เล่มที่2 บทที่40 เย่เชียนตี้ถูกทำร้าย
จั่วเฉินอยู่ร่วมกับเย่เชียนตี้มาพักใหญ่ แม้อีกฝ่ายจะไม่ค่อยพูดแต่ดูจากการฝึกฝนของเขาแล้ว จั่วเฉินก็รู้ได้ทันทีว่าฉายาอันดับหนึ่งของเย่เชียนตี้นั้นไม่ได้มาจากการทดสอบศิษย์ใหม่เพียงอย่างเดียว ต่อให้เป็นหลงซินเย่ที่มีหกตราปราณโบราณก็ใช่ว่าจะเอาชนะเย่เชียนตี้ผู้นี้ได้
ในบรรดาศิษย์ใหม่ที่สามารถทำร้ายเย่เชียนตี้จนมีสภาพเช่นนี้ได้จะต้องเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาแน่
“ถูกคนทำร้ายมา” เย่เชียนตี้เอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ฝีมือใครหรือ” จั่วเฉินถามอย่างประหลาดใจ
“เย่เชียนจ้าน” เย่เชียนตี้ยังคงตอบด้วยท่าทีสงบ
หลังจากมองเย่เชียนตี้อีกครู่หนึ่ง จั่วเฉินพลันหัวใจกระตุก
เย่เชียนจ้านอย่างนั้นหรือ ชื่อนี้ต่างกันแค่ตัวอักษรเดียว หรือจะเป็นญาติกัน?
ทว่าสิ่งที่ทำให้จั่วเฉินสนใจมากกว่าก็คือ ทั้งที่เย่เชียนตี้ถูกทำรายจนมีสภาพเช่นนี้แต่เขากลับยังมีท่าทีสงบนิ่งอยู่ได้ ราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรทว่าต่อให้เย่เชียนตี้จะแสดงท่าทีสงบนิ่งออกมาก็ตาม จั่วเฉินก็ยังรู้สึกได้ว่าที่ส่วนลึกของดวงตาคู่นั้นมีประกายเย็นเยียบและปณิธานแห่งการต่อสู้ซ่อนอยู่
จั่วเฉินคุ้นเคยกับสายตาคู่นี้เป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้เขาเองก็เป็นเช่นนี้
เมื่อครั้งวัยเยาว์ จั่วเฉินอาศัยอยู่ในตระกูลราชาแต่กลับถูกจั่วเชียนชิวที่เป็นนายน้อยของสกุลจั่วช่วงชิงเอาพรสวรรค์ทั้งหมดไปจนเขากลายเป็นคนไร้ค่าจั่วเฉินในตอนนั้นรู้สึกเหมือนฟ้าดินถล่มทลาย เขามีแรงแค้นและจิตสังหารรุนแรง
ทว่าหลายปีให้หลัง จั่วเฉินก็ได้พบเจอคนใหม่ๆ และมีชีวิตใหม่ และเพราะมีท่านอาเล็กคอยสั่งสอนเขาจึงค่อยๆ เติบโตขึ้นและเรียนรู้ที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ ไม่ให้มันเผยออกมาง่ายๆ
“อึก”
จู่ๆ เย่เชียนตี้ก็กระอักเลือดออกมาคำโตพร้อมกับสติที่เลื่อนลอยคล้ายจะหมดสติลงไปทุกที จั่วเฉินรีบเข้าไปประคองเขาเอาไว้ ก่อนจะตักน้ำมากะละมังหนึ่งทว่าเย่เชียนตี้กลับโบกมือปฏิเสธความหวังดีของเขา
เย่เชียนตี้เช็ดคราบเลือดที่มุมปากอย่างลวกๆ จากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิลงที่พื้นก่อนจะเริ่มโคจรเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตเพื่อฟื้นฟูและปรับสภาพพลังในตัว
