ตอนที่ 35 กลุ่มคนที่มาพร้อมกับสัตว์ร้าย
“ดะ......ดะ....เดียวก่อน!!”
ทันใดนั้นเองเสียงของชายชราก็ดังขึ้นเพื่อหยุดอากอร์นเอาไว้ ซึ่งมันเป็นไปตามที่อากอร์นได้คิดเอาไว้เลยว่าชายชราจะต้องร้องเขาให้หยุด......
“มีอะไรอย่างนั้นเหรอท่านอาจารย์ดุ๊ก?” อากอร์นหันกลับมาถามชายชราด้วยใบหน้าสงสัย......
“คือว่า.......คือว่า......ไม่ทราบว่าท่านเจ้าเมืองยังต้องการนักเล่นแร่แปรธาตุอยู่ไหม?ชายชราผู้นี้อยากจะขอเข้าร่วมและกลายเป็นข้ารับใช้ของท่าน”ชายชราคุกเข่าของตัวเองลงในทันทีพร้อมกับกล่าวถามว่าอากอร์นยังต้องการนักเล่นแร่แปรธาตุอยู่ไหม.......
ซึ่งในความจริงแล้วชายชราก็รู้ว่าอากอร์นยังต้องการอยู่แต่อาจจะไม่ใช่ตัวเขาเพราะเขาได้แสดงกิริยาไม่เหมาะสมออกมาก่อนหน้านี้แต่เขาก็ยังอยากที่จะลองเสี่ยงถามเผื่อจะยังได้รับโอกาส......
“แน่นอนท่านอาจารย์ดุ๊กข้ายังต้องการนักเล่นแร่แปรธาตุอยู่แต่ข้าอยากได้นักเล่นแร่แปรธาตุที่ซื่อสัตย์และภักดีต่อข้าจากใจจริงหาใช่เพียงเพราะต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนเท่านั้นนอกจากนี้ข้าเองก็ไม่ค่อยมีกำลังทรัพย์มากด้วยในตอนนี้ข้าจึงคิดว่าอาจจะจ่ายค่าจ้าง......”
อากอร์นรู้ว่าตอนนี้ชายชราต้องการสิ่งใดแต่เขาจะไม่ยอมอ่อนข้อให้อีกฝ่ายง่ายๆ แน่เพราะเขาจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อตัวเขาและเมืองแห่งนี้ ดังนั้นแล้วเขาจึงจงใจพูดแล้วหยุดไปก่อนที่จะตกลงเรื่องค่าจ้างกับนักเล่นแร่แปรธาตุคนนี้........
ตุบ!!
ทันใดนั้นเองชายชราที่ดูสติไม่สมประกอบเต็มร้อยก็พลันแสดงสีหน้าจริงจังออกมาพร้อมกับคุกเข่าลงหนึ่งข้างก่อนจะเปิดปากพูดขึ้นว่า.....
“ข้า ไลท์ ดุ๊ก นักเล่นแร่แปรธาตุระดับปฐพีขั้นที่หกขอปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อท่านบารอนอากอร์นตลอดไป และจะไม่ขอรับค่าจ้างๆ ใดๆจากท่านด้วย”
ชายชรากล่าวปฏิญาณตนออกมาด้วยเสียงที่ดังก้องจนทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินเสียงของเขาทั้งหมด และคำพูดของเขาก็ทำให้ทุกๆคนรู้สึกยินดีผสมกับตกใจเป็นอย่างมาก ที่ยินดีเพราะพวกเขาจะมีนักเล่นแร่แปรธาตุมาร่วมด้วยแล้วส่วนที่ตกใจคือระดับของชายชราคนนี้.......
เพราะนักเล่นแร่แปรธาตุนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่เลื่อนระดับยากที่สุดแล้วเพราะพวกเขาต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อมาพัฒนาฝีมือของเขาให้สูงขึ้นและการที่จะหาวัตถุดิบมาทดลองนั้นก็ต้องแลกมาด้วยเงินจำนวนมากแต่การที่เขาบอกว่าจะไม่รับค่าจ้างใดๆนั้นมันผิดกับหลักของนักเล่นแร่แปรธาตุเป็นอย่างมาก......
