์มังกรของเขาไม่ได้
ภาพของมังกรตัวมหึมาที่เต็มไปด้วยรอยบาดแผลแม้จะเป็นอย่างนั้นแต่กลิ้นอายความแข็งแกร่งของเทียนเซินที่เขาเห็นในปีนั้นก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำทะเลได้อย่างง่ายดาย
นั่นจึงเป็นคำถามคาใจเขาเสมอมาว่า...ผู้ใดที่สามารถทำให้จ้าวมังกรสวรรค์ถึงกับเป็นเช่นนั้นได้?
“...ข้าจะใช้พลังเช่นท่านผู้อาวุโสได้หรือไม่? หากไม่ ไม่เท่ากับว่าข้าถือสมบัติล้ำโลกไว้ให้คนอื่นหรอกรึ? เนตรนี้ล้ำค่านักข้าเกรงว่าข้าอาจไม่มีความสามารถในการรักษามันไว้ได้”
หลินเฟยขมวดคิ้วมุ่นตัวเขาเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าจะมีผู้ที่มีพลังลึกล้ำขนาดไหนไล่ล่าเขาหากรู้ว่าหนึ่งในเนตรบรรพกาลอยู่ที่เด็กหนุ่มคนนึงที่มีพลังตบะแสนจะอ่อนด้อย
“อย่าได้กังวล...เรื่องของเนตรดาราสยบฟ้า สำหรับเผ่ามนุษย์แล้วเหมือนกับนิทานปรัมปราไปแล้วด้วยระยะเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานนับหมื่นขวบปี
จะหาผู้ที่สามารถล่วงรู้ถึงพลังของเนตรนี้นั้นยากเสียยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร หากมีการบอกเล่าถึงในโลกของมนุษย์นี้แล้วอย่างน้อยต้องเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาเท่านั้น
และดาวห้าแฉกจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเจ้าสามารถผ่านประตูที่เหลือทั้งหมดให้ได้ก่อน ตัวเจ้านั้นสามารถที่จะใช้วิชาขั้นต่ำของมันได้
...แต่หากจะบรรลุถึงระดับพลังที่เห็นในจิตสำนึกของข้าอย่างน้อยต้องมีพลังตบะขั้นปราณเซียนก่อน”
“ปราณเซียน!”
หลินเฟยตาโตหากจะให้นับบุคคลยิ่งใหญ่ที่มีพลังตบะลึกล้ำถึงขั้นนั้นในทวีปเสวียนจุนแห่งนี้ตอนนี้คงนับได้เพียงมือเดียว!
ขั้นปราณเซียนก็คือการกลายเป็นเซียน! อยู่เหนือฟ้า! เขย่าคลอนได้ทั้งแปดทิศ! แม้แต่สวรรค์ยังต้องเกรงใจเมื่อได้กลายเป็นเซียนลูกหลานจะไม่มีทางโดนทัณฑ์สวรรค์ไปหมื่นชั่วคน! นั่นคือบัญญัติแห่งโลกใบนี้!
“ตอนนี้พลังตบะเจ้ายังอ่อนด้อยนัก...ข้าจะมอบโชคให้เจ้าอีกเล็กน้อย”
หลินเฟยหูผึ่งยิ้มกว้างประสานมือคารวะขึ้นทันทีในใจให้ลำพองถึงวันที่เพียงชี้นิ้วดาวตกนับหมื่นก็จะบดขยี้ศตรูของเขาจนแหลกลาญ
“ฮะๆ เจ้าหนูไม่ต้องทำหน้าเช่นนั้นหากมันง่ายที่จะกลายเป็นเซียนปีนั้นข้าผู้อาวุโสคงจะไม่โดนรุมเพียงสิบบุรพจารย์เหล่านั้นแต่คงมีมากกว่านั้นแล้ว
ถึงจะมีเซียนที่รักสันโดษอยู่บ้างแต่เท่าที่ข้ารู้ในยุคของข้าที่สามารถฝึกฝนตบะได้รวดเร็วกว่าบรรยากาศที่ข้าสัมผัสได้ตอนนี้มากนัก แม้จะเป็นอย่างนั้นคนที่ก้าวไปถึงขั้นนั้นยังไม่มีถึงสามสิบคน!”
หลินเฟยอ้าปากค้างหนังหัวชาหนึบก็จริงที่เขารู้ว่าปัจจุบันคนที่เข้าไปถึงเส้นทางนั้นมีน้อยแสนน้อยแต่ไม่นึกว่าในยุคของตี้ชิงเทียนเอง เซียนก็ไม่ได้มีเยอะมากมายนัก
หากเป็นเช่นนั้นบุคคลแต่ละคนที่หลินเฟยเห็นในจิตสำนึกของตี้ชิงเทียนก็เป็นเหล่าบุคคลในตำนานของจริง!
.
.
.