บทที่ 75
ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนกันไปมาตามเส้นทางเดินในจัตุรัสการค้า มุมหนึ่งของหน้าร้านขายของเล่นร้านใหญ่ กลับมีกลุ่มคนสีหน้าท่าทางแปลกๆ ยืนอยู่สี่คน ชายวัยกลางคน แต่งกายด้วยชุดรูปทรง และลวดลายประหลาด กริยาท่าทางประหลาด ยืนอยู่ฝั่งหนึ่ง หันหน้าเข้าหาหญิงอีกคนที่แสดงท่าทางหวาดระแวงออกมาอย่างชัดเจน โดยมีเด็กชายยืนอยู่ด้านข้าง กับเด็กหญิงที่ยืนเกาะขาหญิงนั้นอยู่อีกข้าง “เอ่อ... ไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร มีธุระอันใดกับพวกข้าหรือเจ้าคะ” เมมี่เอ่ยถามด้วยท่าทีระแวดระวัง“เจ้าถามข้ารึ? ถามข้าสินะ... เจ้าอยากรู้จักข้าใช่หรือไม่” ชายวัยกลางคนตรงหน้าถามด้วยท่าทางประหลาดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ตนเอง“...”“เจ้าคงอยากจะรู้จักข้าจริงๆนั่นแหละ อยากรู้จักข้าขนาดนี้ เช่นนั้นข้าจะบะ...”“ไม่เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ไม่รบกวนท่านแล้ว พวกข้าขอตัวก่อน” เมมี่รีบพูดตัดบท เมื่อเห็นว่าชายตรงหน้ามีท่าทางไม่เหมือนคนปกตินัก“เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวก่อนๆ!!” เมื่อเห็นเมมี่หันหลังกลับ หมายจะเดินไปอีกทาง โดยมีอามินกับแอนเน่เดินตามไปด้วย ชายวัยกลางคนผู้ซึ่งแต่งตัวประหลาดก็รีบก้าวเท้าไปยืนขวางหน้าไว้อีกครั้ง “ขออภัยๆ ข้าไม่แกล้งพวกเจ้าเล่นแล้ว” ชายตรงหน้ากล่าวด้วยท่าทีสงบมากขึ้น“...เช่นนั้น รบกวนถาม ท่านมีธุระอันใดกับพวกข้าหรือ?” เมมี่เอ่ยถามอีกครั้ง อย่างพยายามทำใจเย็น“วันนี้อยู่ๆ ข้าก็มีลางสังหรณ์ จิตใจว้าวุ่น รู้สึกว่าจะต้องมาเดินเล่นในจัตุรัสการค้าให้ได้ ดังนั้นข้าจึงออกมาที่จัตุรัสการค้านี่ เดินอยู่นานจิตใจก็ยังไม่สงบ จนเมื่อครู่...” ชายตรงหน้าพูดจาอย่างลื่นไหล ก่อนจะเว้นจังหวะไว้ในช่วงท้าย และส่งสายตามองไปที่แอนเน่“...?” เมมี่ และเด็กๆเงียบมอง อย่างไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าต้องการสื่ออะไร ส่วนแอนเน่ที่เห็นสายตาจับจ้องมาจึงขยับตัวถอยหลังไปยืนหลบอยู่ด้านหลังเมมี่“เมื่อครู่ข้ารู้สึกได้ถึงพลังจิตสายหนึ่ง แม้ไม่แกร่งกล้า แต่จับได้ว่าพัฒนาได้อีกมาก” ชายวัยกลางคนพูดต่อ โดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่แอนเน่“ท่านต้องการจะพูดว่าอะไรกันแน่” เมมี่ทนไม่ไหว เอ่ยปากถามให้รู้เรื่องในที่สุด แอนเน่เอง เมื่อได้ยินเรื่องที่ชายวัยกลางคนตรงหน้าพูดก็เกิดความสนใจ จึงชะโงกศีรษะออกมาจากด้านหลังเมมี่ เพื่อรอฟังเรื่องราวต่อ ซึ่งชายวัยกลางคนเองก็ยังมองไปที่แอนเน่อยู่ พร้อมกับเดินไปรอบๆ ก่อนจะกลับมายืนตรงหน้าเมมี่อีกครั้ง “ซึ่งพลังนั้น ข้าพบว่ามาจากตัวของเด็กผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเจ้า” ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับชี้มาที่แอนเน่“ท่านหมายถึง...” อามินอดที่ถามด้วยความสงสัยไม่ได้“ใช่แล้ว เด็กน้อย อย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ น้องสาวเจ้าคนนี้เป็นผู้มีพรสรรค์ มีพลังจิต สามารถใช้เวทมนต์ได้ ข้าจึงอยากจะมาถามว่าเจ้าสนใจจะไปเล่าเรียนฝึกวิชาหรือไม่” ชายวัยกลางคนอธิบาย พร้อมกับเอ่ยเข้าประเด็น จากนั้นนั่งยองๆ ลงตรงหน้าแอนเน่“หากแบ่งประชากรในโลกนี้เป็น 100 ส่วน ผู้ที่จะมีพรสวรรค์สามารถใช้พลังเวทย์ได้ มีเพียงแค่ 30 ส่วนเท่านั้น ท่านกล่าวล้อเล่นเช่นนี้ ต้องการสิ่งใดกันแน่” เมมี่เอ่ยอย่างหวาดระแวง“ข้าไม่ได้หวังสิ่งใดจากพวกเจ้า ข้าเป็นอาจาย์ใหญ่ของโรงเรียนเวทมนต์ เพียงแค่ชมชอบการได้พัฒนาผู้มีฝีมือเท่านั้น” ชายวัยกลางคนตอบด้วยท่าทางเป็นการเป็นงาน เมมี่มองชายตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา จะว่าไปแล้ว แม้เครื่องแต่งกายของคนตรงหน้าจะดูประหลาด แต่ก็มีส่วนคล้ายกับชุดที่เหล่านักเวทย์มักจะสวมใส่กัน แต่ก็แค่คล้าย จะให้ทำใจเชื่อสิ่งที่คนตรงหน้าพูดนั้น กลับเรื่องที่เป็นไปได้ยากนัก อย่างที่เธอกล่าวไป ในโลกนี้ผู้ที่สามารถใช้พลังเวทย์ได้มีไม่ถึง 30 ส่วนดีด้วยซ้ำ อีกทั้งเธอ และอลันผู้เป็นสามีก็ไม่มีใครสามารถใช้เวทมนต์ได้ ลูกสาวของเธอจะใช้เวทมนต์ได้อย่างไรกัน อีกทั้งคนที่เป็นถึงอาจารย์ จะให้มาเดินตามหาเด็กไปเข้าเรียนคนหนึ่งในจัตุรัสการค้า เพียงเพราะสาเหตุแค่นี้หรือ “ต้องทำท่านผิดหวังแล้ว ลูกของข้าคงไม่มีโอกาสได้รับการสั่งสอนจากท่าน” แม้จะหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจคนตรงหน้า แต่เมมี่ก็ยังบอกปัดอย่างสุภาพ“เพราะเหตุใด?” ชายตรงหน้ายังคงตามติดอย่างไม่ยอมแพ้“ลูกสาวของข้านั้น ติดสัญญาทาสกับเจ้านายผู้หนึ่งอยู่ เกรงว่าคงจะไม่สะดวกไปเล่าเรียนนัก” เมมี่รีบกล่าว ก้มศีรษะให้น้อยๆ ก่อนจะจูงเด็กทั้งสองเตรียมหันหลังกลับ“เดี๋ยวก่อน! หากเป็นเพราะเหตุนี้นั้นแก้ได้ง่ายมาก” ชายวัยกลางคนก้าวมาข้างหน้าอีกครั้ง“...ข้าเกระ”“ข้ายินดีจะจ่ายเงินให้เจ้านายของเด็กน้อยคนนี้เอง จากนั้นให้เด็กคนนี้มาเรียนที่โรงเรียนของข้า เช่นนี้ก็หมดปัญหาแล้ว จริงหรือไม่” ชายตรงหน้ารีบกล่าวแทรกก่อนที่เมมี่จะพูดจบ แต่ยิ่งชายตรงหน้าอยากให้แอนเน่ไปเรียนด้วยมากเท่าไหร่ เมมี่กลับยิ่งระแวงมากขึ้นเท่านั้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนตรงหน้านี้ต้องพยายามดึงดันจะให้ลูกของเธอไปเรียนด้วยให้ได้ อีกทั้งเขาเป็นอาจารย์ให้จริงหรือไม่ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ ต่อให้คนตรงหน้าเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนสอนเวทมนต์จริงตามที่เขากล่าวอ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะดีกับลูกของเธอมากไปกว่าภาม ซึ่งมีพระคุณกับครอบครัวของเธอ อีกทั้งเธอก็ได้เห็นที่ภามปฏิบัติต่อพวกเธออย่างดีมาตลอด ดีจนเธอไม่คิดว่าจะมีเจ้านายคนไหนใจดีได้เท่านี้อีกแล้ว แต่จากสถานการณ์ในตอนนี้ หากยังฝืนดึงดันเถียงกันไปมา คงหาบทสรุปไม่ได้ เมมี่จึงยอมหันมาเผชิญหน้ากับชายวัยกลางคน ตั้งใจจะพูดตรงๆ ให้รู้เรื่อง ส่วนอามินที่ได้ยินชายตรงหน้าพยายามจะมาแย่งตัวน้องสาวไป จึงไปยืนบังร่างแอนเน่ไว้ และดันแอนเน่ไปหลบที่ด้านหลังของเขากับเมมี่ “ข้าต้องขอบคุณในความหวังดีของท่านจริงๆ แต่ตอนนี้ครอบครัวของเรามีความจำเป็นที่ยังไม่สะดวกจริงๆ หากในตัวลูกสาวของข้ามีพลังดังเช่นที่ท่านว่าจริง ข้าเชื่อว่าอีกปีหรือสองปี พลังนั้นก็คงจะยังอยู่ ถึงตอนนั้น เมื่อครอบครัวข้าพร้อม ค่อยส่งนางไปเรียนก็ยังไม่สาย ท่านว่าจริงหรือไม่” เมมี่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง แสดงท่าทางว่าสิ่งที่พูดถือเป็นคำขาดแล้ว“เฮ้อ... ข้าก็พอจะเข้าใจที่เจ้าพูดอยู่หรอก ...ได้ เช่นนั้น หากเมื่อใดเจ้าพร้อม ไปสมัครเรียนได้ทุกเมื่อเลยนะ” ชายวัยกลางคนตรงหน้ากล่าว พร้อมกับแสดงสีหน้าเสียดายอย่างไม่ปกปิด“ขอบคุณท่านมากที่เข้าใจพวกข้า” เมมี่กล่าวอย่างสุภาพอีกครั้ง“เฮ้อ... เช่นนั้นข้าไม่กวนพวกเจ้าแล้วละกัน เชิญตามสบาย” ชายวัยกลางคนยอมแพ้ และเดินจากไปในที่สุด หลังจากชายคนนั้นจากไปแล้ว เมมี่ยังยืนนิ่งคิดถึงสิ่งที่ชายคนนั้นพูดอยู่อีกสักพัก โดยที่อามิน และแอนเน่เองก็ไม่ได้กล่าวเตือนว่าพวกเขากำลังยืนอยู่กลางจัตุรัส เพราะกำลังคิดถึงสิ่งที่ชายคนนั้นพูดอยู่เช่นกัน “...จากนั้น พวกท่านก็เดินมาถึงพอดี เรื่องก็เป็นเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ” เมมี่กล่าวปิดท้ายเรื่องราวทั้งหมด