เพลง Love Weaver (ทอรัก) ft. Jet Tawan JetStar
ลูน: We are dream weavers (วี อาร์ ดรีม เวฟเวอร์ส: เราคือผู้ทักทอความฝัน )
ไลลา: We are hope weavers(วี อาร์ โฮป เวฟเวอร์ส: เราคือผู้ทักทอความหวัง )
เฟรย่า: We are peace weavers(วี อาร์ พีซ เวฟเวอร์ส: เราคือผู้ทักทอสันติสุข)
(รวม):Weave you love!(เวฟ ยู เลิฟ: ทักทอความรักด้วยกันนะ)
We're your love weavers.(วี’อะ ยัว เลิฟ เวฟเวอร์: เราจะทักทอความรัก )
Weave you love. Forever(เวฟ ยู เลิฟ ฟอร์เรฟเวอร์: มาทักทอความรักด้วยกัน
จากวันนี้และตลอดไป)
ลูน: ความฝัน คือ พลังอันยิ่งใหญ่
ปลุกเราให้ตื่น เริ่มต้นวันใหม่
พยายามไขว่ขว้า ทุ่มเทแรงใจ
ด้วยไฟแรงกล้าและความตั้งใจ
ไลลา: ความหวัง คือ กำลังใจ
พลังไร้ขีดจำกัด ออกผจญภัย
หากล้ม เราจะลุกขึ้นยืนใหม่
พุ่งทะยานสู่เส้นชัย
เฟรย่า: สันติภาพ คือ ความสงบสุข
ทั่วทุกที่ ยินดี เป็น้องพี่
เอื้ออาทร โอบอ้อมอารี
สามัคคี มีรอยยิ้มให้กัน
เจตน์:ความฝัน ความหวัง สันติสุข
ขอทุกหัวใจ จงเชื่อในรัก
สักวัน ปาฏิหารย์นั้นจะเป็จริง
Weave me love! (เวฟ มี เลิฟ - โปรดทักทอความรักฉันที)
ดนตรีเสียงประสาน ท่วงทำนองอันไพเราะ เนื้อเพลงมองโลกในแง่ดีและความคิดบวกเต็มไปหมด ฟังแล้วเหมือนวิ่งอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกลาเวนเดอร์ มีกลิ่นหอมจนเคลิบเคลิ้ม ท้องฟ้าสดใสมีสายรุ้งพาดผ่าน ดวงดาวนับล้านทอแสงเปล่งประกายระยิบระยับจับตาจนคิดว่าสักวันดีสนี่ย์คงของขอซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างอะนิเมชั่นแน่ๆ ทั้งสียงไวโอลิน วงออร์เคสต้าบรรเลงเสียงประสาน มั่นใจนะว่าไม่ได้อยู่ค่ายเดียวกันกับโฟร์ มดแห่งกามิกาเซ่ ผมได้ยินเพลงนี้จะเป็ร้อยครั้งใน่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเพราะความโด่งดังของ 3 ไอดอลหญิงแห่งยุค ลูน ไลลา เฟรย่า จนน้องๆในคณะผมเอามาโคฟเวอร์ใหม่เป็เวอร์ชั่นตะคอกเสียงให้ดังที่สุดเพื่อกลบเสียงกลองเป็เพลงเชียร์ในกีฬามหาวิทยาลัยจนผมมัวแต่เคลิ้มกับสาวๆ เอ้ย! ไม่ใช่ หมายถึงเพลงเพราะๆ ปลุกใจที่ผมได้ยินระหว่างพักการแข่งขันบาสเก็ตบอลรอบชิงชนะเลิศ ถึงผมจะเป็นิสิตคณะเภสัชศาตร์ปีสุดท้ายและต้องฝึกงานแล้ว แต่ผมยังรับผิดชอบต่อหน้าที่นักเรียนทุนความสามารถด้านการกีฬามาตลอด นั่นทำให้ผมมีเวลาแค่เรียนหนังสือ ซ้อมกีฬาและก็นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น
ที่ผมชอบบาสเกตบอลเป็เพราะในวัยเด็กผมมีอัจฉริยะซากุระงิ จากการ์ตูนเื่สแลมดังก์เป็ไอดอล (ถึงจะชอบการ์ตูนเื่นี้แค่ไหนก็ไม่ได้ย้อมผมสีแดงตามกันหรอกนะ) ทำให้มีอิทธิพลและเป็แรงบัลดาลใจในการฝึกฝนเทคนิคการรีบาวด์แรกๆมันเข้าขั้นห่วยแตก แต่เมื่อผ่านความทุ่มเทกับเวลาหลายปีผมได้สุดยอดเทคนิคการเล่นจนได้เป็นักกีฬาโรงเรียนและได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัย ผิดกันก็แต่ไอ้หัวแดง แม่ง! เล่นบาสจีบสาว ผมออกตัวก่อน (ได้เปรียบ) เลยว่าผมเล่นบาสเพราะผมชอบเล่นบาสเก็ตบอลเป็ชีวิตจิตใจจริงๆ ข้อดีอีกอย่างของการเป็นักกีฬาก็คงหนีไม่พ้นสาวๆที่คอยตามเชียร์ บางทีก็เรียกผมว่ารุ่นพี่ซากุรางิ บางทีก็เรียกว่ารุ่นพี่รุคาว่า ที่เคยฉายทางช่อง 9 การ์ตูนยามเช้าเสาร์ อาทิตย์พร้อมเสียงพากษ์ของน้าต๋อย เซมเบ้ในสมัยนั้น แต่ก็อยากให้เข้าใจกันหน่อยว่าเป็วัยรุ่นมันเหนื่อย เผลอแป๊ปเดียวก็จะจบมหาวิทยาลัย แล้วไง! มีสาวมารุมล้อมเป็ร้อยๆแต่ไม่มีแฟนเป็ตัวเป็ตนเลยสักคน มีก็แต่ลูกบาสสีส้ม กองหนังสือและความตั้งใจจะเป็เภสัชกรให้ได้ โชคดีที่ผมได้รูมเมทชื่อ “ที” นิสิตแพทย์และเป็เพื่อนสนิทผมั้แ่นั้นเป็ต้นมา มันเป็เหมือนโค้ชในเงามืดกับความสามารถในการหาข่าวและวิเคราะห์เกมการเล่นอยู่เื้ั มันคือคนสำคัญที่ทำให้เกมพลิกในหลายๆครั้งจากทักษะการคิดวิเคราะห์แก้เกมของมัน และพร์นั้นทำให้มันวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและเป็ตัวท๊อปในรุ่น มันจะไปดูผมแข่งแทบทุกครั้งที่มีโอกาส (มันเล่าให้ผมฟังว่ามันชอบบาสเก็ตบอลเหมือนกันและมีไมเคิล จอแดนเป็ไอดอล มันอยากเป็นักบาสบ้าง อยากมีสาวๆกรี๊ดเหมือนผมบ้าง แต่มันไม่เก่งเื่กีฬาเลยสักอย่าง) เราสองคนจึงมักถูกจับตามองจากสาวๆหลายๆคนและจับพวกเรามัดลงเรือลำเดียวกัน กลายเป็คู่จิ้นไปสะงั้น (เราทั้งสองคนเป็ชายแท้ๆ ครับ ผมขอสาบานด้วยเกียรติของลูกเสือเลย เพียงแค่เรายังไม่มีแฟนในตอนนี้ เท่านั้นเอง)
ผมอาจจะพูดได้ว่าชีวิตของผม “สมบูรณ์แบบ” ในทุกๆด้าน เรียนจบได้ทำงานกับบริษัทในเครือ Elixir บริษัทยาั์ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งสูญเสียคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงไปอย่างเป็ปริศนาเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง มีเพียงท่านผู้ช่วยที่ต้องรับหน้าที่บริหารองค์กรอันหนักอึ้งและต้องดูแลคุณหนูกัปตัน ว่าที่ CEO บริษัทที่รอรับตำแหน่งเมื่อบรรลุนิติภาวะและเพิ่งไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ (รายละเอียดอยู่ในนิยาย เกมเมอร์ .. ทีม้าเธอ ฝากติดตามผลงานด้วยนะครับ) ที่บริษัทนี้ผมได้คุยกับน้องรถเก๋งที่ทำงานอยู่บริษัทนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตยาอยู่บ่อยๆ (นั่นทำให้พักหลังๆมานี้ รถเก๋งกับไอ้หมอทีดูสนิทสนมกันเป็พิเศษ) พอผมมีงานก็มีเงินเสกสสร ดลบันดาลได้ทุกสิ่งอย่าง ผมใช้ชีวิตหลังเลิกงานอย่างสนุกสนานและบ้าคลั่ง โดยเฉพาะกับอะไรที่ผมขาดใน่วัยเรียน มีสาวๆเข้าหาผมมากมาก นั่นไม่ใช่พราะรูปร่างหน้าตาของผมเท่านั้นหรอก เสื้อผ้าแบรนด์เนม นาฬิกาแบรนด์ราคาแพง รถยนต์คันหรูต่างหากที่เพิ่มเสน่ห์และแรงดึงดูดทางเพศให้กับผมแล้วใครจะไปเชื่อละครับว่าพออายุย่างเข้าสู่ “เบญเพศ” เท่านั้น ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เคยสมบูรณ์แบบมันกลับพังทลายลงไปในพริบตา
"ไอ้เต้ ผลตรวจสุขภาพประจำปีมึงออกแล้ววะ" ไอ้ทีคุยกับผมในห้องตรวจ
"กูกินคลีน ออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรงช่ะ" ผมโม้แต่ไอ้ธีร์นิ่งเงียบไปพักหนึ่งและผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ
"ผลทุกอย่างโอเคหมดนะ"
"แต่" ไอ้ทีเหมือนไม่อยากพูดอะไรบางอย่าง
"เห้ย กูป้องกันทุกครั้งเว้ย ไม่เป็เอดส์ชัวร์" ผมเถียงคำไม่ตกฟาก
"เรา x-ray เจอก้อนเนื้อบริเวรต่อมลูกหมากวะ" ไอ้ทีชักเริ่มพูดให้ผมใ
"แค่ก้อนเนื้อ ไม่มีอะไรมากหรอกมั่ง" ผมพูด
"เพื่อความชัวร์ กูจะนัดมึงมาตรวจอีกรอบเพื่อความแน่ใจนะ"
"เดือนหน้าได้ป่าววะ กูโอเค ปกติดี"
"มึงไม่ควรปล่อยไว้นานนะเว้ย ต้องตรวจให้แน่ใจ" ไอ้ธีร์ย้ำกับผม แต่ผมไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่มันพูดเลยสักนิดเพราะสุขภาพร่างกายของผมโอเคมากๆ ไม่รู้สึกเจ็บป่วยอะไรและผมก็ยุ่งๆอยู่กับงานมั่ง อิอิ จนผ่านไปเกือบปีจนผมได้เจอน้องรถเก๋งที่เข้ามาคุยกับฝ่าย RD เกี่ยวกับโปรเจคยาตัวใหม่
"เฮีย ปีนี้ใช้ไรลดหย่อนภาษีบ้าง" น้องถาม
"แค่ LTF กับ RMF อ่า" ผมตอบ
"อ้าว เฮียไม่ได้ทำประกันหรอ"
"ทำแค่ประกันชีวิตกับประกันอุบัติเหตุ"
"ไม่ทำประกันสุขภาพหรอเฮีย ถึงมันจะลดหย่อนได้ไม่เยอะ แต่กันไว้ดีกว่าแก้นะ"
"มึงขายประกันป่าวเนี่ย ซีเรียสไปป่าววะ ยังอายุน้อยๆกันอยู่เลย ไม่เป็ไรหรอก"
"ไม่รู้ดิเฮีย คนสมัยนี้เป็มะเร็งกันเยอะนะ ทำไว้ไม่เห็นเสียหาย รวยขนาดนี้ หักบัญชีไปดิ
กันไว้ดีกว่าแก้นะ ถ้าเป็ขึ้นมา มันมีค่าใช้จ่ายสูงมากๆนะเฮีย
ยิ่งเราๆที่ทำงานกับสารเคมีทุกวันด้วย อ่านะ" ไอ้หมาน้อยเอ้ย ทำหน้าหมาจ๋อยซะงั้น จริงๆแล้วไอ้น้องหมามันคงกังวลที่อาจจะได้รับสารเคมีตอนทำงานมากเกินไปและความนอยด์ของน้องมันทำให้ผมนึกถึงเื่ที่ผมลืมสนิทไปเลย
"ไอ้ที กูว่ากูจะไปตรวจวะ มึงว่างวันไหน" ผมโทรหามัน
"ไอ้เชี่ย มึงหายไปเป็ปีกูนึกว่ามึงตายห่าไปแล้ว รีบมาตรวจเลย พรุ่งนี้เลย"
"อ้าว หมอเชี่ยประสาอะไรวะแช่งให้คนตาย เดี๋ยวกุเทนัดแง่นเลย"
"ไม่รู้ละ พรุ่งนี้มึงต้องมา" และผมก็ต้องลางานไปจริงๆ (แต่จริงๆหาเื่โดดงานไปทักทายไอ้หมอทีเพื่อนรักสักหน่อย หลังจากที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างไปเจอมันเป็ปีๆ) และสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนในชีวิตก็เกิดขึ้น
"มะเร็งต่อมลูกหมาก ระยะที่สอง! กระจายตัวไปตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย" ได้ไง ผมไม่เข้าใจ ผมยังใช้งานไม่คุ้มเลย คนบางคนแม่งสูบบุหรี่วันละหลายซองไม่เห็นเป็มะเร็งปอด กินเหล้าต่างน้ำไม่เห็นเป็มะเร็งตับ ไอ้ทีมันตรวจผิดหรือเปล่า แต่มันเก่งและไม่เคยวินิจฉัยโรคผิดพลาด และสิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือทำไมข้างในร่างกายผมป่วย แต่ผมไม่ได้รู้สึกป่วยอะไรเลย นั่นทำให้ผมต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลบ่อยๆอยู่เป็ปีๆ การรักษาด้วยวิธีการฉายรังสีและทำเคโมทำให้รูปลักษณ์ภายนอกผมดูแย่ ผมร่วงจนต้องหาวิกมาใส่ การผลการรักษาไม่ดีขึ้นเลยซ้ำร้าย ผมป่วยหนักขึ้นทุกวันๆ จนต้องลาป่วยและตามมาด้วยค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากมายมหาศาลจนเงินที่ผมตั้งใจเก็บมาตลอด (เอาไว้สร้างบ้านหลังใหม่ให้คุณแม่) หมดลง ผมได้แต่โทษตัวเองว่าทำไมไม่ตรวจั้แ่แรกที่ไอ้ทีบอก ทำไมไม่ทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็ง ความเครียดรุมทำร้ายจิตใจผมทำให้ร่างกายผมป่วยหนักยิ่งกว่าเดิมจนผมต้องออกจากงานแล้ว กลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด จังหวัดมุกดาหาร มีสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 ข้ามแม่น้ำโขง มองเห็นหอแก้วมุกดาที่อ้างอิงจากตำนานที่ว่ามีแก้ววิเศษปรากฎก่อให้เกิดปาฏิหารย์เมื่อนานมาแสนนานมาแล้ว แต่… สภาพผมในตอนนี้น่า สมเพชสุดๆ ยิ่งเห็นความสมบูรณ์แบบของตัวเองที่ผ่านรูปถ่ายตอนรับรางวัล ถ้วยรางวัล ปริญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของผมแล้วยิ่งรู้สึกว่าทำไมผมซวย! ขนาดนี้ ผมทำลายข้าวของและอยู่สภาพจิตใจตกต่ำด้วยอาการซึมเศร้ารุมเร้า พลอยทำให้คุณแม่ของผมที่คอยดูแลผมมาตลอดแอบร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง ยิ่งทำให้ผมเ็ปและดำดิ่งลึกลงไปจนไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไป สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแย่ที่สุดคือผมฉีกทำลายแบบแปลนบ้านที่จูนและยูตั้งใจเขียนให้ และได้รับการออกแบบโดย พี่มาร์ส ศิลปินดาวรุ่งพุ่งแรงและผมได้ให้คำมั่นสัญญากับพวกเขาั้แ่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยว่าผมจะสร้างบ้านริมโขงมองเห็นหอแก้วมุกดาและสะพานมิตรภาพหลังนี้ให้ได้ แต่ตอนนี้มันเป็แค่ความฝันที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบอะไรเลย มันว่างเปล่า ผมร้องไห้ฟูมฟายและเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องภายในบ้านหลังเก่าๆ ทรุดโทรมที่ยิ่งมองยิ่งเจ็บช้ำน้ำใจ แสงสว่างส่องไม่ถึงจิตใจที่มืดมนของคนป่วยคนนี้ ผมเฝ้าวิงวอนต่อแก้วมุกดาขอปาฏิหารย์ แต่มันไม่มีจริง
"สู้ๆนะ" "แค่นี้เอง” "หายไวๆนะ" "เดี๋ยวก็หาย" "อย่าท้อนะ"
ข้อความที่พวกมึงคิดว่ามันคือการให้กำลังใจ แต่สำหรับกู ข้อความ การ์ดหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ส่งมาให้ยิ่งทำให้กูรู้สึกหดหู่และอยากจะร้องะโด่ากลับไปว่า "ลองมาเป็กูบ้างไหม" พวกมึงไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของกูหรอก ไม่มีเลยสักคน (ข้อคิดจากผู้เขียน: คำพูดเหล่านี้เป็สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการพูดกับผู้ป่วยซึมเศร้า ในทางจิตวิทยาเรียกว่า ignorance เป็การปล่อยให้ผู้ป่วยสู้ด้วยตนเองตามลำพัง ไม่รู้จะช่วยคนๆนั้นอย่างไรดี ด้วยความปรารถนาดีจากนักกิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล)
แม่บังเอิญเปิดวิทยุและผมได้ยินเพลง Love Weaver (ที่เคยเชียร์ผมในวันนั้น) แต่มันกลายเป็เพลงหนวกหู น่ารำคาญ ไม่อยากฟังเลยสักนิดจนแม่ต้องปิดเสียงวิทยุ
"ทานข้าวหน่อยนะลูก จะได้กินยา" คือเสียงจากผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต เส้นผมของเธอเปลี่ยนจากสีดำเป็สีขาวตามอายุที่เกษียรราชการแล้ว แม่ทำงานหนักมาตลอดชีวิตแทนที่ที่ผมจะได้เป็คนดูแลท่าน ท่านกลับต้องมาดูแลผม ผมได้แต่นิ่งและไม่ยอมทานอะไร
"ทานหน่อยนะลูก จะได้หายไวๆ"
"มันไม่หายหรอกแม่" ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ผมปัดข้าว ถ้วยชามตกแตกระเนระนาด
"แม่ปล่อยให้ผมตายๆ ไปเถอะ เราไม่มีเงินรักษาหรอก" ผมพูดออกไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา น้ำตาไหลไม่หยุด
"ไม่พูดแบบนี้อีกได้ไหมเต้" แม่เข้ามากอดผมไว้ เราสองคนร้องไห้กอดกันเพราะ “หมดหวัง” แต่แม่ยังคงพูดปลอบใจผม ภาพในวันเก่าๆย้อนคืนกลับมา แม่จะ “หาเวลา” มาเชียร์ผมที่ขอบสนามทุกครั้งที่ผมลงแข่ง แม่จะ “หาโอกาส” มาเล่นบาสกับผมบ่อยๆ ถึงแม้ว่าแม่จะเล่นบาสไม่เก่งเลยก็ตามแต่แม่ก็แค่อยาก “อยู่เคียงข้างผม” ในทุกๆ่เวลาของชีวิต เรามีกันแค่สองแม่ลูก ผมเป็ทุกสิ่งทุกอย่างของแม่ แม่ครับผมขอโทษครับที่ทำให้แม่ผิดหวัง ผมมันไม่เอาไหน ผมสะอื้นไห้และพูดอะไรไม่ออกสักคำ บางทีคนเราก็มัวแต่วิ่งตามหาความรักทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน อย่ามัวแต่มองหารักแท้จากใครที่ไหน จนลืมไปว่าในบ้านของเราก็มี
ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการท่องโลกไซเบอร์ เพื่อหลบหนีความเ็ปในโลกความเป็จริง ไหนๆก็ไหนๆอ่า ขอเปิดยูทูปแล้วฟังเพลง “ความเ็ป” ของปาล์มมี่ เพิ่มอรรถรสทางความรู้สึกอีกจะเป็ไร (ประชด)
“ใคร คนที่เคยรู้ใจ รอยยิ้มที่เคยรู้จัก กำลังจะหายลับไปทุกที” Google คือมิตรแท้ในยามยากกับความพยายามอ่านและหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการรักษะมะเร็ง
“คำพูดที่ซึ้งใจ ที่เคยว่ารักมากมาย ไม่มีอีกแล้วนับจากนี้” ไปเจอเื่ราวของคนอื่น บางคนเขาหนักกว่าผมอีก รวมไปถึงบทความดีๆในเว็ป mthai
“แต่คนจะไปก็ต้องไป รักเท่าไหร่แต่ฉันคงทำได้เท่านี้” มีข่าวที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ ของหนุ่มไทยที่ป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง เขาพยายามรักษามาหลายครั้ง แต่ไม่ดีขึ้น ทำให้ไม่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยตนเองได้ รวมถึงกังวลภาระที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมาดูแลเขา หากเขาอาการหนักจนถึงขั้นเป็ผู้ป่วยติดเตียง เขาจึงตัดสินใจเดินทางเข้ารับการ การุณยฆาต!ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
“ได้แต่ยินยอมรับความเ็ป และฉันจะอดทนแม้แทบขาดใจ ไม่อาจจะวิ่งหนีความจริงที่มันโหดร้าย
จะพร้อมจะยอมเข้าใจความเปลี่ยนแปลง” การุณยฆาต (Euthanasia) มาจาก eu แปลว่า “ดี” และ thanatos แปลว่า “ความตาย” หมายถึง ความตายอย่างสงบด้วยวิธีละมุนละม่อม เพื่อระงับความเ็ปแสนสาหัสของคนป่วยผู้ไร้หนทางเยียวยา
“จะอยู่เพื่อเรียนรู้ความเ็ป จะฝืนเดินต่อไป แต่ไร้เรี่ยวแรง และคงมีที่สักวันหนึ่ง ฉันจะเข้มแข็ง ถึงแม้ไม่รู้ต้องนาน สักเท่าไร” ผมหาข้อมูลลึกลงไปอีกว่าทานาทอส (Thanatos, กรีกโบราณ: θάνατος) เป็เทพองค์
หนึ่งในตำนานเทพของกรีก เป็เทพแห่งความความตาย เป็ผู้ที่สามารถควบคุมความตายของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลก เป็น้องชายฝาแฝดของฮิปนอส (Hypnos) เทพแห่งนิทราและเป็เทพผู้ช่วยของฮาเดส (Hades) จ้าวแห่งนรก ทานาทอสนั้นจะรับิญญาของผู้ที่ตายอย่างสงบไปยังยมโลก ถ้าจะให้อินกว่านี้ต้องเปิดดูเซนต์ เซย่า ภาคเ้านรกฮาเดสเลยไหม? เอาไว้ก่อนละกัน รึว่าจะโทรไปถามรถเก๋งให้สปอยภาคเ้าสมุทธโปเซดอนให้ฟังก่อนดี
“เธอ เธอเคยเป็ทุกสิ่ง จะขอขอบคุณทุกอย่าง ที่เคยให้ฉันจนวันนี้” ผมดึงสติกลับมาอ่านต่อพบว่าการุณยฆาตยังเป็การกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็ความผิดอาญาอยู่ในบางประเทศ และมีหลายคนไม่เห็นด้วยกับการฆ่าคนชนิดนี้เหมือนเป็การกระทำที่เป็บาป
“แต่คนจะไปก็ต้องไป รักเท่าไรแต่ฉันคงทำได้เท่านี้” การุณยฆาตต่างจากการฆ่าตัวตาย เพราะการฆ่าตัวตาย เป็ความคิดชั่วขณะนึง หรือที่เรียกว่า “การคิดสั้น” คิดหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ ผิดหวัง อกหัก สูญเสียครั้งใหญ่ จนอยากตายเพื่อหลุดพ้น รวมถึงคนที่มีอาการป่วยโรคซึมเศร้าแบบรุนแรง ทำให้สมองแปรปรวนจนคิดฆ่าตัวตาย ส่วนการการุณยฆาต เป็การตัดสินใจของคนไข้ที่ยังมีสติครบถ้วน ต้องผ่านการประเมินอาการของคนไข้จากทางแพทย์และจิตแพทย์ ว่าไม่มีทางรักษา ทุกข์ทรมานมายาวนาน และไม่ควรยื้อต่อไป
“ได้แต่ยินยอมรับความเ็ป และฉันจะอดทนแม้แทบขาดใจ ไม่อาจจะวิ่งหนีความจริงที่มันโหดร้าย
จะพร้อมจะยอมเข้าใจความเปลี่ยนแปลง” การการุณยฆาต มี 2 แบบ คือ Active Euthanasia คือ การเตรียมเครื่องมือฉีดยาให้คนไข้จากไปอย่างสงบด้วยตัวเอง และอีกแบบคือ Passive Euthanasia การหยุดรักษาตามความ้าของญาติหรือผู้ป่วยเอง และปล่อยให้คนไข้ค่อย ๆ จากไป
“จะอยู่เพื่อเรียนรู้ความเ็ป จะฝืนเดินต่อไป แต่ไร้เรี่ยวแรง และคงมีที่สักวันหนึ่ง ฉันจะเข้มแข็ง
ถึงแม้ไม่รู้ต้องนานสักเท่าไร” ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรับรองเื่การทำการุณยฆาต ที่ถือเป็การเร่งการตาย การุณยฆาตจึงแตกต่างจากการทำหนังสือแสดงเจตนา ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งถือเป็การแสดงเจตนาของบุคคลเพื่อที่จะกำหนดวิธีการดูแลรักษาของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต เป็การรับรองสิทธิของผู้ป่วยที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง (ที่จะขอตายอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยเครื่องมือต่าง ๆ จากเทคโนโลยีต่าง ๆ)
“และคงมีที่สักวันหนึ่ง ฉันจะเข้มแข็ง ถึงแม้ไม่รู้ต้องนาน..สักเท่าไร” พระพุทธเ้าทรงตรัสว่า “ให้บุคคลพึงสละทรัพย์สมบัติเพื่อรักษาอวัยวะ ให้บุคคลพึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต” และ “ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นชีวิตก็ยังมีค่า ไม่ควรที่ใครจะไปตัดรอนแม้ว่าชีวิตนั้นกำลังจะตายก็ตาม หากไปเร่งเวลาตายเร็วขึ้นแม้จะเพียงแค่วินาทีเดียวก็เป็บาป” เพราะชีวิตเป็ของประเสริฐสุดที่เราควรรักษาไว้
“ได้แต่ยินยอมรับความเ็ป และฉันจะอดทนแม้แทบขาดใจ ไม่อาจจะวิ่งหนีความจริงที่มันโหดร้าย
จะพร้อมจะยอมเข้าใจความเปลี่ยนแปลง” เพลงก็นะ ร้องซ้ำและก็บิ้วอารมณ์เหลือเกิน ต่อๆ ปัจจุบันประเทศที่อนุญาตให้ การุณยฆาต ถูกกฎหมาย คือ แคนาดา, สหรัฐอเมริกา (ในบางรัฐ), โคลอมเบีย, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรเลีย (ในบางรัฐ) และญี่ปุ่น
“จะอยู่เพื่อเรียนรู้ความเ็ป จะฝืนเดินต่อไป แม้ไร้เรี่ยวแรง และคงมีที่สักวันหนึ่ง ฉันจะเข้มแข็ง
ถึงแม้ไม่รู้ต้องนานสักเท่าไร” พระไพศาล วิสาโล เตือนสติว่า คนป่วยมีทางเลือกมากกว่านั้น คือ แม้ทุกข์กายเพียงใด แต่ใจไม่ทุกข์ เราน่าจะช่วยให้เขาสามารถ “อยู่กับความเจ็บป่วยและทุกขเวทนาได้โดยไม่ทุกข์ใจ” เช่น ช่วยให้เขาวางใจอย่างถูกต้อง รู้จักการทำสมาธิภาวนา แนะนำเขาให้ยอมรับความเจ็บป่วย และอยู่กับมันได้โดยไม่ผลักไส เพราะยิ่งผลักไสปฏิเสธความเ็ป ก็ยิ่งทุกข์ การปฏิเสธการรักษาหรือการแทรกแซงทางการแพทย์เมื่ออยู่ในภาวะดังกล่าว ไม่ใช่เป็การฆ่าตัวตาย แต่เป็การยอมรับความตายที่กำลังจะมาถึงและเมื่อรู้ว่าใกล้จะตายแล้วก็เลือกที่จะตายอย่างสงบโดยให้เป็ไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าไม่แสดงเจตจำนงล่วงหน้าหรือไม่ได้มีการพูดคุยกับญาติจนเห็นพ้องต้องกัน หากผู้ป่วยหมดสติ ไม่รู้สึกตัว ญาติและหมอก็อาจจะใช้ทุกวิธีการทางการแพทย์ซึ่งมักสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วย และต่อมาก็อาจก่อความทุกข์และความเดือดร้อนแก่ญาติได้
“และคงมีที่สักวันหนึ่ง ฉันจะเข้มแข็ง ถึงแม้ไม่รู้ต้องนาน..สักเท่าไร” ดังนั้นเพื่อเป็การตัดปัญหา ผู้ป่วยจึงควรแสดงเจตจำนงล่วงหน้าให้ชัดเจนหากไม่้าให้มีการยื้อชีวิตในสภาพที่ไม่รู้สึกตัวและใกล้ตายแล้ว
จุดเปลี่ยนในชีวิตของคนเราอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว แต่สิ่งสำคัญคือศักยภาพในตัวเราที่สามารถ “เปลี่ยนแปลงตัวเองได้เสมอ” ผมลองคิดทบทวนดูอีกครั้ง จริงๆแล้วตอนนี้ไม่ใช่แค่ร่างกายผมที่ป่วย จากสถิตพบว่ามะเร็งต่อมลูกหมากพบมากในเพศชายที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ถ้าผมมัวแต่โทษโชคชะตา โทษฟ้า โทษดิน โทษเวร โทรกรรมว่า ทำไมมันเกิดขึ้นกับผม? ทำไมต้องเข้าห้องน้ำปัสสาวะบ่อยๆบางทีก็มีเืปน? เห็นแล้วก็ใจเสีย ทำไมรู้สึกอ่อนเพลีย? ทำไมเบื่ออาหา? ทำไมน้ำหนักลด? ทำไมถึงปวดหลังมาก ปวดร้าวกระดูกเหมือนร่างกายจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ? ทำไม?และก็ทำไม? ฟุ้งซ่านไปหมด ทั้งหมดเป็เพราะผมยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับความเจ็บป่วยไม่ได้ ใจผมเลยป่วยตาม เมื่อคนเราเสียกำลังใจคนเราก็หวังขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ยิ่งเราคาดหวังมากเท่าไหร่ เรายิ่งผิดหวังมากเท่านั้น ผมจะหันกลับมาฝึกฝนจิตใจไม่ให้ป่วยเป็โรคมะเร็งอีกต่อไป ผมจะต้องฝึกความอดทนต่อความเจ็บป่วยทางกายให้ได้ จากจุดเริ่มต้นง่ายๆ คืออาหาร แม่ผมอ่านเจอ 9 สูตรอาหารต้านมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มีอยู่ว่า
1. กินผักหลากสีทุกวัน2. ขยันหาผลไม้เป็ประจำ
3. ทำอาหารธัญพืชและเส้นใย4. ใส่เครื่องเทศเสริมรสชาติอาหาร
5. เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ6. อย่าละลืมปรุงอาหารถูกวิธี
7. หลีกหนีอาหารไขมัน8. หมั่นลดบริโภคเนื้อแดง
9. เกลือแกงอาหารหมักดองต้องน้อยลง
“เราลองหาพืชผัก ผลไม้ ออแกนิคมาทำอาหารเย็นกินกันดีไหมแม่"
"ดีมากเลยลูก มาทำอาหารเย็นด้วยกันเน้อ" ผมยอมรับว่าอาหารดีมีประโยชน์ รสชาติไม่ได้อร่อยอะไรมากมาย แต่ใจผมบอกว่ามันอร่อยเพราะผมเห็นความตั้งใจของแม่ในการคัดสรรค์วัตถุดิบ ปรุงอย่างถูกสุขลักษณะและที่สำคัญมันคือ่เวลาที่ผมมีความสุขและทำให้ใจของผม “หยุด” ท่องคำว่าป่วยเป็มะเร็งได้สักพัก
การฝึกฝนจิตใจขั้นที่สอง ผมสัญญากับตัวเองว่าจะออกกำลังกายให้ได้ การบอกตัวเองให้ลุกจากเตียงขึ้นมายืดเส้น ยืดสายเป็เื่ยากและเ็ปเหมือนจะขาดใจตาย วันแรกทำได้แค่แกว่งแขนไปมา แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจที่สุดคือคุณแม่ของผมในชุดออกกำลังกาย แม่ยังคงอยู่เคียงข้างผมเสมอ จากแกว่งแขนในวันแรก เป็เดิน จากเดินเป็ วิ่งเหยาะๆ จนไปถึงวิ่งได้เป็กิโลเมตรภายในหนึ่งเดือน ผลที่ได้คือพุงยุบลง เห็นกล้ามเนื้อลางๆ หลับสนิท และมีความสุขกับตัวเองมากขึ้น ร่างกายคนเราเป็สิ่งมหัศจรรย์จริงๆ ถ้าใจเรารู้ ร่างกายเราก็สู้ พระอาทิตย์ในตอนเช้าทำให้วิวสองฝั่งโขงสวยงามมากเพียงใดก็ไม่อาจเทียบกับความสุขในใจผมในขณะนี้เพราะคนที่วิ่งนำหน้าและหันกลับมาดูผมเป็ระยะๆในตอนนี้คือคุณแม่ของผมเอง ั้แ่พี่ตูนบอดี้ สแลมมีโครงการก้าวคนละก้าว คนไทยส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้ทางจังหวัดจัดงานวิ่งมาราธอนข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว มุกดาหารถึงสะหวันนะเขต ไม่ได้ทำให้สองแม่ลูกอย่างเราหวั่นเลยสักนิด แม่เป็คนอาสาไปลงทะเบียนและรับเสื้อมาเพื่อลงแข่ง ออ ตอนนี้ผมยังเป็มะเร็งเหมือนเดิมนะครับ เข้าระยะที่ 3 แล้วด้วยความเ็ปไม่ได้ลดลงเลย บางครั้งอาการทรุดหนักลงด้วยซ้ำ แต่ใจผมสู้ครับ ผมไม่ได้หวังจะเอาชนะใครในการแข่งวิ่งมาราธอน ผมขอแค่ชนะใจตัวเองก็พอ
ในวันงานมีคนมาร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ผมได้กำลังใจอย่างท่วมท้นจากหลายๆคนที่ทราบข่าวผมและต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่าทุกวันนี้คนป่วยเป็มะเร็งเยอะจริงๆ และอยากให้ผมไปพูดให้กำลังใจเพื่อนผู้ป่วยตามที่ต่างๆ นั่นทำให้ใจของผมรู้สึกฮึกเหิม เพราะผมไม่รู้ว่าผมจะมีชีวิตได้อีกนานเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยๆ คำพูดของผมอาจเป็แรงบัลดาลใจให้เขาเ่าั้ลุกขึ้นรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บอันเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตที่ใครๆก็ต้องพบเจอ
ผมได้ยินเสียงกรี๊ดๆของเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวดังมาแต่ไกล ผมแทบไม่อยากเชื่อสายตา ว่าจะได้พบกับ “ไลลา” ไอดอลสาวแห่งความหวังอีกครั้ง เธอยังคงน่ารักสดใสเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ Wheel Chair อันเป็ผลมาจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน แม้เคยเป็ข่าวดังมากในตอนนั้น แต่ไม่เคยมีใครรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงและเธอหายไปจากวงการั้แ่วันนั้น ไลลาพูดคุยกับทุกคนอย่างเป็กันเองและไม่ถือตัวลย จนถึงเวลาปล่อยตัวเธอได้ขอแทรกตัวมาอยู่ตอนท้ายๆเพื่อไม่อยากให้ใครๆต้องวิ่งช้าลงเพราะเธอจนมาอยู่ใกล้ๆกับผม (ที่รั้งท้ายอยู่ก่อนหน้านั้น)
"คุณไลลายังสวยเหมือนเดิมเลยนะคะ ป้าขอเซลฟี่ด้วยนะคะ" แม่ผมว่องไวดุจสายฟ้าของเทพทอร์กับค้อนโยเนียร์ของเขา
"ได้เลยคะคุณพี่ ถ่ายรูปด้วยกันคะ" ไลลา สวยจัง เห้ย ผมหมายถึงเธออัธยาสัยดีจังต่างหากครับ ผมหน้าแดงสะงั้น
"เต้ มาถ่ายรูปด้วยกันเร็ว" แม่ชวนและผมก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร แค่ประหม่าเล็กน้อย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมพยายามอยากจะอยู่ใกล้ชิดเธอมากแค่ไหน อยากตามไปดูคอนเสิร์ตทุกที่จนจะบ้าคลั่งตายแต่ผมไม่เคยมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดเธอเลยแม้เพียงครั้งเดียว
"มาถ่ายรูปด้วยกันคะเต้" ผมไม่อยากเชื่อว่าไลลาเรียกชื่อผม มันยิ่งกว่าฝันที่เป็จริง เธอคือเทพีแห่งความหวังที่ทำให้คนสมหวังจริงๆสินะ หัวใจของผมรู้จักคำว่า “ฟิน” กับเขาก็วันนี้แหละ พวกเราไม่ได้รีบเร่งที่จะวิ่งให้ชนะใครเลย ขอแค่ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวๆจนถึงจุดหมายปลายทางก็พอ ไลลาวิ่งนำหน้าพวกเราไป แม่ผมวิ่งตาม และผมรั้งท้าย (คนสุดท้ายจริงๆ) แสงแดดในตอนเช้าสะท้อนประกายเส้นผมที่พริ้วไสวไปกับสายลม เธอช่างงดงามจริงๆ ไลลายังคงใช้แขนทั้งสองข้างค่อยๆเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ไม่มีคนคอยติดตาม ไม่มีนักข่าวรุมสัมภาษณ์ เธอคงค้นพบความสุขที่แท้จริงจากการเอาชนะใจตัวเอง มี่ในการวิ่งที่ต้องขึ้นทางลาดชันตามความโค้งของสะพาน ไลลาเคลื่อนที่ได้ช้าลง
"ผมขอช่วยนะครับ" ผมรีบเขาไปหาเธอ
"ไม่เป็ไรคะเต้ ลำบากเต้ป่าวๆ"
"ผมยินดีครับ"
"ขอบคุณมากนะคะ งั้นรบกวนออกแรงบางส่วนนะคะ เราอยากไปถึงเส้นชัยด้วยตัวเองคะ" ผมสบตาและได้พบกับแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังอันบริสุทธิ์ ผมตกหลุมรักเธอมาแต่ไหนแต่ไร และผมยิ่งตกหลุมรักเธอ ลึกซึ้งจนไม่อาจจะถอดถอนใจ หน้าผมแดงกว่าเดิม จนแม่ผมสังเกตเห็นและเป็ห่วงกลัวอาการจะกำเริบ แต่ไม่เป็ไรครับแม่ ถ้าผมตายตอนนี้จริงๆ ผมคงจะจากไปอย่างสงบและศพผมคงเป็สีชมพูแน่ๆครับ ถ้าผมจะได้รับความกรุณาเมตตาให้ได้รับการุณยฆาตจากเธอผู้นี้ ผมยินดีครับ เรายังคงวิ่งกันต่อไป ระยะทางถึงจะไกลแค่ไหน เราก็ไม่เคยบ่น แต่กลับกลายเป็ว่าระยะทางหลายกิโลเมตรนี้ช่วยให้ผมได้รู้จักกับเธอมากยิ่งขึ้น เราพูดคุยกันจากเื่ทั่วๆไปจนผมบอกออกไปว่าเป็มะเร็ง เธออึ้งและไม่อยากเชื่อว่าผมจะมาลงวิ่งมาราธอนได้ขนาดนี้ แต่กลับเป็ผมเองที่อึ้ง ทึ่งไปหลายวินาทีที่ได้รู้ว่าไลลาลงวิ่งมาราธอนมาแล้วหลายรายการ
"โอโห สุดยอดมากครับครับคุณไลลา" ผมเอ่ยปากชมเชยเธอผู้ไม่แพ้ด้วยใจจริง
"ถ้าใจเราสู้ ร่างกายเราก็สู้คะ ทั้งหมดคือการฝึกฝนทางใจล้วนๆ" ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ บอบบางอย่างเธอจะมีจิตใจที่เข้มแข็งขนาดนี้ บางทีผมก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าผมเป็เธอ ผมจะผ่านมันไปได้อย่างไร
"เคยโทษโชคชะตา เวรกรรมบ้างไหมครับ" ผมถามคำถามที่ดูงี่เง่าและแสดงความเปราะบางเหลือเกินในจิตใจผมเองออกมา แย่จริงๆ
"เคยซิคะ แต่โทษไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ใช้ชีวิตต่อไป ก้าวเดินต่อไปและให้มันเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตเราและอย่าปล่อยให้มันทำร้ายจิตใจเราเองคะ เอาชนะจิตใจตัวเองได้ก็พอคะ" ผมรับรู้ได้ในทันทีว่าเธอเกิดมาเพื่อเป็ไอดองแห่งความหวังอย่างแท้จริง เพลง Love Waiver ในใจผมบรรเลงและมีเธอเป็ผู้ร้องนำ ถ้าโชคชะตาทำให้ผมป่วยเป็มะเร็งในวันนั้น โชคชะตาก็ทำให้ผมได้เจอกับเธอในวันนนี้ ธรรมชาติมันเป็แบบนี้ ผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทุกวินาทีให้คุ้มค่ารวมไปถึงการพูดให้แรงบันดาลใจกับผู้ป่วยคนอื่นๆ
"ความหวัง คือ กำลังใจ พลังไร้ขีดจำกัด ออกผจญภัย หากล้ม เราจะลุกขึ้นยืนใหม่ พุ่งทะยานสู่เส้นชัย" ผมใส่หูฟังและวิ่งไปพร้อมกับเธอผู้มีรอยยิ้มแห่งความหวัง ระยะทางแม้จะไกลแค่ไหน แต่ตราบใดที่ใจเรายังสู้ ทุกๆก้าวที่ออกเดินระยะทางก็จะสั้นลงๆ เส้นชัยก็จะยิ่งใกล้เข้ามาๆ เธอไม่บ่นเลยสักนิดทั้งๆที่เหงื่อไคลไหลย้อยเต็มตัว ส่วนคุณแม่ของผมวิ่งบ้าง เดินบ้างแต่แม่มีความสุขกับการได้พูดคุย ทักทายกับคนแปลกหน้าที่มาลงวิ่งด้วยกันในวันนี้เป็วันดีๆในรอบหลายปีที่ทำให้ผมยิ้มได้ บางทีเส้นชัยที่รอเราอยู่ข้างหน้าอาจจะไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับการค่อยๆพยายามเอาชนะใจตัวเองทีละเล็กทีละน้อยด้วยทุกๆก้าวที่เราวิ่งและเื่ราวดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
"เย้ ถึงเส้นชัยแล้วนะเต้" ไลลาดีใจกับเหรียญอันใหม่ที่เธอได้รับ แม้จะพูดได้ว่าพวกเราคือกลุ่มท้ายๆที่เข้าเส้นชัย
"เก่งมากเลยครับคุณไลลา" ผมชมเชยเธอจากใจจริง
"จะเที่ยงแล้วคุณไลลาหิวไหมคะ ไปทานข้าวเที่ยงบ้านป้าไหม อยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง ป้ากับเต้ทำกับข้าวเองกับมือ เมนูผักปลอดสารพิษ" แม่เอ่ยปากชวน
"เกรงใจจังเลยคะคุณพี่" เธอปฏิเสธอย่างสุภาพ
"ถ้าไม่มีธุระเร่งด่วน เชิญทานข้าวด้วยกันนะครับ เผื่อคุณไลลามีโอกาสได้เผยแพร่เมนูอาหารต้านมะเร็ง" ผมชวนเธอและไลลาคิดทบทวนอยู่สักพักก่อนจะตอบว่า
"รบกวนด้วยนะคะ" นั่นเป็อาหารมื้อแรกที่เราลงมือปรุงอาหารและทานด้วยกัน ไลลาสนใจสูตรและเมนูอาหารมากและชวนผมร่วมทริปไปกับมูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มาจัดที่จังหวัดมุกดาหาร ผมกับแม่สนใจและอยากไปช่วยงานของมูลนิธิซึ่งจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้และนัดหมายวัน เวลา สถานที่แล้วไลลาได้โทรให้ทีมงานมารับ
วันงานเราได้เห็นเพื่อนคนป่วยคนอื่นๆ ผมแอบกังวลว่ามันจะทำให้ผมรู้สึกใจเสียไปกว่าเดิม แต่เปล่าเลย ไลลาในฐานะหัวหน้ากลุ่มงานของมูลนิธิกลับเป็เหมือนแสงสว่างที่ช่วยเหลือคนกำลังหลงทางหลายต่อหลายคน “การให้” ทำได้ไม่ยากเลย รอยยิ้มของเธอทำให้โลกทั้งใบของใครหลายๆคนน่าอยู่ขึ้นตั้งเยอะ เป็ครั้งแรกที่ผมได้เล่าประสบการณ์การป่วยเป็มะเร็งและแนะนำให้ทุกคนตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนคุณแม่ของผมได้เล่าสูตรและเมนูการทำอาหารจนผู้ป่วยหลายๆคนขอร้องให้คุณแม่ไปช่วยสอนที่บ้าน แม่ของผมมีความสุขมาก
"เสร็จงานเราจะไปเที่ยวภูผาเทิบกัน ไปด้วยกันไหมคะ" ไลลาชวนพวกเรา
"ป้าไม่ได้ไปนานแล้ว ดีเลยจ้า รบกวนด้วยนะคะ" คุณแม่ใจตรงกันกับผม ที่ห่างออกไปไม่กี่สิบกิโลเมตร บริเวณกลุ่มหินเทิบเป็แหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น มีความอุดมสมบูรณ์แห่งผืนป่า มีประติมากรรมหินทรายรูปร่างแปลกตา เช่น หินเก๋งจีน ดอกเห็ด เครื่องบิน จระเข้ มงกฏ หอยสังห์ เป็ต้น หินทรายรูปทรงดอกเห็ดหนึ่งในกลุ่มหินทรงพิสดารจากการกัดเซาะของกระแสลมและน้ำนานนับล้านปี ใน่ปลายฝนต้นหนาวบริเวณลานหินทรายจะมีดอกไม้กินแมลงจำพวก สร้อยสุวรรณา ดุสิตา และหยาดน้ำค้างบานสะพรั่งไปทั่วลานหิน จากที่จอดรถไปยังกลุ่มหินเทิบอยู่ไม่ไกลกันมาก ผมอาสาพยุงไลลากับน้องในมูลนิธิพาเธอไปนั่งชมพระอาทิตย์ตกดิน ในขณะที่ทุกๆคน (รวมทั้งแม่ของผมสนุกอยู่กับการถ่ายรูป)
"เคยมาเที่ยวไหมครับ" ผมขอนั่งข้างๆไลลาแล้วชวนเธอคุย
"เคยมาตอนทัวร์คอนเสิร์ตคะ แต่ไม่ค่อยน่าจำเท่าไหร่" เธอพูดเป็ใน
"ทำไมละครับ" โดยไม่ได้ตั้งใจ เหมือนความเผือก เอ้ย ความห่วงใยมันทำให้พูดออกไป
"เป็ที่ๆเคยมากับเขาสองคนคะ" เหมืนเธอจะพูดถึงเื่คนรัก
"เขาไม่ได้มาด้วยหรอครับ" ผมยังคงพยายามซักถาม
"ไม่คะ เรามาด้วยกันแค่ครั้งเดียว แล้วเกิดเื่สะก่อน" เธอเผยความในใจ
"อุบัติเหตุใช่ไหมครับ"
"ใช่คะ" น้ำตาเธอไหลเป็สาย เพราะไม่อาจพูดถึงอะไรบางอย่าง ทำได้แค่ระบายมันออกมาผ่านทางน้ำตา
"คุณไลลาเล่าให้ผมฟังได้นะ เผื่อมันจะดีขึ้น" ผมเอามือวางบ่นไหล่ของเธอและปลอบใจ
"เต้ เคยแอบรักเพื่อนป่าว" เธอเริ่มพูดมันออกมา
"ไม่ครับ ต้องพูดว่าไม่เคยมีแฟนถึงจะถูก ป่วยเป็มะเร็งสะก่อน" เราปรับทุกข์กัน
"คือเราแม่งพยายามแล้วเว้ย พยายามคิดว่าเป็แค่เพื่อน
แค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น เรามีโอกาสได้ใกล้ชิดกัน มันหักห้ามใจไม่ไหวจริง"
"หมายถึงเจตน์ตะวันหรอครับ" ผมตีความจากคำว่าเพื่อนร่วมงานและข่าวซุปซิปนินทาที่ทำให้ผมเกิดอาการหึงหวง(ไปเอง)ใน่นั้นแต่มันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ไลลาอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะยอมรับและเพิ่มระดับการระบายความทุกข์ในใจออกมาไม่ยั้ง
"เจตน์ แม่ง ให้ความหวังเรา ทำตัวใกล้ชิดกับเราจนเราคิดว่ามีใจให้เราเหมือนกัน
วันนั้นเราปาร์ตี้กันหลังคอนเสิร์ต เราเมา เราขับรถกลับ เราไม่กล้าถามมันตรงๆไง
เราโทรถามมัน มันตอบสั้นๆว่าคิดกับเราแค่เพื่อน
มันบอกว่ามันมีคนที่มันชอบอยู่แล้ว" นี่เป็ครั้งแรกที่ผมได้รู้ถึงสาเหตุของอุบัติเหตุที่ทำให้อนาคตของคนๆหนึ่งพังทลายได้ขนาดนี้ คงเป็สิ่งที่น่าละอายกับการเป็พรีเซนต์เตอร์รณรงค์โครงการเมาไม่ขับ แต่กลับทำแบบนั้นเสียเองจากคำพูดไม่กี่คำ ผมเข้าใจเธอว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะปิดข่าวและหายไปจากวงการแล้วมาทำงานมูลนิธิอื่นอยู่เงียบๆ
"อย่างน้อยๆเราก็ได้รักใครสักคนนะครับ แม้จะไม่สมหวัง แต่อย่างน้อยๆหัวใจเราก็เคยได้รักใครสักคน" ผมปลอบใจเธอ เธอร้องไห้หนักขึ้นแล้วซบลงบนไหล่ของผม พยายามเอามือปิดปากและก้มหน้าไม่อยากให้ใครเห็นเธออ่อนแอ แต่คนเรามันก็มีบาง่เวลาบ้างแหละ ไม่เว้นแม้แต่กับไอดอลแห่งความหวัง เพราะแท้จริงแล้วเธอก็คือผู้หญิงธรรมดาๆที่รักใครและเสียใจเป็เหมือนกัน เรานั่งดูตะวันลับขอบฟ้า คราบน้ำตาเธอค่อยจางหาย ผมยังคงนั่งอยู่ข้างๆเธอไม่จากไปไหน
หลังจากวันนั้นผมและแม่ได้เข้าร่วมมูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และมีโอกาสเดินทางไปยังภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย ผมยอมรับว่าบางทีร่างกายผมก็แทบจะทนไม่ไหว แต่ความสุขจากการได้ช่วยเหลือเพื่อนผู้ป่วยผู้ยากไร้เติมพลังใจให้ผมฝืนใจไปต่อ ผมกับไลลาสนิมสนมกันมากขึ้นและดูเหมือนแม่เองก็จะรู้ว่าผมเองมีใจให้กับเธอและพยายามเปิดโอกาสให้เราสองคนอยู่ใกล้ชิดกัน เดี๋ยวก็ขอตัวไปทำอาหารให้คนป่วย เดี๋ยวก็ไปถ่ายรูปดูแล้วแม่มีความสุขมากขึ้นกว่าการอยู่กับผมสองคนที่บ้านแต่ผมรับรู้ได้ว่าแม่จะเฝ้าดูผมอยู่ห่างๆและคอยเตือนเื่การทานยาและไปพบหมอ พอผมมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดไลลา ผมก็เพิ่งทราบว่าเธอเป็อัมพฤกชั่วคราวและมีโอกาสกลับมาเดินได้จากการทำกายภาพบำบัดผมอาสาไปพบหมอเป็เพื่อนและช่วยเื่การทำกายภาพบำบัด หัดเดินและเริ่มขยับขาได้บ้าง ส่วนผมแม้อาการจะไม่ดีขึ้นเลยก็ตาม แล้วไง ผมเป็คนป่วยที่โคตรมีความสุขเลยและพอใจกับชีวิตที่เป็แบบนี้แล้ว
ล่าสุดมีโครงการพาผู้ป่วยไหว้พระขอพร “พุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์” กับการเล่าขานตำนานหลวงพ่อลอยน้ำ 5 พี่น้อง เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ข้าศึกได้เผาไฟเพื่อหลอมเอาทองที่หล่อจากองค์พระพุทธรูป ชาวบ้านเองก็้าจะรักษาพระพุทธรูปไว้ จึงเอาปูนบ้าง รักดำบ้าง ไปพอกไว้ที่องค์พระเพื่อให้ดูไม่สวยงามและปกปิดความมีค่าไว้จากข้าศึก แต่เมื่อไม่อาจปกป้องได้ไหวจึงขนย้ายพระพุทธรูปสำคัญลงแพไม้ไผ่ล่องมาตามแม่น้ำเพื่อไม่ให้ข้าศึกทำลาย ด้วยน้ำหนักขององค์พระ เมื่อวางพระลงบนแพไม้ไผ่จึงดูเหมือนพระพุทธรูปลอยมาตามน้ำ จนผู้ที่พบเห็น ถือเป็เื่ปาฏิหาริย์ที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่น้ำหนักมากจะสามารถจะลอยน้ำได้ พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์นี้ ถือเป็พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้คนหลั่งไหลมาเคารพสักการะมิได้ขาด
“หลวงพ่อโสธร” แห่งแม่น้ำบางปะกง วัดโสธรวรารามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ท่านเตือนสติเราว่าควร “มีความเมตตา กรุณาต่อกัน”
“หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา” แห่งแม่น้ำเพชรบุรี วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ท่านเตือนสติเราว่าควร” “ทำมาหากินด้วยอาชีพที่สุจริต”
“หลวงพ่อโต” แห่งคลองสำโรง แม่น้ำเ้าพระยา วัดบางพลีใหญ่ใน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ท่านเตือนสติเราว่าควร “ระมัดระวังในเื่ความรักใคร่ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”
“หลวงพ่อวัดไร่ขิง” แห่งแม่น้ำนครชัยศรี วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม ท่านเตือนสติเราว่าควร “ซื่อสัตย์ต่อความดี ต่อหน้าที่ ต่อการงาน ต่อคำพูดและต่อผู้อื่น”
และ “หลวงพ่อบ้านแหลม” แห่งแม่น้ำแม่กลอง วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม) ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรา ท่านเตือนสติเราว่าควร “ใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ประมาท”
แท้จริงแล้วพระพุทธรูปทั้ง 5 องค์กับปาฏิหารย์แห่งสายน้ำนี้ท่านเตือนสติเราว่าควรรักษาศีล 5 เพื่อความปกติสุขของชีวิตนั้นคือปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้นได้จริงๆกับชีวิตคนเราทุกคน ไลลาได้ขึ้นพูดเพื่อปิดการเดินทางหลังจากนั่งเรือชมหิ่งห้อยยามค่ำคืนริมแม่น้ำแม่กลอง
“ผมชอบที่คุณไลลาพูดมากเลยนะครับ คนเราสมัยนี้เข้าวัดเพื่อไปบนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พอสมหวังแล้วก็หวังยิ่งขึ้นไปอีก พอผิดหวังก็โทษสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ผมชวนไลลาคุยริมระเบียงติดฝั่งแม่น้ำแม่กลอง เห็นแสงรำไรของหิ่งห้อยอยู่ไกลๆ ลมเย็นๆพัดไหว รู้สึกสบายจนไม่อยากลุกไปไหน
“เต้เชื่อเื่ปาฏิหารย์หรือเปล่า” ไลลาถามผม
“ไม่รู้ดิ เราว่าทุกวันนี้เราพอใจกับสิ่งที่เรามีเลยไม่ได้หวังให้มีปาฏิหารย์อะไร”
“ถ้าปาฏิหารย์มีจริงเราขอให้เต้หายจากโรคมะเร็งนะ”
“ขอบคุณมากครับ เราไม่อยากหวังอะไรมากไป ไม่อยากผิดหวัง”
“แต่คนเราก็อยู่ได้เพราะความหวังนะ อย่าเพิ่งทิ้งความหวังไปสะก่อนละ”
“จริงๆเรามีความหวังในใจลึกๆอยู่ หวังเอาไว้มาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยเป็จริง”
“หวังว่าอะไร เล่าให้เราฟังได้ไหม” ผมเงียบไปสักพักใหญ่ๆก่อนจะรวมรวมความกล้าบอกเธอออกไป
“หวังว่าไอดอลแห่งความหวังที่เราชื่นชอบมาตลอดจะเป็แฟนเราได้ไหม” ผมสบตาและบอกความนัยกับเธอ
“....(เงียบกริบ)...” เธอหลบหน้าและไม่พูดอะไร และผมก็ไม่ได้รบเร้าคำตอบอะไรจากเธออีก เราเปลี่ยนเื่คุยแล้วก็ยังคงดื่มด่ำกับบรรยากาศดีๆสักพักใหญ่ๆก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน ผมแอบหวั่นๆในใจว่าความเงียบคือการปฏิเสธอย่างสุภาพหรือเปล่าแต่เธอผมก็ยังหวังเล็กๆในใจว่าเธอรัก ได้แต่หวังว่าผมมีโอกาส ที่เธอจะเลือกผม เพลงดังสมัยผมเป็วัยรุ่นของวงบางแก้วเล่นวนไปในใจผม
หลายปีต่อมา ……
หลังงานแต่งงานของจูนกับธันวา ผมได้รับโทรศัพท์จากยู จะเรียกว่าหนุ่มหรือสาวดี แต่ที่แน่ๆผมเป็อีกคนที่ขอการันตีว่าความหล่อไม่ได้น้อยไปดาาายคนไหนเลย ยูโทรมาพูดถึงเื่บ้านเก่าๆของผมที่เป็สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเื่ราวการอพยพั้แ่สมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อโฮจิมินห์เริ่มเข้ามาก่อตั้งกองกำลังเพื่อกลับไปกู้ชาติจนสามารถเอาชนะฝรั่งเศสและประกาศเอกราช และเมื่อสิ้นสุดาโลกครั้งที่สอง มีการทำากับสหรัฐอเมริกาทำให้ชาวเวียดนามอพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาอยู่แถวภาคอีสานของไทย บ้านของผมได้รับการคัดเลือกให้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมในโครงการอนุรักษณ์บ้านญวน ริมโขง ที่ยู จูนและธันวาพยายามผลักดันจนเป็ผลสำเร็จและได้รับงบประมาณสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและบริษัทเอกชนอีกหลายแห่งที่ร่วมกันทำ CSR เพื่อคืนกำไรให้สังคม ผมดีใจยิ่งกว่าหายป่วยจากมะเร็งสะอีก (มาถึงจุดนี้ จะหายป่วยหรือไม่หายก็ช่างมันเถอะ) และคนที่ดีใจที่สุดคือผู้หญิงที่ผมรักที่สุดที่กำลังอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยๆชื่อน้อง “ไอโอ” นางฟ้าตัวน้อยๆลูกสาวของจูนกับธันวา ผู้ได้ชื่อมาจากเทพธิดาในปกรณัมป์กรีกกับความพยายามของคนสมัยโบราณในการอธิบายที่ไปที่มาของลวดลายดวงตาบนขนของนกยูง
“ถึงจะไม่ได้เป็อย่างที่หวังเอาไว้ แต่ก็ดีกว่าที่หวังเอาไว้มากเลย” ผมพูดกับยูที่คุมการก่อสร้างอยู่
“แล้วพี่เต้ยังอยากสร้างบ้านหลังนั้นอีกไหม” ยูถามเื่ที่ยังค้างคาใจ
“ไม่แล้วละ แบบนี้ดีแล้ว” ผมพูดความนัยใจ
“แม่ ถ้าวันนั้นมาถึง ไม่ต้องให้หมอยื้อชีวิตผมนะแม่ ผมอยากจากไปแบบสงบ ไม่ทรมาณ” ผมกับแม่กอดกันแน่นและร้องไห้ คุณคิดดูซิว่าจะมีแม่คนไหนทำใจได้ถ้าลูกของเขาต้องจากไปจริงๆ แต่แม่ของผมเข้มแข็งจริงๆ เราสองผ่านเื่เลวร้ายมาด้วยกันตั้งมากมาย เราสองคนทำดีที่สุดแล้ว เตรียมตัว เตรียมใจและทำใจกับเื่นี้ไว้แล้ว ต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมยอมรับมันและจะใช้เวลาทุกวินาทีเหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด
นี่ละครับนิยามความรักของผม ความรักที่มีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเกี่ยวข้องจนทำให้ผมเข้าใจว่ารักแท้อยู่ไม่ไกลเลยสักนิด แต่ที่ผมเล่ามามันอาจจะย้อนแย้งกับเื่ที่พี่มาร์ส ที่ยืนคุยงานกับยูและธันวาอยู่ตรงโน้น (ส่วนแม่ของผม จูนและน้องไอโอเล่นกันอยู่ใต้ร่มไม้) ผมก็จะเล่าให้ฟังครับว่าเกิดอะไรขึ้น
หลายเดือนหลังจากทริปไหว้พระหลวงพ่อห้าพี่น้อง ……….
ผมกลับมาพักที่บ้านและปล่อยวางเื่ของไลลาไปแล้ว ระหว่างที่ผมฝึกวิ่งใน่เย็นของฤดูหนาวที่ปีนี้ดูจะหนาวมากกว่าทุกปี เพื่อลงวิ่งมาราธอนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก ที่จังหวัดหนองคาย ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าพร้อมกับคุณแม่ตามคำชวนของนายกันต์ ตำรวจหนุ่มสุดฮอตที่โด่งดังในเพจหลงรักคนในเครื่องแบบ รุ่นน้องจากวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยเดียวกันกับผม จู่ๆผมก็ได้รับโทรศัพท์จากไลลา
"หวัดดี เป็ไงมั่ง ไม่ได้คุยกันตั้งนาน สบายดีนะ"
"สบายดี คุณละเป็ไงมั่ง่นี้ไม่ค่อยได้เจอกันเลย เราเตรียมตัวลงวิ่งมาราธอนที่หนองคายอ่ะ"
"จริงดิ เหมือนกันเลย"
"ดีเลย ไว้เจอกันที่หนองคายนะ"
"เต้ ว่างรึป่าว พอดีเรามาเที่ยวที่ภูผาเทิบ มาเจอเราได้ไหม" ไลลาเอ่ยปากชวนผมโดยไม่ทันตั้งตัว
"ตอนนี้เลยเหรอ ได้ดิ รอสักครึ่งชั่วโมงนะ"
"เรารออยู่ที่เดิมนะ" เหมือนระบบออโต้ทำงาน ผมรีบขับรถไปหาเธอ แม่ผมก็งงว่าเกิดอะไรขึ้นจนต้องเปลี่ยนแผนการซ้อมวิ่งกันกระทันหัน แม่รอผมอยู่ที่จอดรถ ผมรีบเดินไปหาเธอและก็เป็อย่างที่ผมคิดจริงๆ เธอไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวมาด้วย
"มาได้ไงเนี่ย ไม่ทันตั้งตัวเลย" ผมทักทาย
"มุกดาหารหนาวมาก" เธอบ่นอุบ
"อะใส่ซะ" ผมถอดเสื้อกันหนาวไปสวม นั่งคุยกันดูตะวันที่กำลังลับขอบฟ้าเหมือนที่เคยเป็มา เพราะว่า ...
“ เส้นทางยาวไกล
มีเพียงแสงรำไรในหมอกสีจาง
บางครั้งดูอ้างว้าง
มีเพียงเสียงฝีเท้าตลอดทาง
ช่างไร้จุดหมาย ซ้ำร้ายมีหมอกอำพราง
ขอบคุณไออุ่นจากใคร
คนที่เขาเอาใจใส่ มาห่มให้
กลายเป็เสื้อคลุมตัวใหญ่
ถักทอด้วยความห่วงใย ที่เราใฝ่หา
เสื้อคลุมที่ไม่เคยคลายความอบอุ่นตามกาลเวลา
ถึงจะห่มด้วยแผ่นดินผืนฟ้า
แต่หนานุ่มอุ่นใจ
เพราะไออุ่นจากคนอยู่ไกล
คนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน
ใครหนอใคร เธอไง
คนสำคัญที่สุดของหัวใจ”
ผมแต่งกลอนเปล่าที่เคยเรียนมาตอนสมัยมหาวิทยาลัย ที่ไม่ต้องบังคับัันอกััในอะไรมากมายตามหลักการมากเกินไป แค่ให้คำและความคิดในใจเราได้หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาจึงเรียกว่า "ความงดงามที่แท้จริงของชีวิต" แด่ไลลา (จะเรียกว่ากลอนได้เหรอ ไม่ถูกต้องตามฉันทลักษณ์และไม่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์เลยสักนิด แต่มันกลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจของผมให้กับเธอผู้เป็ที่รักยิ่งกว่าสิ่งใด) น้ำตาเธอรินไหลเมื่อได้อ่าน
ความรัก ความหวังและสันติสุขจะก่อให้เกิดปาฏิหารย์ให้ไลลากลับมาเดินได้อีกครั้งได้จริงไหม ถ้าคุณเคยดูอะนิเมะญี่ปุ่นคงรู้กันว่าเค้าจะชอบจบแบบนี้แหละครับ “ให้ไปเดาเอาเอง”
(สมุดบันทึกการป่วยเป็มะเร็งของผม)
ในค่ำคืนที่ไร้แสงดาว ฉันพบกับด้านมืดที่เป็ส่วนหนึ่งของชีวิต
ความมืดมิดอันน่ากลัวมันอันตรายและฝึกฝนจิตใจให้ "หนักแน่นและเข้มแข็ง"
ด้านมืดที่พบว่าตัวเองตกลงไปในหลุมดำที่แสงสว่างไม่อาจส่องผ่านและเข้าถึง
ในสภาวะแรงดึงดูดมหาศาลขนาดนี้
ไม่ดับสนิทก็ะเิแสงสว่างออกมา
มันขึ้นอยู่กับว่า "จิติญญาจะพ่ายแพ้หรือไม่"
จริงๆแล้วแสงสว่างที่มากเกินไปอาจทำให้ตาพร่ามัว
ความมืดและแสงสว่างไม่จีรัง แล้วเราแบกรับมันไว้เพราะเหตุใด
พระอาทิตย์ที่ส่องแสงร้อนแรงยังมีจุดดับ
ในหลุมดำอันมืดมิดยังดูดกลืนกินแสงสว่างเอาไว้
ใดๆในจักรวาลนี้ไร้หรือใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบ
มันคือทุกข์ที่ทุกิญญาตอดหลุมพรางมิอาจหลุดพ้น
แท้จริงแล้วเราหลงผิดคิดกันว่านั้นมืด นั้นสว่าง แท้จริง ทุกสิ่งเป็สิ่งสมมติ
ไม่มีสิ่งใดแน่นอน แม้แต่ความมืดมิดและที่ๆมีแสงสว่างก็ใช่ว่าจะดีกว่าที่ๆมืดสนิท
มันจะผ่านไป สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนเป็วัฏจักร
ไม่มีอะไรแน่นอน ค่ำคืนมืดนิดพรุ่งเช้ามีแสงสว่างและแสงสว่างจะกลับไปมืดมิด
แล้วจะเอาอะไรกับชีวิต คู่ชีวิต เพื่อนร่วมทางชีวิต
นอกจากการใช้ชีวิตอย่างมีสติและพยายามปล่อยวางบ้างจากสิ่งเ่าั้
พอลงมือทำมันจริงๆก็พบว่ามันละเอียด ซับซ้อน ค้างคา วกวนและสับสน
เพราะว่าเคยชินกับทั้งความมืดและแสงสว่าง บ้างคิดว่าเป็อันหนึ่งอันเดียวกัน
การแยกออกจากกันนั้นสิคือสิ่งที่ยากที่สุดและต้องลงมือทำทีละเล็กทีละน้อย
มีเพียงความหลุดพ้นเท่านั้นที่แยกแสงสว่างกับความมืดออกจากกัน
เพราะนั้นไม่ใช่ทั้งแสงสว่าง ไม่ใช่ความมืด แต่คือความปล่อยวางแล้วซึ่งความมืดและแสงสว่างของจิติญญา
นายอันดา คำอาฮวน
ผู้ป่วยเป็มะเร็งระยะสุดท้าย (แต่ใจผมไม่ได้เป็มะเร็ง)
14 พฤษจิกายน พ.ศ. 2556
นั้นคือเื่ราวบางส่วนที่ผมได้ใช้เวลาเขียน e-book สำหรับวิธีการรับมือและถ่ายถอดประสบการณ์การป่วยเป็มะเร็งเพื่อเป็วิทยาทานโดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทน อย่างน้อยๆถ้ามีคนที่กำลังป่วยอยู่เหมือนผม เมื่อเขาได้อ่าน เขาคงเข้าใจและฟื้นฟูกำลังใจในการรับมือกับความเจ็บป่วยที่เป็เื่ธรรมดาที่ใครๆก็ต้องเป็ไม่ว่าหนักหรือเบา
ตอนที่ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัย มีทฤษฎีเกี่ยวกับไวรัสว่าไม่มียารักษาโดยเฉพาะเป็ส่วนใหญ่ ดังนั้นโรคบางโรคที่ทำให้เกิดอาการไม่ร้ายแรง ก็อาจหายไปได้เอง เพียงแต่รักษาตามอาการที่มีอยู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ไวรัสจึงคล้ายๆพยาธิที่คอยเกาะกินเซลมีชีวิต เช่น เซลร่างกายมนุษย์ และเพิ่มจำนวน ในการเข้าสิงสู่อาศัยในเซลร่างกายมนุษย์ บางเซลมนุษย์อาจถูกทำลายลง แต่บางเซลที่ไวรัสอาศัยอยู่ก็ไม่ถูกทำลาย ตกอยู่ในสภาพการเกาะกินอย่างเรื้อรังยาวนาน เช่น พวกไวรัสโรคเริม หรือไวรัสบางพวกเลียนแบบเซลปกติของร่างกายก่อให้เกิดการแบ่งตัวจนกลายเป็เนื้องอกขึ้นมาได้และเนื่องมาจากการสิงสู่ในเซล การเลียนแบบเซลปกติของมนุษย์นี่เอง ทำให้การค้นหาเชื้อ การวินิจฉัย รวมทั้งการใช้ยารักษาทำลายเชื้อจึงเป็ไปด้วยความยากลำบาก เป็สิ่งที่เราทุกคนต้องเจอ ยิ่งเชื้อโรคพัฒนาไปไกลเท่าไหร่ เราก็ต้องสุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้นเพื่อเอาชนะมันให้ได้ ไม่เช่นนั้นเราจะถูกคัดออกตามกฏการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ดังนั้นชีวิตที่สมบูรณ์แบบคือความไม่สมบูรณ์แบบ และความแน่นอนของชีวิตคือความไม่แน่นอน
ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าที่ภูผาเทิบในวันนั้น
"ไหนพูดอีกทีดิ" อยู่ดีๆไลลาก็พูดขึ้นมา
"เปนแฟนกันไหม" ผมตื้อเธออีกครั้ง
"ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าจะตอบว่าอะไร" ไลลาตอบผม ผมบอกแล้วว่าพี่มาร์สไม่ได้โกหก ผมกั๊กเฉยๆ
อ้อ! ผมยังคงเป็มะเร็ง ระยะสุดท้ายแล้วด้วย แต่ผมฝึกฝนจิตใจจนมันไม่ได้ป่วยเป็มะเร็งอีกต่อไป ตอนนี้ใจผมเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักนั้นทำให้หัวใจของผมยังคงมีความหวังอยู่เสมอ
ไลลา ผมรักคุณ