นอกจากหมัดนาคาพิษจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ไว้ที่บริเวณชายโครงขวาของฮันเตอร์แล้ว ยังทำให้จังหวะการหลบหลีกที่พลิ้วไหวปานผีเสื้อสยายปีกชะงักลงด้วย
แลเห็นเช่นนั้น โม่โฉวไม่พลาดโอกาสทองที่จะปิดฉากศึกครั้งนี้ อีกหนึ่งหมัดพายุนาคาพิษพุ่งโฉบในพริบตา คราวนี้เป้าหมายคือลำคอของฮันเตอร์ ซึ่งหากไม่พลาดเป้า รับประกันได้เลยว่าฮันเตอร์จะต้องลงไปกองกับพื้น หมดสิทธิ์ลุกขึ้นยืนอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ฮันเตอร์ยังประคองสติได้มั่นคงเพียงพอ เขาคาดการณ์ได้ก่อนล่วงหน้าเพียงเสี้ยววินาทีว่าโม่โฉวจะโจมตีมาในลักษณะนี้ เช่นนั้นชายหนุ่มจึงทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาใช้ความยืดหยุ่นของเชือกกั้นเวทีให้เป็นประโยชน์ เอี้ยวตัวพิง หลบหมัดนาคาพิษได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด จากนั้นใช้แรงเหวี่ยงของเชือกเด้งตัว ลอดผ่านช่องว่างใต้วงแขนของโม่โฉว ออกจากมุมอับได้อย่างงดงาม
แม้โลหิตจะหยดย้อยออกจากบาดแผลตรงชายโครงอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด แต่ท่าทางของฮันเตอร์ยังคงสงบนิ่ง สายตาปราศจากความหวาดหวั่นจับจ้องโม่โฉวเขม็ง ตั้งการ์ดมั่นอย่างไม่มีทีท่าจะถอดใจยอมแพ้
ส่วนโม่โฉว เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ดิ้นหลุดจากสถานการณ์เข้าตาจนไปได้ ก็แค่นเสียงสบถเบา ๆ ออกมาคำหนึ่ง จากนั้นไม่รอช้า พลิกตัว พุ่งเข้าโจมตีฮันเตอร์ด้วยกระบวนท่าเดิมอีกคำรบ สถานการณ์บ่งบอกชัดเจนว่ากระบวนท่าพายุนาคาพิษสร้างความยากลำบากแก่คู่ต่อสู้ผู้นี้ได้ ขอเพียงต้อนเข้ามุมได้อีกครั้ง ย่อมไม่พลาดเป็นคำรบสอง
เหตุการณ์ราวกับภาพฉายซ้ำ พายุนาคาพิษโหมกระหน่ำเข้าใส่ฮันเตอร์อย่างไม่ยั้ง ไม่เปิดช่องว่างให้ชายหนุ่มได้ตอบโต้กลับแม้เพียงนิด วลีโบยบินเหมือนผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง ถูกตัดทอนเหลือแค่ประโยคหน้า ซ้ำร้าย ความเจ็บปวดจากบาดแผลบริเวณชายโครงยิ่งทำให้ผีเสื้อตัวนี้โบยบินอย่างอ่อนแรงลงทุกที
“อย่าเอาแต่หลบสิวะ เจ้าตัวประหลาดขี้ขลาดตาขาว!”
“รีบจัดการมันให้ร่วงไปเลยโม่โฉว!”
แลเห็นโม่โฉวเปิดเกมบุกอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่ฮันเตอร์ทำได้เพียงตั้งรับ โยกตัวซ้ายขวาสลับก้มศีรษะขึ้นลง ไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้ได้แม้แต่น้อย เสียงผู้ชมโดยรอบยิ่งเร่งเร้าให้ศึกนี้ปิดฉากโดยเร็ว
“ไม่ยอมง่าย ๆ หรอกโว้ย” ฮันเตอร์กัดฟันอย่างคับแค้น ขณะที่ระยะห่างระหว่างเขากับเชือกกั้นเวทีเริ่มหดสั้นลงเรื่อย ๆ ทว่าในช่วงเสี้ยววินาทีที่ชายหนุ่มคิดว่าตนกำลังจนตรอก พลันสุ้มเสียงคุ้นเคยดังก้องขึ้นกลางใจ
“นี่แกจะเอาแต่หลบแบบนี้ไปถึงเมื่อไร ปีศาจฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ ที่ชั้นชุบเลี้ยงมา กลายเป็นไอ้กระจอกตาขาวไปแล้วหรือไง หมัดนั่นร้ายกาจก็จริง แต่หมัดของแกก็ฝึกฝนโหดหินมานับไม่ถ้วน ผ่านความเจ็บปวดมาทุกรูปแบบ มั่นใจในกำปั้นตัวเองสิวะ!”
เจ้าของสุ้มเสียงดังกล่าวคือออกุสโต้ รามอส ผู้ปลุกปั้นฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ จากเด็กปีศาจในสลัม จนก้าวสู่จุดสูงสุดของโลกหมัดมวย ทุกศึกของฮันเตอร์จะมีเขาคอยตะโกนอยู่ข้างเวทีเสมอ แม้ครั้งนี้จะต่างออกไป แต่สุ้มเสียงยังคงดังก้องในจิตใต้สำนึกของฮันเตอร์ และเขามั่นใจมาก ๆ ว่าหากออกุสโต้เฝ้ามองการต่อสู้ครั้งนี้อยู่ นี่คือประโยคที่เขาจะพูดไม่ผิดเพี้ยนแน่
สุ้มเสียงจากจิตใต้สำนึกราวกับเป็นการตบหน้าเรียกสติของฮันเตอร์ให้กลับคืนมา ชั่วพริบตาจากนั้น แววตาจนตรอกพลันแปรเปลี่ยนเป็นแววตานักล่าอีกครั้ง จ้องมองพายุหมัดเบื้องหน้าอย่างไม่หวาดหวั่น
ฝ่ายโม่โฉวที่กำลังได้ใจ ไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของฮันเตอร์ จากที่เคยเอาแต่หลบหลีกมาโดยตลอด ยามนี้ฮันเตอร์กลับบิดเอวเล็กน้อย ก่อนที่จะใช้มันเสริมพลังหมัดซ้ายตรงที่ปล่อยออก หมัดนี้รุนแรงถึงขนาดพกพาเสียงแหวกอากาศดังฟังชัด
เป้าหมายของการสวนกลับครั้งนี้ไม่ใช่จุดตายอย่างศีรษะหรือลำตัว หากทำเช่นนั้นแม้จะโจมตีโดน ทว่าตัวเขาก็ต้องรับหมัดพิษวิปลาสด้วยเช่นกัน เป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้ไม่คุ้มเสียแม้แต่น้อย ดังนั้นฮันเตอร์จึงเล็งไปที่หมัดขวาของโม่โฉวที่กำลังพุ่งแหวกอากาศเข้าหาปานอสรพิษฉกเหยื่อ
“เจ้าประหลาดผู้นี้ต้องบ้าไปแล้วเป็นแน่ ถึงขนาดกล้าเอาหมัดเปลือยเปล่าของตนเข้าปะทะกับหมัดอาบยาพิษของโม่โฉว หมัดของมันต้องโดนกัดกร่อนทะลุเข้ากระดูกแน่!” หนึ่งเสียงวิจารณ์ของผู้ชมดังลอยลม
เสี้ยววินาทีต่อมา สองกำปั้นต่างรูปร่างลักษณะเข้าประสานงากัน แม้ตอนแรกผิวหนังบริเวณกำปั้นของฮันเตอร์จะถูกหมัดอาบยาพิษกัดกร่อนจนเลือดซึมออกมา แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งหมัดซ้ายตรงของฮันเตอร์ได้
ผลลัพธ์ของแข็งชนแข็งครั้งนี้ราวกับค้อนยักษ์ทุบศีรษะอสรพิษ นิ้วมือทั้งห้าของโม่โฉวโดนแรงปะทะจนหักงอบิดเบี้ยว
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกดังสนั่น จากนั้นตามด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของโม่โฉว
“อ๊าก!”
อย่างไรก็ตาม อสรพิษก็ยังคงเป็นอสรพิษวันยังค่ำ แม้มือขวาแหลกเละไปแล้ว แต่มือซ้ายยังคงทำหน้าที่ พุ่งเข้าหาฮันเตอร์ หมายมั่นว่าจังหวะที่ฮันเตอร์ปล่อยหมัดสวนกลับมาเช่นนี้ เขาย่อมไม่อยู่ในท่าทีจะโยกหลบการโจมตีได้แน่
ปรากฏว่าโม่โฉวคาดการณ์ผิดถนัด ส่วนฮันเตอร์ก็ราวกับล่วงรู้อนาคต ชายหนุ่มปล่อยหมัดขวาของตนเข้าสกัดหมัดพิษของโม่โฉวได้ทันท่วงที แม้อานุภาพจะไม่รุนแรงเท่าหมัดแรก เนื่องจากไม่ได้บิดเอวเสริมแรง แต่ก็เพียงพอที่จะบดขยี้กำปั้นนาคาพิษจนแหลกเละเป็นคำรบที่สอง
กระดูกนิ้วมือหักทั้งสองข้าง ความเจ็บปวดรุนแรงแผ่ซ่าน โม่โฉวถึงกับเซถอยหลังไปสามสี่ก้าว เมื่อผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่า สถานการณ์พลิกผันฉากนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่ถึงห้าวินาที แน่นอนว่าย่อมสร้างความตะลึงงันจนผู้ชมโดยรอบแทบลืมหายใจ
ฮันเตอร์ไม่รอให้ความตะลึงจางหาย รู้ตัวอีกทีชายหนุ่มก็วูบประชิดตัวโม่โฉวดุจภูตพราย ตามด้วยย่อเข่าลงเล็กน้อย ปล่อยหมัดอัปเปอร์คัทเข้าปะทะเต็มปลายคางคู่ต่อสู้ที่บัดนี้ไร้การป้องกัน
ยามนี้ใบหน้าของโม่โฉวไม่หลงเหลือเค้าลางความเย่อหยิ่งทะนงตนแม้แต่น้อย แววตาแลดูเลื่อนลอย บ่งบอกชัดว่าสติกำลังขาดหาย อย่างไรก็ตาม ฮันเตอร์ก็สมกับเจ้าของฉายานักล่าแห่งสังเวียน เขาไม่ยอมปล่อยเหยื่อผู้นี้ไปง่าย ๆ ด้วยอยากมั่นใจที่สุดว่าโม่โฉวจะหมดโอกาสลุกขึ้นมาโดยสิ้นเชิง จึงปิดฉากด้วยหมัดฮุคซ้ายเต็มแรง กำปั้นประหนึ่งค้อนยักษ์เข้าปะทะใบหน้าโม่โฉวอย่างจัง
สิ้นสุดการโจมตี ร่างโม่โฉวร่วงลงไปกองกับพื้นสังเวียนราวกับต้นไม่ถูกโค่นล้ม แววตาปราศจากสติสัมปชัญญะ โลหิตแดงพุ่งกระฉูดออกจากปาก พร้อมฟันสองสามซี่ที่หลุดร่วง
บรรยากาศดุเดือดเลือดพล่านของชายหาดทมิฬพลันแปรเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดไปชั่วครู่ จากที่เคยกึกก้องด้วยเสียงตะโกน ยามนี้กลับเหลือเพียงเสียงสายลมเคล้าเกลียวคลื่น ราวกับว่าทุกคนไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น ยกเว้นอเล็กซ์กับจางเหว่ย ที่ริมฝีปากผุดรอยยิ้มเปี่ยมเลศนัยออกมาอย่างพร้อมเพรียง โดยที่ฝูงชนรอบข้างไม่ทันสังเกต
“หลับไปซะไอ้กระจอก! ถ้าแพ้แกตรงนี้ ชั้นก็ไม่มีทางได้กลับบ้านไปเจอหน้าลูกแน่” ในที่สุดฮันเตอร์ก็ได้ชูกำปั้นขวาที่บัดนี้ด้วยอาบโลหิตขึ้นสู่ท้องฟ้า นี่คือท่าประจำที่เขาได้ลิ้มรสชาติแห่งผู้ชนะ พลางสายตาเพ่งมองร่างไร้สติของโม่โฉว ก่อนกล่าวพึมพำเป็นภาษาอังกฤษ
ความตื่นตะลึงอันเงียบงันดำเนินอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่สติทุกคนจะถูกเรียกคืนด้วยสุ้มเสียงของเข่อซิงที่ประกาศก้อง กังวานสนั่นทั่วบริเวณหาดทรายทมิฬ
“ศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนประจำเฟยหลงศักราชที่สิบได้ผู้ชนะเลิศแล้ว ขอแสดงความยินดีกับนักหมัดมวยนิรนาม!”
คล้อยหลังศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนเสร็จสิ้นลงหลายชั่วยาม จันทรากลมโตสุกสกาวท่ามกลางความมืดของท้องนภา ชายหาดทมิฬที่เคยคลาคล่ำด้วยผู้คนเรือนแสน ยามนี้กลับเงียบสงบจนน่าวังเวง ปราศจากวี่แววมนุษย์แม้ครึ่งคน มีเพียงสายลมและเกลียวคลื่นเท่านั้นที่คอยส่งเสียง ประหนึ่งเป็นท่วงทำนองยามราตรีที่บรรเลงโดยธรรมชาติ
แอบซุ่มโดยใช้ความมืดเป็นโล่กำบัง เฝ้ารอเวลาเนิ่นนาน จนมั่นใจว่าไม่มีใครหลงเหลืออยู่โดยรอบบริเวณชายหาดทมิฬ เงาคนสองสายจึงเริ่มเคลื่อนไหว สืบเท้าอย่างว่องไวทว่าเงียบเชียบออกจากมุมมืดหนึ่ง ก้าวเลียบชายหาด กลมกลืนไปกับแสงจันทร์กระจ่าง มุ่งหน้าสู่จุดหมายหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลในความมืด
เจ้าของเงาสายแรกที่รูปร่างสูงใหญ่กว่าคือฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ นักมวยแชมป์โลกไร้พ่ายรุ่นเฮฟวี่เวท จากโลกมนุษย์ที่โชคชะตานำพาเข้าสู่ยุทธภพเซี่ยงชาน ผู้ที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเพิ่งสร้างวีรกรรมลือลั่นด้วยการเอาชนะโม่โฉว หมัดพิษวิปลาส คว้าตำแหน่งผู้ชนะเลิศศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนไปครอง พร้อมรับเงินก้อนโตมูลค่าห้าหมื่นชั่งกลับบ้านเป็นรางวัล
เงาอีกสายหนึ่งที่ร่างเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมหลังยังค่อมเล็กน้อย บอกชัดว่าเจ้าของเงาสายนี้อยู่ในวัยชราภาพ นามของเขาคือลี่กัน ชายชรานักเก็บสมุนไพร อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อย ชานเมืองทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองไคชุน และเมื่อหนึ่งปีก่อนก็คงเป็นโชคชะตาเช่นกันที่ทำให้ชายชราผู้นี้พานพบกับชายหนุ่มผิวดำที่เดินทางมาจากโลกอีกใบ ช่วยชีวิตเขาไว้ ก่อนที่สุดท้ายจะก่อเกิดมิตรภาพแน่นแฟ้นประหนึ่งหลานกับปู่
เหตุผลที่สองบุรุษแอบซ่อนตัวอยู่ในบริเวณชายหาดทมิฬ รั้งรอเวลาจนล่วงเลยผ่านเข้าสู่ห้วงราตรีเช่นนี้ นั่นก็เพราะว่ายานพาหนะที่พวกเขาใช้เดินทางมายังลานประลองหมัดมวยชายหาดทมิฬแห่งนี้คือมอเตอร์ไซค์ครูสเซอร์ชอปเปอร์คู่ใจฮันเตอร์ ที่บังเอิญข้ามมิติมากับเขาด้วย
ชายหนุ่มเป็นผู้ขับ ชายชราเป็นผู้ซ้อน เช้าตรู่ของวันนี้ พวกเขาเดินทางมาถึงชายหาดทมิฬเป็นคนแรก ล่วงหน้าก่อนเวลานัดหมายชั่วโมง จากนั้นจัดการซ่อนมอเตอร์ไซค์คันโตไว้ในชายป่าใกล้กับชายหาดทมิฬ คลุมทับด้วยแผ่นหนัง เพื่อไม่ให้อาชาเหล็กคันนี้เป็นที่สะดุดตา เสร็จสิ้นแล้วจึงไปรอคนอื่นที่ชายหาด
ยามนี้ก็เช่นกัน เพื่อไม่ให้ผู้คนโดยรอบตื่นตะลึงกับมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ไม่มีอยู่ในโลก ยุทธภพเซี่ยงชาน หลังเสร็จสิ้นพิธีมอบรางวัล ทั้งสองจึงไม่เดินทางกลับโดยทันที เฝ้ารอจนกระทั่งมั่นใจว่าผู้คนเดินทางกลับกันหมดสิ้นแล้ว จึงค่อยย่องออกมา มุ่งหน้าไปคว้ามอเตอร์ไซค์ เตรียมบึ่งกลับกระท่อมของลี่กัน
หนึ่งชายหนุ่มหนึ่งชายชราแทรกตัวผ่านม่านเถาวัลย์ ทะลุเข้าสู่แนวป่า เสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้ดังเป็นสัญญาณแห่งการเคลื่อนไหว
อีกเพียงสองสามก้าวก็จะถึงมอเตอร์ไซค์ที่จอดรออยู่แล้ว ทว่าทันใดนั้นเอง ฮันเตอร์ก็สัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ เขากับลี่กันรวมกันก็มีเพียงสี่เท้า แต่เหตุไฉนเสียงฝีเท้ากระทบใบไม้จึงมีมากมายหลายเสียงเช่นนี้
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเหลียวหลังไปมองว่าใครกันที่ตามมา สุ้มเสียงที่ฟังดูคุ้นหูเสียงหนึ่งก็ดังทำลายความเงียบสงัดของพงไพรยามราตรีขึ้นมาเสียก่อน
“ดึกดื่นเช่นนี้ เหตุใดผู้ชนะเลิศศึกหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนจึงยังไม่ไปฉลองชัยชนะที่โรงเตี๊ยมหรือหอนางโลมสักแห่ง แต่กลับมาเดินเสี่ยงอันตรายในป่าเช่นนี้ ไม่กลัวรางวัลก้อนโตจะถูกฉกไปหรืออย่างไร”
เมื่อฮันเตอร์หมุนตัวกลับมามอง ด้วยแสงจันทร์ที่ส่องผ่านแมกไม้ลงมา สว่างเพียงพอที่จะทำให้ได้รู้ว่าเจ้าของเสียงดังกล่าวคือเข่อซิง เจ้าเมืองไคชุน และผู้ทำหน้าที่พิธีกรในศึกหมัดมวยวันนี้ ที่สำคัญเขาไม่ได้มาคนเดียว เพราะรอบกายรายล้อมด้วยนายทหารประมาณยี่สิบนาย จากอาภรณ์ที่พวกเขาสวมใส่ ระบุชัดว่าเหล่านี้คือสุดยอดทหารระดับหัวกะทิของเมืองไคชุน ไม่มีใครพลังปราณอ่อนด้อยกว่าระดับปราชญ์ยุทธ์ สูงสุดคือเข่อซิง ที่ระดับมหาเซียนยุทธ์ขั้นห้า
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็ท่านเจ้าเมืองนี่เอง เล่นเอาข้าตกใจแทบแย่ หลังจากได้รางวัลมาแล้ว ตัวข้ากับพ่อบุตรธรรมก็นั่งกระดกสุราฉลองกันที่ชายหาดจนเผลอหลับไป รู้ตัวอีกทีก็ดึกดื่นป่านนี้แล้ว จึงกำลังจะเร่งเดินทางกลับ” วิเคราะห์จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ฮันเตอร์รับรู้ได้ในทันทีว่าเข่อซิงและพรรคพวกไม่ได้มาโดยเป็นมิตรแน่ แต่ชายหนุ่มก็ยังคงใจดีสู้เสือไปก่อน
“เดินทางกลับบ้าน…ด้วยการบุกป่าฝ่าดงเช่นนี้น่ะหรือ?” พูดพลางใช้มือลูบหนวดเคราที่มีอยู่เล็กน้อยของตน น้ำเสียงเข่อซิงไม่ปิดบังความเจ้าเล่ห์ไว้แม้แต่น้อย