เทพสงครามมังกรเทวะ

เส้นลมปราณของตงกู่เซียน

เมื่อได้ยินคำพูดสั้นๆอย่าง 'ข้าถูกใจเจ้า'จากปากของชายหนุ่ม หญิงงามเฉกเช่นตงกู่เซียนพลันหน้าแดงระเรื้อนั่งบิดไปมาด้วยความเขินอาย ทางด้านเฟยหรงเมื่อเห็นว่านางเงียบไปก็จ้องหน้าอย่างต้องการคำตอบ เพราะหากนางตอบตกลงแน่นอนเขาย่อมสอนนางอย่างเต็มที่แต่หากไม่ตกลงก็ถือว่าไม่มีวาสนาต่อกัน

 

"ตะ ตกลง"หญิงงามเมื่อเฟยหรงจ้องอยู่นานก็พลันกล่าวขึ้น ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็พลันยกยิ้มอย่างพึงพอใจ นี่สิถึงจะเป็นหญิงงามที่เขาสนใจในเมื่อมีเป้าหมายย่อมต้องทำให้ถึงที่สุด

 

"องค์หญิงอาหารได้แล้วเจ้าค่ะ"ในขณะที่ชายหนุ่มยกยิ้มและเดิมชา ตงกู่เซียนกำลังนั่งบิดไปบิดมาอย่างเขินอายนั้นเอง หลินเอ๋อพลันเดินเข้ามาพร้อมทั้งยกชามข้ามต้มมาให้หญิงงามได้กิน

 

"ขอบใจนะ"ตงกู่เซียนกล่าวพร้อมยกยิ้ม หลินเอ๋อก้มหัวให้อย่างยินดีในเวลานี้และเดินกลับไปอยู่ด้านหลังของผู้เป็นนาย

 

"เฮ้! พี่สาวหลินเอ๋อ เหตุใดไม่ทำเผื่อข้าบ้าง เสียแรงที่ข้าอุตส่าไปช่วยท่านออกมาจริงๆเห้อ"ชายหนุ่มกล่าวอย่างตัดพ้อแกมหยอกล้อผู้ติดตามสาว ทำให้นางต้องถลึงตามองอย่างคาดโทษ

 

"เจ้าหลอกข้ากับองค์หญิง การช่วยเหลือพวกเรานับว่าหักล้างกันไปพอหมดบุญคุณความแค้น ก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะทำอาหารให้เจ้ากิน"หลินเอ๋อกล่าวพร้อมกอดอกแน่น

 

"โอ้ เป็นเช่นนั้น ท่านรู้หรือไม่เมื่อครู่ข้าพึ่งสารภาพรักกับองค์หญิงของท่านไป ต่อไปถึงจะไม่เต็มใจท่านอาจจะต้องเรียกข้าว่านายท่านแล้วทำอาหารให้ข้าได้กินก็เป็นได้นะ"เฟยหรงไม่หยุดที่จะหยอกล้อ

 

"นี่!!"เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินเอ๋อถึงกับผงะไปในทันที ครั้นมองไปยังตงกู่เซียนผู้เป็นนายราวกับถามว่ามันใช่เรื่องจริงหรือไม่

 

"ยะ อย่าไปฟังที่เขาพูด เขาพูดเหลวไหล"ตงกู่เซียนกล่าวปฏิเสธในทันใด แต่ทว่าหน้าของนางกลับแดงกล่ำเต็มไปด้วยความเขินอายอย่างเห็นได้ชัด หลินเอ๋อที่เห็นภาพนี้ถึงกับอึ้งงันกิริยาอาการขององค์หญิงของนางดูก็รู้ว่าได้หลงไหลในผู้ชายคนนี้ไปเสียแล้ว

 

"กินเถอะ ข้าวต้มจะหายร้อนแล้ว"เฟยหรงกล่าวพร้อมกับดื่มชาต่อไป ส่วนหญิงงามที่ได้ยินเช่นนั้นก็กินข้าวต้มที่อยู่เบื้องหน้าด้วยกิริยาอาการที่เรียบร้อยสมกับเป็นองค์หญิงที่อยู่แต่ในรั้วในวัง

 

"ข้าอิ่มแล้วเราจะฝึกกันได้หรือยัง"เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ตงกู่เซียนพลันกล่าวขึ้นมาอย่างเร่งร้อนเพราะกลัวว่ามันจะไม่ทันการ เฟยหรงเมื่อเห็นนางเร่งร้อนดังนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใดที่จะฝึกให้กับนาง

 

"ก่อนที่เราจะฝึกข้าขอตรวจสอบพื้นฐานร่างกายของเจ้าก่อน"กล่าวจบก็จับข้อมือของหญิงงามในทันทีพลังวิญญานของเขาพลันถูกปล่อยออกมาเพื่อตรวจสอบร่างกายของนางโดยละเอียด

 

เมื่อพลังวิญญานไหลไปทั่วร่างของตงกู่เซียนแล้วนั้นเฟยหรงพลันมองไปที่ตงกู่เซียนด้วยท่าทีประหลาดใจ หญิงงามที่ได้เห็นใบหน้าเช่นนี้ของเฟยหรงเป็นครั้งแรกก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจไปกับเขาด้วย

 

"เก้าหยาง เส้นลมปราณนี้มาเกิดกับนางได้อย่างไร"เฟยหรงบ่นอุบอิบ เส้นลมปราณเก้าหยางส่วนใหญ่จะเกิดกับเพศชายเนื่องจากพลังหยางของเพศชายนั้นจะสูงกว่าเพศหญิง ในกรณีที่เกิดกับเพศหญิงเช่นนี้มีอยู่น้อยมากทีเดียวและส่วนใหญ่พวกนางจะตายตั้งแต่เด็กเพราะทนความร้อนแรงเส้นลมปราณไม่ไหว

 

เขาได้ตรวจสอบร่างกายของตงกู่เซียนแล้วนางเป็นหญิงแน่นอน และการที่นางไม่ตายในวัยเด็กนั้นนับเป็นปาฏิหาริย์ที่สุดในชีวิตนางเลยก็ว่าได้

 

เฟยหรงแม้จะแปลกใจแต่ก็มีความยินดีเช่นเดียวกันเพราะหากเป็นเช่นนี้ไม่แน่ภายในสองเดือนตบะของนางอาจจะขึ้นไปทั้งราชันเทวะขั้นต้นได้เลย

 

"เก้าหยาง มันคืออะไร??"ตงกู่เซียนกล่าวถามด้วยความสงสัย

 

"อะแฮ่ม เอาเป็นว่าข้าขอถามก่อน ในตอนเด็กๆเจ้าเคยป่วยเป็นโรคประหลาดๆหรือไม่"เฟยหรงกล่าวถาม

 

"เจ้ารู้ได้อย่างไร!!เมื่อตอนเด็กข้ามักจะรู้สึกร้อนราวกับถูกไฟเผาบ่อยๆจนท่านแม่ต้องตามหาสมุนไพรเย็นอย่างบัวหิมะมาช่วยข้าคลายร้อนอยู่บ่อยๆ และอาการป่วยนี้เองจึงเป็นสาเหตุที่ตอนเด็กข้าไม่เคยได้ฝึกยุทธเลยมาได้ฝึกอีกทีก็อายุเกือบจะสิบห้าปีแล้ว"ตงกู่เซียนกล่าว

 

'เป็นเช่นนี้นี่เอง ความเย็นของบัวหิมะไปกดข่มส้นลมปราณเอาไว้ส่วนตัวของดอกบัวเองที่มีสรรพคุณสร้างสมดุลให้กับร่างกายเลยไม่ถึงชีวิตสินะ โชคช่างเข้าข้างนางจริงๆ หากให้ข้าเดาบัวหิมะพวกนั้นคงอายุเกินร้อยปีทุกดอกกระมังไม่เช่นนั้นมันจะสะกดข่มเส้นลมปราณศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร'เฟยหรงคิดในใจ

 

"ตอบคำถามเจ้า อาการป่วยนั้นเกิดจากเส้นลมปราณของเจ้าเองที่มันมีธาตุหยางเยอะเกินไปหากไม่ได้บัวหิมะชุดนั้นเจ้าได้ตายไปนานแล้ว"

 

"เจ้ากำลังจะบอกว่ามันไม่ใช่อาการป่วยแต่เป็นเพราะเส้นลมปราณของข้ามันร้อนเกินไปอย่างนั้นหรือ!"ตงกู่เซียนเอามือป้องปากพร้อมกล่าว เรื่องเช่นนี้นางไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในชีวิต

 

"ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าว่ามันก็คงไม่กำเริบอีกแล้วเพราะร่างกายของเจ้าก็ปรับตัวเข้ากับมันได้แล้ว ความสามารถของเส้นลมปราณนี้คือการควบคุมเปลวเพลิงที่เกิดจากลมปราณของตนเองได้อย่างอิสระ ไม่เพียงเท่านั้นเส้นลมปราณเก้าหยางยังสามารถทำให้เจ้าผสานเปลวเพลิงสวรรค์ได้ถึงเก้าชนิดด้วยกันและนี่คือกุญแจที่จะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นเลยก็ว่าได้

 

"เปลวเพลิงสวรรค์!! มันคืออะไร??"ตงกู่เซียนกล่าวถาม เรื่องที่เฟยหรงพูดมานางจับใจความสำคัญได้แค่เส้นลมปราณของนางพิเศษและร้อนแรงเท่านั้น ส่วนเรื่องเพลิงสวรรค์อะไรนี่นางไม่รู้จริงๆ

 

"อะไร??เป็นผู้ฝึกตนเปลวเพลิงไม่รู้จักเปลวเพลิงสวรรค์"เฟยหรงหันไปกล่าวด้วยท่าทีประหลาดใจ เปลวเพลิงสวรรค์เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนเปลวเพลิงทุกคนจะต้องตาลุกวาวเมื่อได้เห็น และอยากที่จะครอบครองมันแต่หญิงงามอายุสองร้อยปีคนนี้กลับบอกว่าไม่รู้เรื่องของเปลวเพลิงสวรรค์มาก่อน

 

ถ้าหากเป็นคนธรรมดาสามัญเฟยหรงจะไม่แปลกใจอะไรเลย แต่ทว่าการที่ระดับเจ้าหญิงอย่างนางไม่รู้นี่มันทำให้เขาต้องกลับมาคิดใหม่ในทันที แม้ระดับลมปราณของโลกนี้จะสูงกว่าโลกเดิมของเขาเล็กน้อยแต่กลับไม่เคยก่อกำเนิดเปลวเพลิงสวรรค์เลยงั้นหรือ ทั้งๆที่โลกของเขามีเกือบร้อยชนิดเนี้ยนะ

 

"เปลวเพลิงสวรรค์คือเปลวเพลิงที่ก่อกำเนิดจากพลังงานของสวรรค์และโลก โดยจะมีลักษณะเเตกต่างกันไปตามสถานที่และสภาพแวดล้อมที่มันเกิดขึ้นมา บางก็เรียกว่าราชันแห่งเปลวเพลิง บ้างก็เรียกว่าเปลวเพลิงที่แท้จริง"เฟยหรงอธิบายอย่างรวบรัด

 

"แบบนั้นมันก็ต้องหายากเอามากๆเลยน่ะสิ เวลาสองเดือนไม่พอแน่ๆ"ตงกู่เซียนกล่าวอย่างหมดหวัง ในความคิดของนางหากมัวแต่หาเปลวเพลิงสวรรค์กว่าจะได้สักชนิดเวลาสองเดือนคงไม่พอ

 

"เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องเปลวเพลิงสวรรค์ ตอนนี้ส่งที่ควรทำคือล้างไขกระดูกและสิ่งสกปรกออกจากร่างกายของเจ้าเสียก่อน"เฟยหรงกล่าว หญิงงามพลันทำหน้ามุ้ย "นี่หลอกด่าข้าว่าสกปรกหรือเปล่าเนี้ย"

 

"ข้าไม่ได้ด่าเจ้า เท่าที่ดูจากร่างกายเจ้านั้นแน่นอนคงได้รับการบำรุงมาดี แต่การบ่มเพาะและใช้ทรัพยากรณ์ของเจ้านั้นมั่วซ่ัวเกินไป ดังนั้นเราจะเริ่มจากการล้างไขกระดูกก่อนเป็นอย่างแรก"เฟยหรงกวาดสายตามองเลือนร่างของหญิงงามอย่างมีเลศนัยเพื่อกลั่นแกล้งจนนางถึงกับเอามือมาปิดบังส่วนโค้งเว้าของนางเอาไว้ ส่วนมือของเขาก็พลันหยิบเม็ดยาล้างไขกระดูกระดับห้าออกมาและมอบให้กับนาง

 

"กินซะแล้วนั่งลงเดี๋ยวข้าช่วยกระจายฤทธิ์ยาให้"ตงกู่เซียนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็นั่งลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะเล่นอีกต่อไป นางกลืนเม็ดยาเข้าไป เฟยหรงมานั่งอยู่ด้านหลังและใช้ลมปราณวารีของตนเองกระจายฤทธิ์ยาให้นางในทันที

 

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปความเจ็บปวดเริ่มประดังเข้ามาจนตงกู่เซียนสีหน้าเริ่มไม่สู้ดีและบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด แต่กลับไม่ร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย เฟยหรงที่เห็นว่านางมีความอดทนขนาดนี้ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ

 

การที่นางบ่มเพาะเองมั่วซั่วมาจนถึงตอนนี้เช่นนี้สิ่งตกค้างสะสมย่อมมากมายไปด้วย ดังนั้นกระบวณการชำระล้างก็ยิ่งเจ็บปวดตามไป เฟยหรงพยายามที่จะใช้ปราณธาตุวารีของเขาในการบรรเทาอาการเจ็บปวดให้นางอย่างสุดๆแล้ว แต่ความเจ็บปวดที่นางได้รับจากกระบวณการนี้ก็ยังไม่ใช่ว่าใครจะรับได้ง่ายๆ

 

ของเหลวสีดำเริ่มไหลรินออกจากร่างกายและส่งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เฟยหรงจึงรีบใช้ลมปราณวารีหรือลมปราณเทพสมุทรของเขาชำระล้างของเสียพวกนั้นในทันทีเพราะมันอาจจะทำให้นางเสียสมาธิจากกลิ่นได้

 

"นี่ เจ้ากินโอสถความบริสุทธิ์ต่ำเข้าไปหรืออย่างไรทำไมสิ่งตกค้างถึงได้มากมายเช่นนี้"เฟยหรงอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา ของเหลวสีดำไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย จนในที่สุดสามชั่วยามผ่านไปสิ่งตกค้างในร่างกายของนางก็ไม่มีอยู่อีกต่อไป

 

เฟยหรงใช้ลมปราณชำระล้างร่างกายของนางในทันที ในเวลานี้ผิวพรรณของนางดูเปร่งปรั่งกว่าเดิมมาก ใบหน้าที่งามสะคราญอยู่แล้วก็ทวีความงดงามเข้าไปใหญ่ อีกทั้งลมปราณของนางหลังจากที่ล้างไขกระดูกก็พลันทะลุขั้นในทันใดตอนนี้นางจึงได้มาถึงระดับเทวะขั้นกลางอย่างง่ายดาย เนื่องจากสรรพคุณของโอสถเก่าที่สะสมอยู่ก็ไม่น้อยไปกว่าสิ่งตกค้างเลยทีเดียว

คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน