หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 47 ยุแยงตะแคงรั่ว

    ตอนที่ 47 ยุแยงตะแคงรั่ว

     

    โจวซานหลางกำลังหิวอยู่พอดี พอได้กลิ่นหอมหวนน้ำลายของเขาก็แทบไหลยืดออกมาจากปาก เมื่อได้ยินหลินหร่วนเอ่ยออกมาดังนั้นเขาจึงเอ่ยเสริมว่า “ท่านแม่ อาหร่วนเอ่ยได้ถูกต้อง รีบกินกันเถิด หากอาหารเย็นชืดประเดี๋ยวมันจะมิอร่อยเอา”

     

    ป้าโจวถลึงตาใส่เขาอย่างโกรธเคือง

     

    หลินหร่วนเห็นว่าทุกคนมิกล้าขยับตะเกียบ ดังนั้นนางจึงคีบเนื้อกระต่ายชิ้นหนึ่งขึ้นมาป้อนป้าโจว

     

    “ท่านป้า ท่านลองชิมดูสักหน่อยเถิด”

     

    เมื่อนางทำเช่นนี้ ไหนเลยป้าโจวจะปฏิเสธได้ลงคอดังนั้นนางจึงรีบอ้าปากรับเนื้อกระต่ายไป

     

    โจวซานหลางกลืนน้ำลายมิหยุด “ท่านแม่ เป็นเยี่ยงไรบ้างอร่อยหรือไม่ ? ”

     

    ป้าโจวพยักหน้าหงึกหงักราวกับไก่จิก “อร่อยอร่อยมากเลยล่ะ อาหร่วน ฝีมือทำครัวของเจ้าช่างดีจริง ๆ ”

     

    เมื่อหลินหร่วนได้ยินดังนั้นก็อดยิ้มออกมามิได้นางชอบให้ผู้อื่นเอ่ยชื่นชมฝีมือของนางอย่างถึงที่สุด

     

    “ทุกท่านอย่ามัวแต่นั่งมองสิ รีบกินเถิด ประเดี๋ยวเมื่อกินเสร็จแล้วพวกเราจะได้ไปทำงานกันต่อ”

     

    โจวซานหลางรีบคีบเนื้อกระต่ายเข้าปากทันใดปกติเวลากินข้าวมักจะมีเรื่องให้สนทนากันมากมาย ทว่าวันนี้กลับมิมีผู้ใดเอ่ยออกมาเลยสักคำ

     

    คนอื่น ๆ ก็มิยอมเช่นกัน ต่างก็ยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อกระต่ายส่วนอาหารที่โจวเหลียนเอ๋อกับฉินซื่อทำมานั้นกลับถูกทิ้งให้เย็นชืด ทว่าพวกนางก็มิได้รู้สึกมิดีเลยสักนิดเพราะฝีมือของหลินหร่วนยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง อาหารที่พวกนางทำเทียบมิได้เลยสักนิด

     

    ทั้งสองครอบครัวต่างก็รับประทานอาหารกันอยู่บนพื้นทุกครั้งที่ชาวบ้านแบกข้าวโพดผ่านมาก็จะได้กลิ่นอันหอมหวน ทำให้ยากที่จะเดินผ่านไปได้ดังนั้นพวกเขาจึงจงใจทำเป็นเข้าไปสนทนากับครอบครัวโจวพลางชะเง้อคอมองชามอาหารของพวกเขา

     

    ชาวบ้านในชนบทนั้นอัธยาศัยดีเป็นอย่างมาก เมื่อมีคนเข้ามาทักทายพวกเขาตอนกินข้าวพวกเขาก็มักจะเอ่ยปากชวนให้มากินข้าวด้วยกัน

     

