เมื่อสมาชิกสภาแห่งผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้าคนรู้ความจริงว่าอนาเธอร์คือลูกชายของคาน ผู้นำตระกูลซิกฟรีด ความหวาดกลัวก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของพวกเขาอย่างไม่อาจระงับได้
ก่อนหน้านี้อาจคิดว่าอนาเธอร์เป็นเพียงผู้เล่นที่มีความสามารถสูง แต่เมื่อได้รับการยืนยันว่าเขาเป็นทายาทของตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกใบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
คานยืนอยู่กลางห้องอย่างสง่างาม ร่างกายของเขาถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงที่ลอยอยู่รอบตัว ราวกับว่าพลังอันมหาศาลที่เขาครอบครองไม่อาจถูกระงับไว้ได้ ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังสมาชิกสภาทั้งห้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจ
ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างรู้สึกถึงแรงกดดันที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น ความโกรธของคานแผ่ขยายออกไปทั่วบรรยากาศ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
สมาชิกสภาทั้งห้านั่งตัวแข็งอยู่บนบัลลังก์ พวกเขาพยายามควบคุมความรู้สึกตื่นตระหนกและความกลัวที่แผ่ซ่านอยู่ในใจ แต่เหงื่อที่ไหลซึมออกมาจากใบหน้าและขมับของพวกเขา แสดงให้เห็นถึงความกดดันที่พวกเขาเผชิญอยู่
“เจ้าเด็กนี่เป็นทายาทของตระกูลซิกฟรีดจริงๆ!”
หนึ่งในสมาชิกสภาพึมพำเบาๆ ขณะที่มองไปยังอนาเธอร์และคานด้วยสายตาตกตะลึง
ในตอนนี้เมื่อเขารู้ว่าอนาเธอร์คือทายาทของคานและตระกูลซิกฟรีด พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะสอบสวนหรือกักขังเขาอีกต่อไป เพราะไม่ใช่แค่อำนาจที่ตระกูลซิกฟรีดครอบครอง แต่เพราะความเกรงกลัวต่อพลังอันไร้ขีดจำกัดของคานเอง
ยังไงตระกูลซิกฟรีดคือหนึ่งในกลุ่มอำนาจผู้ปกครองโลกแห่งนี้ การต่อต้านพวกเขาไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
สมาชิกสภาที่เหลือหันมองหน้ากันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล ในที่สุด หนึ่งในสมาชิกสภาที่นั่งอยู่กลางบัลลังก์ก็ตัดสินใจพูดขึ้น
“ท่านคาน.. ข้าขอโทษที่ไม่รู้จักความเป็นจริงของสถานการณ์นี้ พวกเราไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นทายาทของท่าน”
“ถ้าเรารู้ก่อนหน้า เหตุการณ์นี้คงไม่เกิดขึ้น.. ข้าขอให้ท่านนำตัวลูกชายของท่านกลับไป”
ชายคนนั้นหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหวาดหวั่น
“ขอเพียงท่านอย่าทำลายสภาผู้ยิ่งใหญ่สาขานี้... พวกเราไม่มีเจตนาจะล่วงเกินท่านหรือทายาทของท่านเลยซักนิด”
คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดในห้องสอบสวนเริ่มคลายลงเล็กน้อย ถึงจะเต็มไปด้วยความกดดันจากพลังของคาน แต่คำขอโทษและความสุภาพที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น เปรียบเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการทำให้เหตุการณ์บานปลายมากไปกว่านี้
“มันก็แน่นอนอยู่แล้ว ข้าไม่สนใจว่าจะมีใครล่วงเกินหรือไม่ เพราะข้ามาที่นี่เพื่อพาลูกชายสุดที่รักกลับไปเท่านั้น!”
คำพูดของคานทำให้ทุกคนในห้องเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าพูดต่อหรือตอบโต้ พวกเขารู้ดีว่าคำพูดของคานคือคำตัดสินสุดท้าย
การเผชิญหน้ากับชายผู้นี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ และพวกเขาไม่สามารถต้านทานพลังอำนาจของเขาได้
ขณะเดียวกัน หน่วยผู้พิทักษ์ที่กุมตัวอนาเธอร์และพรรคพวกมาตั้งแต่เริ่มต่างรู้สึกอ้าปากค้าง ใบหน้าและแววตาของทั้งหมดเต็มไปด้วยความสับสน เมื่อพวกเขารับหน้าที่นี้ พวกเขาเพียงคิดว่ากำลังคุมตัวผู้เล่นกลุ่มหนึ่งไปสอบสวนตามหน้าที่
แต่เมื่อเหตุการณ์นี้คลี่คลาย และพวกเขาได้รับรู้ว่าอนาเธอร์เป็นทายาทของตระกูลซิกฟรีด ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
การที่ทายาทของตระกูลซิกฟรีดถูกพวกเขากุมตัวและสอบสวน เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน
พวกเขาไม่สามารถจินตนาการได้ว่าตัวเองจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวเช่นนี้ การจับกุมทายาทของตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก มันก็ไม่ต่างอะไรกับการท้าทายความตาย พวกเขารู้ดีว่าคานเป็นคนมีเหตุผล ขอเพียงแค่เขาระงับความโกรธเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว
“ข้าไม่อยากจะเชื่อ.. เขาเป็นทายาทของตระกูลซิกฟรีดจริงๆ”
หนึ่งในหน่วยผู้พิทักษ์พึมพำด้วยความตกใจ พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคาน
ความหวาดกลัวต่อพลังที่แผ่กระจายออกมาทำให้ร่างกายของพวกเขาสั่นสะท้าน และพวกเขาได้เห็นเงามังกรเพลิงขนาดยักษ์ที่ยังคงลอยอยู่เหนือเมืองผ่านทางหน้าต่างด้านนอก
และมังกรเพลิงจักรพรรดิตัวนั้นก็พร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งได้เพียงแค่คานออกคำสั่ง
หน่วยผู้พิทักษ์ต่างถอยหลังออกไปอย่างเงียบๆ ไม่มีใครกล้าขัดขวางเมื่อคานเดินเข้าไปหาลูกชายและเริ่มปลดพันธนาการที่ตรึงไว้บนร่างของ พ่อบ้านชราและบอดี้การ์ดทั้งสี่คนที่ถูกกุมตัวมากับอนาเธอร์ต่างก็ยืนนิ่ง ไม่กล้าพูดหรือเคลื่อนไหว ขณะที่คานดำเนินการด้วยความสงบนิ่ง
อนาเธอร์มองดูพ่อของเขาด้วยความสงบ เขารู้ดีว่าคานจะมาที่นี่เพื่อพากลับไปโดยไม่ลังเล
เมื่อเห็นพ่อของเขาปลดตรวนโลหะออกจากข้อมือ เขาก็แสดงสีหน้าที่สงบนิ่ง
“ขอบคุณท่านพ่อ”
คานหันไปมองลูกชายของเขาและพยักหน้าเบาๆโดยไม่พูดอะไร เขาเพียงแต่มองลูกชายของเขาด้วยสายตาที่แฝงความอ่อนโยน แต่ยังคงแสดงออกถึงอำนาจที่ไม่อาจท้าทายได้
หลังจากนั้น คานก็หันกลับไปมองสมาชิกสภาทั้งห้าที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ทุกคนยังคงนั่งตัวแข็ง ไม่กล้าขยับหรือพูดอะไรออกมาอีก
“ข้าจะไปแล้ว”
“ขอโทษที่ทำให้เรื่องมันวุ่นวาย!”
สมาชิกสภาทั้งห้าคนต่างพยักหน้ารับด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำขัดขืน หรือแสดงท่าทีใดๆที่อาจทำให้คานไม่พอใจ
“ขอบคุณที่เข้าใจ”
ชายวัยกลางคนพูดขึ้นก่อนจะหันหลังกลับไปหาลูกชายของตน และนำพาพวกเขาออกไปจากห้องโถงแห่งนี้ในทันที
“ไปกันเถอะ.. ”
เมื่อคานและอนาเธอร์ รวมถึงพ่อบ้านชราและบอดี้การ์ดออกจากอาคารสภาแห่งผู้ยิ่งใหญ่ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็เริ่มคลี่คลายลง
ผู้คนที่มองดูเหตุการณ์จากระยะไกลต่างแสดงความโล่งอกเมื่อเห็นว่าคานไม่ได้ทำลายสภาแห่งผู้ยิ่งใหญ่หรือเมืองอาณาเขตนี้ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม เหตุการณ์นี้จะเป็นที่จดจำของทุกคนในเมืองหรู่หมิงไปอีกนาน
“เรื่องเป็นยังไงบ้างลูกรัก?”
“ไหนเล่าให้พ่อฟังหน่อยซิ?”
อนาเธอร์ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ และเขาเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในลานกว้างให้กับท่านพ่อของเขาฟังโดยละเอียด
ตั้งแต่การเผชิญหน้ากับกิลด์หอคอยอุโรโบรอส ไปจนถึงเหตุการณ์ที่หญิงสาวลึกลับปรากฏตัวและสังหารผู้เล่นทั้งหมดในพริบตา เขาพยายามอธิบายถึงความรวดเร็วและความสามารถอันน่าทึ่งของบุคคลผู้นั้น พูดถึงความแข็งแกร่งที่น่าทึ่งราวกับไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป
“...............”
คานฟังคำบอกเล่าของลูกชายด้วยความตั้งใจ ขณะที่สายตาของเขายังคงมองตรงไปข้างหน้า ท้องฟ้าสีแดงสว่างจากเปลวเพลิงของมังกรที่ลอยล่องอยู่รอบตัวพวกเขา เสียงลมที่พัดผ่านทำให้บรรยากาศยิ่งดูสงบเงียบ
แต่ในความเงียบนั้น คานกลับขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่ออนาเธอร์กล่าวถึงวิธีการสังหารที่บุคคลลึกลับผู้นั้นใช้ เขาก็เริ่มคาดเดาและนึกถึงใครบางคนในความคิด
“วิธีการสังหารเช่นนั้นมัน...”
“คงมีแค่เธอคนเดียวที่ทำได้”
ภาพใบหน้าของหญิงสาวผู้งดงามคนนึงได้แวบเข้ามาในความคิด ใบหน้าที่เขาคุ้นเคยดี
“ใครกันน่ะท่านพ่อ?”
อนาเธอร์เองก็รู้สึกได้ว่าท่านพ่อของเขารู้บางสิ่งเกี่ยวกับผู้เล่นคนนั้น แต่คานก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยคำตอบออกมาอย่างเรียบง่าย
“เขาคนนั้นคือผู้ที่ปกป้องลูก ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นอีกแล้ว”
“คนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ไม่มีเจตนาร้ายต่อลูก ข้ารับรองได้!”
คำพูดของคานเต็มไปด้วยความมั่นใจ แม้ว่าอนาเธอร์จะยังคงสงสัยในตัวผู้เล่นลึกลับคนนั้น แต่ชายหนุ่มก็เชื่อในคำพูดของพ่อตนเอง เพราะถึงยังไงคานก็ไม่ใช่คนที่จะพูดสิ่งใดโดยไม่มีเหตุผล
หลังจากสนทนาจบ มังกรเพลิงขนาดยักษ์ยังคงทะยานฟ้าไปด้วยความรวดเร็ว มันพาทั้งคาน อนาเธอร์ และพรรคพวกมุ่งหน้ากลับไปยังอาณาเขตของตระกูลซิกฟรีด ความเร็วของมันมากพอที่จะทำให้พวกเขาเดินทางไปถึงภายในเวลาไม่นาน
การเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างเงียบสงบ ทิ้งไว้เพียงเสียงลมที่พัดผ่านและประกายเปลวเพลิงที่สว่างไสวอยู่รอบตัว
ขณะที่คานและอนาเธอร์จากไป ผู้คนที่เหลืออยู่ต่างพูดคุยกันอย่างคึกคัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อน และกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง
“ท่านคานปรากฏตัวจริงๆ.. ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้เห็นมังกรตัวเป็นๆแบบนี้!”
ผู้เล่นคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงอันตื่นเต้น ใบหน้าแดงก่ำขึ้นอย่างหนัก
“เขาน่ากลัวมาก! มังกรเพลิงของเขาสามารถทำลายเมืองทั้งเมืองได้ในพริบตา! ข้าแทบหายใจไม่ออกเมื่อเห็นมันพุ่งเข้ามา!”
อีกคนหนึ่งเสริมด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว ร่างกายสั่นสะท้านเหมือนกำลังหนาวสั่น
การสนทนาเหล่านี้เต็มไปด้วยความรู้สึกทึ่งและหวาดกลัว ไม่มีใครเคยคิดว่าจะได้เห็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ในเมืองหรู่หมิง
ความแข็งแกร่งของตระกูลซิกฟรีดและการปรากฏตัวของคาน ทำให้ทุกคนรู้ดีว่าการท้าทายตระกูลนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครสมควรทำ