ซ่า~~~~
เสียงฝนเม็ดใหญ่ตกกระทบใบหน้างามที่หลับไหลอย่างไม่ได้สติให้ตื่นขึ้น ทั่วทั้งร่างเปียกโชนไปด้วยน้ำ ครึ่งบนอยู่บนบกแต่ตัวครึ่งล่างยังคงนอนแช่อยู่ในน้ำ ผิวบางถูกกิ่งไม้ขูดขีดตามร่างกายเสียจนปวดร้าวไปทั้งตัว
“อื่อ~~ เจ็บจัง ฮื่อๆ”
หลี่ซิ่วอิงร้องออกมาทั้งที่ยังไม่ได้ขยับตัวเลยแม้เพียงกระดิกนิ้ว แต่เหมือนกับว่าความเ็ปที่เผชิญอยู่ตอนนี้ทำนางให้ตายไปแล้วสิบรอบ หญิงสาวนอนอยู่ท่านั้นไปกว่าหนึ่งเค่อแล้วถึงได้รวบรวมแรงกายลุกออกจากตรงนี้ เพียงแค่พยุงตังเองให้ลุกขึ้นยังปวดร้าวไปถึงกระดูก มิรู้ว่าตอนที่ถูกน้ำเชี่ยวพัดมานั้น ร่างกายไปประทะเข้ากับอะไรบ้าง ตอนที่เห็นคลื่นน้ำที่มาอย่างรวดเร็วนางคิดว่าชีวิตนี้จะรักษาไว้ไม่ได้เสียอีก แต่ระหว่างนั้นก็รู้สึกตัวได้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองไม่ได้เผชิญเหตุการณ์นี้อยู่คนเดียว ดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตายกมือเช็ดมันลวกๆอย่างไม่ใส่ใจ มองหาคนผู้หนึ่งซ้ายขวาอย่างมีหวัง
“ท่านอ๋อง ท่านอ๋องท่านอยู่ที่ใด”
หญิงสาวลุกพาตนเองออกจากน้ำที่แช่ตัวอยู่จนลืมความเจ็บที่ได้รับ เดินขากระเพกไปตามริมน้ำอย่างคนเลื่อนลอย ปากก็ะโอย่างสุดเสียง แต่เพราะกินน้ำในแม่น้ำเยอะไปทำให้เสียงที่เปล่งออกมาเบาเสียยิ่งกว่าเสียงแระซิบ
“ท่านอ๋อง ท่านอยู่ไหน~ เว่ยตรงหยาง ท่านตายไม่ได้นะ”
หลี่ซิ่วอิงเดินหาเขาทุกแห่ง จนเวลาล่วงเลยมากถึงหนึ่งเค่อ ร่างกายที่ยังาเ็ไหนเลยจะทนได้นานกัน ในที่สุดเรี่ยวแรงที่นางเหลือน้อยเพียงนิดก็หมดลง นางอยากที่นะเดินหาเขาอีกก้าวตอนนี้ยังทำไม่ได้ จึงทำได้เพียงนั่งบนหินก้อนใหญ่ริมแม่น้ำอย่างหมดสภาพ แต่จังหวะที่กำลังใช้มือยันบนก้อนหินนั้นกลับััไปโดนเสื้อคลุมสีขาวที่ครานี้มันเปื้อนจนแทบเป็สีดำเสียแล้ว หญิงสาวจำได้ดีว่าเสื้อคลุมผืนนี้เป็ของผู้ใด
“ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง ท่านอยู่ที่ใด”
ร่างบางใจชื่นขึ้นมาอีกครั้ง ความดีใจทำให้นางมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันตา รีบมองหาชายหนุ่มบริเวณนั้นจนทั่วแม้แต่ตามซอกหินก็มิเว้น
“ขะ…ข้า ข้าอยู่นี่”
เสียงแหบเอ่ยตอบกลับหญิงสาวเบา หลี่ซิวอิงหลังได้ยินเสียงนั้นก็วิ่งตรงดิ่งไปทางเว่ยตงหยางทันที
“ท่านอ๋อง ท่านยังมีชีวิตอยู่ ดีจริง”
“พยุงข้าที”
ร่างใหญ่ที่ตอนนี้มีสภาพก็ดูมิได้ไม่ต่างจากหญิงสาวมากนัก อีกทั้งบริเวณต้นแขนซ้ายมีกิ่งไม้แหลมปักอยู่ โลกหิตสีแดงถูกชะล้างด้วยหยาดน้ำฝนที่ตกมาไม่หยุด อาภรณ์เองก็ขาดหลุดริ้ว หลี่ซิ่วอิงนำเสื้อคลุมที่เก็บได้คลุมให้เขาก่อนที่จะหนาวตาย เท้าบางเดินย้ำไปกับพื้นดินหยาบ รอยาแที่นางได้รับบวกกับรอยซ้ำที่เกิดขึ้นใหม่ทำให้โลหิตสีแดงซึมออกมาจากเท้าบาง แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ค่อยๆพยุงร่างใหญ่เดินไปหลบที่ใต้โขดหินใหญ่อย่างทุลักทุเล
อร๊าก~~~~
เว่ยตงหยางอุทานออกมาด้วยความเ็ป เขาพิงกับก้อนหินใหญ่ก่อนที่จะหายใจเข้าออกเฮือกใหญ่
” ท่านไหวหรือไม่ “
ร่างเล็กเอ่ยถามคนตัวโต ใบหน้าเขาซีดเผือกยิ่งกว่าเดิมหลายส่วน ตัวสั่นเทาเพราะพิษไข้ที่มีก่อนหน้านี้บวกกับที่แช่ตัวนานในแม่น้ำอีก ไหนจะจะตอนนี้ยังได้รับาเ็แม้แต่โลหิตยังไม่หยุดไหลเลยด้วยซ้ำ หากเป็คนทั่วไปคงตายไปเสียแล้วจะอึดทนได้แบบนี้เช่นไรกัน นางไม่รู้ว่าตอนนี้ถูกน้ำพัดมาไกลมากขนาดไหน ตนไม่ใช่คนที่นี่เสียหน่อย วันๆก็อยู่แต่เรือนมิออกไปไหนอ่านแต่หนังสือละคร ผู้ใดจะคิดว่าวันหนึ่งจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ หากเป็ดังเกมออนไลน์ในโลกเก่าเรียกได้ว่าสกิลเอาตัวรอดนางเท่ากับศูนย์เลยล่ะ เป็ยังไงละครานี้นางโง่สมใจหรือไม่ หากรู้เช่นนี้จะซื้อหนังสือแผนแคว้นฉินมาอ่านสักเล่มก็คงดี บิดาเป็ถึงคนล่าสัตว์เดินป่าเก่งยิ่งกว่านายพราน แต่บุตรสาวไม่รู้อันใดเลย
” แค่ก แค่ก “
เสียงไอจากร่างใหญ่เรียกความสนใจจากหญิงสาว มือเรียวอังหน้าผากกว้างก่อนที่จะชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ตัวของชายหนุ่มร้อนดั่งไฟ หลี่ซิวอิงสำรวจเสื้อผ้าที่เขาใส่พบว่ามันเปียกโชกไปหมด เป็เช่นนี้แล้วตัวจะทุเลาลงได้เช่นไรกัน เสื้อผ้าใหม่ก็ไม่มี
“เอามือเ้าออกไป”
เสียงห้ามปรามจากคนตัวโตเอ่ยขึ้นอย่างมิพอใจ ทำให้หญิงสาวถึงกับกรอกตามองบน จะตายอยู่แล้วยังหวงตัวอีก ถ้าท่านมิใช่ตัวร้ายที่ห้ามตาย ข้าจะทิ้งท่านไว้ที่นี่แหล่ะ ก่อนที่จะถอดเสื้อคลุมตัวเองออกมาบิดน้ำจนสนิดและออกแรงสะบัดน้ำจากนั้นคลุมทัวตัวให้ชายหนุ่มอีกชั้น
……
คลืน~~ ครึ้ม~
ผ่านไปกว่า 2 ชั่วยามแล้ว แสงสว่างที่เคยมีตอนนี้ถูกแทนด้วยความมึดมิด ฝนที่คราแรกตกหนักจนมองไม่เห็นสิ่งใด ตอนนี้เริ่มซาลงเหลือเพียงละอองฝนรินๆเท่านั้น ร่างบางนั่งกอดหัวขาตนเองวางขาคางบนเข่าเฝ้ามองฝนที่ไม่มีท่าทีจะหยุด อาการของเว่ยตงหยางที่นางคอยตรวจดูทุกๆหนึ่งเค่อก็เริ่มดีขึ้นแล้ว โลหิตก็หยุดไหลแล้วจึงได้เบาใจไปหลายส่วน
ดวงตาคมค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก หัวของเขาหนักอึ้งทนแทบอาเจียน เมื่อพบว่าตนเองตอนนี้แทบถูกเสื้อคลุมห่อตัวไว้จนหนา มิแปลกที่ใจที่ความรู้สึกหนาวก่อนหน้านี้หายไปเป็ปลิดทิ้ง เขามองไปทางหญิงสาวที่นั่งกอดเข่า บริเวณไหล่ขาวโหล่พ้นเสื้อผ้าของนางขาดริ้ว เท้าสองข้างแดงก่ำเต็มไปด้วยาแ ผมเพ้าปล่อยสลายทิ้งตัว เรียกว่านางในตอนนี้มิมีสิ่งใดดูได้เลย เป็จังหวะที่หญิงสาวหันมาทางชายหนุ่มพอดี
"ท่านอ๋องรู้สึกดีขึ้นหรือไม่เ้าคะ"
"....."
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบกลับแค่เพียงพยักหน้าเท่านั้น หญิงสาวเข้าใจ สถาพเขาตอนนี้แค่หายใจยังยากเลย คิดแล้วก็แปลกเหตุใดในนิยายถึงไม่มีเหตุการณ์รถม้าคว่ำที่สะพานเลย หรือนี้คือบทลงโทษที่ตนไปเปลี่ยนของขวัญที่เขามอบให้จางเซียวเหยียนหรือ แต่แค่นั้นทำไมถึงต้องร้ายแรงถึงขั้นเอาชีวิตไม่รอดเช่นนี้ อีกทั้งยังพาเขาผู้นี้มาเผชิญกับนางด้วย นางไม่มีตัวตนในนิยายแต่เขาเป็ตัวละครอีกตัวที่เป็ตัวหลัก ทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไปเสียจนนางไม่สามารถเดาได้ แต่เนื้อเื่หลักๆก็ยังมีให้เห็น การที่เว่ยตงหยางเกิดอุบัติเหตุจนได้รับาเ็เช่นนี้ไม่รู้ต่อจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก นางรู้แล้วว่าเขาอย่างไรก็ไม่มีวันตายแน่ แต่นางที่ไม่ถูกพูดถึงในนิยายนี่ไม่รู้จะรอดพ้นคืนนี้ไปได้หรือเปล่า ผู้ใดจะรู้อาจจะมีเหตุการเกิดขึ้นอีกก็ได้ เมื่อนึกมาถึงตรงนี้เหตุการร์ตอนที่ลอยคออยู่กลางแม่น้ำก็ฉายขึ้นมา จนแก้มขาวมีเืฝาดแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความอาย เมื่อนึกได้ว่าตนเองนั้นทำเื่หน้าอายเช่นไรลงไป
"อีกไม่นาน คงมีคนมาช่วย"
เสียงแหบเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ ตอนนี้ฝนได้หยุดตกแล้ว อากาศยังคงเย็นลงไม่ลดล่ะ ยามค้ำคืนหนาวจนเข้ากระดูก เว่ยตงหยางโยนเสื้อคลุมของหญิงสาวคืนนาง เพราะทนเห็นนางหนาวจนตัวสั่นต่อไปคงไม่ไหว
"ขอบคุณเ้าค่ะ"
"เหตุใดเ้าจึงได้มีเสื้อคลุมของโจ้วยู่ร์เฟิ่งได้"
เขาสังเกตเสื้อคลุมนางั้แ่ตอนอยู่โรงเตี้ยม เนื้อผ้าที่ไม่ธรรมดาและที่ปลายเสื้อคลุมมีรอยปักสัญลักษณ์ของโจ้วยู่ร์เฟิงเอาไว้
"ข้า...คือว่าข้า..."
"ตอบยากเช่นนี้ เ้าเป็คนของจวนสกุลโจ้วหรือ"
"มิใช่เ้าค่ะ ตอนที่อยู่จวนสกุจาง คุณชายโจ้วยู่ร์เฟิงได้ช่วยข้าจากเฉินชินหยาง แค้นเคืองที่ข้า...ข้าไม่เป็อนุของเขาแต่มาเป็บ่าวรับใช้ที่จวนท่านอ๋องแทน"
"หากแต่งเข้าจวนสกุลเฉินก็คงใช้ชีวิตสบาย มิลำบากเช่นนี้ เ้าโง่หรืออย่างไร"
"หากเป็เื่ออกเรือน ข้ายอมให้ผู้อื่นต่อว่าว่าข้าโง่เสียยังดีกว่าต้องแต่งกับผู้ที่ข้ามิได้รัก"
"หึ! ไร้สาระเสียจริง"
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านอ๋อง”
หลี่ซิ่วอิงเอ่ยพร้อมยิ้มกว้างให้เขา นางมิใช่คนคิดเล็กคิดน้อย ออกจะอัธยาศัยดีด้วยซ้ำ ในโลกก่อนนางเองก็มิใช่คนเก็บตัวแต่พอมาอยู่ที่นี่นางจะทำอันใดล้วนต้องคิดก่อนเสมอ น้อยนักที่จะเป็ตนเอง
“แล้วเหตุใดมิไปจวนสกุลโจ้ว”
จู่ๆ ชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง นี่มิใช่ว่าเขาจะหาเื่ไล่นางออกหรือ แค่เสื้อคลุมตัวนี้ถึงกลับทำให้เขาคิดว่านางอยากไปอยู่จวนสกุลโจ้วใช่หรือไม่
“เพราะข้าเลื่อมใสในความเก่งกาจและองอาจของท่านอ๋องอย่างไรเ้าคะ อีกทั่งท่านยังใส่ใจบ่าวไพร่เช่นพวกข้า ดูแลครอบครัวข้าอีกทั้งใจดี มีน้ำใจเ้าค่ะ”
“หึ!”
เว่ยตงหยางส่งเสียงในรำคอ ดูก็รู้ว่าหญิงสาวเอ่ยยกยอเขา คำล่ำลือเสียๆหายๆที่ได้ยินนอกจวนเกี่ยวกับเขาตรงข้ามกับสิ่งที่นางพูด ดูก็รู้ว่านางมิได้เอ่ยมาจากใจ ก่อนที่จะพลอยหลับไปด้วยความเหนื่อย
แสงตะวันใน่เช้าตรู่ปลุกคนทั้งคู่ให้ตื่นขึ้น เสียงนกน้อยที่ร้องเจี่ยวจ้าวหากินบินวนและโชบปลาน้อยอย่างคล่องแคล่ว หมอกหนาบนเนิ่นน้ำปกคลุมจนทั่วหลังพายุใหญ่โหมกระน้ำมาตั้งทั้งคืน เสื้อผ้าเปียกที่ทั้งสองใส่มาทั้งคืนก็แห้งสนิด หลี่ซิ่วอิงลุกบิดี้เีอย่างลืมตัว จนได้สติก็กลับมามอง พบว่ามีสายตาดุของคนตัวโตที่มองมาก็รีบย่อกายขอโทษทันที
“เดี่ยวข้าไปตักน้ำมาให้ท่านอ๋องล้างหน้านะเ้าคะ”
“อื้ม”
เสียงตอบรับเพียงสั้นๆ เว่ยตงหยางตอนนี้ยังได้รับาเ็ ไม้ที่แขนก็ยังไม่ได้นำออกเนื่องจากอันตรายเกินไป เดินโลหิตไหลไม่หยุดหลังดึงออกจะทำเช่นไร หญิงสาวไม่ใช่หมอในโลกปัจจุบันสักหน่อยที่ข้ามมาแล้วจะมีความสามารถพิเศษ นี่คือาแใหญ่นะมิใช่แผลมีดบาด เพราะฉะนั้นนางไม่มีวันทำวิธีเสี่ยงๆแบบนี้เป็แน่ ทำได้เพียงให้เขาอยู่กับที่และนอนเฉยๆ และรอให้ลูกน้องมาตามหาเขาและมาเจอที่นี่เท่านั้น ด้วยความสามารถแล้วรู้ว่าอีกไม่นานก็ต้องหาเจอ ลูกน้องของเขาชำนาญเส้นทางและรู้ว่าต้องตามหาเช่นไรจึงมิค่อยเป็ห่วงเื่นี้มากนัก
“ท่านอ๋องน้ำเ้าค่ะ”
หลี่ซิ่วอิงยื่นน้ำที่ตนนำมายื่นให้ชายหนุ่ม แต่พบว่าสถาพเขาตอนนี้ไม่สามารถขยับแขนได้เลย แค่เอนร่างกายเพียงนิดโลหิตสีแดงก็ซึมออกมา
อร๊าก~~~
เว่ยตงหยางร้องออกมาอย่างทรมาน เขาตอนนี้ไม่สามารถทนไหวเสียแล้ว หากเืยังไหลต่อเรื่อยๆเช่นนี้เห็นทีพิษไข้คงกลับมาเล่นงานอีกแน่
แคว๊ก! เสียงฉีกผ้าบ้าง หลี่ซิ่วอิงนำมันจุ่มน้ำจากนั้นค่อยๆเช็ดไปที่หน้าของชายหนุ่มอย่างเบามือ ใบหน้าเขาที่เปื้อนไปด้วยโคลนและเศษดินถูกนางเช็ดออกจนเกลี้ยงเกลา เขากลับมามีใบหน้าหล่อเหลาเช่นเคยแต่ยังคงชีดเผือก ชายหนุ่มทำได้เพียงอยู่นิ่งๆให้นางจักแจงได้สะดวก เขาเองก็คิดว่านางนิสัยไม่เลวเป็บ่าวที่ดีคนหนึ่ง เขาเป็ถึงขนาดนี้ไม่รู้ว่าตายหรือไม่ แต่ก็ไม่ทิ้งไปไหนทั้งที่นางสามารถหนีเอาตัวรอดได้แท้ๆ
“ท่านอ๋องอยู่คนเดียวได้หรือไม่เ้าคะ ข้าจะออกไปดูหน่อยว่าแถวนี้มีบ้านคนหรือไม่”
หญิงสาวเอ่ยจบก็ทำท่าจะลุกไปแต่ถูกมือหนาคว้าไว้ ดวงตางามก้มมองมือเขาก่อนที่เว่ยตงหยางจะรีบปล่อยมือ
” มิต้องไป “
” แต่ท่านอ๋องไม่ไหวแล้ว ที่แขนท่านโลหิตไหลไม่หยุด พวกเรารอต่อไปมิได้แล้ว “
” เท้าเ้าก็เดินต่อไปไม่ได้แล้ว “
หลี่ซิ่วอิง ก้มมองเท้าตนเองที่ตอนนี้ช้ำและแดงไปทั้งขา
” ข้ามิเป็ไรเ้าค่ะ แค่นี้ข้าทนได้”
“ใส่นี้”
ร่างใหญ่โยนรองเท้าของตนเองที่ไม่ได้หลุดไปตามกระแสน้ำเหมือนนาง หลี่ซิ่วอิงรับมาจากนั้นใส่เข้าไป ถึงจะใหญ่ไปบ้างแต่ก็นับว่าดีกว่าเดินเท้าเปล่า
“ท่านกินผลไม้นี่ไปก่อนนะเ้าค่ะ ข้าจะรีบพาคนมาช่วยท่านให้ได้ ท่านอ๋องอดทนก่อนนะเ้าคะ”
“……”
เว่ยตงหยางที่นั่งพิงก้อนหินพยักหน้า และมองตามแผ่นหลังบางที่เดินขากระเพกออกไป สายตาคมมองผลหงจ่าวไม่กี่ลูกที่ถูกห่อด้วยใบไม้ ก็หยิบขึ้นมากัดคำหนึ่ง สภาพร่างกายตอนนี้เขารู้ดีว่าตนเองนั้นแทบทนาแนี่ไม่ไหวแล้ว ลมเย็นที่ปะทะร่างใหญ่เป็ระลอกๆ ยิ่งทำให้เขาหนาวสั่นกว่าเดิม มือหนากระชับเสื้อคลุมหนา ถึงตัวเขาจะไม่เปียกแล้วแต่ตอนนี้กลับเหน็ดหนาวจนเข้ากระดูก เวลาล้วงเลยจนผ่านไปกว่าสองชั่วยามก็ไม่เห็นหญิงสาวกลับมา แต่เพราะนางบอกให้เขารอเขาก็จะรอนาง ั์ตาคมดูเลื่อนลอยเปือกตาค่อยๆกระพริบช้าๆด้วยความนักอึ้งจนในที่สุดก็ต้านทานมันไม่ได้ การรับรู้ของเขาตอนนี้แทบไม่ตอบสนองต่อสิ่งใด
“ท่านอ๋อง~ ท่านอ๋อง~ ข้ากลับมาแล้ว”
“ท่านอ๋องขอรับ ขอโทษที่ข้าพึ่งหาท่านพบ”
“พาท่านอ๋องกลับจวน เร็ว”
” นางกลับมาแล้วสินะ “
เว่ยตงหยางเอ่ยขึ้นอย่างฟังมิรู้ความ เขาเพียงพึมพำเบาๆเท่านั้นเมื่อได้ยินเสียงของหลี่ซิ่วอิง และตามด้วยเสียงของผู้คนนับสิบที่ตามหาเขาจนเจอ แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถแม้แต่ลืมตาขึ้นได้ เพียงแค่รู้ว่าลูกน้องเขามาช่วยแล้วและนางเองก็กลับมาแล้ว กลับมาอย่างปลอดภัย
……
น้องช่วยขนาดนี้แล้ว อีพี่ช่วยเอ็นดูยัยน้องด้วยน๊าาาาาาาาาาาาาา
———-
ไรท์จะพยายามลงทุกวันฝากทุกคนกดหัวใจที่หน้าปก ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา???? ไรท์จะลงวันละ 1 ตอน เวลาประมาณ 1 ทุ่มของทุกวันน๊าาา
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว
——————————