    แต่น่าเสียดายที่วันนี้มิมีผู้ใดเอ่ยปากชวน เพราะว่าทั้งเนื้อกระต่ายและปลาย่างต่างก็เป็นอาหารที่หลินหร่วนเตรียมมาดังนั้นครอบครัวโจวจึงมิได้เอ่ยปากชวนผู้ใดเลยสักคน พวกเขามิมีหน้าใช้ของ ๆ หลินหร่วนเพื่อผูกมิตรกับผู้อื่นได้หรอก

     

    และหลินหร่วนก็มิได้มีความประทับใจอันใดกับพวกชาวบ้านเป็นพิเศษนอกจากคนที่เคยมาช่วยนางซ่อมแซมบ้านมิกี่ครอบครัวแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับนางดังนั้นนางจึงมิได้เอ่ยปากเชื้อเชิญพวกเขา

     

    คนพวกนั้นรออยู่ชั่วครู่ ทว่ามิมีผู้ใดเอ่ยชักชวนจึงทำได้เพียงเดินจากไปพร้อมกับก่นด่าอยู่ในใจ ช่างตระหนี่ขี้เหนียวเสียจริง มิคิดจะชวนกันร่วมวงกินข้าวเลยหรือเยี่ยงไร?

     

    ทันใดนั้นหลินเถี่ยเกินกับนางจางก็เดินผ่านมาเมื่อเห็นว่าหลินหร่วนกินข้าวอยู่กับครอบครัวโจวอย่างมีความสุขก็รู้สึกโกรธจนต้องขบกรามแน่น

     

    เมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่ตนเองต้องอับอายต่อหน้าชาวบ้านนางก็อยากจะกดหน้านางเด็กเหลือขอหลินหร่วนนั่นลงกับพื้นยิ่งนัก

     

    แต่นางก็ทราบดีว่า... นางมิสามารถจัดการหลินหร่วนได้ด้วยตนเองอีกแล้วนางเด็กเหลือขอนั่นมันรู้ความแล้ว มิสามารถทุบตีนางได้เหมือนแต่ก่อนถ้าหากตนเองออกหน้าหาเรื่องนาง เรื่องคงจะย่ำแย่เฉกเช่นเมื่อเช้าเป็นแน่

     

    แต่หากจะให้นางอดทนกล้ำกลืนความโกรธลงไป ก็เป็นไปมิได้เด็ดขาด

     

    ในเมื่อนางจัดการเองมิได้ ก็ต้องให้ผู้อื่นมาจัดการ!

     

    นางจางกัดฟันแน่น นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นอย่างเหลือทน

     

    ส่วนพวกหลินหร่วนมิได้สนใจว่าผู้อื่นจะคิดเยี่ยงไรทั้งยังมิสนใจว่านางจางจะมีความคิดชั่วร้ายอันใดอีก หลังจากกินดื่มกันจนอิ่มหนำสำราญพวกเขาจึงเริ่มทำงานต่อทันที

     

    พวกเขาทำงานติดต่อกันนานถึงสามวันในที่สุดหลินหร่วนก็หักข้าวโพดในไร่ทั้งสองหมู่ได้สำเร็จ

     

    หลังจากที่หักข้าวโพดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกนางจึงโค่นต้นข้าวโพดลงแล้วลากกลับบ้านที่ดินที่ว่างเปล่านั้นมิอาจปล่อยให้ว่างได้นานจนเกินไป ดังนั้นก่อนที่จะถึงเดือนเก้าตามปฏิทินจันทรคติจำต้องรีบปลูกข้าวสาลีโดยเร็ว มิเช่นนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยวในปีหน้าได้

     

    ชีวิตชาวไร่ชาวนา มีเวลาพักเพียงแค่มิกี่วันเท่านั้น

     

    หลินหร่วนถือมีดที่เพิ่งซื้อมาใหม่ฟันต้นข้าวโพดอย่างฉับไวหลินหานเดินตามหลังนาง เขาคอยรวบรวมต้นข้าวโพดแล้วมัดมันเข้าด้วยกัน จากนั้นก็นำต้นข้าวโพดไปตากแดดรอจนพวกมันตากแดดตากลมจนแห้งสนิทแล้ว ถึงได้นำเอาพวกมันกลับไปทำเป็นเชื้อเพลิงที่บ้าน

     

    การตัดต้นข้าวโพดในที่ดินสองหมู่มิได้หนักหนาอันใดหลินหร่วนเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว นางใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งวันก็สามารถตัดพวกมันจนหมดได้แล้วหลังจากนั้นจึงไปช่วยหลินหานมัดพวกมันเอาไว้ด้วยกัน

     

    สองพี่น้องที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำงานในไร่ มิทราบเลยว่านางจางที่เก็บงำความเกลียดชังของตนมาโดยตลอดกำลังจะไปที่บ้านตระกูลหลินด้วยความคิดมิดี

     

    เมื่อนางจางเดินเข้าประตูมา ก็เห็นเข้ากับหวังซื่อที่ยกมือข้างหนึ่งเท้าสะเอวส่วนมืออีกข้างใช้นิ้วกดลงบนหน้าผากของหลินเหมย

     

    “เจ้าช่างโง่เขลายิ่งนัก ! เหตุใดข้าถึงได้ให้กำเนิดสิ่งที่ไร้ประโยชน์เยี่ยงเจ้ามากันนะ!แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังซักให้สะอาดมิได้ เจ้ามีประโยชน์อันใดบ้างกัน !ยังมิรีบเอากลับไปซักใหม่อีก ! ส่วนลานนี่อีกประเดี๋ยวมาเก็บกวาดด้วยเล่า ! ”

     

    หลินเหมยที่ถูกสั่งสอนมิกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาแม้ว่าจะรู้สึกมิพอใจ แต่ก็มิกล้าเอ่ยอันใดออกไปแม้แต่คำเดียว

     

    นางจางที่เพิ่งเดินเข้ามาในประตูก็ได้เอ่ยขึ้นมาว่า“ท่านพี่ ท่านทำอันใดน่ะ !อาเหมยมิเคยทำงานหนักเช่นนี้มาก่อน เหตุใดท่านถึงใช้งานนางหนักเล่า ? นางเป็นบุตรสาวของท่านนะ ท่านมิปวดใจเยี่ยงนั้นหรือ? ดูมือของนางสิ มิได้พบกันเพียงมิกี่วันก็หยาบกระด้างถึงเพียงนี้แล้ว”

     

    เมื่อหลินเหมยได้ยินนางจางเอ่ยเช่นนั้นจึงยิ่งรู้สึกโศกเศร้าทันใดนั้นน้ำตาของนางก็ไหลพรากลงมา

     

    “น้าชุ่ยฮวา ท่านช่วยเอ่ยกับท่านแม่ให้หน่อยสิข้าจะทนมิไหวอยู่แล้ว”

     

    นางจางตบลงไปบนมือของนางเบา ๆ “เจ้ามิต้องกังวลไปหรอกอีกประเดี๋ยวข้าจะเจรจากับแม่ของเจ้าให้ว่ามิควรเรียกใช้เจ้าเช่นนี้เจ้าเองก็โตเป็นสาวเป็นนางแล้ว ปีสองปีนี้คงได้ตบแต่งออกจากบ้าน ดังนั้นควรจะเลี้ยงดูให้ดีข้าดู ๆ แล้วใบหน้าเยี่ยงเจ้า มีความโชคดีอยู่เช่นกัน มิแน่ว่าอาจจะได้ตบแต่งเป็นอนุภรรยาของเจ้าของที่ดินก็เป็นได้”

     

    เดิมทีหลินเหมยเป็นคนเกียจคร้าน เมื่อได้ยินดังนั้นภายในใจจึงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง นางลอบจินตนาการถึงฉากที่ตนเองถูกคุณชายเจ้าของที่ดินนั่งรถม้ามาสู่ขอ

     

    หวังซื่อก็ปรารถนาให้บุตรสาวของตนได้แต่งงานกับครอบครัวที่ดีเช่นกันเพราะเช่นนั้นตนก็จะได้รับอานิสงค์ไปด้วย เมื่อได้ฟังนางจางเอ่ยเช่นนั้น หวังซื่อจึงหันไปเอ่ยกับหลินเหมยว่า“เอาเสื้อผ้าไปแขวนไว้ตรงนั้นก่อนก็แล้วกัน เจ้าไปพักสักหน่อยเถิด”

     

    หลินเหมยรู้สึกดีใจจนออกนอกหน้าทันใด นางรีบนำเสื้อผ้าไปแขวนแล้วเดินกลับไปยังห้องของตนเองทันที

     

    หวังซื่อจึงหันกลับมามองนางจาง “เหตุใดวันนี้เจ้าถึงมีเวลาว่างมาได้เล่า? เก็บข้าวโพดที่ไร่เสร็จแล้วหรือ ? ”

     

    นางจางนวดข้อมือของตน ข้าวโพดในไร่ของนางไหนเลยจะเก็บได้เร็วเพียงนี้ทว่านางแก้ตัวโดยบอกว่าหลินหร่วนบีบข้อมือของนางจนทำให้นางมิมีแรงส่วนหลินเถี่ยเกินที่สงสารนางจับใจ จึงให้นางพักผ่อนอยู่ที่บ้าน

     

    “แล้วหัวหน้าครอบครัวของเจ้าเล่า ? ไปเก็บข้าวโพดให้ผู้อื่นอยู่หรือ ? ”

     

    หวังซื่อพยักหน้า จากนั้นก็พานางเข้าไปในบ้านทันใด“ไปได้สามวันแล้ว คาดว่าอีกสองวันก็คงจะเสร็จแล้วล่ะ”

     

    นางจางทำท่าทีถอนหายใจ

     

    “ตาเฒ่าหลินนี่ก็จริง ๆ เลยเชียว เหตุใดถึงให้หลินจงไปช่วยทุกปีเลยเล่า? ปีก่อน ๆ ช่างมันเถิด ยังดีที่นางเด็กเหลือขอกับเจ้าเด็กนั่นยังอยู่ในบ้านพวกเจ้าเลยมิได้เหนื่อยอันใดมากมายนัก ทว่าปีนี้เด็กนั่นย้ายออกไปแล้ว ท่านจงต้องทำงานบ้านเองคนเดียวสินะ”

     

    “ครอบครัวท่านมีที่ดินตั้งมากมาย หลินจงต้องทำถึงวันใดกว่าจะเก็บเกี่ยวเสร็จ? หากวันใดท้องนภามิเป็นใจ สายฝนตกลงมาติดต่อกันหลายวันเข้าหน่อยข้าวโพดเหล่านั้นคงจะเน่าตายคาไร่เป็นแน่ นี่เป็นการเก็บเกี่ยวของครึ่งปีนี้ อาจจะคุ้มค่าเงินสองถึงสามตำลึงเลยทีเดียวแต่หากข้าวโพดเหล่านั้นเน่าตายคาไร่ ท่านจะไปเรียกร้องกับผู้ใดได้กัน ? ตาเฒ่าหลินจะชดใช้ให้ท่านได้เท่าใดกันเชียว? ”

     

    คำเอ่ยเหล่านี้กระแทกใจของหวังซื่อเข้าเต็ม ๆ หลายวันมานี้นางโมโหเป็นอย่างมากเพราะว่ามิมีผู้ใดไปเก็บเกี่ยวข้าวโพดในไร่

     

    ตระกูลหลินมีกฎอยู่ว่าเมื่อถึงเวลาทำไร่ทำนาของทุกปี บุตรชายที่แต่งออกไปจะต้องกลับมาช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ตระกูลหลัก

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องหลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน