จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 99 อยู่ดีๆ ก็ซวย

            การต่อสู้ที่น่าตื่นเต้นได้สิ้นสุดลงจานเข็มทิศได้หมุนขึ้นอีกครั้งและสิ้นสุดลง

            การประลองยังคงดำเนินต่อไป

            เพียงแต่การประลองอีกหลายร้อยคู่ถัดมาแม้ว่าจะมีความร้อนแรง แต่เมื่อเทียบกับการประลองระหว่างเย่เฉินกับเจียงเฮ่าแล้วนับว่ามีความธรรมดามากเลยจริงๆ

            เวลาผ่านไปอย่างช้าๆเมื่อเข้าสู่การประลองที่ดุเดือด ก็ใกล้จะเข้าสู่กลางคืนและทุกอย่างก็เริ่มมืดลง

            ไม่นานทุกทิศทางของหอฟ้าดิน ก็มีไข่มุกวิญญาณพร่างพราวขึ้นสู่ท้องฟ้าส่องแสงสว่างไสวไปทั่วบริเวณราวกับเป็นเวลากลางวัน

            นี่เป็นกฎของการประลองของสำนักนอกไม่ว่าการประลองจะดำเนินไปยาวนานเพียงใด จะไม่สามารถหยุดลงกลางคันได้

            ที่ห้องโถงด้านหลังของหอฟ้าดินเย่เฉินเอนกายนอนอยู่บนเตียงอย่างเงียบๆ สีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษลมหายใจไม่เสถียร ยังคงมีเลือดจากบาดแผลไหลเปื้อนผ้าปูที่นอนใบหน้าที่ดูเจ้าสำอางนั้น บางครั้งก็เผยให้เห็นถึงความเจ็บปวด

            ในตอนนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ได้มาที่นี่ เพื่อทำการเปิดทวารลมปราณให้กับเย่เฉินและทำการป้อนโอสถวิญญาณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้เขาและจากไป

            ที่นี่จึงเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัด

            ไม่รู้ว่าเป็นเวลาใดจึงมีคนชุดสีม่วงที่ดูน่ากลัวราวกับปีศาจเดินเข้ามายังหอฟ้าดินใบหน้าถูกปกปิดอย่างมิดชิดสามารถมองเห็นได้เพียงดวงตาของคู่นั้นที่ไม่เพียงดูดุร้ายแต่บางครั้งยังเหมือนมีแสงเย็นวาบปรากฏออกมาจากดวงตา

            เมื่อมองไปรอบๆและพบว่าไม่มีผู้ใดแล้ว คนชุดม่วงจึงหยิบเม็ดยาออกมาหนึ่งเม็ดจากนั้นก็เปิดปากของเย่เฉินและยัดเม็ดยานั้นเข้าไป

            “ครั้งนี้เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?” หลังจากให้ยาที่ไม่ทราบชนิดกับเย่เฉินแล้วคนชุดม่วงก็พูดขึ้นอย่างเยือกเย็นจากนั้นจึงหันหลังและหายไปจากห้องนั้นราวกับสายลม

            หลังจากเขาจากไปร่างกายของเย่เฉินก็สั่นสะท้านขึ้นอย่างกะทันหัน

            จากนั้นบรรยากาศที่รุนแรงก็ม้วนตัวปกคลุมร่างของเขา จากนั้นทุกสิ่งก็กลับเข้าสู่ความสงบ

            หลังจากผ่านไปสามชั่วยามเย่เฉินก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น กุมหน้าผากเอาไว้และลุกขึ้นนั่งเขาผู้มีพลังการฟื้นฟูที่ทรงพลัง ในระยะเวลาเพียงสามชั่วยามรอยแผลทั้งหมดของเขาก็หายเป็นปกติ เหลือแต่ลมหายใจที่ยังไม่คงที่

            “เจ้าหนุ่มฟื้นแล้วหรือ” อีกด้านหนึ่ง ผู้อาวุโสของหอฟ้าดินพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน

            “ผู้อาวุโสการประลองจบลงแล้วหรือ?” เย่เฉินพลิกตัวและกระโดดลงจากเตียง

            “การประลองรอบที่สองยังคงดำเนินอยู่”

            “ขอบพระคุณผู้อาวุโส”ไม่มีเวลามากพอสำหรับการทักทายอีกแล้ว เย่เฉินรีบก้าวเท้าออกจากห้องและตรงไปยังลานประลอง

            หลังจากเขาออกไปผู้อาวุโสของหอฟ้าดินผู้นั้นก็ได้แต่ถอนหายใจและลูบเคราของเขาสายตาของเขาดูน่ากลัว “พลังการฟื้นตัวของเจ้าเด็กคนนี้ช่างน่ากลัวนักได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น เพียงแค่ระยะเวลาสามชั่วยามเขาก็กลับมาปกติแล้วน่าแปลก ช่างน่าแปลกใจจริงๆ ”

            เยี่ยม!

            เยี่ยม!

            ในขณะนี้ด้านล่างลานประลองเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้อง

            ผู้ที่กำลังประลองอยู่บนนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงของสำนักเหิงเยว่เขาคือฮั่วเถิงผู้นำศิษย์แห่งหอภารกิจส่วนอีกคนหนึ่งก็ได้รับการจัดอันดับให้อยู่หนึ่งในสิบเช่นเดียวกัน เมื่อดูแล้วเขาคือจื่อซานศิษย์แท้จริงอันดับหนึ่งของยอดเขาตี้หยาง

            ทั้งสองกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเขาทั้งคู่อยู่ในสิบอันดับแรกของสำนักนอกเช่นเดียวกัน ด้วยการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมนั้นจึงทำให้เกิดเสียงตะโกนโห่ร้องจากด้านล่าง

            หากพูดถึงฮั่วเถิงก็คงจะเป็นคนประเภทเดียวกันกับเย่เฉิน การต่อสู้ทรงพลังและกล้าหาญค้อนม่วงทองในมือเต็มไปด้วยพลังงานที่เอ่อล้น มีเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องทุกครั้งที่ลงมือ สามารถทำให้จื่อซานสะท้านถอยหลังไปได้ทันที

            เมื่อเทียบกับฮั่วเถิงจื่อซานยิ่งรู้สึกน่าอายเป็นอย่างมาก

            แม้ว่าจะเป็นศิษย์สิบอันดับแรกของสำนักนอกทั้งคู่แต่อันดับของฮั่วเถิงนั้นอยู่สูงกว่าจื่อซานอย่างเห็นได้ชัด

            ตูม!

            จากนั้นตามมาด้วยเสียงของพายุฝนฟ้าคะนองภาพเสมือนของค้อนม่วงทองขนาดใหญ่ก็ฟาดลงมาจากกลางอากาศจื่อซานใช้พลังเต็มที่เพื่อจะต้านทานแต่ก็ยังคงถูกแรงของค้อนทุบลงไปจนถึงกับต้องคุกเข่าลงบนพื้น

            “ฮั่วเถิงเป็นผู้ชนะ”

            เมื่อเสียงของนักพรตเต้าเสวียนดังกึกก้องไปทั่วหอฟ้าดินจื่อซานจึงกลายเป็นศิษย์แท้จริงที่ต้องพ่ายแพ้เป็นอันดับต่อมาจากอิ่นจื้อผิงและเจียงเฮ่าจึงทำได้เพียงเข้าร่วมการแข่งขันคืนชีพ

            ในขณะนี้จานเข็มทิศนั้นก็หมุนขึ้นอีกครั้ง เย่เฉินรีบเข้ามาจากด้านนอกอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าการประลองในรอบที่สามยังไม่เสร็จสิ้นและมุ่งไปยังตำแหน่งของตนเองอย่างเหนื่อยหอบ

            เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกลับมาแล้วบรรดาศิษย์ที่อยู่โดยรอบก็ส่งเสียงขึ้นอย่างประหลาดใจ

            “ทำไมถึงฟื้นตัวเร็วเช่นนี้พลังการฟื้นตัวของเขามีอานุภาพมากจริงๆ !”

