ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 39 เรื่องในบ้านของนายกเทศมนตรี

    ตอนที่39 เรื่องในบ้านของนายกเทศมนตรี

     

    ลานใหญ่ของศาลากลาง

     

    จางเหว่ยลูบหัวตัวเองด้วยอาการใจหายใจคว่ำเขายังตกใจกลัวสติยังไม่กลับมาเมื่อครู่นี้เขาเกือบไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่แล้ว ! คิดไม่ถึงเลยว่าการซื้อเหล้าแค่ถังเดียวจะช่วยให้เขารักษาชีวิตเอาไว้ได้!

     

    เริ่มว่ากันจากตลาดมืดก่อนพี่สาวของเขากำลังจะแต่งงาน เขาไปหาซื้อเหล้ามาร่วมงานเลี้ยงอีกทั้งตลาดมืดยังมีของทุกอย่างขาย แต่นี่เขาเดินหาอยู่หลายวันก็ยังหาซื้อไม่ได้

     

    วันนี้ในตอนที่เขาไปเดินดูที่ตลาดมืดอีกครั้งจู่ ๆ เขาก็เห็นคุณลุงคนหนึ่งมานั่งขายเหล้าผลไม้ เขาเติบโตมากับปู่ของเขาและรู้ว่าเหล้าถังนั้นรสชาติดีทันทีที่เขาได้กลิ่น

     

    และในตอนจ่ายเงินลูกสาวของคุณลุงยังให้ยันต์แคล้วคลาดเขามาด้วย ตอนแรกเขาไม่สนใจจึงเก็บยันต์ไว้ในกระเป๋ากางเกงตัวเอง

     

    ตอนบ่ายเขามีธุระอื่นจึงกลับมาช้ากว่าจะกลับถึงบ้านฟ้าก็จะมืดแล้วเขากำลังรอพ่อของเขากลับมาจากตรวจตราที่ทางใต้ของเทศมนฑล

     

    เดิมทีเขาอยากจะตะโกนทักทายพ่อของเขาแต่จู่ ๆ คนขับรถก็เบรกรถไม่อยู่ และขับพุ่งมาทางจางเหว่ย

     

    เมื่อครู่นี้จางเหว่ยคิดว่าตัวเองจะต้องตายอย่างอนาถแน่นอนแต่ในตอนนี้เอง จู่ ๆ รถที่พ่อของเขานั่งมาก็หยุดอย่างกะทันหันและห่างจากร่างของเขาเพียงแค่ 10 เซนติเมตรเท่านั้น

     

    นายกเทศมนตรีจางที่นั่งอยู่บนรถตกใจจนเหงื่อเย็นไหลท่วมตัวเขาไม่กล้าคิดเลยว่าหากลูกชายเพียงคนเดียวของเขาบาดเจ็บขึ้นมาจะเป็นอย่างไร

     

    โชคดีที่ตรงนี้ไม่ไกลจากบ้านมากนักสองพ่อลูกประคองกันและกันกลับบ้าน ฉากเมื่อครู่นี้ราวกับมีผีอย่างไรอย่างนั้นจางเหว่ยวิ่งไม่ออก รถหยุดไม่ได้

     

    และเมื่อครู่นี้จางเหว่ยรู้สึกว่าที่กระเป๋ากางเกงร้อนผ่าวขึ้นมา พอกลับมาถึงบ้านเขาจึงควักเจ้าสิ่งนั้นออกมาดู

     

    และเขาก็เห็นว่ายันต์แคล้วคลาดนั้นกำลังถูกเผาไหม้อยู่ในกองเหรียญของเขา

     

    เยว่ซิ่วอิงแม่ของจางเหว่ยเดินลงมาจากชั้นบนและเห็นว่าลูกชายของตัวเองกำลังถือกระดาษไหม้อยู่ในมือส่วนสามีของเธอที่เคยสุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอดก็มีสีหน้าตื่นตะลึงเช่นกัน

     

    “เสี่ยวเหว่ยลูกเป็นอะไร ? แล้วทำไมถึงทำหน้าเหมือนกับเห็นผีมาอย่างนั้นล่ะ”เยว่ซิ่วอิงถามด้วยความไม่เข้าใจ

     

    “ซิ่วอิงนั่งลงก่อน นั่งลงแล้วค่อยคุยกัน” นายกเทศมนตรีจางกลัวว่าจะทำให้ภรรยาของตัวเองจะตกใจกลัวเกินไปเขาจึงโน้มน้าวให้เธอนั่งลงก่อนแล้วค่อยคุยกัน

     

    เมื่อทั้งสามนั่งลงแล้วนายกเทศมนตรีจางถึงได้ค่อย ๆ เล่าให้ฟัง หลังจากเล่าจบแล้ว เยว่ซิ่วอิงยังคงดูสงบแต่เมื่อเธอรับยันต์ที่ถูกเผามาดู

     

    สายตาที่คลั่งไคล้ทำให้นายกเทศมนตรีจางรู้สึกว่าภรรยาของเขาอาจจะกลัวเข้าแล้วจริงๆ !

     

    “ซิ่วอิงซิ่วอิง ! คุณอย่าทำให้ผมกลัวสิ……”

     

    เยว่ซิ่วอิงกลอกตาไปที่เขาและค่อยๆ คลี่กระดาษยันต์สามเหลี่ยมออกอย่างระมัดระวัง

     

    “ครั้งนี้เสี่ยวเหว่ยได้พบกับผู้สูงศักดิ์จริงๆ ดูที่ยันต์นี้ สิ่งที่ถูกเผาไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นชาดที่วาดบนกระดาษยันต์ ! ”

     

    สองพ่อลูกยื่นหน้าเข้าไปดูมันเป็นแบบนั้นจริง

     

    “แม่แม่เข้าใจของพวกนี้ด้วยเหรอ ? ” จางเหว่ยไม่รู้จริง ๆว่าแม่ที่แสนอ่อนโยนของเขาจะเข้าใจความเชื่อพวกนี้ด้วย

     

    “ลูกรู้อะไรไหมถ้าโชคไม่ดี ตอนนี้พ่อกับแม่คงต้องไปเฝ้าลูกที่โรงพยาบาลแล้ว”เยว่ซิ่วอิงมองกระดาษยันต์ในมือแล้วกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์

     

    “ปู่ของแม่นั่นก็คือคุณทวดของลูก เขาเข้าใจสิ่งนี้และสามารถวาดยันต์ตรวจดูโหงวเฮ้งให้ผู้คนได้ แต่ยันต์ของคุณทวดเขาเทียบยันต์แผ่นนี้ไม่ติดเลย

     

    ตอนเด็กแม่ยังเคยได้ยินเขาพูดด้วยว่าเมื่อยันต์แคล้วคลาดของผู้สูงศักดิ์ที่แท้จริงช่วยเหลือคนจากภัยพิบัติแล้วมันจะเกิดปรากฏการณ์เผาไหม้สัญลักษณ์บนยันต์นั้น !

     

    ลูกไปเอายันต์แผ่นนี้มาจากไหน? เสียดายที่ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงไม่อย่างนั้นแม่จะต้องเอายันต์แผ่นนี้ไปให้คุณทวดของลูกดูอย่างแน่นอน ! ”

     

    และเมื่อเธอรู้ว่ามีสาวน้อยคนหนึ่งให้ยันต์แผ่นนี้กับเขามาเยว่ซิ่วอิงไม่รู้เลยว่าควรพูดอย่างไรดี ลูกชายของเธอคงไม่ได้สมองทิ่มจริง ๆใช่ไหม ! ?

     

    สุดท้ายจางเหว่ยต้องสาบานว่าตัวเองไม่ได้โกหกเยว่ซิ่วอิงถึงได้ยอมเชื่อเขาอย่างไม่เต็มใจ

     

    จางเหว่ยไม่ได้บอกว่าฟู่ต้าหย่งจะมาส่งเหล้าให้ในอีก3 วัน เพราะเขาอยากให้แม่ของตนเองเซอร์ไพรส์

     

    วันเวลาผ่านไปเหมือนสายน้ำเมื่อถึงเวลาที่ฟู่ซินออกเดินทางไปขึ้นรถไฟ ทั้งครอบครัวก็ออกเดินทางแต่เช้าตรู่

     

    เมื่อมาถึงสถานีรถไฟถึงได้เห็นว่าครอบครัวของหลี่เทียนซื่อมารออยู่ที่สถานีตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว

     

    หลี่เทียนซื่อที่เห็นว่าครอบครัวฟู่มาถึงแล้วก็รีบโบกไม้โบกมือทักทายราวกับกลัวว่าครอบครัวฟู่จะมองไม่เห็นเขา

     

    ทั้งสองครอบครัวพบกันและทักทายกันพ่อของหลี่เทียนซื่อดูคุ้นหน้าคุ้นตาฟู่ต้าหย่ง หลังจากทักทายและสอบถามกันแล้วถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วคนที่ช่วยจัดการให้ฟู่ต้าหย่งไปเข้ากลุ่มก็คือปู่ของหลี่เทียนซื่อ

     

    ไม่มีเรื่องบังเอิญในโลกนี้ฟู่ต้าหย่งได้พบคนคุ้นเคยเก่าและเมื่อได้ยินว่าปู่ของหลี่เทียนซื่อจากไปเมื่อวันก่อนแล้วฟู่ต้าหย่งจึงรู้สึกเสียใจ

     

    “น้องฟู่เทียนซื่อมีนิสัยค่อนข้างอ่อนต่อโลก ต่อไปนี้คงต้องให้ฟู่ซินช่วยชี้แนะเขาเยอะ ๆ ”พ่อของหลี่เทียนซื่อรู้ดีว่าลูกชายของตนเองมีนิสัยอย่างไรเด็กคนนี้ถูกแม่ของตนเองตามใจมาตั้งแต่เด็กแล้ว

     

    “พ่อพ่อพูดอะไรน่ะ ! ผมกับฟู่ซินเป็นพี่น้องกัน จะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันแน่นอน ! ”หลี่เทียนซื่อได้ยินพ่อของตนเองพูดแบบนี้ก็รู้สึกไม่พอใจ!

     

    พ่อของหลี่เทียนซื่อก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วเช่นกัน

     

    รถไฟมาถึงแล้วหลี่เทียนซื่อและฟู่ซินใช้ทางเดินพนักงานเดินขึ้นไปบนรถนอนครอบครัวของพวกเขาทั้งสองตามขึ้นไปดูด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นว่ารถนอนมีสภาพที่ไม่เลวพวกเขาก็วางใจ

     

    ทั้งสองครอบครัวต่างก็กำชับลูกชายของตนเองอยู่นานสองนานฟู่ซินเป็นคนใจเย็นจึงไม่เป็นไร แต่หลี่เทียนซื่อเริ่มทนไม่ไหวแล้ว

     

    รถไฟกำลังจะออกแล้วฟู่ต้าหย่งและคนอื่นก็ลงจากรถแล้วเช่นกันฟู่ซินและหลี่เทียนซื่อมองดูรถไฟที่เคลื่อนตัวออกช้า ๆพร้อมกับหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นแต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่ความเศร้าในการแยกจากครอบครัวคือความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ !

     

    หลังจากส่งฟู่ซินขึ้นรถไฟเรียบร้อยแล้วตอนแรกพ่อหลี่จะให้พวกเขาไปนั่งพูดคุยกันที่บ้านของตนแต่ฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนจะไปส่งเหล้าที่ศาลากลางจึงปฏิเสธไปอย่างอ้อม ๆอย่างไรก็ตามพวกเขาได้ตกลงกันว่าหากหลี่เทียนซื่อและฟู่ซินมีข่าวคราวมาก็จะติดต่อหากัน

     

    หลังจากบอกลาครอบครัวหลี่แล้วฟู่ต้าหย่งปั่นจักรยานพาฟู่เยี่ยนไปส่งเหล้าครั้งนี้ฟู่ต้าหย่งทำถังใหญ่แบบใหม่ออกมาหลายถัง แต่ละถังบรรจุเหล้า 5 ชั่งเมื่อครู่นี้พวกเขามอบให้พ่อหลี่ไป 1 ถังฟู่เยี่ยนจึงได้นำเหล้าถังเล็กออกมาจากดินแดนต่างมิติอีกหลายถัง

     

    สองพ่อลูกเดินมาตรงหน้าประตูใหญ่ของศาลากลางด้านหน้าประตูมีลุงยามคนหนึ่ง เขาเดินเข้ามาถามฟู่ต้าหย่งว่ามาทำอะไร

     

    คำตอบของฟู่ต้าหย่งคือเขามาที่นี่เพื่อเยี่ยมญาติตาของลุงยามเป็นเหมือนไฟฉายมองกลับไปกลับมาอยู่พักหนึ่ง

     

    หลังจากที่ลุงยามมองสำรวจสองพ่อลูกเสร็จแล้วเขาก็ให้ทั้งสองรออยู่ที่หน้าประตูและพวกเขาก็เข้าไปแจ้งให้ครอบครัวของนายกเทศมนตรีจางทราบ

     

    วันนี้จางเหว่ยอยู่บ้านวันนี้เขานัดรับเหล้าที่จะมาส่งนอกจากนี้เขายังรอที่จะให้สาวน้อยคนนั้นทำให้แม่ของเขาเซอร์ไพรส์อีกด้วย !

     

    เมื่อได้ยินยามมาบอกว่ามีคนมาหาจางเหว่ยก็รีบเดินออกไป

     

    “คุณลุงมาแล้วหรือ! แม่ของผมบนถึงลุงตั้งหลายวัน น้องสาว เรารีบเข้าบ้านกันเถอะ”จางเหว่ยเข้าไปช่วยฟู่ต้าหย่งยกถังเหล้าเข้าไปอย่างกระตือรือร้น

     

    ฟู่เยี่ยนสับสนเกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนี้ จู่ ๆ เขาก็กระตือรือร้นมาก

     

    เมื่อเข้ามาในบ้านครอบครัวจางมันเป็นอาคารเล็ก ๆ แยกเป็น 3 ชั้น ภายในเรียบง่ายมากในห้องโถงชั้นล่างมีแค่โซฟาและโต๊ะรับแขก

     

    เยว่ซิ่วอิงนั่งรออยู่ที่โซฟานานแล้วลูกชายของเธอบอกว่าอาจารย์ที่เป็นคนมอบยันต์ให้กำลังจะมาเธอจึงอยากรู้ว่าใครกันที่สามารถวาดยันต์ระดับสูงแบบนี้ออกมาได้

     

    “แม่นี่คือน้องสาวคนที่มอบยันต์แคล้วคลาดให้ผม! ” จางเหว่ยหันไปพูดกับเยว่ซิ่วอิง

     

    เยว่ซิ่วอิงย่อมไม่เชื่ออยู่แล้วเธอเข้าใจว่ามันคือฝีมือของฟู่ต้าหย่ง

     

    ฟู่เยี่ยนเพิ่งเข้าใจว่าที่เขากระตือรือร้นขนาดนี้ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องเหล้าองุ่นแต่เป็นเรื่องยันต์แคล้วคลาดนั่นเอง

     

    จากนั้นเธอก็หันไปมองจางเหว่ยฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทำไมร่างกายของเขาถึงได้มีพลังหยินที่รุนแรงขนาดนี้

     

    เธอกวาดตามองรอบด้านแต่ก็ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดที่สามารถคุ้มครองเขาได้ดูเหมือนว่าเขาจะโดนใครบางคนทำบางอย่างใส่แล้ว

     

