แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    ตอนที่ 52 เขาเป็นศิษย์ข้า

    แรงกดดันกลางสนาม…


    หนักจนเหมือนฟ้ากำลังถล่ม


    ผู้พิพากษาสวรรค์ทั้งสิบสองคนยืนอยู่เหนือเวทีราวเทพเจ้า


    เบื้องล่าง—


    คือผู้คนนับแสนที่ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง


    แต่ตรงกลางสนาม


    กลับมีคนกลุ่มหนึ่งยืนขวางอยู่หน้า “หลินเสี่ยวชวน”


    เหมือนกำแพง


    กำแพงที่รู้ดีว่า—


    หากขยับผิดเพียงก้าวเดียว


    อาจตายกันหมด


    ผู้อาวุโสชุดทองมองลงมาเย็นชา


    “พวกเจ้าจะต่อต้านสวรรค์?”


    เสียงนั้นไม่ดัง


    แต่กลับกดดันจนหลายคนหน้าซีด


    เหยียนตงยังคงจับกระบองแน่น


    หานอวี่ยืนนิ่งราวหิมะพันปี


    ฮั่วเจินไม่แม้แต่จะหลบสายตา


    ส่วนเสี่ยวชวน…


    ยังเงียบ


    เพราะเขารู้ดี


    ต่อให้วันนี้มีคนยืนข้างเขา


    แต่หากสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้อีกเพียงนิดเดียว…


    ทุกอย่างอาจพังทลายทันที


    และในตอนนั้นเอง—


    เสียงฝีเท้าช้า ๆ ก็ดังขึ้นจากอัฒจันทร์สูง


    ตึก…


    ตึก…


    ตึก…


    ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน


    ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินลงบันไดหินช้า ๆ


    ชุดคลุมสีครามพลิ้วตามแรงลม


    ใบหน้าสงบนิ่ง


    ดวงตาลึกล้ำราวทะเลไร้ก้นบึ้ง


    ซ่งเทียนอวิ๋น


    เจ้าสำนักกระบี่ฟ้าคราม


    ทันทีที่เขาปรากฏ—


    แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์เอง…


    ยังเงียบลงเล็กน้อย


    เพราะคนผู้นี้


    คือหนึ่งในยอดกระบี่ที่อันตรายที่สุดของแคว้นเทียนหลิง


    เขาเดินผ่านผู้คนช้า ๆ


    ไม่มีลมปราณระเบิด


    ไม่มีแรงกดดันมหาศาล


    แต่ทุกก้าว…


    กลับทำให้ทั้งสนามเงียบลงเรื่อย ๆ


    จนสุดท้าย—


    เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของเขา


    ซ่งเทียนอวิ๋นหยุดยืนหน้าเสี่ยวชวน


    ไม่ได้หันกลับไปมองศิษย์ของตัวเองด้วยซ้ำ


    แต่เพียงยืนอยู่ตรงนั้น


    เหมือนภูเขา


    ภูเขาที่ไม่มีวันถอย


    ผู้อาวุโสชุดทองหรี่ตา


    “ซ่งเทียนอวิ๋น…”


    “เจ้าคิดจะขวางพวกเราจริง ๆ?”


    ลมเหนือสนามหยุดนิ่ง


    ทุกคนรอฟังคำตอบ


    เพราะประโยคถัดไป…


    อาจเปลี่ยนชะตาของทั้งเมือง


    ซ่งเทียนอวิ๋นเงียบอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนกล่าวเรียบ ๆ


    “เขาเป็นศิษย์ข้า”


    เพียงประโยคเดียว—


    ทั้งสนามก็สั่นสะเทือนแล้ว


    ไม่มีคำอธิบาย


    ไม่มีข้ออ้าง


    แค่สั้น ๆ


    แต่หนักแน่นจนแม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์ยังนิ่งไปชั่วครู่


    ผู้อาวุโสชุดทองกล่าวเย็นชา


    “แล้วถ้าเขาเกี่ยวข้องกับพลังต้องห้ามจริง?”


    ซ่งเทียนอวิ๋นตอบทันที


    “ข้าจะเป็นคนจัดการเอง”


    “ไม่ใช่พวกเจ้า”


    ตูม—!


    แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกจากกลุ่มผู้พิพากษาสวรรค์ทันที!


    เมฆบนฟ้าเริ่มหมุนวน


    พื้นสนามแตกร้าว


    ผู้คนจำนวนมากทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว


    นี่คือแรงกดดันของผู้ฝึกตนระดับเหนือมนุษย์


    ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเมือง…


    ก็ยังแทบยืนไม่อยู่


    แต่ซ่งเทียนอวิ๋น…


    ยังยืนตรง


    ชายเสื้อสีครามพลิ้วไหวเบา ๆ


    เพียงแค่นั้น


    เหมือนแรงกดดันทั้งหมด…


    ไม่สามารถแตะต้องเขาได้เลย


    ดวงตาของผู้อาวุโสชุดทองเริ่มเย็นลง


    “เจ้าจะปกป้องเขาถึงขั้นนี้?”


    ซ่งเทียนอวิ๋นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น


    และเป็นครั้งแรก—


    ที่ผู้คนเห็นแววตาของเขาคมกริบถึงเพียงนี้


    “ต่อให้โลกทั้งใบจะล่าเขา…”


    ลมทั้งสนามสั่นสะเทือน


    “ข้าก็จะยืนอยู่หน้าเขาก่อน”


    เงียบ


    ไม่มีเสียงใดอีก


    แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์ทั้งสิบสองคน…


    ยังไม่พูดทันที


    เพราะคำพูดนี้


    ไม่ใช่แค่การปกป้องศิษย์


    แต่มันคือ—


    การประกาศว่าจะเป็นศัตรูกับทั้งโลก หากจำเป็น


    เสี่ยวชวนชะงักไปเล็กน้อย


    ในความทรงจำของเขา


    ซ่งเทียนอวิ๋นไม่เคยพูดมาก


    ไม่เคยแสดงออกชัดเจน



    หลายครั้ง…


    เขาแทบดูเย็นชาเสียด้วยซ้ำ


    แต่วันนี้—


    ชายที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขา


    กลับเหมือนกำแพงที่ไม่มีวันพัง


    เซวียนซาเงียบไปครู่หนึ่ง


    ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ


    “หึ…”


    “อาจารย์เจ้าคนนี้…”


    “บ้าพอกับเจ้าเลยจริง ๆ”


    แม้แต่นักพรตไร้หน้าเอง…


    ยังเงียบ


    เพราะคนแบบซ่งเทียนอวิ๋น


    หาได้ยากเกินไปแล้วในโลกนี้


    ผู้พิพากษาสวรรค์อีกคนก้าวออกมา


    หญิงชราชุดขาว


    ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยอักขระสีทอง


    “ซ่งเทียนอวิ๋น”


    “เจ้าควรรู้ดี…”


    “พลังกลืนวิญญาณคือหายนะ”


    “เมื่อพันปีก่อน มันทำให้สามแคว้นล่มสลาย”


    “คนนับล้านตาย”


    “เจ้าจะเดิมพันโลกทั้งใบ…”


    “กับเด็กคนเดียวหรือ?”


    ซ่งเทียนอวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่ง


    ก่อนตอบเรียบ ๆ


    “ไม่”


    ทุกคนชะงัก


    แล้วเขาจึงกล่าวต่อช้า ๆ


    “ข้าเดิมพัน…”


    “กับศิษย์ของข้า”


    ตูม—!


    กระบี่สีครามสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ!


    เสียงกระบี่ดังสะเทือนทั่วเมืองเทียนหลิง


    เคร้งงงง—!


