“พี่อี้ฉือ พี่ไม่มีอะไรจะพูดกับฉันหรือคะ” หลินถิงถิงเริ่มพูดกับสามีหลังจากที่ลูกทั้งสองคนหลับไปแล้ว
“คุณอยากบอกอะไรกับผมไหม”
“พี่ว่าอาหารที่ฉันทำวันนี้รสชาติเป็ยังไง”
“ฝีมือการทำอาหารของคุณอร่อยมาก”
“ถ้าฉันจะทำอาหารขายพี่คิดว่าจะเป็ไปได้ไหม”
“คุณอยากทำอาหารขายหรือ เราจะทำอย่างนั้นได้ยังไงล่ะ เรายังไม่แยกบ้าน พ่อกับแม่ไม่มีทางให้คุณทำหรอก” หวังอี้ฉือพูดเสียงแ่
“ฉันว่าเราควรเก็บเงินไว้เป็ทุนค่ะ เราต้องมีเงินเก็บเป็ของครอบครัวเราเอง พี่อี้ฉือฉันรู้ว่าพี่เป็คนกตัญญูมาก แต่ลูกของเราก็้าอนาคตข้างหน้าที่ดีเหมือนกันนะคะ”
“เราจะเริ่มหาเงินจากตรงไหน ผมต้องทำงานอยู่ในไร่ตลอดทั้งวัน ไม่มีทางได้ออกไปไหนเลย” เขาพูดอย่างหมดหวัง
“วันนี้พี่เห็นเห็ดที่ฉันเก็บมาจากป่าได้ไหมคะ ฉันตกลงกับพี่สะใภ้ไฉ่ว่าฉันจะเป็คนขึ้นไปเก็บเห็ดบนูเา ส่วนพี่สะใภ้ไฉ่มีหน้าที่ทำความสะอาดแล้วตากแห้งมัน และให้พี่เขยไฉ่เอาไปขายในเมืองค่ะ เงินที่ได้มาจะแบ่งกันคนละครึ่ง” หลินถิงถิงเล่าแผนการหารายได้ให้สามีฟัง
“เห็ดพวกนั้นขายได้อย่างนั้นหรือ” หวังอี้ฉือลุกขึ้นนั่งฟังอย่างสนใจ
“ฉันคิดว่ามันขายได้นะคะ หน่อไม้ก็ขายได้ คนในเมือง้าของที่มาจากชนบททั้งนั้น”
“เราจะทำยังไงเพื่อไม่ให้พ่อแม่รู้ล่ะ” หวังอี้ฉือไม่ได้ปฏิเสธภรรยา ในใจของเขารู้สึกยินดีมาก เพราะเขาก็้าให้ครอบครัวหลุดพ้นจากความทุกข์ยากนี้เช่นกัน
“เราก็ออกไปทำงานในไร่ปกติเหมือนทุกวันค่ะ แล้วฉันกับลูกจะขึ้นเขาไปเก็บของป่าลงมาไว้ที่บ้านพี่สะใภ้ไฉ่ หลังจากนั้นก็จะเป็หน้าที่ของพี่สะใภ้แล้ว ทางบ้านเราพี่ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกค่ะ พี่เห็นว่ามีใครในบ้านเดินไปดูเราทำงานที่ไร่ด้วยหรือคะ” หลินถิงถิงพูดน้ำเสียงประชด
“ก็จริงของคุณ แต่มันจะลำบากคุณเกินไปไหม” หวังอี้ฉือถามภรรยาด้วยความเป็ห่วง
“ลำบากก็ต้องทำค่ะ เราจะต้องมีเงินเก็บของเราเพื่อเอาไว้เป็ทุนในอนาคต พี่ไม่ต้องห่วงฉันเกินไปหรอก อีกอย่างถ้าพี่ขึ้นเขาไปกับฉัน แล้วงานในไร่ล่ะคะ อย่าให้มันกระทบกับงานในไร่เลยค่ะ พ่อกับแม่พี่จะได้ไม่สงสัย”
“ผมตามใจคุณ แต่ถ้าวันไหนคุณเหนื่อยเกินไปคุณก็ต้องพักนะ ถิงถิงผมเป็ห่วงคุณนะ และผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาใช้ชีวิตที่ลำบากกับผม” หวังอี้ฉือดึงภรรยาเข้ามากอด
“พี่อย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ เราเป็สามีภรรยากันนะคะ เราต้องสู้ไปด้วยกันเพื่อครอบครัวของเรา” หลินถิงถิงรีบพูด เธอรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของสามีจากน้ำเสียงของเขา
ครอบครัวสายรองของหวังอี้ฉือออกไปทำงานในไร่เป็ปกติทุกวัน โดยเมื่อไปถึงไร่หลินถิงถิงและลูกทั้งสองคนจะแยกตัวขึ้นเขาไปเก็บของป่าลงมา พวกเขาจะใช้เวลาแค่ครึ่งวันเช้าในการขึ้นเขาเท่านั้น เพราะ่บ่ายแดดจะร้อนเกินไป เธอกลัวว่าลูกทั้งสองคนจะไม่สบาย
เมื่อลงจากเขามาแล้ว หลินถิงถิงก็จะรีบนำของป่าที่หามาได้ไปเก็บไว้ที่บ้านพี่สะใภ้ไฉ่
“ถิงถิง เธอมาแล้วหรือ รีบเข้ามาสิ อี้เฉิน อิงอิง พวกเธอเข้าไปหยิบน้ำในครัวกินได้เลยนะ” พี่สะใภ้ไฉ่ดีใจเมื่อเห็นพวกเธอแม่ลูกเดินเข้าบ้านมา
“พี่สะใภ้มีอะไรหรือคะ ท่าทางตื่นเต้นเชียวค่ะ” หลินถิงถิงถามสะใภ้ไฉ่หลังจากเห็นอาการดีใจของอีกฝ่าย
“นี่คือเงินจากการขายของป่าของพวกเราจ้ะ เธอดูสิ มากมายเลยล่ะ” พี่สะใภ้ไฉ่นำเงินออกมาวางไว้ตรงหน้าหลินถิงถิง
“ทำไมมันมากมายอย่างนี้ล่ะคะ” หลินถิงถิงใ
“ทีแรกพี่ก็ใอย่างเธอนี่ล่ะ แต่พี่เขยเธอบอกว่าอาหารพวกนี้ขายง่ายจริงๆ แค่บอกวิธีปรุงให้พวกเขาไป พวกเขาก็เข้ามาแย่งกันซื้อใหญ่เลยล่ะ”
“ดีจริงๆ เลยค่ะพี่สะใภ้”
“นี่คือเงินจากการขายในเดือนที่ผ่านมานะ แบ่งกันคนละครึ่งได้คนละ 15 หยวน นึกถึงเมื่อก่อนที่ต้องใช้แต่คูปองแลกอาหาร ตอนนี้สะดวกกว่ามากเลย ใครจะเอาของอะไรไปขายในเมืองก็ได้ทั้งนั้น”
“่นี้เห็ดหูหนูดำกับหน่อไม้ก็เริ่มจะน้อยลงแล้วนะคะ แต่อีกไม่กี่เดือนก็จะหน้าหนาวแล้ว ฉันคิดว่าถึงตอนนั้นน่าจะมีเห็ดหอมให้เก็บขายแทน”
“น่าเสียดายจริงๆ กำลังขายดีทีเดียว” พี่สะใภ้ไฉ่ทำท่าเสียดาย
“พี่สะใภ้คะ ฉันเห็นว่าหลังบ้านพี่มีลานกว้างมากเลยค่ะ เรามาปลูกผักกาดเขียวปลีกันดีไหมคะ
“เธอจะปลูกผักไปทำไมหรือ” สะใภ้ไฉ่ถามอย่างสนใจ
“อีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าหน้าหนาวแล้วค่ะ ถ้าเราเริ่มปลูกผักตอนนี้ พอหน้าหนาวเราก็จะเอามาทำผักดองขายได้ค่ะ”
“เราจะไม่เก็บของป่าขายแล้วหรือ”
“พอเข้าหน้าหนาวแล้วเราคงจะขึ้นเขาลำบากมากเลยค่ะพี่สะใภ้ และมันก็อันตรายเกินไปด้วย”
“พี่ลืมนึกถึงข้อนี้ไปเลย” พี่สะใภ้ไฉ่พูดอย่างรู้สึกผิด
“ตอนนี้คนปลูกผักสดขายกันมาก แต่ของเราจะไม่ขายผักสดเหมือนคนอื่นค่ะ เราจะทำผักดองขาย”
“แต่ผักดองบ้านไหนๆ เขาก็ทำเก็บไว้กินเองทั้งนั้น”
“เราก็ทำไปขายให้คนในเมืองสิคะ ฉันรับรองว่าสูตรของฉันใครได้กินแล้วจะต้องติดใจ แต่เราต้องลงทุนซื้อเครื่องปรุงมากสักหน่อยนะคะ”
“เท่าไหร่ก็ได้จ้ะ พี่เชื่อใจเธอ” สะใภ้ไฉ่ตอบรับทันที
“ขอบคุณนะคะพี่สะใภ้ที่เชื่อใจฉัน ฉันจะไม่ทำให้พี่ผิดหวังแน่นอนค่ะ” หลินถิงถิงตอบอย่างมั่นใจ