สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 115 เป็นคนที่อ่านไม่ออก

            บ้านของเหยเซินเล็กและเรียบง่ายมาก

     

            ในห้องมีเพียงหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่ในนั้นนางนั่งขดตัวอยู่มุมห้อง แต่จ้องเขม่นผู้คนที่เดินเข้ามาจากด้านนอกราวกับไม่มีความกลัวเลยแม้แต่น้อยตามหลักแล้วนางต้องกลัวถึงจะถูก เพราะไม่ว่าใครจะหาตัวนางเจอก็มีจุดจบแค่อย่างเดียวคือตาย

     

            อันเจิงและจวงเฟยเฟยเดินเข้ามาพร้อมกันบ้านหลังนี้ถูกคนของจวงเฟยเฟยล้อมเอาไว้หมดแล้วจากตอนที่ฆ่าเหยเซินถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง คนของซูเป่ยไม่มีทางออกมาตามหาแน่แต่เพื่อความปลอดภัย จวงเฟยเฟยก็ตัดสินใจพาตัวเสี่ยวเตี๋ยออกไปทันที

     

           “ที่แท้ก็พักอยู่ในที่รันทดขนาดนี้นี่เอง”

     

            จวงเฟยเฟยโบกมือ ลูกน้องของนางจึงเข้ามาพาตัวเสี่ยวเตี๋ยใส่ในกระสอบแล้วแบกออกไป

     

            อันเจิงมองไปรอบ ๆ ดูสิ่งของภายในห้อง เห็นสมุดบันทึกวางอยู่บนโต๊ะเขาเดินไปเปิดมันออกจากนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น จวงเฟยเฟยเดินมายืนข้างอันเจิงและมองสมุดบันทึกในมือของเขาสมุดเล่มนี้ไม่ได้บันทึกการเงิน แต่ทว่าเป็นสมุดบันทึกการตาย สมุดนี้บันทึกรายชื่อคนที่เหยเซินฆ่าทั้งหมดทุกเรื่องทุกอย่างถูกบันทึกเอาไว้อย่างละเอียดไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเขาถึงมีนิสัยจดบันทึกเรื่องแบบนี้

     

            จวงเฟยเฟยดึงสมุดบันทึกมาจากมืออันเจิง“เจ้าไม่เหมาะจะดูของอะไรแบบนี้”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “เชื่อเถอะ ข้าเห็นมามากกว่าเจ้า”

     

            จวงเฟยเฟยยักไหล่ “ช่างเถอะ”

     

            อันเจิงหยิบสมุดบันทึกกลับมา“มันอาจช่วยใครบางคนได้”

     

            จวงเฟยเฟยมองอันเจิงราวกับเจอสัตว์ร้าย“คนพวกนั้นต่างก็ถูกเหยเซินฆ่า แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า?”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “หากมีเด็กกำพร้าหรือบิดามารดาที่เสียบุตรไปช่วยได้ก็ช่วยสักหน่อย”

     

            จวงเฟยเฟยไม่เข้าใจความคิดของอันเจิง แต่ก็ไม่ได้แย่งสมุดบันทึกนั้นกับอันเจิงแล้ว“เราไปกันเถอะ ที่แบบนี้อยู่นานก็อาจสร้างปัญหาได้”

     

            อันเจิงพยักหน้าแล้วเดินออกจากบ้านของเหยเซินพร้อมกับจวงเฟยเฟย

     

            ที่โรงจวี้ฉ่าง

     

            ในห้องลับหลังสวนบ้านเสี่ยวเตี๋ยที่ถูกแก้มัดแล้วนั่งอยู่บนพื้น นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆราวกับกำลังบอกจุดยืนของตนว่า นางไม่ได้กลัวหรือใส่ใจอะไรทั้งนั้น

     

            จวงเฟยเฟยเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยแล้วนั่งลงบนเก้าอี้“ไม่ต้องแกล้งตบตาอีกแล้ว คนอย่างเจ้าข้าเจอมามาก อย่าใช้ใบหน้าที่คล้ายจะไม่สนใจอะไรมากลบเกลื่อนความกลัวในใจเลยอีกอย่าง การที่เจ้าทำเหมือนตัวเองไม่ได้กลัวนั่นไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าแข็งแกร่ง ตรงกันข้าม ผู้ที่อ่อนแอต่อให้จิตใจจะแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ไม่มีประโยชน์”

     

            อันเจิงนั่งลงข้างนางจากนั้นก็มองไปที่เสี่ยวเตี๋ยและชายที่เป็นลูกน้องของจวงเฟยเฟย

     

            ชายคนนั้นเอามือกุมหัว “ฮูหยิน ขอร้องล่ะท่านปล่อยข้าไปเถอะ เป็นเพราะข้าโง่เองจึงถูกนางโลมคนนี้หลอก ฮูหยินโปรดให้โอกาสข้าอีกครั้งข้าสัญญาว่าจะไปดินแดนทางเหนือแล้วทำตัวดี ๆ จะไม่กลับมาที่นี่อีกตลอดกาลเป็นเพราะผู้หญิงคนนี้คนเดียว หากนางไม่มาหลอกข้า ข้าก็คงไม่ตกหลุมพรางของนาง ฮูหยินขอร้องล่ะ ให้โอกาสข้าอีกครั้งเถอะนะ”

     

            เสี่ยวเตี๋ยก้มหัวลงเล็กน้อยจากนั้นก็มองชายคนที่นางเคยรักอย่างตกตะลึง

     

            จวงเฟยเฟยยักไหล่อย่างเคยชิน“รู้สึกผิดหวังมากใช่หรือไม่? ผู้ชายที่เจ้ารักที่แท้ก็เป็นแค่ตัวไร้ประโยชน์เท่านั้น”

     

            เสี่ยวเตี๋ยส่ายหน้า “ข้าแค่ไม่เข้าใจว่าไอ้คำพูดที่บอกว่ารักกันชั่วฟ้าดินสลาย ออกมาจากปากคนแบบนั้นได้อย่างไร”

     

            จวงเฟยเฟยหยิบสมุดข้างตัวขึ้นมาเปิด“เสี่ยวเตี๋ย เป็นคนในเมืองฟางกู้ สูญเสียบิดามารดาไปตั้งแต่เด็กตอนที่เจ้าเดินเล่นอยู่ตามถนนก็ถูกคนของหงเยว่โหลวจับตัวไป จากนั้นก็ถูกเอาไปฝึกแต่เพราะวรยุทธ์ธรรมดาเกินไปจึงได้ทำงานในตำแหน่งล่างสุดตั้งแต่เล็กจนโตก็ไม่เคยทำเรื่องชั่ว แน่นอนว่าการที่เจ้าไม่เคยคิดทำเรื่องชั่วก็ไม่เกี่ยวกับข้าอยู่แล้วข้าแค่ดูว่าเจ้าทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อข้าบ้าง”

     

            เสี่ยวเตี๋ยมองไปยังจวงเฟยเฟย“ข้าไม่เคยคิดอยากทำร้ายใคร ข้าแค่ต้องการเงิน!”

     

            จวงเฟยเฟยถาม “เจ้าฆ่าคนโดยตรงกับทำให้คนอื่นต้องตายมันต่างกันหรือไม่? อย่าบอกว่าต่าง เพราะไม่ว่าอย่างไรคนก็ต้องตายเจ้าเอาเรื่องของโรงจวี้ฉ่างไปเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการเรียกร้องเงินเจ้าบีบให้ทุกคนในโรงจวี้ฉ่างถึงทางตัน ถึงตอนนั้นคนที่ตายก็คงไม่ใช่แค่คนหรือสองคน แต่มันเป็นร้อยคนหรืออาจนับพันคนหากเอาคนในโรงจวี้ฉ่างทุกที่มารวมกันก็มีจำนวนสี่พันกว่าคนเจ้าบอกว่าตัวเองไม่เคยคิดทำร้ายใคร แต่เจ้าอาจทำให้พวกข้าพบกับหายนะครั้งใหญ่ตอนนี้เจ้ายังรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยคิดทำร้ายใครอีกหรือไม่?”