เห็นดังนั้นจั่วเฉินก็ยิ้มออกมาน้อยๆ และไม่เก็บมาใส่ใจอีก ในใจของเย่เชียนตี้ผู้นี้จะต้องหยิ่งทระนงเป็นอย่างมากทว่าความทระนงนี้กลับไม่เหมือนเหล่าคุณชายสูงศักดิ์เสเพลทั้งหลาย แต่เป็นความเย่อหยิ่งที่ไม่คิดจะหวังพึ่งคนอื่นซึ่งบางครั้ง ความทระนงเช่นนี้อาจนำมาซึ่งความโดดเดี่ยว
แค่ท่าทีไม่ค่อยพูดในยามปกติของเย่เชียนตี้ ก็พอจะเดาได้ว่าลึกๆแล้วเจ้าตัวคงจะรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ไม่น้อย จั่วเฉินเห็นว่านอกจากคุยกับเขาเป็นครั้งคราวแล้วเย่เชียนก็ไม่คุยกับผู้อื่นอีก
“พูดมาเถอะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” จั่วเฉินถาม
เป็นเพราะสนใจ หรือบางทีอาจเพราะจั่วเฉินเห็นเงาของตัวเองในตัวเย่เชียนตี้ก็ได้เขาจึงรู้สึกดีกับอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก
“เขาไม่อยากให้ข้าร่วมประลองเพื่อช่วงชิงตารางอันดับวิญญาณ”ม่านตาเย่เชียนตี้หดเล็กลงพร้อมกับกำสองหมัดแน่น
“เย่เชียนจ้านผู้นั้นหรือ?”จั่วเฉินถาม
“อืม” เย่เชียนตี้พยักหน้า หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็พึมพำเสียงต่ำรอดไรฟันออกมา“ตั้งแต่เล็กจนโต เขาก็มักจะเป็นเช่นนี้ หึ สิบแปดปีแล้ว”
พอเห็นท่าทางของเย่เชียนตี้ จั่วเฉินก็ถามต่อ
“หากข้าคิดไม่ผิดเย่เชียนจ้านผู้นั้นคงเป็นพี่น้องของเจ้ากระมัง”
เย่เชียนตี้ได้ยินก็เงยหน้าขึ้น มองจั่วเฉินอยู่ครู่หนึ่งด้วยความสับสนสุดท้ายก็กัดริมฝีปากจนห้อเลือดก่อนจะลุกขึ้นยืน
“สนใจอยากฟังเรื่องเล่าบ้างหรือไม่”
“เอาสิ” จั่วเฉินพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“สิบแปดปีก่อน สกุลเย่มีเด็กผู้หนึ่งที่มีร่างจักรพรรดิราชันถือกำเนิด”
เย่เชียนตี้เอ่ย จั่วเฉินได้ยินก็โพล่งถามทันที
“ร่างจักรพรรดิราชันหรือ ที่เป็นลำดับสี่สิบเจ็ดของร่างพิเศษทั้งหมดในผืนพิภพน่ะหรือ”
“ถูกต้อง” เย่เชียนตี้พยักหน้าก่อนจะเล่าต่อ
“การมีเด็กที่มีร่างจักรพรรดิราชันถือกำเนิดนั้น เดิมที สำหรับสกุลเย่แล้วถือเป็นเรื่องน่ายินดีทว่ากลับมีคนบางส่วนไม่พอใจ อีกทั้งยังประสงค์ร้าย หนึ่งปีก่อนที่เด็กคนนั้นจะเกิดสกุลเย่ได้มีอัจฉริยะที่มีร่างเทพสงครามเกิดขึ้นก่อนแล้ว ซึ่งคนผู้นั้นก็คือนายน้อยของสกุลเย่นั่นเองส่วนผู้ที่มีร่างจักรพรรดิราชัน แม้จะมีสถานะสูงส่งเช่นเดียวกัน ทว่ากลับเป็นเพียงบุตรสายรองเท่านั้น...”
“...เด็กทั้งสองค่อยๆ เติบโตขึ้นนายน้อยสกุลเย่คิดว่าบุตรสายรองผู้นั้นหมายปองตำแหน่งของเขา และต้องการช่วงชิงทุกอย่างในสกุลเย่จึงรู้สึกไม่พอใจ นับจากนั้นมา บุตรสายรองผู้นั้นก็ไม่เคยได้รับสิ่งที่พึงได้รับเลยสักอย่างแถมยังถูกข่มเหงรังแกมานานถึงสิบแปดปี... หึ แม้สิบแปดปีต่อมาเขาจะได้ออกจากสกุลเย่แล้วเข้าร่วมกับตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้ก็ตาม ทว่าก็ยังหนีชะตากรรมเดิมไม่พ้น”
เย่เชียนตี้เล่าทุกอย่างด้วยความอัดอั้น ซึ่งเป็นความอัดอั้นที่เกิดจากความโกรธและไม่ยินยอม
ร่างจักรพรรดิราชันถือเป็นร่างพิเศษลำดับที่สี่สิบเจ็ดของผืนพิภพหากสามารถพัฒนาจนกล้าแกร่งได้ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งที่สอง ถึงตอนนั้นจะกลายเป็นร่างยอดราชันซึ่งร่างยอดราชันนี้เป็นถึงหนึ่งในสิบอันดับแรก
ร่างเทพสงครามเป็นร่างพิเศษอันดับที่สามสิบแปดของผืนพิภพ ซึ่งมีความพิเศษมาแต่กำเนิดผู้ฝึกยุทธพลังปราณที่มีร่างเทพสงครามถือได้ว่าเป็นยอดอัจฉริยะที่เกิดมาเพื่อการต่อสู้อย่างแท้จริงร่ำลือกันว่าหากผู้ที่มีร่างพิเศษนี้ต่อสู้กับผู้อื่น จะสามารถดึงให้ตนเองเข้าสู่สภาวะการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วทำให้ปณิธานในการต่อสู้พุ่งขึ้นเท่าตัว และนั่นจะทำให้พลังในการต่อสู้สูงตามไปด้วย
ทั้งสองร่างล้วนเป็นร่างน่ากลัวที่ไร้เทียมทานคนที่มีหนึ่งในสองร่างนี้ พอก้าวเข้าสู่เส้นทางหลักปราณยุทธแล้ว ล้วนมีพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวที่คนทั่วไปไม่สามารถเทียบได้
กระทั่งจั่วเฉินเอง พอได้ยินชื่อทั้งสองร่างนี้แล้วก็อดที่จะสูดลมหายใจไม่ได้กระทั่งทั่วดินแดนศึกไร้พรมแดนที่มีเหล่าตระกูลราชาอาศัยอยู่มากที่สุดและได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่แข็งแกร่งที่สุดในผืนพิภพรัตติกาลที่จั่วเฉินเคยอาศัยอยู่หากมีใครได้ยินชื่อร่างทั้งสองนี้ ก็ยังต้องเป็นที่ฮือฮา
จั่วเฉินเคยมีร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นร่างพิเศษแต่กำเนิดแม้ร่างพิเศษของเขาจะน่ากลัวมากก็ตาม ทว่าก็อยู่เพียงอันดับหนึ่งในร้อยเท่านั้น เทียบกับร่างจักรพรรดิราชันและร่างเทพสงครามแล้วยังนับว่าด้อยกว่ากันมาก แน่นอนว่าความน่าสะพรึงกลัวของจั่วเฉินในตอนเด็กนั้นไม่ใช่ร่างพิเศษแต่เป็นเก้าตราปราณโบราณที่ร้ายกาจชนิดทวนหลักฟ้าดินต่างหาก
เรื่องเล่าของเย่เชียนตี้นั้นกระชับมาก ทว่าจั่วเฉินก็ยังจับใจความได้ไม่น้อยหากคาดไม่ผิด เย่เชียนตี้ผู้นี้จะต้องเป็นบุตรสายรองผู้นั้นแน่ส่วนเย่เชียนจ้านก็คงเป็นนายน้อยสกุลเย่ที่มีสถานะสูงกว่า
จั่วเฉินเดาได้ไม่ยากว่าหลายปีที่ผ่านมาเย่เชียนตี้มีความเป็นอยู่อย่างไรเดิมทีการมีสองอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสกุลไหนก็ล้วนเป็นเรื่องน่ายินดีคิดไม่ถึงว่าคนทั้งสองจะไม่ลงรอยกัน ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้แล้วสกุลเย่จึงต้องเลือกเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเย่เชียนจ้านมีสถานะสูงกว่าแถมร่างพิเศษก็ยังมีลำดับสูงกว่าเย่เชียนตี้ด้วย
แม้ว่าร่างของเย่เชียนตี้จะสามารถพัฒนาครั้งที่สอง จนเกิดเป็นร่างพิเศษที่ติดสิบอันดับแรกและมีพลังที่น่าเหลือเชื่อก็ตาม ทว่าในประวัติศาสตร์ของผืนพิภพรัตติกาลนี้ เคยเกิดการเปลี่ยนแปลงร่างขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเรื่องนี้จึงเป็นไปได้ยากจนแทบจะเรียกว่าตำนาน สกุลเย่จึงเลือกเย่เชียนจ้าน ทำให้เย่เชียนตี้ถูกผลักไสไล่ส่ง
แม้เย่เชียนตี้จะไม่ได้เล่าเรื่องไม่เป็นธรรมที่เขาเคยได้รับทว่าจั่วเฉินก็นึกภาพตามได้ไม่ยาก เขามองไปทางเย่เชียนตี้พลางเอ่ยถาม
“ดังนั้นเจ้าก็เลยแค้น ไม่ยินยอม และออกจากสกุลเย่มาเข้าร่วมตำหนักนภาปราณยุทธสินะคงคิดไม่ถึงว่ามาถึงที่นี่แล้ว เย่เชียนจ้านก็ยังตามมาข่มใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง” เย่เชียนตี้ตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะเบนสายตาเหม่อมองท้องฟ้าด้านนอก
“ข้าไม่เคยคิดจะแทนที่เขา สำหรับสกุลเย่แล้ว ข้าไม่ได้ฝักใฝ่อำนาจอะไรด้วยข้าจึงอดทนอดกลั้นมาตลอดสิบแปดปี ทว่าหลังจากนี้ สักวัน ข้าจะต้องโค่นและทำลายสกุลเย่ให้ได้”
ตอนที่เอ่ยคำพูดนี้ออกมา เย่เชียนตี้ก็คล้ายจะเข้าไปสู่อีกห้วงอารมณ์หนึ่งดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำพร้อมกับฉายแววแห่งการเข่นฆ่าออกมา ทว่าเจ้าตัวกลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
จั่วเฉินถอนหายใจ ท่าทางของเย่เชียนตี้ในตอนนี้เหมือนตัวเขาในอดีตไม่มีผิดและแม้อีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่าเขาสองปีแต่จั่วเฉินที่เคยผ่านเรื่องราวเช่นนี้มาก่อนก็มองออกทุกอย่าง
จั่วเฉินรู้ดีว่าท่าทางเช่นนี้ของเย่เชียนตี้ทำให้ภายในใจของเขาต้องโดดเดี่ยวและอ้างว้างอีกทั้งยังมีความแค้นสะสมรุนแรง หากเป็นเช่นนี้ต่อสักวันจะต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนคืนได้แน่ หากจิตใจไม่ปกติไม่ว่าจะมองอะไรก็อาจคิดเป็นทั้งดีและร้ายได้ บางที หากเย่เชียนตี้พัฒนาขึ้น เขาอาจจะทำลายทิ้งทั้งสกุลเย่เลยก็เป็นได้ถึงตอนนั้นเกรงว่าเย่เชียนตี้คงไม่ใช่คนเดิมอีก แต่จะกลายเป็นมารที่รู้จักเพียงการเข่นฆ่าเท่านั้น!
“หึ ในใจของเจ้ามีความไม่ยินยอมมากมายขนาดนั้น สุดท้ายเจ้าจะต้องเปลี่ยนไปแน่ถึงตอนนั้น เจ้าคงจะก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนคืนได้อีกและถูกผู้คนทอดทิ้ง”จั่วเฉินเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง
เย่เชียนตี้ได้ยินก็แค่นหัวเราะ
“ทำไมต้องคิดมากขนาดนั้นด้วยเล่า สิบแปดปีที่มีชีวิตแย่ยิ่งกว่าเดรัจฉานเช่นนั้น เจ้าเป็นคนนอกมีหรือจะคาดคิดได้”
จั่วเฉินเหลือบมองเย่เชียนตี้ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่ออย่างไม่ยี่หระ
“ผายลมเถอะ ทำไมข้าจะนึกไม่ออก เทียบกับข้าคุณชายแล้วเจ้าจะนับเป็นอะไรได้ พรสวรรค์และพลังทั้งหมดของเจ้ายังอยู่ครบ ยังไม่ยุติธรรมอีกหรือ อย่างมากเจ้าก็แค่ออกจากสกุลเย่ก็พอ ทำไมต้องบีบคั้นตัวเองเช่นนี้ด้วย”
พูดจบจั่วเฉินก็เอ่ยต่อพลางมองไปยังเย่เชียนตี้
“ข้าไม่ได้ซ้ำเติมหรอกนะ แต่จะบอกให้ว่าร่างจักรพรรดิราชันของเจ้าหากเทียบกับพรสวรรค์ในอดีตของข้าแล้วก็ไม่นับเป็นอะไรทั้งนั้น พรสวรรค์ที่ทวนหลักฟ้าดินของข้าในอดีตนั้นถือว่าสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนแถบหนึ่งเลยก็ว่าได้ต่อให้อยู่ในตระกูลราชาก็ยังไม่มีใครเทียบข้าได้ แต่สุดท้ายเป็นอย่างไรเล่า พรสวรรค์และพลังทั้งหมดของข้าถูกทำลายจนกลายเป็นคนไร้ค่า ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้นแล้วก็ยังมีคนไม่ยอมปล่อยข้าไป ตามล่าสังหารข้าไม่หยุด แม้แต่พ่อแม่ของข้าก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วยหากไม่ใช่เพราะท่านอาเล็กพาข้าหนีตายออกมา เกรงว่าตัวข้าในตอนนี้คงกลายเป็นซากกระดูกกองหนึ่งไปแล้วกระมัง”
“คิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกข่มเหงอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเรื่องที่ข้าพบเจอมาเจ้าคาดคิดได้หรือไม่ แต่แล้วอย่างไร สุดท้ายข้าก็ยืนหยัดขึ้นมาใหม่และปลุกพลังสำเร็จเป็นครั้งที่สองได้แถมยังสามารถเข้าร่วมตำหนักนภาปราณยุทธได้อีก เจ้าจะพูดว่าข้าเป็นแค่ผู้ติดตามของหลงซินเย่ก็ได้ทว่าเป็นแค่ผู้ติดตามแล้วอย่างไร ทำไมถึงทำใจยอมรับไม่ได้เล่า กระทั่งดาบก็ยังต้องใช้เวลาลับคมเป็นสิบปี ตัวข้าคุณชายจึงยินยอมเป็นผู้ติดตามชั่วคราวเพราะแค่มีชีวิตอยู่ก็นับว่าดีมากแล้ว เช่นนั้นทำไมจะต้องแบกรับแรงกดดันมากมายเอาไว้ด้วย”