    ผู้คนจำนวนมากถึงกับหูอื้อ


    ยอดฝีมือหลายคนสีหน้าเปลี่ยนทันที



    เพราะนี่คือ—


    เจตจำนงกระบี่ของซ่งเทียนอวิ๋น


    กระบี่ที่เคยฟันยอดฝีมือระดับประเทศตายมาแล้ว


    เหนือสนาม—


    ผู้พิพากษาสวรรค์ทั้งสิบสองคนเริ่มปลดปล่อยลมปราณ


    แสงสีทองปกคลุมฟ้า


    ส่วนเบื้องล่าง—


    ซ่งเทียนอวิ๋นยืนอยู่คนเดียว


    แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าเขา “ด้อยกว่า” เลยแม้แต่น้อย


    ตรงกันข้าม…


    เขากลับดูเหมือนคนที่พร้อมฟันฟ้าทั้งผืนทิ้งได้จริง ๆ


    หลิงเอ๋อมองภาพนั้นตาค้าง


    เพ่ยเหยากำหมัดแน่น


    จินเยว่หายใจแรงขึ้น


    แม้แต่ฮั่วเจินเอง…


    ยังหรี่ตามองซ่งเทียนอวิ๋นเงียบ ๆ


    ก่อนพึมพำเบา ๆ


    “นี่สินะ…”


    “ยอดกระบี่ตัวจริง”


    และในวินาทีนั้นเอง—


    เสี่ยวชวนก็เข้าใจบางอย่าง


    ตลอดชีวิตที่ผ่านมา


    เขาคิดมาตลอดว่า—


    โลกนี้มีแต่คนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากกัน


    แต่ตอนนี้…


    กลับมีคนผู้หนึ่ง


    ยอมยืนอยู่หน้าเขา


    ทั้งที่รู้ว่า—


    เบื้องหน้าคือ “โลกทั้งใบ”


    เหนือเมืองเทียนหลิง…


    ฟ้าทั้งผืนเริ่มมืดลงช้า ๆ


    เมฆสีดำหมุนวนเหนือสนามประลอง


    ราวกับสวรรค์เองกำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบ ๆ


    ผู้พิพากษาสวรรค์ทั้งสิบสองคนยืนอยู่กลางอากาศ


    แสงสีทองจากอักขระโบราณส่องลงมาปกคลุมทั้งลาน


    ส่วนเบื้องล่าง—


    ซ่งเทียนอวิ๋นยังคงยืนอยู่หน้าเสี่ยวชวน


    เพียงลำพัง


    แต่กลับไม่มีใครกล้ามองว่าเขา “โดดเดี่ยว”


    เพราะกระบี่ของเขา…


    หนักแน่นเกินไป


    หนักแน่นจนเหมือนต่อให้ฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า


    ชายคนนี้ก็ยังจะยืนอยู่ที่เดิม


    เสียงลมหอบหนึ่งพัดผ่าน


    ผู้คนทั่วสนามต่างเงียบ


    ไม่มีใครรู้ว่า…


    หากทั้งสองฝ่ายลงมือจริง ๆ


    เมืองเทียนหลิงจะยังเหลืออะไรอยู่บ้าง


    ผู้อาวุโสชุดทองมองซ่งเทียนอวิ๋นอยู่พักหนึ่ง


    ก่อนกล่าวช้า ๆ


    “เจ้าคิดจริงหรือ…”


    “ว่าปกป้องเขาได้?”


    ซ่งเทียนอวิ๋นตอบเรียบ ๆ


    “ข้าไม่เคยพูดว่าจะชนะ”


    “ข้าแค่พูดว่า…”


    เขาค่อย ๆ จับด้ามกระบี่


    “ก่อนพวกเจ้าจะถึงตัวเขา”


    “ต้องเหยียบศพข้าไปก่อน”


    เคร้ง—!


    กระบี่สีครามส่งเสียงสั่นสะเทือนอีกครั้ง


    ผู้คนหลายหมื่นคนขนลุกทั้งตัวทันที


    นี่ไม่ใช่คำขู่


    แต่เป็นความจริง


    และทุกคนรู้ดีว่า—


    ถ้าซ่งเทียนอวิ๋นชักกระบี่วันนี้


    ต่อให้ผู้พิพากษาสวรรค์ชนะ…


    พวกมันก็ต้องจ่ายราคาเลือดแน่นอน


    แรงกดดันเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ


    เหยียนตงกำกระบองแน่น


    ฮั่วเจินหรี่ตามองฟ้า


    หานอวี่ค่อย ๆ วางมือบนด้ามกระบี่


    แม้แต่เฟิงลั่วเอง…


    รอยยิ้มยังเริ่มหายไปเล็กน้อย


    เพราะเขารู้


    ถ้าสู้จริง—


    คนตายจะไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองคน


    แต่ตอนนั้นเอง…


    เสี่ยวชวนกลับค่อย ๆ ก้าวออกมา


    ตึก…


    ตึก…


    เสียงฝีเท้าของเขาเบามาก


    แต่กลับดังชัดในความเงียบของทั้งเมือง


    ซ่งเทียนอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย


    “ถอยกลับไป”


    น้ำเสียงยังเรียบเหมือนเดิม


    แต่ครั้งนี้…


    กลับมีความดุแฝงอยู่บางเบา


    เสี่ยวชวนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนกล่าวช้า ๆ


    “ท่านอาจารย์…”


    นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเรื่องทั้งหมด


    ที่เขาเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแบบนี้


    ไม่ได้เย็นชา


    ไม่ได้นิ่งเฉย


    แต่เหมือนเด็กคนหนึ่ง…


    ที่กำลังพูดกับคนสำคัญจริง ๆ


    ซ่งเทียนอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย


    เสี่ยวชวนเงยหน้ามองฟ้า


    มองผู้พิพากษาสวรรค์


    มองผู้คนทั้งเมือง


    คนที่กลัวเขา


    คนที่เกลียดเขา


    คนที่อยากปกป้องเขา


    ทั้งหมด…


    อยู่ตรงนี้


    แล้วเขาจึงหัวเราะเบา ๆ


    เป็นรอยยิ้มบาง ๆ


    ที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน


    “ข้าไม่คุ้มพอ…”


    “ให้ทุกคนต้องมาตายเพราะข้า”


    ทั้งสนามเงียบลงทันที


    หลิงเอ๋อเบิกตากว้าง


    “เสี่ยวชวน…”


    นางรีบก้าวออกมา


    แต่เสี่ยวชวนเพียงส่ายหน้าเบา ๆ


    เขาหันมองเหยียนตง


    “ขอบใจ”


    จากนั้นมองหานอวี่


    “ครั้งหน้า…ข้ายังอยากสู้กับเจ้าอีก”


    หานอวี่เงียบ


    แต่กำมือแน่นขึ้นช้า ๆ


    เสี่ยวชวนหันไปทางฮั่วเจิน


    ราชันแห่งเพลิงมองเขานิ่ง ๆ


    ก่อนกล่าวเสียงต่ำ


    “เจ้ากำลังหนี?”


    เสี่ยวชวนยิ้มบาง


    “เปล่า”


    “ข้าแค่เลือก”


    ฮั่วเจินนิ่งไปชั่วครู่


    ก่อนหัวเราะเบา ๆ



    “ดี”


    “อย่างน้อยเจ้าก็ยังไม่โง่”


    ส่วนเฟิงลั่ว…


    กลับถอนหายใจยาว


    “เฮ้อ…”


    “ข้าเกลียดฉากแบบนี้ชะมัด”


    เขากระโดดลงจากกำแพงหิน


    ก่อนยัดมือใส่กระเป๋าเสื้อ


    “รีบแข็งแกร่งขึ้นล่ะ”


    “ข้ายังอยากฆ่าเจ้าอยู่”


    เสี่ยวชวนหัวเราะเบา ๆ


    “ถ้าข้ายังไม่ตายก่อนนะ”


    แล้วในตอนนั้นเอง—


    เสียงสะอื้นเบา ๆ ก็ดังขึ้น


    หลิงเอ๋อกัดริมฝีปากแน่น


    ดวงตาแดงแล้ว


    “เจ้าจะไปจริง ๆ?”


    เสี่ยวชวนหันมองนาง


    ลมยามเย็นพัดผ่านเส้นผมสีดำของเขาช้า ๆ


    “ถ้าข้ายังอยู่…”


    “คนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่แค่ข้า”


    “แต่รวมถึงทุกคนที่ยืนข้างข้าด้วย”


    หลิงเอ๋อส่ายหน้าแรง ๆ


    “แล้วไง!?”


    “ก็ให้มันมาสิ!”


    “ข้าไม่กลัว!”


    น้ำเสียงของนางสั่น


    ทั้งโกรธ


    ทั้งเสียใจ


    เสี่ยวชวนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนยกมือขึ้น…


    ลูบหัวนางเบา ๆ


    เหมือนที่เคยทำกับหลินเยว่


    หลิงเอ๋อชะงักไปทันที


    “ข้ารู้”


    เขาพูดเบามาก


    “แต่ข้ากลัว”


    คำพูดนั้น…


    ทำให้ทั้งสนามเงียบกว่าเดิม


    เพราะนี่เป็นครั้งแรก


    ที่หลินเสี่ยวชวนยอมรับว่าตัวเอง “กลัว”


    แต่สิ่งที่เขากลัว…


    ไม่ใช่ความตาย


    เขากลัวคนอื่นต้องตายเพราะตัวเอง


    ซ่งเทียนอวิ๋นมองแผ่นหลังศิษย์เงียบ ๆ


    ดวงตาที่นิ่งมาตลอด…


    สั่นไหวบางเบาเป็นครั้งแรก


    เพราะเขารู้แล้ว


    เด็กคนนี้…


    โตขึ้นจริง ๆ แล้ว


    เสี่ยวชวนค่อย ๆ เดินออกไปข้างหน้า


    ตรงไปยังผู้พิพากษาสวรรค์


    ไม่มีความหวาดกลัว



    ไม่มีความลังเล


    ผู้อาวุโสชุดทองหรี่ตา


    “เจ้าจะยอมไปกับพวกเรา?”


    เสี่ยวชวนส่ายหน้าเบา ๆ


    “พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว”


    สายลมพัดผ่านทั้งสนาม


    จากนั้น—


    ดวงตาของเขาจึงเย็นลงช้า ๆ


    “ข้าไม่ได้จะไปกับพวกเจ้า”


    พรึ่บ—!


    ลมปราณสีดำบางเบาพลันไหลผ่านดวงตาเขาเพียงเสี้ยววินาที!


    แม้จะเพียงชั่วครู่


    แต่ยอดฝีมือทั้งหมดในสนามต่างสีหน้าเปลี่ยนทันที!


    เซวียนซาหัวเราะต่ำ ๆ ในจิต


    “ในที่สุด…”


    “เจ้าก็เริ่มเหมือนข้าขึ้นทุกทีแล้ว”


    เสี่ยวชวนไม่สนใจ


    เขามองผู้พิพากษาสวรรค์ตรง ๆ


    ก่อนกล่าวทีละคำ


    “ข้าจะเดินออกจากเมืองนี้เอง”


    “และวันหนึ่ง…”


    “หากพวกเจ้ายังอยากจับข้าอยู่”


    ลมรอบตัวเริ่มหมุนวน


    กระบี่คราสฟ้าส่งเสียงครางต่ำราวมังกรคำราม


    “ก็ลองมาจับดู”


    ตูม—!!!


    แรงลมระเบิดออกจากใต้เท้าเขาทันที!


    เงาร่างสีดำพุ่งขึ้นกำแพงเมืองสูงราวอสูรกลางราตรี!



    เร็วเกินไป!


    แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์หลายคนยังชะงักไปเสี้ยววินาที


    เสี่ยวชวนหยุดยืนบนกำแพงเมือง


    เบื้องหลังคือเทียนหลิง


    เมืองที่เคยยกย่องเขา


    เมืองที่เคยรักเขา


    และเมืองเดียวกัน…


    ที่เริ่มหวาดกลัวเขา


    ลมกลางคืนพัดผ่านเส้นผมของเขาเบา ๆ


    จากนั้น—


    เขาจึงหันหลังให้ทั้งเมือง


    และก้าวออกไปสู่ความมืดเพียงลำพัง


    ไม่มีใครรู้เลยว่า…


    การจากไปของเด็กหนุ่มในคืนนี้


    จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “หายนะ” ที่สั่นสะเทือนทั้งใต้หล้าในอนาคต


    และหลายปีต่อมา…


    ผู้คนแห่งเทียนหลิงจึงค่อยเข้าใจ


    คืนที่พวกเขาปล่อยให้หลินเสี่ยวชวนเดินออกจากเมืองไป


    อาจเป็นคืนที่พวกเขา…


    สูญเสียคนที่ควรปกป้องที่สุดไปตลอดกาล