            “ก็แค่แผลบนตัวหายดีแล้วแต่พลังปราณก็ยังอ่อนแออยู่”

            เย่เฉินไม่สนใจต่อเสียงของความประหลาดใจที่ดังอยู่โดยรอบเขาได้แต่เช็ดเหงื่อและกลับไปยังที่นั่งของตนเอง

            เพียงแต่ทันทีที่เขานั่งลง ก็ได้เห็นสายตาที่แปลกประหลาดตรงด้านข้างของเขา

            ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังเมาหัวราน้ำรู้สึกตัวขึ้นมาเขาจ้องไปยังดวงตาที่เมาสลัวซึ่งกำลังมองมา ไม่พูดจาใดๆ มองเย่เฉินจนรู้สึกอึดอัด

            “เจ้าหนุ่มเจ้ามีอัคคีเที่ยงแท้ใช่ไหม” คำพูดที่ชายหนุ่มผู้นั้นพูดขึ้นทำให้เย่เฉินต้องหรี่ตาลงในทันทีมีคนอยู่เพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเขามีอัคคีเที่ยงแท้แม้แต่ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ไม่เคยรู้มาก่อนเขาไม่นึกเลยว่าคนขี้เหล้าที่กำลังเมาหัวราน้ำจะมองออก

            “ไม่มี”เย่เฉินส่ายหน้าและกลอกตาไปมา

            อ่อ!

            ชายหนุ่มผู้นั้นได้แต่ส่งเสียงอุทานเบาๆทำราวกับไม่รู้เรื่องอะไร จากนั้นก็ยืนขึ้นอย่างโงนเงนแล้วก็พูดออกมาอีกหนึ่งประโยคที่ทำให้เย่เฉินโกรธแทบแย่

            “ข้าจะไปหาคนมาทดสอบ”

            บ้าเอ๊ย!

            เย่เฉินรีบก้าวออกไปข้างหน้าจากนั้นก็ลากชายหนุ่มผู้นั้นกลับไปยังตำแหน่งเดิม ชายผู้นี้ดื่มจนเมาหนักมากในใจก็รู้อยู่ลึกๆ ว่าชายผู้นี้จะต้องมีความคิดอะไรแผลงๆมันช่างเหมือนกับตอนที่เจ้าหมีสองท้าทายในตอนนั้นที่คิดจะให้นักพรตหวังสือมาทดสอบเขาอย่างนั้นหรือ?

            เย่เฉินลากเขากลับไปที่เดิมไม่อย่างนั้นเขาอาจจะปากโป้งเก็บไม่อยู่ในไม่ช้าผู้คนทั้งหมดก็คงจะต้องรู้เรื่องอัคคีเที่ยงแท้ซึ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

            “ดูสิๆยอมรับแล้วละสิ!”

            “ไม่มีทำไม!”

            “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ปรุงยาได้ใช่ไหม”สายตาที่มึนเมาของชายหนุ่มได้สลายไปในเวลาแวบเดียว จากนั้นก็กะพริบมองไปยังเย่เฉิน

            เย่เฉินเลิกคิ้วขึ้นและมองไปยังชายหนุ่ม “เป็นนิดหน่อย”

            “ปรุงเม็ดยาวิญญาณระดับสองได้ไหม”

            “เรื่องนี้เจ้าต้องไปหาสวีฝูข้าทำไม่ได้หรอก” เย่เฉินส่ายหน้าอย่างรีบร้อน “ข้าก็แค่คนไม่ได้เรื่อง”

            “ไม่เป็นไรข้ามีวิธีการเผายา เดี๋ยวข้าจะเตรียมสมุนไพรวิญญาณไว้ให้ เจ้าแค่ตั้งใจปรุงก็พอแล้ว”ชายหนุ่มผู้นั้นจับข้อมือของเย่เฉินไว้ จากนั้นจึงรั้งตัวเย่เฉินไว้อย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าหากเผลอไปนิดเดียวเย่เฉินอาจจะหนีไปก็ได้

            “เจ้ามีวิธีการเผายาหรือ?” เมื่อได้ยินเรื่องวิธีการเผายา ดวงตาของเย่เฉินก็สุกสว่าง

            เขาเป็นนักปรุงยาสำหรับเขาแล้ว วิธีการเผายาจัดว่าเป็นสมบัติที่มีค่า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงมองชายหนุ่มผู้นี้อย่างไม่อยากเชื่อ คนเมาหัวราน้ำผู้นี้มองอย่างไรก็ไม่น่าไว้ใจเลย

            “มาสิๆข้าจะให้เจ้าดู” พูดจบ ชายหนุ่มผู้นี้ก็แอบเปิดถุงเก็บของออกมาเพราะกลัวว่าจะมีผู้อื่นเห็นเข้า

            เย่เฉินก้มหน้าลงกะพริบตามองเข้าไปด้านใน และมองเห็นม้วนคัมภีร์หนังสัตว์ชุดหนึ่งอยู่ด้านในด้านบนนั้นมีตัวอักษรเต็มไปหมด แต่จะเห็นได้ชัดก็มีเพียงคำไม่กี่คำ“เม็ดยาหลิงหยวน”

            “เจ้ามีจริงๆด้วย”

            “นี่เป็นเม็ดยาสำหรับหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ”

            ทั้งสองคนต่างสุมหัวพูดคุยกันอย่างมีอรรถรสแต่ในสายตาของคนนอก กลับดูลับๆ ล่อๆ ดูแล้วเหมือนจะไม่มีความคิดในเรื่องดีอะไรเลย

            บนเมฆผางต้าไห่แห่งหอหมื่นสมบัติได้สะกิดจ่งเหลาเต้าประมุขแห่งยอดเขาเทียนหยางซึ่งกำลังนอนหลับสนิทเพื่อให้เขามองลงไป “เหลาเต้า เจ้าดูเซี่ยอวิ๋นศิษย์ของเจ้ากับเย่เฉินสิพวกเขากำลังพึมพำอะไรกัน?”

            “ใครจะไปรู้เล่า”จ่งเหลาเต้าเอามือซ้อนทับกันไว้ จากนั้นก็ปิดตาลงอีกครั้ง

            ตูม!

            บนลานประลองมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวศิษย์คนหนึ่งของหอศัสตราวิญญาณได้ถูกฝ่ามือของศิษย์แห่งสวนผลไม้วิญญาณตบร่วงลงจากลานประลอง

            เมื่อถึงตอนนี้การประลองรอบที่สองในการประลองของสำนักนอกได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

            ไม่นานรอบที่สามในการประลองของสำนักนอกก็เริ่มขึ้น

            เวิง!

            จานเข็มทิศขนาดใหญ่ได้หมุนขึ้นอีกครั้งจากนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์สองสายก็ตกลงมา

            หากจะพูดถึงแสงศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองสายดูเหมือนว่าจะมีการเจรจากันมาก่อนแล้วแสงทั้งสองสายมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกันราวกับนัดหมายกันไว้และพุ่งลงมาตรงกลางพวกเขาพอดิบพอดีขณะที่เย่เฉินและชายหนุ่มผู้นั้นกำลังคุยกันอยู่

            เฮ้ย!

            เจ้าหมีสองเห็นดังนั้นจากระยะไกลถึงกับเอามือปิดหน้าโดยไม่รู้ตัว

            “คนกำหนดไม่เท่าฟ้าลิขิต”ฉีเยว่แห่งหอโอสถวิญญาณขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้

            “พละกำลังของเย่เฉินแข็งแกร่งมากแต่โชคชะตาก็แย่มากเช่นกัน!”พวกของฮั่วเถิงก็อดไม่ได้ที่จะตบหน้าผากตนเอง

            “เวรกรรม!” สวีฝูแห่งหอโอสถวิญญาณ โจวต้าฝูแห่งหอศัสตราวิญญาณผางต้าไห่แห่งหอหมื่นสมบัติ และบรรดาผู้อาวุโสต่างเดาะลิ้นตนเองเสียงดัง

            “เจ้าเด็กนี้ซวยจริงๆ”ฉู่ซวนเอ๋อร์เองก็อดไม่ได้ที่จะลดศีรษะลง และขมวดคิ้วของตนเองอย่างรุนแรง

            ด้านล่างลานประลองชายหนุ่มผู้นั้นและเย่เฉินที่กำลังคุยกันอยู่ ต่างคนต่างมองตากัน

            นี่มันอะไรกันอยู่ดีๆ ก็ซวย?

            “จบเห่แล้วคู่ต่อสู้ของเย่เฉินคือเซี่ยอวิ๋น ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักนอก”

            “เซี่ยอวิ๋นศิษย์แท้จริงอันดับหนึ่งแห่งยอดเขาเทียนหยางเขาคือผู้อยู่ขั้นพลังหยางที่แท้จริง!”

            “วันนี้คนที่เย่เฉินพบเจอล้วนแต่เป็นตัวเก็งทั้งนั้นเลย!”

            เมื่อได้ฟังเสียงการสนทนาจากรอบด้านเย่เฉินซึ่งยังคงมองเซี่ยอวิ๋นอยู่ ได้กระตุกปากอย่างดุร้าย“เจ้า...เจ้าคือเซี่ยอวิ๋น? ศิษย์...ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักนอก?”

            “เจ้าไม่รู้หรือ?”