แรงกดดันกลางสนาม…
หนักจนเหมือนฟ้ากำลังถล่ม
ผู้พิพากษาสวรรค์ทั้งสิบสองคนยืนอยู่เหนือเวทีราวเทพเจ้า
เบื้องล่าง—
คือผู้คนนับแสนที่ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง
แต่ตรงกลางสนาม
กลับมีคนกลุ่มหนึ่งยืนขวางอยู่หน้า “หลินเสี่ยวชวน”
เหมือนกำแพง
กำแพงที่รู้ดีว่า—
หากขยับผิดเพียงก้าวเดียว
อาจตายกันหมด
ผู้อาวุโสชุดทองมองลงมาเย็นชา
“พวกเจ้าจะต่อต้านสวรรค์?”
เสียงนั้นไม่ดัง
แต่กลับกดดันจนหลายคนหน้าซีด
เหยียนตงยังคงจับกระบองแน่น
หานอวี่ยืนนิ่งราวหิมะพันปี
ฮั่วเจินไม่แม้แต่จะหลบสายตา
ส่วนเสี่ยวชวน…
ยังเงียบ
เพราะเขารู้ดี
ต่อให้วันนี้มีคนยืนข้างเขา
แต่หากสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้อีกเพียงนิดเดียว…
ทุกอย่างอาจพังทลายทันที
และในตอนนั้นเอง—
เสียงฝีเท้าช้า ๆ ก็ดังขึ้นจากอัฒจันทร์สูง
ตึก…
ตึก…
ตึก…
ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินลงบันไดหินช้า ๆ
ชุดคลุมสีครามพลิ้วตามแรงลม
ใบหน้าสงบนิ่ง
ดวงตาลึกล้ำราวทะเลไร้ก้นบึ้ง
ซ่งเทียนอวิ๋น
เจ้าสำนักกระบี่ฟ้าคราม
ทันทีที่เขาปรากฏ—
แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์เอง…
ยังเงียบลงเล็กน้อย
เพราะคนผู้นี้
คือหนึ่งในยอดกระบี่ที่อันตรายที่สุดของแคว้นเทียนหลิง
เขาเดินผ่านผู้คนช้า ๆ
ไม่มีลมปราณระเบิด
ไม่มีแรงกดดันมหาศาล
แต่ทุกก้าว…
กลับทำให้ทั้งสนามเงียบลงเรื่อย ๆ
จนสุดท้าย—
เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของเขา
ซ่งเทียนอวิ๋นหยุดยืนหน้าเสี่ยวชวน
ไม่ได้หันกลับไปมองศิษย์ของตัวเองด้วยซ้ำ
แต่เพียงยืนอยู่ตรงนั้น
เหมือนภูเขา
ภูเขาที่ไม่มีวันถอย
ผู้อาวุโสชุดทองหรี่ตา
“ซ่งเทียนอวิ๋น…”
“เจ้าคิดจะขวางพวกเราจริง ๆ?”
ลมเหนือสนามหยุดนิ่ง
ทุกคนรอฟังคำตอบ
เพราะประโยคถัดไป…
อาจเปลี่ยนชะตาของทั้งเมือง
ซ่งเทียนอวิ๋นเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“เขาเป็นศิษย์ข้า”
เพียงประโยคเดียว—
ทั้งสนามก็สั่นสะเทือนแล้ว
ไม่มีคำอธิบาย
ไม่มีข้ออ้าง
แค่สั้น ๆ
แต่หนักแน่นจนแม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์ยังนิ่งไปชั่วครู่
ผู้อาวุโสชุดทองกล่าวเย็นชา
“แล้วถ้าเขาเกี่ยวข้องกับพลังต้องห้ามจริง?”
ซ่งเทียนอวิ๋นตอบทันที
“ข้าจะเป็นคนจัดการเอง”
“ไม่ใช่พวกเจ้า”
ตูม—!
แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกจากกลุ่มผู้พิพากษาสวรรค์ทันที!
เมฆบนฟ้าเริ่มหมุนวน
พื้นสนามแตกร้าว
ผู้คนจำนวนมากทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
นี่คือแรงกดดันของผู้ฝึกตนระดับเหนือมนุษย์
ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเมือง…
ก็ยังแทบยืนไม่อยู่
แต่ซ่งเทียนอวิ๋น…
ยังยืนตรง
ชายเสื้อสีครามพลิ้วไหวเบา ๆ
เพียงแค่นั้น
เหมือนแรงกดดันทั้งหมด…
ไม่สามารถแตะต้องเขาได้เลย
ดวงตาของผู้อาวุโสชุดทองเริ่มเย็นลง
“เจ้าจะปกป้องเขาถึงขั้นนี้?”
ซ่งเทียนอวิ๋นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
และเป็นครั้งแรก—
ที่ผู้คนเห็นแววตาของเขาคมกริบถึงเพียงนี้
“ต่อให้โลกทั้งใบจะล่าเขา…”
ลมทั้งสนามสั่นสะเทือน
“ข้าก็จะยืนอยู่หน้าเขาก่อน”
เงียบ
ไม่มีเสียงใดอีก
แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์ทั้งสิบสองคน…
ยังไม่พูดทันที
เพราะคำพูดนี้
ไม่ใช่แค่การปกป้องศิษย์
แต่มันคือ—
การประกาศว่าจะเป็นศัตรูกับทั้งโลก หากจำเป็น
เสี่ยวชวนชะงักไปเล็กน้อย
ในความทรงจำของเขา
ซ่งเทียนอวิ๋นไม่เคยพูดมาก
ไม่เคยแสดงออกชัดเจน
หลายครั้ง…
เขาแทบดูเย็นชาเสียด้วยซ้ำ
แต่วันนี้—
ชายที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขา
กลับเหมือนกำแพงที่ไม่มีวันพัง
เซวียนซาเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ
“หึ…”
“อาจารย์เจ้าคนนี้…”
“บ้าพอกับเจ้าเลยจริง ๆ”
แม้แต่นักพรตไร้หน้าเอง…
ยังเงียบ
เพราะคนแบบซ่งเทียนอวิ๋น
หาได้ยากเกินไปแล้วในโลกนี้
ผู้พิพากษาสวรรค์อีกคนก้าวออกมา
หญิงชราชุดขาว
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยอักขระสีทอง
“ซ่งเทียนอวิ๋น”
“เจ้าควรรู้ดี…”
“พลังกลืนวิญญาณคือหายนะ”
“เมื่อพันปีก่อน มันทำให้สามแคว้นล่มสลาย”
“คนนับล้านตาย”
“เจ้าจะเดิมพันโลกทั้งใบ…”
“กับเด็กคนเดียวหรือ?”
ซ่งเทียนอวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเรียบ ๆ
“ไม่”
ทุกคนชะงัก
แล้วเขาจึงกล่าวต่อช้า ๆ
“ข้าเดิมพัน…”
“กับศิษย์ของข้า”
ตูม—!
กระบี่สีครามสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ!
เสียงกระบี่ดังสะเทือนทั่วเมืองเทียนหลิง
เคร้งงงง—!
ผู้คนจำนวนมากถึงกับหูอื้อ
ยอดฝีมือหลายคนสีหน้าเปลี่ยนทันที
เพราะนี่คือ—
เจตจำนงกระบี่ของซ่งเทียนอวิ๋น
กระบี่ที่เคยฟันยอดฝีมือระดับประเทศตายมาแล้ว
เหนือสนาม—
ผู้พิพากษาสวรรค์ทั้งสิบสองคนเริ่มปลดปล่อยลมปราณ
แสงสีทองปกคลุมฟ้า
ส่วนเบื้องล่าง—
ซ่งเทียนอวิ๋นยืนอยู่คนเดียว
แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าเขา “ด้อยกว่า” เลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม…
เขากลับดูเหมือนคนที่พร้อมฟันฟ้าทั้งผืนทิ้งได้จริง ๆ
หลิงเอ๋อมองภาพนั้นตาค้าง
เพ่ยเหยากำหมัดแน่น
จินเยว่หายใจแรงขึ้น
แม้แต่ฮั่วเจินเอง…
ยังหรี่ตามองซ่งเทียนอวิ๋นเงียบ ๆ
ก่อนพึมพำเบา ๆ
“นี่สินะ…”
“ยอดกระบี่ตัวจริง”
และในวินาทีนั้นเอง—
เสี่ยวชวนก็เข้าใจบางอย่าง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา
เขาคิดมาตลอดว่า—
โลกนี้มีแต่คนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากกัน
แต่ตอนนี้…
กลับมีคนผู้หนึ่ง
ยอมยืนอยู่หน้าเขา
ทั้งที่รู้ว่า—
เบื้องหน้าคือ “โลกทั้งใบ”
เหนือเมืองเทียนหลิง…
ฟ้าทั้งผืนเริ่มมืดลงช้า ๆ
เมฆสีดำหมุนวนเหนือสนามประลอง
ราวกับสวรรค์เองกำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบ ๆ
ผู้พิพากษาสวรรค์ทั้งสิบสองคนยืนอยู่กลางอากาศ
แสงสีทองจากอักขระโบราณส่องลงมาปกคลุมทั้งลาน
ส่วนเบื้องล่าง—
ซ่งเทียนอวิ๋นยังคงยืนอยู่หน้าเสี่ยวชวน
เพียงลำพัง
แต่กลับไม่มีใครกล้ามองว่าเขา “โดดเดี่ยว”
เพราะกระบี่ของเขา…
หนักแน่นเกินไป
หนักแน่นจนเหมือนต่อให้ฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า
ชายคนนี้ก็ยังจะยืนอยู่ที่เดิม
เสียงลมหอบหนึ่งพัดผ่าน
ผู้คนทั่วสนามต่างเงียบ
ไม่มีใครรู้ว่า…
หากทั้งสองฝ่ายลงมือจริง ๆ
เมืองเทียนหลิงจะยังเหลืออะไรอยู่บ้าง
ผู้อาวุโสชุดทองมองซ่งเทียนอวิ๋นอยู่พักหนึ่ง
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“เจ้าคิดจริงหรือ…”
“ว่าปกป้องเขาได้?”
ซ่งเทียนอวิ๋นตอบเรียบ ๆ
“ข้าไม่เคยพูดว่าจะชนะ”
“ข้าแค่พูดว่า…”
เขาค่อย ๆ จับด้ามกระบี่
“ก่อนพวกเจ้าจะถึงตัวเขา”
“ต้องเหยียบศพข้าไปก่อน”
เคร้ง—!
กระบี่สีครามส่งเสียงสั่นสะเทือนอีกครั้ง
ผู้คนหลายหมื่นคนขนลุกทั้งตัวทันที
นี่ไม่ใช่คำขู่
แต่เป็นความจริง
และทุกคนรู้ดีว่า—
ถ้าซ่งเทียนอวิ๋นชักกระบี่วันนี้
ต่อให้ผู้พิพากษาสวรรค์ชนะ…
พวกมันก็ต้องจ่ายราคาเลือดแน่นอน
แรงกดดันเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เหยียนตงกำกระบองแน่น
ฮั่วเจินหรี่ตามองฟ้า
หานอวี่ค่อย ๆ วางมือบนด้ามกระบี่
แม้แต่เฟิงลั่วเอง…
รอยยิ้มยังเริ่มหายไปเล็กน้อย
เพราะเขารู้
ถ้าสู้จริง—
คนตายจะไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองคน
แต่ตอนนั้นเอง…
เสี่ยวชวนกลับค่อย ๆ ก้าวออกมา
ตึก…
ตึก…
เสียงฝีเท้าของเขาเบามาก
แต่กลับดังชัดในความเงียบของทั้งเมือง
ซ่งเทียนอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ถอยกลับไป”
น้ำเสียงยังเรียบเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้…
กลับมีความดุแฝงอยู่บางเบา
เสี่ยวชวนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ท่านอาจารย์…”
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเรื่องทั้งหมด
ที่เขาเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแบบนี้
ไม่ได้เย็นชา
ไม่ได้นิ่งเฉย
แต่เหมือนเด็กคนหนึ่ง…
ที่กำลังพูดกับคนสำคัญจริง ๆ
ซ่งเทียนอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย
เสี่ยวชวนเงยหน้ามองฟ้า
มองผู้พิพากษาสวรรค์
มองผู้คนทั้งเมือง
คนที่กลัวเขา
คนที่เกลียดเขา
คนที่อยากปกป้องเขา
ทั้งหมด…
อยู่ตรงนี้
แล้วเขาจึงหัวเราะเบา ๆ
เป็นรอยยิ้มบาง ๆ
ที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน
“ข้าไม่คุ้มพอ…”
“ให้ทุกคนต้องมาตายเพราะข้า”
ทั้งสนามเงียบลงทันที
หลิงเอ๋อเบิกตากว้าง
“เสี่ยวชวน…”
นางรีบก้าวออกมา
แต่เสี่ยวชวนเพียงส่ายหน้าเบา ๆ
เขาหันมองเหยียนตง
“ขอบใจ”
จากนั้นมองหานอวี่
“ครั้งหน้า…ข้ายังอยากสู้กับเจ้าอีก”
หานอวี่เงียบ
แต่กำมือแน่นขึ้นช้า ๆ
เสี่ยวชวนหันไปทางฮั่วเจิน
ราชันแห่งเพลิงมองเขานิ่ง ๆ
ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
“เจ้ากำลังหนี?”
เสี่ยวชวนยิ้มบาง
“เปล่า”
“ข้าแค่เลือก”
ฮั่วเจินนิ่งไปชั่วครู่
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ดี”
“อย่างน้อยเจ้าก็ยังไม่โง่”
ส่วนเฟิงลั่ว…
กลับถอนหายใจยาว
“เฮ้อ…”
“ข้าเกลียดฉากแบบนี้ชะมัด”
เขากระโดดลงจากกำแพงหิน
ก่อนยัดมือใส่กระเป๋าเสื้อ
“รีบแข็งแกร่งขึ้นล่ะ”
“ข้ายังอยากฆ่าเจ้าอยู่”
เสี่ยวชวนหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าข้ายังไม่ตายก่อนนะ”
แล้วในตอนนั้นเอง—
เสียงสะอื้นเบา ๆ ก็ดังขึ้น
หลิงเอ๋อกัดริมฝีปากแน่น
ดวงตาแดงแล้ว
“เจ้าจะไปจริง ๆ?”
เสี่ยวชวนหันมองนาง
ลมยามเย็นพัดผ่านเส้นผมสีดำของเขาช้า ๆ
“ถ้าข้ายังอยู่…”
“คนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่แค่ข้า”
“แต่รวมถึงทุกคนที่ยืนข้างข้าด้วย”
หลิงเอ๋อส่ายหน้าแรง ๆ
“แล้วไง!?”
“ก็ให้มันมาสิ!”
“ข้าไม่กลัว!”
น้ำเสียงของนางสั่น
ทั้งโกรธ
ทั้งเสียใจ
เสี่ยวชวนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนยกมือขึ้น…
ลูบหัวนางเบา ๆ
เหมือนที่เคยทำกับหลินเยว่
หลิงเอ๋อชะงักไปทันที
“ข้ารู้”
เขาพูดเบามาก
“แต่ข้ากลัว”
คำพูดนั้น…
ทำให้ทั้งสนามเงียบกว่าเดิม
เพราะนี่เป็นครั้งแรก
ที่หลินเสี่ยวชวนยอมรับว่าตัวเอง “กลัว”
แต่สิ่งที่เขากลัว…
ไม่ใช่ความตาย
เขากลัวคนอื่นต้องตายเพราะตัวเอง
ซ่งเทียนอวิ๋นมองแผ่นหลังศิษย์เงียบ ๆ
ดวงตาที่นิ่งมาตลอด…
สั่นไหวบางเบาเป็นครั้งแรก
เพราะเขารู้แล้ว
เด็กคนนี้…
โตขึ้นจริง ๆ แล้ว
เสี่ยวชวนค่อย ๆ เดินออกไปข้างหน้า
ตรงไปยังผู้พิพากษาสวรรค์
ไม่มีความหวาดกลัว
ไม่มีความลังเล
ผู้อาวุโสชุดทองหรี่ตา
“เจ้าจะยอมไปกับพวกเรา?”
เสี่ยวชวนส่ายหน้าเบา ๆ
“พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว”
สายลมพัดผ่านทั้งสนาม
จากนั้น—
ดวงตาของเขาจึงเย็นลงช้า ๆ
“ข้าไม่ได้จะไปกับพวกเจ้า”
พรึ่บ—!
ลมปราณสีดำบางเบาพลันไหลผ่านดวงตาเขาเพียงเสี้ยววินาที!
แม้จะเพียงชั่วครู่
แต่ยอดฝีมือทั้งหมดในสนามต่างสีหน้าเปลี่ยนทันที!
เซวียนซาหัวเราะต่ำ ๆ ในจิต
“ในที่สุด…”
“เจ้าก็เริ่มเหมือนข้าขึ้นทุกทีแล้ว”
เสี่ยวชวนไม่สนใจ
เขามองผู้พิพากษาสวรรค์ตรง ๆ
ก่อนกล่าวทีละคำ
“ข้าจะเดินออกจากเมืองนี้เอง”
“และวันหนึ่ง…”
“หากพวกเจ้ายังอยากจับข้าอยู่”
ลมรอบตัวเริ่มหมุนวน
กระบี่คราสฟ้าส่งเสียงครางต่ำราวมังกรคำราม
“ก็ลองมาจับดู”
ตูม—!!!
แรงลมระเบิดออกจากใต้เท้าเขาทันที!
เงาร่างสีดำพุ่งขึ้นกำแพงเมืองสูงราวอสูรกลางราตรี!
เร็วเกินไป!
แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์หลายคนยังชะงักไปเสี้ยววินาที
เสี่ยวชวนหยุดยืนบนกำแพงเมือง
เบื้องหลังคือเทียนหลิง
เมืองที่เคยยกย่องเขา
เมืองที่เคยรักเขา
และเมืองเดียวกัน…
ที่เริ่มหวาดกลัวเขา
ลมกลางคืนพัดผ่านเส้นผมของเขาเบา ๆ
จากนั้น—
เขาจึงหันหลังให้ทั้งเมือง
และก้าวออกไปสู่ความมืดเพียงลำพัง
ไม่มีใครรู้เลยว่า…
การจากไปของเด็กหนุ่มในคืนนี้
จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “หายนะ” ที่สั่นสะเทือนทั้งใต้หล้าในอนาคต
และหลายปีต่อมา…
ผู้คนแห่งเทียนหลิงจึงค่อยเข้าใจ
คืนที่พวกเขาปล่อยให้หลินเสี่ยวชวนเดินออกจากเมืองไป
อาจเป็นคืนที่พวกเขา…
สูญเสียคนที่ควรปกป้องที่สุดไปตลอดกาล