บทที่ 45: สืบสวนต่อ – ไล่ต้นตอ “ผู้ข้ามภพคนที่สอง”
เสียงฝนพรำบางๆ เคาะกระเบื้องหลังคาครัวหลวงเหมือนปลายนิ้วคนใจร้อนกำลังเร่งจังหวะ ความชื้นลอยปะปนกลิ่นควันเตาและสมุนไพร…แต่สำหรับซูอิน กลิ่นคืนนี้ไม่ใช่กลิ่นอาหาร
มันคือ “กลิ่นคนโกหก”
เธอยืนอยู่หน้าชั้นวางเครื่องปรุงที่ถูกย้ายตำแหน่งใหม่อย่างแนบเนียน—เหมือนคนทำคดีพยายามลบรอยเท้าให้หายไปจากพื้นหิมะ ทั้งที่เมื่อคืนยังมีพยานเห็นชัดว่าถุงพริกแห้งอยู่ช่องบนสุด แต่ตอนนี้ถูกสอดไว้ด้านในสุดของชั้นล่าง ราวกับมือใครบางคน “รู้วิธี” ซ่อนของให้พ้นสายตาคนตรวจ
ซูอินแตะปลายเล็บบนขอบชั้น…มีผงสีขาวติดมาเล็กน้อย เธอขยี้เบาๆ ระหว่างนิ้ว กลิ่นฉุนขึ้นทันที
“เกลือ…แต่ไม่ใช่เกลือครัว”
เธอหันไปมององค์ชายฉีอวิ้นที่ยืนเงียบอยู่ข้างประตู ร่างสูงในชุดคลุมแม่ทัพสีเข้มทำให้ครัวหลวงทั้งหลังดูแคบลงอย่างน่าประหลาด ดวงตาเย็นเฉียบของเขากวาดไปบนพื้น เห็นทุกมุมที่คนธรรมดามองข้าม
“เจ้ามั่นใจ?” เขาถาม เสียงเรียบ แต่คม
“มั่นใจค่ะ” ซูอินยกนิ้วที่มีกลิ่นฉุนขึ้นใกล้จมูก “นี่คล้าย…ด่าง หรือผงที่ใช้ทำให้นุ่มเร็วผิดธรรมชาติ ถ้าใส่ผิดสัดส่วน…คนกินจะปวดท้องทันที แล้วใครก็จะโทษครัวหลวงได้”
ฉีอวิ้นเหลือบมองนิ้วเธอ ก่อนดึงผ้าเช็ดหน้าสีดำออกมา “เช็ด” คำสั่งสั้นๆ แต่การยื่นผ้าให้กลับช้าลงนิดหนึ่ง จนปลายนิ้วของเธอไปแตะหลังมือเขาโดยไม่ตั้งใจ
เสี้ยววินาที…เหมือนประกายไฟสะกิดหัวใจ
ซูอินชะงัก ดวงตาเธอเผลอไล่ขึ้นไปเจอสายตาเขาใกล้เกินไป (ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน) แล้วเธอก็รีบก้มหน้ารับผ้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หัวใจกลับเต้นดังจนกลัวคนทั้งครัวจะได้ยิน
—Heart-Pounding Moment อีกครั้ง…เหมือนชะตาชอบเล่นตลกกับเธอ—
“ครัวหลวงถูกใช้เป็นฉากบังหน้า” ฉีอวิ้นพูดต่อ “คดีอาหารก่อนหน้า…เป็นเพียงเครื่องมือเปิดทางให้คนร้าย”
ซูอินพยักหน้า “และคนร้ายคนนั้น…น่าจะเป็น ‘ผู้ข้ามภพคนที่สอง’”
คำว่า ผู้ข้ามภพ หลุดออกจากปากเธออย่างเบา แต่ในความเงียบนั้นมันหนักพอจะกดอากาศให้จมลง ซูอินรู้ดีว่าคำนี้ไม่ควรมีใครในยุคนี้เข้าใจได้ง่ายๆ เว้นแต่…คนที่มาจากโลกเดียวกับเธอ หรืออย่างน้อยก็คนที่รู้ “ความลับของโลกนี้” ตามแกนเรื่องที่พัวพันกับการข้ามภพและอำนาจในวัง
ฉีอวิ้นขยับเข้ามาอีกก้าว เสียงฝนข้างนอกเหมือนเบาลง “หลักฐาน?”
ซูอินล้วงจากแขนเสื้อหยิบเศษกระดาษมันๆ ที่เธอซ่อนไว้ในผ้าห่อเล็ก “เมื่อคืน ข้าพบสิ่งนี้ใต้โต๊ะแล่เนื้อ—มุมที่แม่ครัวไม่มีใครก้มไปเช็ด”
บนกระดาษมีลายเส้นแปลกตา เป็นสัญลักษณ์คล้ายตัวอักษร แต่ไม่ใช่จีน…ไม่ใช่ภาษาของแผ่นดินนี้แน่ ซูอินกลืนน้ำลาย
“นี่คือ…ตัวอักษรแบบย่อของโลกข้า”
ฉีอวิ้นไม่ถามว่าโลกไหน เขาเพียงมองแล้วจำ “แปลได้หรือไม่”
ซูอินพยายามเพ่ง เศษกระดาษเปื้อนน้ำมันทำให้ตัวอักษรขาดหาย เธออ่านได้เพียงบางคำ
“…batch… …temp… …cris—” เธอหยุดกึก รู้สึกเหมือนถูกตบเบาๆ ที่ท้ายทอยด้วยความจริงอันน่าขนลุก “อุณหภูมิ… ชุดการทอด… ความกรอบ…”
ฉีอวิ้นนิ่งไปชั่วอึดใจ “ทอด?”
ซูอินหัวเราะแห้งๆ “ค่ะ…เหมือนคนจากโลกข้ากำลังจดโน้ตเรื่อง ‘การทำอาหาร’ แต่ถ้าคนยุคนี้เห็น เขาจะอ่านไม่ออก และต่อให้เห็นก็จะคิดว่าเป็นลายมือคนเสียสติ”
ฉีอวิ้นรับเศษกระดาษไปอย่างระวัง “อาหารเป็นอาวุธ…ตามที่เจ้าพูดเสมอ” เขาว่าเหมือนย้ำแกนเรื่องที่เธอสอนเขามาตลอด
“ใช่ค่ะ” ซูอินหายใจลึก “ถ้าเขาทำให้คนในวังป่วยจากอาหาร เขาจะก่อความวุ่นวายได้โดยไม่ต้องใช้ดาบ และความวุ่นวายนั่น…จะบังสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ”
“สิ่งที่ต้องการจริงๆ คืออะไร”
ซูอินตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “เข้าถึงศูนย์กลางอำนาจ…หรือบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในวัง” เธอเหลือบมองสัญลักษณ์บนกระดาษ “หรือไม่ก็…เข้าถึงคนบางคน”
ฉีอวิ้นหรี่ตา “คนบางคน?”
ซูอินเงียบ ไม่กล้าพูดว่าตัวเอง
เพราะถ้า “ผู้ข้ามภพคนที่สอง” รู้ว่าเธอคือคนข้ามภพเหมือนกัน เขาอาจจะต้องการเธอ—เป็นกุญแจ เป็นตัวช่วย หรือเป็นเครื่องมือ
และถ้าเธอไม่ยอม…เขาอาจทำให้เธอกลายเป็น “เหยื่อ” ที่ไร้ค่าได้ทันที
1) หลุมพรางในครัวหลวง
ซูอินพาองค์ชายฉีอวิ้นไปยังเตาใหญ่ด้านหลัง ซึ่งมีถังน้ำมันตั้งเรียงอยู่สามถัง เธอเอียงถังหนึ่งให้ดู—ที่ก้นถังมีรอยคราบสีเทาอมเขียว
“นี่คือร่องรอยของโลหะบางอย่าง” ซูอินพูด “ถ้าคนยุคใหม่…จะทำให้ของทอด ‘กรอบไว’ เขาอาจทดลองสารแปลกๆ หรือใช้ภาชนะที่ไม่ควรใช้กับน้ำมันร้อน”
“เจ้าว่ามีคนทดลอง?” ฉีอวิ้นถาม
“ไม่ใช่แค่ทดลอง” ซูอินมองรอยคราบนั้น “เขากำลังสร้างสูตร—และต้องมี ‘สถานที่’ ให้ทดลองแบบไม่มีใครสงสัย ครัวหลวงเหมาะที่สุด เพราะคนจะคิดว่ากลิ่นควันและคราบมันเป็นเรื่องปกติ”
ฉีอวิ้นกวาดสายตาไปบนพื้น “ใครเข้าออกครัวหลวงได้ยามวิกาล”
ซูอินตอบอย่างรวดเร็ว “แม่ครัวเวรยามสองคน คนล้างจานหนึ่งคน ทหารเฝ้าประตูหนึ่งคน…และขันทีคุมรายการวัตถุดิบ”
“ขันทีคุมรายการ” ฉีอวิ้นทวนคำ
“ค่ะ—ถ้าเขาแก้บัญชีวัตถุดิบได้ เขาก็เอาของเข้าออกได้โดยไม่มีใครรู้”
ฉีอวิ้นขยับตัวไปหน้าประตู กวักมือเรียกองครักษ์เงา “ไปตามรายชื่อเวรยามทั้งหมดของครัวหลวงเมื่อคืน รวมถึงบัญชีวัตถุดิบสามวันย้อนหลัง” เขาสั่งเสียงต่ำ
ซูอินรู้สึกโล่งขึ้นนิดหนึ่ง…แต่ก็แค่ “นิดหนึ่ง”
เพราะคนจากโลกเดียวกับเธอ…ไม่น่าจะสะดุดกับการสอบสวนแบบชาววัง เขารู้จักวิธีทำให้หลักฐาน “ดูเหมือนไม่มีอะไร” มากกว่าคนยุคนี้
2) รอยเท้าที่ไม่ควรมี
ขณะรอรายชื่อเวรยาม ซูอินก้มลงตรวจพื้นตรงมุมที่มักมีน้ำขัง เธอเอานิ้วป้ายโคลนเล็กน้อยมาดู สีโคลนแดงปนทราย…ไม่ใช่ดินของลานในวังที่ออกสีดำชื้น
“ดินจากด้านนอกกำแพงวัง” เธอพึมพำ
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ตอนข้ายังใหม่ๆ ข้าเคยลื่นล้มตรงลานหน้าหอสมุดในวัง ดินคนละสี…ดินในวังผสมขี้เถ้าไม้สำหรับกันลื่น” เธอพูดแล้วเผลอยิ้ม “ข้าจำได้เพราะ…องค์ชายเคย—”
ยังไม่ทันพูดจบ เธอก็เงียบกึก เพราะนึกถึงฉาก “ตกแล้วถูกคว้า” ที่ทำให้เธอหน้าแดงจนอยากมุดดิน (และใช่…วันนี้เกือบเกิดซ้ำอีกแล้ว)
ฉีอวิ้นเหมือนอ่านใจออก เขาไม่ได้พูดถึงอดีต แต่เปลี่ยนเรื่องทันที “ถ้าเป็นดินนอกกำแพง…แปลว่าคนร้ายเพิ่งเข้าวังไม่นาน หรือไม่ก็ออกไปกลับเข้ามา”
ซูอินเสริม “และเขาอาจไม่ได้เป็นคนในวังแท้ๆ”
“นั่นดี” ฉีอวิ้นพูดเรียบ แต่แววตาเข้มขึ้น “คนแปลกหน้าในวัง…จับง่ายกว่าคนมีฐานะ”
ซูอินไม่แน่ใจว่า “จับง่าย” ของเขาหมายถึงอะไร—การสืบสวน…หรือการลงมือ
3) เงาที่ขยับ
เสียงฝีเท้าเบาดุจแมวเดินดังขึ้นจากด้านนอก ประตูครัวหลวงถูกเคาะสองครั้ง—สัญญาณขององครักษ์เงา
ชายชุดดำเข้ามาคุกเข่า “รายชื่อเวรยามเมื่อคืนเป็นดังนี้… แต่สิ่งผิดปกติคือ ขันทีคุมบัญชีวัตถุดิบ…มีชื่อ ‘เพิ่ม’ ขึ้นมาในเวรยาม ทั้งที่ไม่เคยเข้าเวรกลางคืนมาก่อน”
ซูอินขมวดคิ้ว “ชื่ออะไร”
องครักษ์ตอบ “ขันทีนามว่า ‘หลิวซาน’”
ทันทีที่ชื่อหลุดออกมา…ซูอินรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ
หลิวซาน—ชื่อที่เธอเคยเห็นผ่านตาในบันทึกวัตถุดิบเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เขาเป็นคนที่เขียนตัวเลข “คมกริบ” เหมือนคนเคยทำบัญชีแบบโลกสมัยใหม่ และที่สำคัญ…เขาเคยพูดคำแปลกๆ หลุดออกมาตอนเธอทำอาหารให้ครัวหลวงชิม
คำว่า “โอเค” แบบสั้นๆ
ตอนนั้นเธอคิดว่าเป็นเสียงเพี้ยน…แต่ตอนนี้…
ฉีอวิ้นสังเกตสีหน้าเธอทันที “เจ้ารู้จัก?”
ซูอินไม่อยากยอมรับ แต่จำเป็นต้องพูด “เขาเคยพูดคำที่ไม่ใช่ภาษายุคนี้…และลายมือของเขาเหมือนคนเคยทำบัญชียุคใหม่”
ฉีอวิ้นหันไปสั่งทันที “จับตัวหลิวซาน—เงียบที่สุด อย่าให้ข่าวรั่ว”
องครักษ์เงารับคำสั่งแล้วหายไปในความมืด
ซูอินสูดลมหายใจลึก ใจหนึ่งอยากให้จับได้ง่ายๆ จะได้จบเรื่อง แต่ใจอีกด้านกลับสั่น…เพราะถ้า “ผู้ข้ามภพคนที่สอง” ฉลาดพอ เขาต้องเตรียมทางหนีไว้แล้ว
4) ไล่ล่าในทางเดินฝน
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป เสียงหวีดสั้นๆ ดังมาจากทางเดินด้านข้าง ตามด้วยเสียงฝีเท้าวิ่ง
“ไป!” ฉีอวิ้นพูดคำเดียวแล้วพุ่งออกไป
ซูอินรีบตาม ทั้งคู่วิ่งผ่านทางเดินไม้เปียกฝน แสงโคมสั่นไหวไปตามแรงลม เงาคนหนึ่งพุ่งข้ามมุมกำแพงด้านหลังครัว—คล่องแคล่วผิดกับขันทีทั่วไป
“หลิวซาน!” องครักษ์เงาตะโกน แต่คนคนนั้นไม่หยุด เขากลับวิ่งเร็วขึ้น เหมือนรู้เส้นทางหลบหนีล่วงหน้า
ฉีอวิ้นเร่งฝีเท้า แรงกดดันจากรัศมีแม่ทัพทำให้ทหารยามตามหลังยังรู้สึกหนาว เขากระโดดข้ามรางน้ำด้วยท่ากำลังภายในที่ลื่นไหล—และทันทีที่เขาจะคว้าตัวคนร้ายได้
“ฟึ่บ!”
บางอย่างพุ่งมาจากความมืด…เหมือนเข็มเล็กๆ
ฉีอวิ้นเบี่ยงตัวทัน แต่ปลายแขนเสื้อถูกเฉี่ยว—ผ้าขาดเป็นเส้นเล็กๆ
ซูอินตาเบิกกว้าง “เข็มพิษ!”
ฉีอวิ้นไม่ได้ชะงัก เขากลับยิ่งเร็วขึ้น ในที่สุดมือเขาก็จับข้อมือคนร้ายได้—
แต่ “หลิวซาน” กลับยิ้ม
ยิ้มแบบคนที่มั่นใจว่าอีกฝ่ายสายไปแล้ว
เขาบิดข้อมือด้วยท่วงท่าประหลาด ไม่ใช่กังฟูของยุคนี้…เหมือนท่าต่อสู้แบบ “จับล็อก” จากโลกอนาคต ซูอินเห็นแล้วใจเย็นวาบ เพราะเธอเคยเห็นท่านั้นในคลิปสั้นๆ จากโลกเดิม
“ปล่อย!” ฉีอวิ้นกดเสียงต่ำ
คนร้ายไม่ได้ตอบ เขากลับดีดอะไรบางอย่างลงพื้น
“ปั้ง!”
ควันสีเทาลอยขึ้นทันที กลิ่นฉุนแสบจมูก—เหมือนระเบิดควันแบบยุคใหม่!
ซูอินไอแรง น้ำตาไหล “นี่มัน—!”
ฉีอวิ้นยกแขนเสื้อปิดจมูกซูอินแล้วดึงเธอเข้ามาชิดตัวโดยไม่ลังเล “อย่าหายใจลึก!”
ความใกล้ชิดฉับพลันทำให้หัวใจเธอกระแทกซี่โครงแรงกว่าเสียงระเบิดควันเสียอีก เธอได้ยินเสียงลมหายใจของเขาชัดเจนผ่านผ้า แขนเขาโอบกันเธอไว้แน่นเหมือนโล่
Protective Instinct—ชัดจนเธอแทบลืมควัน
ควันค่อยๆ จาง ฉีอวิ้นพุ่งออกไปอีกครั้ง แต่เงาคนนั้นหายไปแล้ว—เหลือเพียงรอยเท้าเปียกฝนและ…ของบางอย่างตกอยู่
ซูอินก้มเก็บ มันคือแผ่นไม้บางๆ คล้ายป้ายเล็ก มีรอยสลักลึกเป็นสัญลักษณ์ประหลาด—ไม่ใช่อักษรจีน
และที่มุมล่าง มีคำภาษาโลกเดิมของเธอ…สั้นๆ แต่เหมือนคมมีด
“อย่ามายุ่ง”
ซูอินมือสั่น
ฉีอวิ้นมองป้ายไม้ แล้วหันมามองเธอ “นี่คือคำของโลกเจ้า?”
ซูอินพยักหน้าช้าๆ “ค่ะ…เขาไม่ใช่คนในยุคนี้จริงๆ”
ฉีอวิ้นเก็บป้ายไม้เข้าชุดคลุม “คืนนี้ เรารู้แล้วว่าเขามีอาวุธแปลก มีทักษะต่อสู้แปลก และรู้วิธีหลบหนีอย่างเป็นระบบ”
ซูอินกลืนน้ำลาย “และเขารู้ว่า…ข้าอยู่ที่นี่”
ลมฝนพัดแรงขึ้น โคมไฟไหววูบเหมือนจะดับ
ฉีอวิ้นเอียงหน้ามาใกล้ จนเสียงเขากลายเป็นกระซิบที่หนักแน่น “ถ้าเขามาเพราะเจ้า…ข้าจะไม่ให้เขาแตะเจ้าได้แม้แต่ปลายเล็บ”
ซูอินใจเต้นแรงจนแทบยืนไม่อยู่ เธอพยายามกลบอาการด้วยการหันหนี แต่แก้มกลับร้อนวูบวาบอย่างควบคุมไม่ได้
5) เบาะแสสุดท้าย…และปมค้าง
ขณะกำลังจะกลับครัวหลวง องครักษ์เงาอีกคนรีบมารายงาน “พบห้องพักของหลิวซานว่างเปล่า…แต่มีสิ่งหนึ่งถูกทิ้งไว้ใต้ฟูก”
เขายื่นสมุดบันทึกเล่มเล็กให้ ซูอินเปิดดู—ในนั้นมีตาราง ตัวเลข และคำสั้นๆ แบบโลกอนาคตของเธอเต็มหน้า
แต่สิ่งที่ทำให้เธอ “หน้าชา” คือบรรทัดท้ายสุด
“เป้าหมายต่อไป: ซูอิน
เข้าหาโดยใช้ ‘คดีอาหาร’ เป็นทางผ่าน
ถ้าองค์ชายฉีอวิ้นขวาง…ให้เปลี่ยนแผน”
ซูอินรู้สึกเหมือนฝนเย็นๆ กลายเป็นน้ำแข็งไหลผ่านกระดูก
ฉีอวิ้นหยิบสมุดไปอ่าน สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่แรงกดดันรอบตัวเขากลับหนักขึ้นจนองครักษ์เงาก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ
“เขาระบุชื่อเจ้า” ฉีอวิ้นพูดช้าๆ “และระบุชื่อข้า”
ซูอินฝืนยิ้ม “อย่างน้อย…เราก็แน่ใจแล้วว่าเขาตามข้า”
ฉีอวิ้นปิดสมุดดัง ปั่ก “ไม่…เขาไม่ได้ ‘ตาม’ เจ้าอย่างเดียว”
ซูอินเงยหน้า
ฉีอวิ้นมองตรงไปยังความมืดนอกลาน เหมือนเห็นบางอย่างที่คนอื่นไม่เห็น “เขาอยู่ใกล้กว่านั้น…ใกล้จนกล้าทิ้งบันทึกไว้เพื่อขู่”
เสียงฝนเหมือนเงียบลงอีกครั้ง
จากเงาดำหลังเสาไม้ไกลๆ มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังแว่ว—เบาจนเหมือนลม แต่ชัดจนขนลุก
และเสียงนั้นพูดคำสั้นๆ…เป็นภาษาของโลกซูอิน
“See you soon.”
ซูอินหน้าซีด
ฉีอวิ้นก้าวขึ้นหน้าโดยไม่ลังเล มือจับดาบช้าๆ “ออกมา”
แต่เงานั้นกลับเลือนหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่
เหลือเพียงป้ายไม้คำว่า “อย่ามายุ่ง” ในมือฉีอวิ้น…และความจริงอันน่ากลัวว่า
ผู้ข้ามภพคนที่สอง ไม่ได้ซ่อนอยู่ในวังเพื่อหนี—
เขาซ่อนอยู่…เพื่อ “ล่า”
และคืนนี้…เขาเพิ่งเริ่มเกมจริงๆ
—จบบทที่ 45—
(ปมค้าง: ศัตรูใหม่/คำขู่/เงา/เบาะแส ลุ้นระทึก)