     

            เสี่ยวเตี๋ยเบือนหน้าหนี นางไม่อยากพูดอะไรอีก

     

            อันเจิงชี้ชายคนนั้นแล้วถามจวงเฟยเฟย“โรงจวี้ฉ่างใช้เวลานานเท่าไหร่ ในการฝึกคนแบบนี้มาทำงาน?”

     

            จวงเฟยเฟยตอบกลับ “อย่างน้อยห้าปี”

     

            “น่าเสียดาย”

     

            จวงเฟยเฟยส่ายหน้า “ไม่น่าเสียดายแม้แต่น้อยเรามักจะฝึกและคัดเลือกคนที่ไม่เหมาะสมออกอยู่ตลอดคนที่เหลืออยู่ถึงเป็นคนที่ไว้ใจได้จริง ๆ”

     

            ชายคนนั้นเงยหน้า “ไม่ยุติธรรม!”

     

            เขาไม่กุมหัวตัวเองอีกต่อไป แต่กลับลุกขึ้นมาแล้วชี้อันเจิงพลางพูดขึ้นอย่างโมโห“เพื่อเขาแค่คนเดียว ทำไมถึงต้องส่งเราไปดินแดนทางเหนือด้วย?ตั้งแต่นี้ไปก็อาจไม่ได้กลับมาอีก ทั้งยังไม่อาจได้เจอคนที่ตัวเองรักด้วยพวกข้าไม่ได้ทำอะไรผิดแต่กลับต้องไปใช้ชีวิตลำบากลำบนที่นั่น? ไม่ยุติธรรม?!”

     

            จวงเฟยเฟยมองชายคนนั้นแล้วตอบ “งั้นข้าก็จะบอกเจ้าแล้วกันว่าทำไมเจ้าเข้ามาอยู่ในโรงจวี้ฉ่างตั้งแต่อายุสิบหก ตอนนั้นข้าถามเจ้าว่าอะไร?”

     

            ชายคนนั้นชะงักไปแล้วไม่ได้ตอบอะไร

     

            จางอี้ฟูที่นั่งอยู่ด้านข้างพูดขึ้น“ทุกคนที่ถูกเลือกเข้ามาต่างก็ถูกถามคำถามเดียวกันพวกเจ้าเตรียมพร้อมจะตายเพื่อรักษาความปลอดภัยของโรงจวี้ฉ่างหรือยัง?หากพวกเจ้าเตรียมใจมาแล้ว งั้นก็ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่พวกเจ้าอยู่ที่นี่จะมีชีวิตที่ดีกว่าและได้เงินเดือนที่มากกว่าเงินที่พวกเจ้าได้รับมากกว่าที่อื่นตั้งสามเท่า ครอบครัวพวกเจ้าก็จะได้รับการดูแลจากโรงจวี้ฉ่างอย่างดีแบบนี้ใช่หรือไม่?”

     

           ชายคนนั้นมองไปที่จางอี้ฟูด้วยแววตาที่ดุร้าย แต่กลับไม่พูดอะไร

     

            จางอี้ฟูถอนหายใจยาว“ตอนนี้เจ้ากลับมาถามว่าทำไมเจ้าต้องเป็นคนเสียสละ นี่ก็เพราะเจ้ายินยอมตั้งแต่แรกเองตอนที่ฮูหยินถูกหยามศักดิ์ศรี พวกเจ้าที่เป็นคนของโรงจวี้ฉ่างทำไมไม่ออกตัวปกป้องฮูหยินเล่า?ทำไมถึงเป็นคุณชายอันที่ออกมาปกป้องแทน? เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่?”

     

            เขาก้มหน้ามองดูสมุดในมือ“เมื่อเจ็ดปีก่อน บิดาเจ้าป่วยหนัก โรงจวี้ฉ่างมอบโอสถบำรุงให้เพื่อยื้อชีวิตเขาไว้สำหรับผู้ฝึกพลังวัตรโอสถบำรุงนี้ไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่สำหรับคนทั่วไปแล้วโอสถบำรุงเป็นเหมือนยาชี้เป็นชี้ตายก็ว่าได้ ในตอนนั้นเจ้าปฏิญาณว่าชีวิตนี้เจ้าจะมอบให้โรงจวี้ฉ่างเจ้ายังจำมันได้หรือไม่?”

     

            “โรงจวี้ฉ่างไม่เคยบังคับให้ใครมาตายแทนเราจะบอกพวกเจ้าอย่างละเอียดว่าอยู่โรงจวี้ฉ่างจะมีอันตรายอย่างไรและบอกว่าพวกเจ้าอาจตายได้ ตอนนั้นพวกเจ้าต่างก็ลงชื่อยอมรับความเสี่ยงนั้นแล้วด้วยโรงจวี้ฉ่างไม่เคยใจอ่อนกับศัตรู หลายปีมานี้มีกี่คนที่จบชีวิตในมือโรงจวี้ฉ่างแต่โรงจวี้ฉ่างไม่เคยลงมือโหดร้ายกับคนของตัวเอง ฉะนั้นหลังจากเกิดเรื่องสิ่งแรกที่เราเลือกก็คือส่งพวกเจ้าไปอยู่ดินแดนทางเหนือสามถึงห้าปีเมื่อเรื่องจางลงแล้วเราจะไปรับพวกเจ้ากลับมา”

     

            ชายคนนั้นคร่ำครวญออกมา“ก็ข้าไม่อยากไปดินแดนบ้า ๆ แบบนั้น!”

     

            จางอี้ฟูส่ายหน้า “ฉะนั้นเจ้าคิดผิดแล้วเดิมทีเรื่องนี้จะไม่มีใครต้องตาย แต่เจ้ากลับทำให้เรื่องนี้ใหญ่เอง”

     

            ชายคนนั้นคุกเข่าลงทันที “ข้า...ไม่อยากตาย!”

     

            จวงเฟยเฟยพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ“ไม่อยากตายและไม่อยากลำบาก ไม่อยากรับผิดชอบอะไรเลยสักอย่างแล้วข้าจะให้เงินเดือนสูงขนาดนี้กับเจ้าไปทำไม? ยังจะต้องดูแลเจ้าตั้งมากมายไปทำไม?”

     

            ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น เขาอ้าปากแต่กลับไม่รู้จะพูดอะไร

     

           เสี่ยวเตี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก “ตายก็ตาย ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่จะทำให้ตัวเองขายหน้าทำไม? ข้าไม่เสียใจที่เคยรักเจ้ายังเคยคิดว่าหากตายก็ขอให้ได้ฝังไว้ข้างกัน แต่ตอนนี้ข้าไม่คิดแบบนั้นแล้ว”

     

            นางมองไปที่จวงเฟยเฟย “หลังจากฆ่าข้าแล้วอย่าฝังไว้ที่เดียวกันกับเขานะ”

     

            จวงเฟยเฟยส่ายหน้า“เดิมทีเจ้าต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัย แต่กลับมีคนไม่อยากให้เจ้าตาย”

     

            เสี่ยวเตี๋ยชะงักไป “ใคร?”

     

            จวงเฟยเฟยมองไปยังอันเจิง “เขา”

     

            เสี่ยวเตี๋ยมองไปที่อันเจิงจากนั้นก็ถามขึ้นอย่างตกตะลึง “เจ้า...เพราะอะไร?”

     

           อันเจิงพูดขึ้น “เจ้าตอบคำถามข้าก่อนตั้งแต่ตอนที่เราเข้าไปในบ้านของเหยเซิน เพราะอะไรเจ้าถึงไม่โวยวาย?”

     

            เสี่ยวเตี๋ยตอบกลับ“หากโวยวายไปก็ถูกซ้อมเปล่า ๆ อย่างไรก็ต้องตายแล้วจะหาเรื่องเจ็บตัวทำไม?”

     

            อันเจิงพยักหน้าก่อนจะพูดขึ้น“ข้าอยากถามเจ้าอีกหนึ่งคำถาม วิธีที่มาเรียกเงินจากโรงจวี้ฉ่างและตระกูลซูเป็นความคิดของใคร?”

     

            เสี่ยวเตี๋ยตอบกลับ“ไม่ใช่ความคิดของใครทั้งนั้น เขาเป็นคนเสนอ ข้าก็เห็นด้วยนี่เป็นความคิดของเราทั้งสองคน”

     

            อันเจิงพยักหน้าอีกครั้ง“หากเจ้าไม่ชอบเขา เจ้าจะเห็นด้วยหรือไม่?”

     

            ตอนนี้เสี่ยวเตี๋ยไม่รู้จะตอบอะไร นางนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก

     

            อันเจิงมองไปที่จวงเฟยเฟย“ข้ารู้สึกว่าผู้หญิงที่เฉยชาแต่กลับศรัทธาในความรัก ยังแข็งแกร่งกว่าผู้ชายคนนั้นเสียอีกในเมื่อเจ้าสามารถส่งคนที่ไม่มีหัวจิตหัวใจไปดินแดนทางเหนือได้ งั้นการส่งนางไปอีกคนก็คงไม่ใช่เรื่องยากสินะเอาไปฝึกสักระยะหนึ่ง ไม่แน่ในอนาคตนางอาจช่วยเจ้าได้”

     

            สีหน้าของเสี่ยวเตี๋ยราวกับกำลังตกตะลึง“พวกเจ้า...จะไม่ฆ่าข้าจริง ๆ หรือ?”

     

            ชายคนนั้นราวกับมีความหวังขึ้นมาเขาหมอบบนพื้นแล้วคารวะ “ขอบคุณฮูหยิน ๆ”

     

            เขายื่นมือไปลากกระโปรงของเสี่ยวเตี๋ย“ยังไม่รีบคุกเข่าอีก?”

     

            เสี่ยวเตี๋ยหลบไปด้านข้างในแววตาส่องประกายไปด้วยความเกลียดชัง

     

            อันเจิงพูดขึ้น“เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะข้า เป็นปัญหาที่ข้าก่อให้โรงจวี้ฉ่างฉะนั้นหายนะของเขาทั้งสองก็มาจากข้า เอาอย่างนี้ดีกว่า ให้ข้าเป็นคนตัดสินใจ...เห็นแก่ที่พวกเขาเพิ่งทำผิดครั้งแรกคนหนึ่งก็ทำเพราะความรัก ฉะนั้นก็ลงโทษเบาหน่อย”

     

            ชายหนุ่มคารวะอย่างดีใจ “ขอบคุณคุณชายอันบุญคุณใหญ่หลวงของท่าน ชาตินี้หรือชาติไหน ๆ ข้าจะไม่มีวันลืม ท่านก็เปรียบเป็นผู้มีพระคุณอีกคนของข้า!”

     

            อันเจิงโบกมือ “อย่ารีบขอบคุณข้าเลยเราต้องพูดให้ชัดเจนก่อน การลงโทษเบา ๆ สำหรับนางต้องส่งไปที่ดินแดนทางเหนือหากต่อไปมีโอกาสทำงานให้โรงจวี้ฉ่างได้ ชีวิตนางก็ถือว่ามั่นคงแล้ว ส่วนเจ้า...การไม่ลงโทษหนักคือให้เจ้าไม่ต้องตายอย่างอนาถข้าคิดว่าให้เจ้าตายอย่างครบสามสิบสองส่วนน่ะดีมากแล้ว”

     

            ขณะที่ชายหนุ่มกำลังหวาดกลัวอยู่นั้นจวงเฟยเฟยก็โบกมือ “เอาตัวมันไป เห็นแล้วอยากจะอ้วก”

     

            ชายกำยำสองคนเข้ามาจับตัวเขา เอาผ้าอุดปากไว้จากนั้นก็ลากออกไป

     

            เสี่ยวเตี๋ยจ้องไปที่ชายคนนั้นเป็นระยะเห็นได้ชัดว่านางก็ยังรู้สึกเสียใจอยู่เหมือนกัน นางอ้าปากราวกับอยากจะขอให้ไว้ชีวิตแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมาเพราะว่านางเป็นคนเฉยชามากจริง ๆ และก็รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี

     

            “ขอบ...”

     

            นางหันไปที่อันเจิงและกำลังจะกล่าวขอบคุณแต่กลับถูกอันเจิงห้าม

     

            “ไม่ต้องขอบคุณข้าถึงแม้ข้าจะพูดไปแบบนั้น แต่หากโรงจวี้ฉ่างไม่ปล่อยเจ้าไปข้าก็ช่วยไม่ได้ฉะนั้นเรื่องนี้ก็ยังต้องขอบคุณฮูหยินอยู่ดี และเจ้าก็ต้องจำไว้ด้วยว่า ที่เจ้าคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำร้ายใครแต่ความคิดที่เจ้ามีในชั่วขณะนั้น ชีวิตคนหลายพันคนก็แขวนเอาไว้ที่เจ้าแล้วไปดินแดนทางเหนือเถอะ ต่อจากนี้ทุกการเคลื่อนไหวของเจ้าจะถูกโรงจวี้ฉ่างจับตาดูหากผ่านไปหลายปีแล้วเรื่องเงียบลง เจ้าอยากจะไปจักรวรรดิต้าซีก็ได้ที่นั่นน่าอยู่กว่าดินแดนทางเหนือไม่น้อย”

     

            “ไม่” เสี่ยวเตี๋ยคุกเข่าลงจากนั้นก็คารวะให้จวงเฟยเฟย “รับข้าไว้เถอะ”

     

            จวงเฟยเฟยถามขึ้น “เพราะอะไร?”

     

            เสี่ยวเตี๋ยเงยหน้าขึ้นแล้วตอบ“ข้าไม่อยากตาย”

     

            จวงเฟยเฟยนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พยักหน้า“เหตุผลนี้เพียงพอแล้ว ส่งนางไปโรงจวี้ฉ่างของเราที่ดินแดนทางเหนือหลังจากนี้สามปีห้ามเปิดหน้าให้ใครเห็นเด็ดขาดและอยู่เรียนรู้ที่นั่นหลังจากสามปีหากเจ้ายังฝึกไม่ได้ เจ้าต้องตายหรือไม่ก็ไสหัวไปตายที่อื่น”

     

            นางชี้ไปที่อันเจิง “ข้าไม่ใช่เขาไม่ได้มีจิตใจเป็นเจ้าแม่กวนอิมแบบนั้น แต่ข้าก็เป็นคนมีสัจจะในเมื่อรับปากจะไม่ฆ่าเจ้าก็คือไม่ฆ่า แต่เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังข้ามอบโอกาสให้เจ้าแล้ว ทีนี้ก็ต้องดูว่าเจ้ารักษามันไว้ได้หรือไม่แล้วล่ะ”

     

            อันเจิงหัวเราะแห้ง ๆ“ข้าไม่เหมือนเจ้าแม่กวนอิมนะ”

     

            จวงเฟยเฟยมองอันเจิงจากนั้นก็พูดอย่างจริงจัง “เจ้าไม่ใช่เจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่กวนอิมไม่ฆ่าคนเจ้าเป็นตัวอะไรข้าก็ไม่รู้ ข้ารู้แต่ว่าเจ้าน่ากลัว”

     

            อันเจิงยืนขึ้นแล้วเดินไปด้านนอก“ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา ธรรมดามาก ๆ”

     

            เสี่ยวเตี๋ยอดใจไม่ได้จึงถามออกมา“เขา...เป็นใครกันแน่?”

     

            จวงเฟยเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ“เป็นคนที่...เป็นคนที่อ่านไม่ออก”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน