กลอนเปิดบทที่ 5
"แม้นถ้อยคำจะต่ำต้อยด้อยศักดิ์
หากเขียนด้วยใจภักดิ์จักสูงส่ง
หนึ่งโอกาสกลางวังดั่งแสงคง
ให้เสียงก้องกลอนกวีชี้ชะตา
ในรั้ววังมีทั้งฟ้าและฟ้าหลวง
มีถ้อยห่วง มีหยันลวง มีศรัทธา
ผู้ใดกล้าร่ายคำด้วยปัญญา
อาจได้พาแผ่นดินรู้ถ้อยตน"
เสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกล ขับกล่อมเช้าวันใหม่ในเรือนพักเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังหลวง
“ภู่” นั่งอยู่ริมหน้าต่าง บรรจงขีดเขียนถ้อยคำลงบนสมุดกระดาษสาเก่าๆ เสียงดินสอเสียดสีกับเนื้อกระดาษเบาๆ ดั่งเสียงลมหายใจของกลอน
ขวัญข้าวมองเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วเผลอยิ้ม
เธอพึมพำเบาๆ — “นี่แหละ...สุนทรภู่ ในวันที่ยังไม่เป็ ‘สุนทรภู่’ อย่างที่คนรุ่นเรารู้จัก”
ปราชญ์เดินเข้ามายืนข้างๆ พร้อมยื่นผลไม้ที่เพิ่งเด็ดมาจากสวน
“วันนี้เ้าต้องเข้าเฝ้าใช่ไหม?”
ภู่พยักหน้าเล็กน้อย “ใช่...ได้ยินว่าพระองค์ทรงโปรดกวี ครูบาอาจารย์เลยอยากให้ข้าไปลองถวายกลอน”
โจ้กกลืนน้ำลายเอื๊อก “หมายถึง...จะไปแต่งกลอนต่อหน้าในวังเลยเหรอ?”
แพรซึ่งนั่งเรียงสมุดอยู่ตรงมุมห้องพึมพำ “ฟังดูเหมือนจะเท่ แต่ถ้าผิดขึ้นมา...”
“ก็ถูกตัดหัวน่ะสิ” โจ้กเสริมอย่างสะพรึง
บุ๊คหัวเราะเบาๆ ขณะเก็บที่คั่นหนังสือลายโบราณใส่กระเป๋า “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่ก็เป็่สำคัญจริงๆ ในชีวิตของภู่ — วันที่กลอนจะกลายเป็ดาบ…และเป็สะพาน”
พระราชวังบางกอกน้อย – พระที่นั่งทรงธรรม
สายลมเอื่อยพัดพากลิ่นธูปจากศาลาใกล้เคียงผ่านมายังลานหินหน้าพระที่นั่ง
เหล่าขุนนาง เสมียน และศิษย์กวีจากสำนักต่างๆ นั่งเรียงรายอยู่เบื้องล่าง
ภู่ในชุดผ้าพื้นสีน้ำเงินเข้ม ก้าวขึ้นหน้าด้วยสีหน้าแน่วแน่
เบื้องบน — พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประทับอยู่บนพระแท่น มีพระราชอัครชายาและเ้านายฝ่ายในร่วมเฝ้าอยู่หลายพระองค์
“เ้าคือเด็กหนุ่มที่ใฝ่ในทางกวี?” พระสุรเสียงสงบดังขึ้น
“พะย่ะค่ะ กระหม่อมชื่อภู่ เป็ศิษย์ของอาจารย์แสงในวัดชีปะขาว”
“ลองแต่งกลอนสิ — ว่าด้วยความเพียรพยายามของคนธรรมดา ที่ใฝ่ดี”
ภู่ยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม ก่อนจะก้าวออกมายืนกลางลานอย่างมั่นใจ
เขาหลับตา สูดลมหายใจ และเปล่งถ้อยคำเป็กลอนสุภาพอย่างแจ่มชัด
กลอนถวายเบื้องพระพักตร์
"แม้นเกิดมาด้อยฐานะจะต่ำต้อย
อย่าน้อยใจลิขิตฟ้าหรือฟ้าหลวง
หมั่นเรียนรู้หมั่นเพียรแม้เหนื่อยลวง
จะถึงสรวงเพียงใจมุ่งมั่นพา"
"ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาหรือเสียงหยัน
แม้นถูกห้าม ถูกหัก ถูกเย้ยหา
ขอเพียงใจซื่อสัตย์ไม่โรยรา
กวีนี้จะกลั่นกลอนให้โลกจำ"
ทั้งลานเงียบสนิท จนได้ยินเสียงลมพัดผ่านต้นพุทรา
แล้วพระองค์ก็ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น
“แม้ยังเด็ก แต่ใจกล้า กลอนกล้า และงาม”
“จงมาอยู่ที่วัง ฝึกเขียน ฝึกคิด เขียนเพื่อแผ่นดิน ไม่ใช่เพื่อตัว”
ขณะภู่คุกเข่าก้มกราบ แววตาขวัญข้าวก็เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาเงียบๆ
ไม่ใช่เพราะความตื้นตันที่ได้เห็นอัจฉริยะถือกำเนิด
แต่เพราะรู้แน่ว่า...ต่อจากวันนี้ เด็กหนุ่มชื่อ "ภู่" จะเริ่มกลายเป็ "กวีแห่งกาลเวลา"
กลอนปิดบทที่5
"ห้วงอดีตคือบทเรียนเขียนด้วยใจ
กาลเวลาไม่อาจลบภาพวันวาน
แม้นอยู่ห่างห้วงศตวรรษพันกัปกาล
กลอนยังขานความงาม...ไม่เคยจาง"