ภายในท้องพระโรงใหญ่แห่งพระราชวังมณีเหมันต์ แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ทอดผ่านกระจกใสดูขลังกว่าทุกวัน มหาเทพอัสนีย์ และ เทพีน้ำค้างเหมันต์ ทรงก้าวพระบาทขึ้นประทับบนบัลลังก์ นั่งเคียงกัน ประกายแห่งพลังเทพโบราณแผ่ซ่านรอบพระวรกาย ช่างแสนงดงามยิ่งนัก
มหาเทพอัสนีย์กวาดสายตาคมกริบมองเหล่าเซียนและขุนพล ก่อนจะประกาศด้วยเสียงดังประหนึ่งฟ้าคำราม "ข่าวคราวสถานการณ์ทั้งหลาย ทุกท่านก็คงจะได้ยินกันมามากแล้ว… ในเมื่อสถานการณ์บีบคั้นเช่นนี้ ข้าและเทพีน้ำค้างเหมันต์จะปักหลักอยู่ที่นี่ เพื่อเคี่ยวกรำองค์ราชาและราชินีให้บรรลุสภาวะเทพบรรพกาล ระดับสูง ให้ได้ภายใน 7 วัน!"
คำประกาศนั้นหนักแน่นจนทุกคนต้องก้มหัวรับสัจวาจา เทพีน้ำค้างเหมันต์เสริมด้วยเสียงเย็นเฉียบ "กองทัพปีศาจใกล้จะเปิดศึกใหญ่แล้ว หน้าที่ของพวกท่านคือออกไปรบ เพื่อยันศัตรูเอาไว้ให้นานที่สุด ส่วนราชาและราชินีของพวกเจ้า... จะต้องกักตัวบำเพ็ญเพียรจนกว่าจะบรรลุพลังขั้นสูงสุด"
“รายงาน! รายงานด่วน!!” เสียงตะโกนจากระเบียงขัดจังหวะขึ้น ทหารหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า ตัวสั่นเทา "กองทัพปีศาจบุกหนักทั้งทิศใต้และทิศตะวันออก! องค์ชายมันตริน และ องค์หญิงมันฑนา กำลังต้านสุดชีวิต แต่ศัตรูมีจำนวนมหาศาลเกินไป... พวกเราอาจจะต้านทานเอาไว้ไม่ไหวเพคะ!"
ราชามันตรา ลุกขึ้นยืนทันที แววตาเด็ดเดี่ยว "แจ้งสำนักเหมันต์ ระดมพลเซียนทั้งหมดออกศึกทันที! จงรบถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด ข้ากับพระราชินีจะบำเพ็ญเพียร 7 วัน แล้วจะตามไปสมทบ... เราจะไม่ยอมเสียแผ่นดินสุดท้ายของเผ่าพันธ์ุมนุษย์ให้กับพวกปีศาจเด็ดขาด!"
สิ้นคำสั่ง ร่างของเหล่าขุนพลเซียนก็วูบวาบหายไปดุจดาวตก มุ่งหน้าสู่สมรภูมิโดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเอง
“ท่านทั้งหลายจงทูลเชิญเสด็จแม่ไป๋หานเย่ว์ ให้ทรงเป็นพระประมุขแห่งอาณาจักรเหมันต์ แทนฝ่าบาท ในห้วงเวลาที่เราทั้งสองต่างบำเพ็ญนี้เถิด” องค์ราชินีมันปนิตากล่าวในที่ประชุม
“เช่นนั้นขอให้ทุกคนปฏิบัติตามที่องค์ราชินีได้กล่าวไว้ เลิกประชุมได้” ราชามันตรากล่าวปิดประชุม
เมื่อท้องพระโรงเริ่มว่างเปล่าความเงียบก็กลับมาอีกครา มหาเทพอัสนีย์หันมองราชามันตราแล้วหัวเราะเบาๆ "ข้าได้ยินมาว่าตอนเจ้ามาที่นี่ใหม่ๆ พยายามจะเปลี่ยนทุกอย่างให้ทันสมัย ทั้งชุดทหาร ยุทโธปกรณ์ แม้แต่คำพูดคำจา แต่สุดท้ายชาวเมืองก็ยังยึดติดวิถีเซียนแบบเดิม จนเจ้าเองต้องยอมกลับมาใช้ระบบเดิม... เรื่องนี้ข้าว่า เจ้ามาถูกทางแล้ว การหักด้ามจอบด้วยเข่า ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เข่าของเจ้าก็จะเจ็บเอง"
ราชามันตราเลิกคิ้ว "ทำไมท่านถึงคิดแบบนั้น?"
"เพราะคนที่จะมาแทนที่ข้า นอกจากต้องมีปราณลึกล้ำ ความคิดก้าวหน้าล้ำสมัย และแก่นวิญญาณที่แข็งแกร่งแล้ว ก็ต้องเข้าใจสรรพชีวิต อ่อนนอก แข็งใน ลู่ลมได้ในบางครา เพื่อรักษาไว้ซึ่งความรัก ความศรัทธา และความสามัคคีของผู้คน เจ้าจึงจะสามารถแบกรับภาระผู้นำสวรรค์ได้อย่างตลอดรอดฝั่ง"
ขณะที่สองมหาบุรุษคุยกันอยู่นั้น พระราชินีมันปนิตา ก็เดินเข้าไปอ้อนเทพีน้ำค้างเหมันต์ด้วยรอยยิ้ม "อาจารย์... อย่าทำห่างเหินข้านักเลย อย่าลืมสิว่าชาติก่อนข้าคือชิงอี้ ศิษย์รักของท่านนะเจ้าคะ"
เทพีน้ำค้างมองลูกศิษย์ด้วยสายตาอ่อนโยนแต่แฝงความดุ "ข้าจำได้ แต่ถ้าเจ้ายังมัวแต่อ้อนในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ โดยยังไม่เริ่มบำเพ็ญ เวลาที่เหลือน้อยอยู่แล้วมันจะยิ่งหมดไปอย่างไร้ค่า"
พระราชินีหัวเราะเบาๆ “เจ้าค่ะๆ ไม่อ้อนแล้วเจ้าค่ะ”
ราชามันตราจึงชวนองค์ราชินีประทับนั่งเข้าสมาธิบำเพ็ญเพียร พื้นหินหยกสว่างขึ้นคล้ายรับรู้พลังที่กำลังแผ่ซ่าน มหาเทพอัสนีย์นั่งขัดสมาธิด้านหลังราชามันตรา ใช้ฝ่ามือทั้งสองประคองด้านหลังใต้หัวไหล่ แสงสีทองอมฟ้าค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่กายของราชามันตรา
เทพีน้ำค้างเหมันต์นั่งลงเบื้องหลังพระราชินีมันปนิตา มือเรียวทั้งสองวางแผ่วเบาด้านหลังใต้หัวไหล่ขององค์ราชินี แสงสีน้ำเงินอ่อนอันเย็นเยียบค่อยๆ แผ่ซ่านราวม่านเงาจันทราจากฟากฟ้าเบื้องบน
สองกระแสพลังแห่งเทพทั้งสองถูกส่งต่อเข้าสู่ร่างแห่งราชาและราชินี เป็นดังตำนานบทใหม่แห่งพิภพ… ด้วยลิขิตแห่งฟ้า
ณ ป้อมทักษิณ ชายแดนใต้ องค์ชายมันตริน นำเซียนนับหมื่นจัดตั้งเป็นกองกำลังทหารอาสา ต้านปีศาจแสนตนซึ่งนำโดยแม่ทัพเงาจันทรา เทพปีศาจครึ่งก้าว เอาไว้ได้ถึงสองราตรี แต่พอล่วงเข้ายามเช้าของวันที่สาม กองกำลังทหารอาสาก็เริ่มอ่อนแรง กองทัพปีศาจจึงสามารถทะลายค่ายกลบุกเข้ามาในป้อมทักษิณได้ กองกำลังทหารอาสาของเผ่ามนุษย์จึงต้องถอยร่นมายังด่านวิหคเพลิง ปราการสุดท้ายที่มีค่ายกลที่ราชามันตราทรงออกแบบและสร้างขึ้นด้วยพระองค์เอง จึงปกป้องกองกำลังของฝ่ายมนุษย์ไว้ได้อย่างดี
รุ่งอรุณของวันที่สี่ ลมเหนือพัดผ่านยอดพฤกษาแห่งค่ายบูรพาราวเสียงสะอื้นแห่งสวรรค์ บนผืนฟ้าสีเทาหม่น กองกำลังพิชิตบูรพาที่นำโดย องค์หญิงมันฑนา ก็แตกพ่ายกลับมาสมทบกับกองบัญชาการกลางภายในด่านวิหคเพลิง แม้บรรดาทหารจะอิดโรย ทว่าแววตาของแม่ทัพหญิงยังคงแกร่งกร้าวมิได้ย่อท้อแต่ประการใด
ครั้นถึงยามบ่าย องค์ชายมันตรินเรียกประชุมในศาลาใหญ่กลางด่าน สายตาพลันหันมองไปยังยอดธงพลางนึกในใจ “แม้เปลวแดดจะแผดเผาผืนธงแห่งอาณาจักรเหมันต์เพียงใด แต่เราจะไม่มีวันยอมให้มอดไหม้เด็ดขาด”
เมื่อทุกคนพร้อมหน้าองค์ชายมันตรินก็ทรงตรัสในที่ประชุมนั้นว่า "เหลืออีกแค่เพียงสามวัน เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ก็จะออกจากการบำเพ็ญแล้ว ด่านนี้... จะแตกพ่ายก่อนการเสด็จมาของทั้งสองพระองค์ไม่ได้เด็ดขาด!"
"แต่กองทัพปีศาจช่างแข็งแกร่งนัก" เซียนวายุทักขึ้น
เซียนอัคคีแห่งสำนักเหมันต์ จึงกล่าวทักท้วง “ด่านนี้วางค่ายกลทั้งสิบสามชั้นแน่นหนา ประหนึ่งใช้สายน้ำแข็งพันรัดภูผา ข้าคิดว่าคงสามารถยืนหยัดเกินสามวันได้เป็นแน่”
องค์หญิงมันฑนาผู้มีรูปโฉมงดงามอ่อนโยน แต่สายพระเนตรกลับแหลมคมยิ่งนัก “ที่ท่านอาจารย์กล่าวมาก็ถูก… แต่สถานการณ์ครั้งนี้ ข้าไม่อาจวางใจได้เลย” นางผ่อนลมหายใจอย่างแผ่วเบา “เมื่อครู่กองสอดแนมได้มารายงานกับเราว่า... มหาเทพปีศาจอิ๋งม่อจุน บรรลุขั้นเทพปีศาจบรรพกาล ระดับสูงแล้ว ถ้าเขานำทัพด้วยตนเอง... คราวนี้พวกเราคงจะจบสิ้นแน่"
ห้องประชุมเงียบกริบ ความหวาดหวั่นเริ่มกัดกินหัวใจ เซียนวายุ จึงเอ่ยถาม “องค์หญิงหมายความว่า… กองทัพของเราไม่มีท่างต้านทานได้เลยใช่หรือไม่”
องค์หญิงพยักหน้าช้าๆ “ใช่ พลังของเขา… ในตอนนี้นับว่าสูงกว่าเสด็จพ่อและเสด็จแม่อยู่มาก แม้แต่เซียนสูงสุดก็อาจถูกเขาบดขยี้ได้ในพริบตา” แต่องค์ชายมันตรินยังคงนิ่ง เขาหันหน้าไปมองน้องสาว สีพระพักตร์สงบนิ่งแม้มีความหนักใจไม่น้อย "แล้วน้องมีแผนการใดไหม มันฑนา?"
องค์หญิงช้อนตาขึ้น แววตาเป็นประกาย "เสด็จพี่... พากำลังหลักถอยไปซุ่มดักที่ช่องเขานกนางแอ่น ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นดังกำแพงหินทั้งสองฝั่ง เหล่ากองทัพปีศาจย่อมไม่อาจเคลื่อนพลได้โดยสะดวก น้องจะนำกองกำลังส่วนน้อยตั้งรับกองทัพปีศาจที่ด่านวิหคเพลิงแห่งนี้เอง หากด่านแตกพ่าย น้องก็จะทำทีเป็นล่าถอย เพื่อลวงให้เหล่าปีศาจตามเข้าไปในช่องเขา เมื่อศัตรูถาโถมเข้าสู่อาณาเขตที่แคบที่สุด ให้ท่านพี่สั่งกองกำลังของเราระดมน้ำทะเลศักดิ์สิทธิ์สาดลงมาจากหน้าผาทั้งสองฝั่ง!"
"แม้น้ำทะเลศักดิ์สิทธิ์จะฆ่ามหาเทพปีศาจได้ไม่หมด แต่อย่างน้อยก็น่าจะถ่วงเวลาไว้ได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งวันเลยทีเดียว" องค์หญิงกล่าวต่อด้วยเสียงเด็ดเดี่ยว "แต่เมื่อจุดนี้แตกพ่ายลง ให้ทุกคนถอยไปรวมตัวที่กำแพงพระราชวังมณีเหมันต์... ที่นั่นคือปราการสุดท้ายที่พวกเราพร้อมจะสู้ตายกับศัตรู"
องค์ชายมันตรินมองน้องสาวด้วยความอาทร เขาอยากจะเข้าไปกอดปลอบแต่ทำได้เพียงกำมือแน่น "พี่จะจัดทัพตามแผนของเจ้า... ฝากทางนี้ด้วยนะ มันฑนา"
"ไว้ใจน้องเถอะเจ้าค่ะ ท่านพี่รีบไปเตรียมตัวเถิด"
ทั้งคู่สบตากันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนองค์ชายมันตรินจะแบ่งกองทหารส่วนใหญ่เหินฟ้ามุ่งสู่ช่องเขานกนางแอ่น ทิ้งให้องค์หญิงมันฑนารอเผชิญหน้ากับกองทัพปีศาจที่กำลังกลืนกินขอบฟ้า... นางจะเป็นโล่ชิ้นสุดท้ายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสิ่งใด