ตอนที่ 127 ไม่จริงใช่ไหม?
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
การสำเร็จผู้ใช้อักขระขั้นสีครามทำให้การรับรู้ของเฟิร์สเข้าสู่ขอบเขตใหม่ ทว่าความสำเร็จนี้กลับสร้างความสุขเป็นเวลาสั้นๆ ให้กับเขาเท่านั้น
“ทำไมฉันถึงไม่สามารถกำจัดความรู้สึกนี้ออกไปได้?” เด็กหนุ่มเกิดความว้าวุ่นใจอย่างไม่เป็นสุข
แม้ว่าเขาใช้เวลาทั้งวันหมดไป แต่ก็ไม่สามารถขจัดมันออกไป แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้อยู่ดี
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนโง่ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร แต่เขาไม่ต้องการที่จะยอมารับมันเท่านั้น
“การที่คนสองคนไม่เคยเจอหน้ากัน ... ไม่เคยพูดคุยกันต่อหน้า ... มันจะเรียกว่าความรักได้ยังไงกัน?”
เฟิร์สสลับร่างกับอีวาไปกับความคิดนี้
เมื่ออีวากลับมาเข้าสู่ร่างของเธอ เธอก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก
ปรมาจารย์จารึกขั้นสี่ ตัวตนระดับเดียวกับจอมปราชญ์
สิ่งนี้เพียงแค่คิดก็คงจะไม่มีความกล้าที่จะนึกฝัน
อีวาส่งดวงจิตไปอ่านข้อความของเฟิร์ส แต่ข้อความในครั้งนี้กลับดูสั้นมาก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นายนั่นคงจะอิจฉาฉันล่ะสิ แน่นอนว่าฉันต้องมีความสุข แต่วันพรุ่งนี้เป็นวันที่นายต้องเป็นคนเดินทางไป นายช่วยทำตัวดีๆ กับเขาด้วยล่ะ อย่าแกล้งฉันให้เสียภาพลักษณ์ต่อหน้าอินดิสเชียว” อีวาเอ่ยและฝากข้อความในโลกลวงอย่างย่ามใจ
แน่นอนว่าการพบอินดิสทำให้เธอมีความสุข แต่การได้เยาะเย้ยเฟิร์สมันทำให้เธอมีความสุขยิ่งกว่า
หลังจากออกมาจากโลกลวงเธอก็มองบันไดสีขาวที่ทอดยาวออกไป
ดูเหมือนว่าหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นขั้นจะไม่ใช่ขีดจำกัดความสามารถของจอมปราชญ์
อีวาเริ่มบ่มเพาะต่อไปอย่างอารมณ์ดี
ขณะเดียวกันจอมปราชญ์ที่ปรากฏตัวอยู่บนหอคอยสูง เขายืนอย่างโดดเดี่ยวและทอดสายตาออกไปมองยังโลกกว้าง
“ไม่คิดเลยว่าข้าจะได้รับศิษย์เช่นนี้มา พึ่งรับเธอมาเป็นลูกศิษย์ได้ไม่เท่าไหร่ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว อนาคตข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเธอจะสามารถร่วมสร้างบันไดต่อให้ยาวกว่านี้ได้ ... หากเป็นเช่นนั้นได้ ขอบเขตที่ห้าในตำนานคงจะไม่ไกลเกินจริง” จอมปราชญ์เอ่ยพึมพำท่ามกลางสายฝน ทว่าเม็ดฝนเหล่านั้นกลับไม่สามารถต้องกายของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ตลอดเวลานับหมื่นปีจอมปราชญ์ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับศาสตร์อักขระ กระทั่งดินแดนโพ้นทะเลในตำนานก็ยังไม่อาจทำให้เขาละทิ้งเจตจำนงนี้ได้
เหตุผลที่แท้จริงของการสร้างบันไดสีขาว ไม่ใช่เพื่อทดสอบเหล่าศิษย์หรือผู้มาเยี่ยมเยือนเท่านั้น แต่ความหวังลึกๆ ของจอมปราชญ์คือจะปรากฏตัวตนที่สามารถสร้างบันไดต่อจากเขาได้
เมื่อผู้อื่นเรียนรู้ศาสตร์อักขระจากบันไดของเขาได้ เขาเองก็สามารถเรียนรู้บันไดของผู้อื่นได้เช่นกัน
แล้วตอนนี้เขาได้เห็นแสงแห่งความหวังนั้นแล้ว
ในวันพรุ่งนี้คือวันที่พวกเขาต้องออกเดินทางไปเมืองหลวง
เพราะสถานการณ์ที่เร่งด่วน พิธีสถาปนากษัตริย์จึงต้องรีบจัดอย่างรีบเร่ง
โชคดีที่ยอดเขาฮาดาแห่งนี้มีค่ายกลเคลื่อนย้าย แม้เมืองหลวงจะอยู่ห่างไกลจากที่นี่มาก แต่พวกเขาก็สามารถใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายเดินทางได้ในพริบตาเดียว
เพียงแต่การใช้ค่ายกลแต่ละครั้งจะต้องสูญเสียทรัพยากรที่มากหน่อย ยิ่งระยะทางห่างไกลพลังที่จะต้องจ่ายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นด้วย
แต่ในระดับจอมปราชญ์แล้ว ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จึงเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
เหล่าศิษย์ของจอมปราชญ์ในตอนนี้ พวกเขายังไม่หายทึ่งและอิจฉาในความสามารถของอีวา
“ศิษย์น้องเล็กยังไม่ออกมาจากการบ่มเพาะเลย ข้าต้องการคำชี้แนะจากเธอในการบ่มเพาะนี้ด้วย”
“อย่าพึ่งไปรบกวนเธอตอนนี้เลย การทะลวงขอบเขตใหม่ต้องอาศัยช่วงเวลาหนึ่งในการปรับพลัง การที่เธอยังไม่ออกมาตอนนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ธรรมดา”
“ธรรมดาอะไรกัน พวกท่านไม่ได้ดูกระจกยลฟ้าหรอ? เธอไม่ได้หยุดเพื่อปรับพลังแต่กำลังก้าวเดินบ่มเพาะไปเรื่อยๆ ต่างห่างเล่า นี่ก็ใกล้จะสองแสนขั้นแล้ว เธอเป็นสัตว์ประหลาดหรืออย่างไร?”
“ฉันว่าฉันเริ่มจะกลัวความสามารถของเธอแล้ว ฉันบ่มเพาะมานับพันปียังก้าวไม่ถึงหนึ่งแสนขั้นด้วยซ้ำ”
“พวกท่านอย่าพูดเรื่องนี้ได้ไหม มันเหมือนพวกท่านกำลังลุมด่าข้าอยู่” ไฟเซอร์เอ่ยเสียงดังออกมา เขาในเป็นที่โหล่ของเหล่าศิษย์ การบ่มเพาะสายเลือดก็อยู่แค่ขอบเขตราชวงศ์ขั้นเริ่มแรก การบ่มเพราะศาสตร์จารึกก็อยู่แค่ขั้นสอง ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยสักด้าน
ยิ่งตอนนี้อีวาผู้เป็นลูกศิษย์คนใหม่ของอาจารย์ สามารถโดดเด่นได้ทั้งสองด้าน ซึ่งเหนือกว่าเขาทุกด้าน แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมทำให้เขารู้สึกน้อยใจเป็นธรรมดา
“เอาน่าๆ ยังไงพรุ่งนี้พวกเราก็ต้องออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว ยังไงพวกเราก็ต้องได้พบเธออย่างแน่นอน”
“นี่พวกท่านกำลังเมินข้าอยู่อย่างนั้นหรอ?”
เหล่านายท่านทั้งสี่ต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะดีไม่น้อย
หนึ่งวันสำหรับผู้บ่มเพาะนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานดวงอาทิตย์ของวันนี้ก็ดับแสง
อีวายังคงจมจ่อมอยู่กับการบ่มเพาะ ยิ่งได้เรียนรู้เธอก็ยิ่งหลงใหลในศาสตร์อักขระมากขึ้น
“ปรมาจารย์จารึกขั้นสี่สามารถใช้กฎเกณฑ์ของโลกได้มากมายขนาดนี้เลยหรือ? พลังแห่งกฎเกณฑ์โลกนั้นยิ่งใหญ่ มันคือพลังของโลกโดยตรง ฉันยิ่งสงสัยแล้วว่าหากสามารถก้าวสู่ขอบเขตขั้นที่ห้าได้ ปรามาจารย์จารึกเช่นพวกเราจะสามารถสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเองได้หรือไม่?”
การเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีครามทำให้ความคิดของอีวาเปิดกว้าง แน่นอนว่าผู้ที่มาถึงระดับเธอทุกคนล้วนคิดถึงเรื่องนี้
กฎเกณฑ์คือสิ่งลึกลับของโลก
เมื่อพวกเขาสามารถสร้างกฎเกณฑ์เหล่านี้ขึ้นมาได้ พวกเขาจะไม่กลายเป็นเทพอย่างแท้จริงหรือ?
ตอนนั้นเองอีวาก็คิดถึงอาจารย์ของเธอทันที
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอคิดจะติดต่อกับอาจารย์เพื่อเอ่ยถามข้อสงสัย
“ท่านอาจารย์ นอกจากขั้นที่สี่แล้ว มันมีขั้นที่ห้าอยู่อีกหรือไม่?”
คำถามของอีวาแม้จะดูห้วนๆ ไม่ได้ศัพท์ แต่จอมปราชญ์กลับเข้าใจเรื่องราวที่อีวาต้องการสื่อ
เขาตอบกลับเธอในทันที
“มีสิ ... เมื่อมีขั้นที่สี่ย่อมต้องมีขั้นที่ห้า แต่ขั้นที่ห้าในตำนานนี้ผู้คนจะเรียกพวกเขาว่าผู้จารึกครึ่งเทพ บ่มเพาะมาถึงตอนนี้เธอคงสงสัยว่าตัวเองจะสามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตนเองขึ้นมาได้หรือไม่ ซึ่งใช่แล้วผู้จารึกครึ่งเทพนั้นสามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตนเองขึ้นมาได้ พวกเขาถึงกับสร้างมิติของตนเองขึ้นมาและปกครองมัน
นอกจากผู้จารึกครึ่งเทพแล้ว ก็ยังมีนักรบครึ่งเทพอยู่อีกด้วย ผู้คนที่บ่มเพาะพลังสายเลือดจนทะลวงขีดจำกัดของขอบเขตจักรพรรดิ พวกเขาก็จะกลายเป็นนักรบครึ่งเทพ
สาเหตุที่เหล่าจักรพรรดินับไม่ถ้วนดิ้นรนออกจากดินแดนมหาทวีปแห่งนี้แล้วทะยานออกสู่ดินแดนโพ้นทะเลก็เพราะต้องการทะลวงขอบเขตครึ่งเทพนี้
ทว่าดินแดนมหาทวีปมีกฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่ขวางกั้นอยู่ จึงมีเพียงแต่จักรพรรดิที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะสามารถดิ้นรนออกจากที่นี่ไปยังดินแดนโพ้นทะเลได้”
จอมปราชญ์ตอบคำถามของอีวาและอธิบายให้เธอรับรู้อย่างไม่ปิดบัง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ คนเราสามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตนเองขึ้นมาได้จริงๆ ด้วย ตัวตนอย่างครึ่งเทพคงจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ... ขอบคุณท่านอาจารย์ที่สั่งสอน”
เมื่อได้รับรู้คำตอบในข้อสงสัย อีวาจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยในคำขอบคุณออกมา
“เมื่อขจัดข้อสงสัยได้แล้วก็บ่มเพาะต่อเถอะ”
อีวายังคงบ่มเพาะและก้าวเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ จนเธอรู้สึกเหมือนว่าจะลืมบางสิ่งบางอย่างไป
ไม่นานความคิดนี้ก็เริ่มกวนใจขึ้นมาจนเธอต้องหยุดการบ่มเพาะ
“แปลกมาก ฉันเหมือนลืมอะไรบางอย่าง?”
อีวาพยายามคิดว่าเธอลืมอะไรไป ด้วยตัวตนระดับเธอในตอนนี้แทบจะไม่น่าทำให้เธอหลงลืมอะไรไปได้
ทว่าตอนนั้นเองจู่ๆ หัวใจของเธอก็เต้นรัวแรงราวกับกำลังถูกอะไรบางอย่างบีบรัด
อีวาหยุดก้าวเดิน หยุดทำอะไรทุกอย่างในห้องนี้ แล้วเดินก็หันหน้าไปที่ประตูทางออกแล้วทะยานออกไปข้างนอก
สีหน้าของอีวาดูแตกตื่น ใบหน้าปรากฏอารมณ์หลากหลายที่ไม่สามารถคาดเดาได้
ตอนนี้เธอต้องการพิสูจน์
พิสูจน์ความคิดหนึ่งที่เธอไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น
“มะ ... มืดแล้ว ... มืดแล้วจริงๆ ด้วย!”
ร่างของหญิงสาวทะยานออกมาด้านนอกปราสาทแล้วหยุดยืนกลางอากาศปะทะกับลมเย็นของยอดเขา
รอบตัวของเธอโอบล้อมด้วยความมืด เมื่อแหงนมองขึ้นไปข้างบนก็พบดวงจันทร์สีเงินดวงใหญ่ล่องลอยอยู่ตรงนั้น
“มันมืดขนาดนี้แล้ว ทำไมฉันถึงยังไม่รู้สึกง่วงนอน?” อีวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนแรง ขณะเดียวกันนั้นเองน้ำใสๆ ก็ไหลออกมาจากขอบตาของเธอ
“ไม่จริงใช่ไหม?”