    “พี่ชายยันต์แคล้วคลาดที่คุณให้ลูกชายของฉันเมื่อครั้งที่แล้วได้ช่วยชีวิตของลูกชายฉันเอาไว้มิเช่นนั้นเด็กคนนี้ก็คงต้องไปนอนเป็นผักอยู่ในโรงพยาบาลแล้วฉันต้องขอบคุณคุณมากจริง ๆ ! ”

     

    ฟู่ต้าหย่งชะงักไปครู่ใหญ่ถึงได้สติกลับมาเขารีบโบกมือเป็นพัลวัน

     

    “คุณผู้หญิงยันต์แคล้วคลาดนั้นเป็นยันต์ที่ลูกสาวผมมอบให้เสี่ยวจาง ผมไม่ได้เป็นคนวาดมัน”

     

    “ที่แท้ก็เป็นหนูจริงด้วยตอนแรกเสี่ยวเหว่ยพูดมา ป้ายังไม่เชื่อเลยเพราะแค่มองก็รู้แล้วว่ายันต์แคล้วคลาดแผ่นนี้เป็นฝีมือของคนมีฝีมือคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ ! ” เยว่ซิ่วอิงได้เปิดประสบการณ์ของตนเองจริง ๆคิดไม่ถึงเลยว่าคนอายุน้อยอย่างฟู่เยี่ยนจะมีความสามารถที่เก่งกาจขนาดนี้

     

    ฟู่เยี่ยนมองดูเยว่ซิ่วอิงที่กำลังจับมือของเธออยู่คุณป้าคนนี้เป็นคนที่มีความโชคดีหนุนนำดูเหมือนว่าจะมาจากการที่บรรพบุรุษสะสมกรรมดีเอาไว้แต่เธอมีแค่ลูกชายและลูกสาวอย่างละคนเท่านั้นอีกทั้งจุดจื่อหนี่ว์ก็ยังมีพลังหยินสีดำปกคลุมอยู่ และเมื่อเธอนำเรื่องของจางเหว่ยมาวิเคราะห์ด้วยฟู่เยี่ยนก็ได้ข้อสรุปบางอย่างทันที

     

    “คุณป้าคุณป้าอยากดูดวงไหม ? ” ฟู่เยี่ยนสรุปได้ว่าเยว่ซิ่วอิงเป็นคนจิตใจดีอีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันเรื่องยันต์แคล้วคลาด แสดงว่ามีวาสนาต่อกัน

     

    ฟู่เยี่ยนจะไม่ยอมให้มีใครใช้ศาสตร์อภิปรัชญามาทำร้ายคนอื่นเด็ดขาด!

     

    เยว่ซิ่วอิงไม่ใช่คนที่งมงายในทางตรงกันข้าม เธอกลับมีภูมิหลังครอบครัวที่ลึกซึ้ง เธอเติบโตมากับปู่และมีความเข้าใจเรื่องอภิปรัชญาเป็นอย่างดี

     

    เห็นแบบนั้นเธอเองก็มีท่าทีจริงจังขึ้นด้วย หากฟู่เยี่ยนไม่เห็นบางอย่างก็คงไม่พูดแบบนี้

     

    “หนูชื่ออะไรหรือ? ”

     

    “หนูชื่อฟู่เยี่ยน”

     

    “หนูฟู่ไม่ทราบว่าค่าดูดวงราคาเท่าไหร่ ? ”  เยว่ซิ่วอิงเป็นฝ่ายเอ่ยมาแบบนี้ฟู่เยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าในครอบครัวของเธอจะต้องมีคนที่ทำอาชีพนี้เช่นกัน

     

    “แค่1 หยวนเท่านั้น” ฟู่เยี่ยนไม่คิดจะใช้สิ่งนี้มาหาเงินอยู่แล้วแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะดูดวงให้ใครก็ได้

     

    “ตกลงเสี่ยวเหว่ยเอาเงินมา”

     

    จางเหว่ยไม่เข้าใจยังไม่ทันจะได้ยกเหล้าองุ่นเข้าไปเก็บ แต่ทำไมแม่เขาถึงจะดูดวงอีกแล้วล่ะ ?

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน