ตอนที่ 53 : พวกเจ้าต้องเป็นคนช่วยนาง
เส้นแสงกระบี่ทั้งสี่นั้นแม้ว่าจะสามารถเอาชนะมาได้ก็จริง ทว่าพลังของมันนั้นกลับลดทอนลงเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อกูตูเหวินได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ส่งผลให้กูตูเหวิน ที่เพิ่งจะหลบหนีจากคลื่นกระบี่มา เกิดอาการมึนงงเป็นอย่างมาก เพราะเพลงดาบกระบวนนี้ของเขาเป็นไพ่ตายใบสุดท้าย ทั้งยังทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดลงไป หมายที่จะใช้มันสังหารรันฟงเทียนลงให้จงได้
“เป็นไปไม่ได้ ทำไมคลื่นพายุทั้งหกสายของข้าถึงถูกทำลายได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เจ้า... เจ้า... เจ้า... ต้องซ่อนฐานการบ่มเพาะเอาไว้อย่างแน่นอน เพียงแค่ระดับขั้น 10 ขอบเขตก่อเกิดกายา คงไม่อาจมีพลังปราณมากเช่นนี้ได้ มันต้องไม่เป็นความจริง ข้าซึ่งเป็นอัจฉริยะลำดับต้นๆ ของเมืองฝู่หลงแห่งนี้ กลับมีฝีมือเพียงแค่สูสีกับขยะอย่างเจ้าได้เช่นไรกัน”
ในขณะที่กูตูเหวินซึ่งกำลังอ่อนแรงอยู่นั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่มุ่งตรงมาด้านขวาของเขา แต่ด้วยสภาวะร่างกายในตอนนี้ซึ่งไม่เอื้ออำนวยที่เขาจะสามารถหลบหลีกมันออกมาได้
เคร้ง!!!
กูตูเหวินพลันยกดาบวงเดือนขึ้นมาปัดป้องการโจมตีจากคมกระบี่ที่พุ่งตรงเข้ามาที่ลำคอทางด้านขวาของเขาได้อย่างทันท่วงที แต่ยังไม่ทันที่จะได้พักหายใจดีเลย เขาก็พลันรู้สึกเจ็บที่หน้าท้องอย่างรุนแรง
ผัวะ!!!
“อ๊ากกกกก”
ตุบ!!!
ฝ่าเท้าของรันฟงเทียนที่บรรจงประทับลงไปบนหน้าท้องของกูตูเหวินอย่างเต็มแรงนั้น ทำให้กูตูเหวินกระเด็นลอยออกไปจากร้านอาหารและตกลงกระแทกกับพื้นถนนด้านนอกอย่างจัง
สภาพของกูตูเหวินในตอนนี้ ซึ่งกำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้นถนน มันช่างดูน่าสังเวชอย่างที่สุด
แท้ที่จริงแล้วในตอนแรก รันฟงเทียนคิดว่าจะสังหารกูตูเหวินให้ตกตายไปเสีย แต่ทว่าหากเขาทำเช่นนั้นจริง มันอาจเกิดผลกระทบต่อผู้คนรอบข้างกายของเขาได้ เนื่องจากป้าเชี่ยของเขา คงต้องอาศัยอยู่ที่เมืองฝู่หลงนี้ไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง
รันฟงเทียนจึงจงใจปลดปล่อยจิตสังหารออกไป เพื่อเตือนกูตูเหวินให้ตั้งรับปลายกระบี่ของเขาได้อย่างทันท่วงที และถ่ายเทลมปราณที่เหลืออยู่ลงไปยังฝ่าเท้า เพื่อที่จะโจมตีจุดลมปราณของกูตูเหวิน
เป็นผลทำให้ลมปราณของกูตูเหวินนั้นติดขัด จนเกิดอาการการตีกลับของลมปราณในทันที นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กูตูเหวินพลันหมดสติลง
เมื่อรันฟงเทียนสังเกตจนแน่ใจแล้วว่ากูตูเหวินหมดสติลงไปแล้วจริงๆ เขาก็เดินเข้าหาแม่นางเนี่ยเซียงหลีที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่นั้น กำลังเกิดอาการตัวสั่นเทา และมีเหงื่อไหลออกมาเป็นจำนวนมาก โดยรวมแล้วไม่ค่อยสู้ดีนัก
“คุณชายฟงเทียน เกิดอันใดขึ้นกับพี่เซียงหลีกันแน่??? ” เฉิงชิงชิงเริ่มมีสีหน้าวิตกกังวล
“ขอข้าตรวจดูอาการชั่วครู่หนึ่งก่อนแล้วกัน” รันฟงเทียนกล่าวตอบด้วยเสียงเร่งรีบ
รันฟงเทียนรีบคว้าจับไปที่ข้อมือของเนี่ยเซียงหลี พร้อมทั้งขมวดคิ้วมุ่น แต่หากว่าภายใต้สถานณการณ์ปัจจุบัน ณ ร้านอาหารแห่งนี้เป็นสถานที่ ที่ไม่เหมาะต่อการรักษาอาการของนาง เขาจึงอุ้มร่างที่หมดสติของนางขึ้น และกล่าวว่า
“ตอนนี้เราควรรีบกลับไปที่พักกันก่อนดีกว่า แล้วข้าจะอธิบายรายละเอียดทั้งหมดให้พวกเจ้าฟังที่นั่น”
เฉิงชิงชิงและเชี่ยอิงอิงที่กำลังยืนมองดูอยู่ต่างก็รีบพยักหน้ารับในทันที
ทว่าก่อนที่พวกเขาทั้งสามจะออกจากร้านอาหารไปนั้น ก็ได้มีเสียงของชายวัยกลางคนกล่าวออกมาเพื่อหยุดพวกเขาไว้เสียก่อน
“เหอะ!!! พวกเจ้าคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นอะไรกัน คิดจะมาทำอันใดได้ตามใจอย่างนั้นรึ??? ”
รันฟงเทียนหันหน้าไปมองตามทิศทางของเสียงพูดที่เปล่งออกมา แล้วกล่าวว่า
“แล้วพวกข้าต้องทำอย่างไรถึงจะไปจากที่นี่ได้ล่ะ”
“หนอย!!! เจ้าเด็กอวดดี พูดจากับผู้อาวุโสก็ควรให้มันมีสัมมาคารวะเสียบ้าง ตระกูลของพวกเจ้าไม่เคยสั่งสอนมารยาทเหล่านี้เลยหรืออย่างไรกัน” ชายวัยกลางคนกล่าวพร้อมเดินมาหยุดยืนขวางทางเดินของรันฟงเทียนเอาไว้
รันฟงเทียนขมวดคิ้ว เริ่มมีอาการไม่พอใจออกมาทางสีหน้า เพราะว่าอาการของเนี่ยเซียงหลีนั้นไม่ดีเอามากๆ เขาจะต้องรีบขับพิษที่อยู่ภายในร่างกายของนางออกโดยเร็วที่สุด ทว่ากลับมีคนมาขวางทางพวกเขาเอาไว้แบบนี้แถมยังไม่ได้มาดีเสียด้วย
“ท่านจงอย่ากล่าวอันใดให้มากความ รีบพูดในสิ่งที่ท่านต้องการออกมา พวกข้ายังมีกิจธุระที่รีบไปทำอีกมาก” น้ำเสียงเย็นยะเยือกของรันฟงเทียนที่กล่าวออกมานั้น ทำให้ชายวัยกลางคนรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
ก่อนที่เหตุการณ์จะเลยเถิดไปไกลกว่านี้ ก็พลันมีเสียงอันแหบกร้านดังขึ้นมาหยุดชายวัยกลางคนไว้เสียก่อน
“พอได้แล้ว เสี่ยคง แค่จัดการให้พวกเขาชำระค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
“ขอรับ ท่านซ่ง” ชายวัยกลางคนกล่าวออกมาด้วยความเคารพ พร้อมกับหันมามองที่รันฟงเทียนด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วกล่าวต่อว่า
“ข้าคือผู้จัดการร้านอาหารแห่งนี้ การที่พวกเจ้าต่อสู้กันจนทำให้ร้านอาหารของเราได้รับความเสียหายจนแทบพังพินาศ พวกเจ้าก็ควรจะชดใช้ค่าเสียหายมามิใช่อย่างนั้นหรือ”
ก่อนที่รันฟงเทียนจะทันได้กล่าวอันใดออกมา ก็พลันมีอีกเสียงหนึ่งกล่าวสอดแทรกขึ้นมาเสียก่อน พร้อมกับโยนวัตถุอะไรบางอย่างไปยังชายวัยกลางคน
“หากว่าท่านผู้อาวุโสคำนวณค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเรียบร้อยครบถ้วนแล้ว ก็สามารถนำใบแจ้งหนี้ไปขอรับเงินที่ หอการค้าเทียนเซียนสาขาเมืองฝู่หลงแห่งนี้ได้เลย นั่นคือตราประจำตัวของข้า”
“ข้าชื่อเฉิงชิงชิงเป็นรองผู้จัดการของหอการค้าเทียนเซียน ซึ่งประจำการอยู่ที่สาขาเมืองฝู่หลงแห่งนี้ เนื่องจากพวกข้านั้นต้องรีบนำตัวพี่หญิงของข้า ไปรับการรักษาให้หายจากอาการของนางเสียก่อน อ๋อ... ข้าลืมบอกพวกท่านไปว่า นางก็เป็นคนของหอการค้าเทียนเซียนเช่นกัน หากพวกท่านมิมีอันใดแล้ว พวกข้าคงต้องขอตัวก่อน... ไปกันเถอะ คุณชายฟงเทียน”
“อืม” รันฟงเทียนตอบโดยไม่ได้หันไปมองชายวัยกลางคนและผู้อาวุโสซ่งเลยแม้แต่น้อย เขาเดินผ่านชายวัยกลางคนไปอย่างเฉยเมย
“เฮ้อ... ตอนแรกข้ากะเอาไว้ ว่าจะถ่วงเวลาพวกเขาจนตำหนักเจ้าเมืองได้รับข่าวแล้วส่งคนมาจัดการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าพวกเขาจะเป็นคนของหอการค้าเทียนเซียน แถมเด็กสาวคนนั้นยังดำรงอยู่ในตำแหน่งสูงเสียด้วย” ผู้จัดการเสี่ยบ่นพึมพำออกมาอย่างรวดเร็ว
“ดีแล้ว... ที่พวกเขามาจากหอการค้าเทียนเซียน เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ร้านอาหารของเราไม่ต้องเข้าไปมีส่วนรับผิดชอบแต่อย่างใด จะว่าไปแล้วคุณชายกูตูเหวินผู้นี้ก็ช่างโง่งมเสียเหลือเกิน ที่ริอาจมาลักพาตัวคนของหอการค้าเทียนเซียนในที่โล่งแจ้งแบบนี้ ก่อนเรื่องราวจะลุกลามใหญ่โตเจ้าควรรีบนำตัวคุณชายกูตูเหวิน กลับไปที่ตำหนักเจ้าเมืองและจัดการรายงานเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเสียเถอะ” ผู้อาวุโสซ่งกล่าวออกมาอย่างช้าๆ พร้อมหันหลังเดินขึ้นไปยังที่พักชั้นบนเพื่อเริ่มการบ่มเพาะพลังยุทธ์ต่อ
เมื่อผู้อาวุโสซ่งมาถึงห้องของเขา ภายในห้องพักอันเงียบสงบ...เขากำลังยืนมองดูวัตถุชิ้นหนึ่ง ซึ่งวางอยู่บนฝ่ามือของเขา มันคือขวดแจกันที่มีขวดลายแปลกประหลาด พร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า
“หากพวกเราได้พบเจอกันอีกก็คงจะดี ในระหว่างนี้ข้าจะเฝ้าปกป้องตระกูลกูตูของเจ้าเอาไว้ให้เอง และรอคอยเจ้ากลับมา....”
ผ่านไปได้ไม่นาน รันฟงเทียนที่กำลังอุ้มเนี่ยเซียงหลีก็มากลับถึงหน้าบ้านพักของหอการค้าเทียนเซียน เขาจึงรีบพุ่งเข้าไปในห้องพักที่ว่างอยู่ในทันที โดยไม่พูดจาอันใดกับผู้ใดที่ได้เข้ามาทักทายเขาแม้เพียงครึ่งคำ จากนั้นก็เขาก็วางร่างของเนี่ยเซียงหลีที่หมดสติลงบนเตียง พร้อมทั้งหยิบเข็มหยกทองออกมาจากมิติโลกสีขาว
ปัก!!! ปัก!!! ปัก!!! ปัก!!! ปัก!!!
เสียงเข็มหยกทองห้าเล่มบินเข้าไปทะลวงจุดชีพจรที่ตีบตันของเนี่ยเซียงหลีอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งสามารถขับพิษที่ได้รับจากผงโอสถปลุกกำหนัดออกมาจนหมดสิ้น ทว่าอาการของนางกลับไม่ได้ทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของนางเริ่มแดงก่ำขึ้น ฝ่ามือกำแน่น ปรากฏเม็ดเหงื่อมากมายผุดบนหน้าผากของนาง
ในขณะนั้นเอง จู่ๆ ดวงตาของเนี่ยเซียงหลีพลันเปิดขึ้น นางรีบรุดลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งกระโจนเข้าหารันฟงเทียนในทันที ทำให้เขาที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวนั้น พลันล้มลงจนร่างของนางทับอยู่บนร่างของเขาอย่างแนบชิด
ภาพเหตุการณ์วาบวามที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ พลันปรากฏต่อสายตาของหญิงสาวทั้งสองนาง ที่รีบเข้ามาภายในห้องได้พบเห็นเข้าอย่างพอดิบพอดี พร้อมทั้งตะโกนขึ้นโดยพร้อมเพรียงกันว่า
“ไอ้คนลามก!!! นั่นเจ้ากำลังจะทำอะไรกับพี่สาวเซียงหลีกันแน่ ห๊ะ??? ”
รันฟงเทียนที่ได้ยินอย่างนั้น พลันคิ้วกระตุกในทันที พร้อมเร่งอธิบายอย่างรวดเร็วว่า
“พวกเจ้าทั้งสองจะโวยวายเสียงดังไปทำไมกัน รีบๆ เข้ามาช่วยพยุงร่างของนางออกจากตัวข้าได้แล้ว ข้าได้ขจัดพิษที่อยู่ภายในร่างของนางจนหมดสิ้นแล้ว แต่ทว่านางนั้นได้รับผลกระทบจากเคล็ดวิชาที่นางฝึกฝน เนื่องจากผลกระทบที่ยังคงตกค้างของผงโอสถปลุกกำหนัดได้ไปกระตุ้นกายาของนาง จึงส่งผลทำให้นางเกิดอาการ... ร้อน... รุ่ม...นั่นแหละ”
“หากนางได้ปลดปล่อยอาการความใคร่ของนาง พลังยุทธของนางจะทะยานขึ้นไปอีกหลายระดับทีเดียว นั่นคือสาเหตุทั้งหมดของอาการนาง”
“อ๋อหรอ.... ข้าเข้าใจแล้ว ที่เจ้ารีบกลับมาก็เพื่ออย่างนี้เองสินะ” เฉิงชิงชิงมองไปที่รันฟงเทียนอย่างดุดัน
“อ่ะแหม!!! แม่นางชิงชิงเข้าใจข้าผิดแล้ว นั่นคือวิธีการรักษาอาการของนางต่างหากเล่า ส่วนผู้ที่จะรักษาให้นางนั้นก็เป็นเจ้าทั้งสองนั่นแหละ เพราะพวกเจ้าเป็นอิสตรีเหมือนกัน จะต้องไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอน ทว่าพวกเจ้าต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่ามีเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น”
“หากช่วยนางไม่สำเร็จพลังยุทธนางจะถดถอยลงจนหมดสิ้นในที่สุด พวกเจ้าทั้งสองคงจะเข้าใจในสิ่งที่ข้ากล่าวแล้ว เช่นนั้นฝากพวกเจ้าด้วย ข้าต้องรีบไปนำเอาดีอสรพิษหางไหม้จากเจ้าแพทย์ชั่วช้าเฉาฉิ่ว ขอตัวก่อน”
เมื่อรันฟงเทียนกล่าวจบก็รีบส่งเนี่ยเซียงหลีให้กับสองสาว ที่กำลังยืนมึนงงอยู่ด้านหน้าประตู ส่วนร่างของเขาก็พลันอันตรธานหายไปแล้วเช่นกัน
ขณะนั้นเองผู้ที่พลันตั้งสติได้ก่อน ก็คือเชี่ยอิงอิง นางรีบกล่าวว่า “พี่สาวชิงชิง ข้านั้นไม่ได้สนิทกับพี่สาวเซียงหลีนัก หากข้ากระทำเช่นนั้นมันอาจจะไม่งามได้ ฝากพี่สาวชิงชิงด้วยแล้วกัน” พลันร่างของเชี่ยชิงชิงก็เริ่มวิ่งหนีติดตามทิศทางที่รันฟงเทียนไปเช่นกัน
“หนอย!!! พวกเจ้าสองพี่น้องเนี่ยนะ ทำไมช่างเจ้าเล่ห์เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน” เฉิงชิงชิงกล่าวออกมาด้วยความโมโหและมีท่าทางลังเลอยู่สักพัก ทว่าอาการของเนี่ยเซียงหลีเริ่มหนักขึ้น ทำให้เฉิงชิงชิงได้แต่ถอนลมหายใจ สุดท้ายนางจึงเดินไปปิดประตูห้องจนสนิท แล้วเดินเข้าไปหาเนี่ยเซียงหลีเพื่อช่วยนางอย่างจนใจ
“เฮ้อ... แล้วข้าควรเริ่มเช่นไรดีล่ะ... ขอล่วงเกินแล้วพี่สาวเซียงหลี...”