แต่เมื่อมานึกถึงแร่ที่อยู่ในมือของอากอร์นแล้วละก็มันก็มากพอที่จะใช้เป็นค่าจ้างของเขาได้ไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปีเพราะเพียงแค่แร่อดาคัมสีเงินหนึ่งกิโลกรัมก็ใช้ได้มากกว่าสองเดือนแล้วแต่อากอร์นมีมันอยู่มากกว่าสองพันกิโลกรัมด้วยกันมันมากพอที่จะให้ชายชราใช้ไปได้อีกสิบปีเลย......
“ข้า บารอน ไลอ้อน อากอร์น เจ้าเมืองเซนต์จูรี่ยินดีรับไลท์ ดุ๊ก นักเล่นแร่แปรธาตุระดับปฐพีขั้นที่หกเข้ามาอยู่ภายใต้ธงรบของข้านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป!!”อากอร์นทำการกล่าวตอบรับคำปฏิญาณตนของชายชราในทันทีพร้อมกับเดินเข้าไปพยุงร่างของชายชราขึ้นมาอย่างช้าๆ.......
“ลุกขึ้นเถอะอาจารย์ดุ๊ก เดียวข้าจะให้คนพาท่านไปยังที่พังของท่านและห้องทดลองที่ข้าได้จัดเตรียมเอาไว้ให้แต่ก่อนอื่นข้าอยากจะแนะนำให้ท่านรู้จักกับ........”
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะตาเฒ่าดุ๊ก!!” ยังไม่ทันที่อากอร์นจะได้พูดแนะนำให้ชายชรารู้จักกับจอมเวทย์สาวของเขาเสียงหวานใสของหญิงสาวก็ได้ดังขึ้นซึ่งเป็นเสียงของเจสสิก้าจอมเวทย์สาวของอากอร์นนั้นเอง......
“อ่า!! ที่แท้ก็ยัยหนูเจสสิก้าจอมเวทย์สาวขี้แยนั้นเองไม่คิดว่าจะได้มาเจอเจ้าที่นี้”ชายชรากล่าวตอบทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่กล่าวทักตนเป็นใครพร้อมกับแสดงรอยยิ้มอย่างอบอุ่นออกมาราวกับว่าเขากับเจสสิก้ารู้จักกันเป็นอย่างดีอย่างนั้นแหละ......
“พวกเจ้าทั้งสองรู้จักกันอย่างนั้นเหรอ?” อากอร์นเห็นอย่างนั้นเขาก็อดถามออกมาอย่างสงสัยไม่ได้ว่าทั้งสองรู้สึกกันด้วยแล้วทำไมเจสสิก้าไม่เคยเล่าให้เขาฟังเลยถึงชายชราคนนี้......
“แน่นอนนายท่าน พวกเรารู้จักกันมานานแล้วยัยหนูเจสสิก้าเป็นคนที่ข้าน้อยสอนวิธีการนักเล่นแร่แปรธาตุพื้นฐานให้เองกับมือ”ชายชราดุ๊กกล่าวตอบอากอร์นในทันทีเมื่อเห็นอากอร์นแสดงสีหน้าสงสัยและอยากรู้.......
“ชิ!! สอนพื้นฐานกับผีนะซิที่เจ้าสอนข้านั้นมันสมควรเรียกกว่าหลักสูตรสำหรับนักเล่นแร่แปรธาตุมืออาชีพแล้วไม่เห็นมันจะพื้นฐานตรงไหนเลย! ดีนะที่ข้าสามารถเรียกรู้และเข้าใจมันได้บ้าง”เจสสิก้าโวยวายออกมาในทันที เพื่อโต้แย้งกับคำพูดของชายชราเมื่อครู่นี้......
ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!
“สำหรับข้าแล้ว สิ่งเหล่านั้นมันคือพื้นฐาน”ชายชรายังคงกล่าวว่าสิ่งที่ตนสอนให้กับเจสสิก้านั้นเป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้นแต่เป็นพื้นฐานสำหรับตัวเขาเอง.......
เจ้า!!
“เอาน่า ทั้งสองคนเรื่องมันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ มาเริ่มต้นใหม่กันดีกว่าเพื่ออนาคตของเมืองเซนต์จูรี่ของเรา พวกเจ้าทั้งสองว่าอย่างนั้นไหม?” อากอร์นรีบพูดห้ามทั้งสองคนในทันทีพร้อมกับแสดงรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายที่ยิ้มออกมาที่มุมปากขอเขา......
อะ!!
เจสสิก้าถึงกับขนลุกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นใบหน้าแบบนั้นของอากอร์นเพราะนางรู้ดีกว่าอากอร์นกำลังไม่พอใจเล็กน้อยกับการกระทำของตน ส่วนชายชราดุ๊กนั้นเขาไม่เคยอยู่กับอากอร์นมาก่อนเขาเลยไม่รู้ว่าที่อากอร์นแสดงสำหน้าแบบนั้นมันคืออะไรแต่เขาก็พอที่จะเข้าใจได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำลังไม่พอใจกับการกระทำของทั้งสอง......
“พวกเราเข้าใจแล้ว ข้าจะเป็นคนพาเขาไปที่ห้องทดลองเอง”เจสสิก้ารีบตอบรับในทันที พร้อมกับอาสาเป็นคนพาชายชราเป็นยังที่พักของเขาและดูห้องทดลองด้วย......
“เยี่ยมไปเลย เช่นนั้นพวกเราก็กลับเข้าเมืองกันเถอะเพราะข้ายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ”อากอร์นแสดงสีหน้ากลับมาเป็นปกติแล้วจึงบอกให้ทุกคนกลับเข้าเมืองแต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะหันหลังเดินกลับเข้าเมืองนั้น เสียงฝีเท้าม้าจำนวนหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามที่ดังตามมา......
กรุบกรับ กรุบกรับ กรุบกรับ!!
โฮกกกกกก!!
ณ กลุ่มคนที่กำลังควบม้าตรงมาที่เมืองเซนต์จูรี่......
“ข้างหน้ามีเมืองอยู่ขอรับนายท่าน!!” เสียงของชายวัยกลางคนที่สวมชุดเกราะทหารเต็มยศและบนชุดเกราะมีเลือดจำนวนมากเปื้อนอยู่ได้พูดขึ้น.......
“ดี!! พวกเรารีบมุ่งตรงไปที่นั่นเลยล่อไอ้สัตว์ร้ายตัวนี้ไปที่นั่นซะ แล้วเบี่ยงตัวหนี!!” ชายหนุ่มที่อยู่หน้าสุดของขบวนได้ตะโกนขึ้นเพื่อสั่งให้คนอื่นๆล่อสัตว์ร้ายที่กำลังตามพวกมันมาให้ไปทางเมืองที่อยู่ข้างๆ หน้าของพวกมัน......
โอ้วววว!!
คนกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่สวมชุดเกราะอัศวินเต็มยศด้วยชุดเกราะชั้นยอดที่สร้างจากเหล็กกล้ารวมถึงม้าขี่ม้าสายเลือดผสมสัตว์ร้ายอีกด้วยส่วนที่ด้านหลังของพวกเขานั้นมีสัตว์ร้ายร่างใหญ่ตัวหนึ่งกำลังวิ่งตามพวกเขามาซึ่งสัตว์ร้ายตัวนี้ปล่อยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาจนทำให้ขนลุก......
ซึ่งสามารถบอกได้เลยว่าสัตว์ร้ายตัวนี้ต้องเป็นสัตว์ร้ายระดับสามถึงสี่แน่นอนเพราะไม่เช่นนั้นมันคงไม่ปล่อยคลื่นพลังที่น่ากลัวขนาดนี้ออกมาได้แม้แต่อากอร์นยังรู้สึกได้ว่าเจ้าตัวนี้แข็งแกร่งและมันก็ทำให้เลือดในร่างกายของเขาสูบฉีดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว........
“เตรียมพร้อมรับมือ!!” เรเว่นที่เห็นแบบนั้นเขาก็ตะโกนสั่งการไปที่ทหารที่อยู่บนกำแพงในทันทีพร้อมกับทานร่างขึ้นไปด้านบนและตามมาด้วยมอแกรน.......
“เจ้าตัวนี้ท่าทางจะอันตรายมากไม่รู้ว่าไอ้ตัวบัดซบพวกนั้นไปทำอะไรให้มันโกรธเข้าถึงได้ไล่ล่าพวกมันออกมาถึงที่นี้?” แรมโบ้ที่ว่าเป็นพวกบ้าเลือดแล้วเขายังรู้สึกกลัวเมื่อเห็นเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ที่กำลังวิ่งเข้ามาด้วยความบ้าคลั่ง......
“ไม่ว่ามันจะเป็นตัวอะไร หากต้องเจอกับหอคอยรับทั้งหมดมันก็ไม่อาจที่จะรอดไปได้อยู่ดี รวมถึงไอ้พวกสารเลวบัดซบพวกนั้นด้วย!!” เจมส์วิชที่จ้องมองไปที่กลุ่มคนที่อยู่บนหลังม้าด้วยสายตาดุร้ายได้พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ.......
“ฮอล์สัน เจ้าจงสั่งให้ทหารส่งสัญญาณเตือนภัยให้กับชาวเมืองทราบส่วนที่เหลือก็กลับไปประจำตำแหน่งของตัวเองไว้ข้าจะออกไปจัดการกับสัตว์ร้ายตัวนั้นเองส่วนคนพวกนั้นจับตัวพวกมันมาอย่าให้มีใครหนีรอดไปได้ หากใครขัดขืน.......ฆ่า!!”
ขอรับ!!
ใบหน้าและท่าทางของอากอร์นเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในทันทีหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นจากเดิมที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของชายหนุ่มตอนมันกลับเปลี่ยนเป็นจริงจังและน่าเกรงขามเป็นอย่างมากแม้แต่ชาชราดุ๊กยังอดตกใจไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น.......
“โชคดีจริงๆ ที่เราเลือกคนไม่ผิด”ชายชราดุ๊กพูดขึ้นด้วยเสียงที่เบาพร้อมกับแสดงสีหน้าภูมิใจและดีใจออกมาเมื่อเขาคิดว่าการตัดสินใจของเขานั้นไม่ผิด......
หลังจากที่อากอร์นออกคำสั่งไปเสียงเป่าแตรสัญญาณจากเขาสัตว์ขนาดใหญ่ก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นเสียงสัญญาณเตือนภัยให้ทุกคนในเมืองให้รู้ว่าตอนนี้กำลังมีสงครามเกิดขึ้น......
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงมีสัญญาณเตือนภัย?”
“กำลังมีสงครามเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอ?”
“เมืองไหนมันกล้าส่งคนมาตายอีกกันนะ?”
“คงไม่ใช่ไอ้พวกแซนดี่ละมั้ง?”
ชาวเมืองชั้นในต่างก็พากันพูดคุยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ นานาและไม่ได้หวั่นวิตกใดๆ กับเรื่องนี้พวกเขาเพียงแค่ไปยังสถานที่หลบภัยที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับหลบภัยเท่านั้นส่วนชาวเมืองที่มาใหม่ที่อยู่ในกำแพงชั้นที่สองนั้นพวกเขาทำได้เพียงแต่ยืนงงและสงสัยเท่านั้น......
เพราะพวกเขาพึ่งมาใหม่เลยไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร แต่ที่รู้ๆคือสัญญาณแบบนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าเมืองกำลังมีสงครามเกิดขึ้นแน่นอนและพวกเขาก็ไม่มีที่ให้หลบไปไหนด้วยนอกจากบ้านเรือนที่พึ่งสร้างใหม่ของพวกเขา........