ตอนที่ 1 การข้ามภพที่แตกต่าง
“เธอว่าทำไมคนดีอย่างโจวสือซวินถึงเอาผู้หญิงอย่างเซิ่งอันหนิงทำเมียกันนะ”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้น ได้ยินมาว่าเซิ่งอันหนิงก็มีคนรักอยู่ในเมือง ั้แ่แต่งงานมาหล่อนยังไม่ได้เข้าห้องหอกับโจวสือซวินเลย”
“จริงหรือหรือเปล่าเนี่ย? ถ้าอย่างนั้นหัวหน้าโจวก็น่าสงสารแล้ว แต่งเป็เมียแต่กลับไม่เคยแตะเนื้อต้องตัว ดูท่าคงให้เกียรติหล่อนมาก”
“ฉันว่านะหัวหน้าโจวน่ะเป็คนดีเกินไป ผู้หญิงแบบนี้ต้องลงไม้ลงมือบ้าง ทุบตีสักทีเดี๋ยวก็เชื่องเอง”
“ใช่ ๆ ๆ ภรรยาหน้าไม่อายแบบนี้ก็ควรทุบตีให้หนัก ๆ”
เซิ่งอันหนิงยืนฟังบทสนทนาไร้มารยาทของกลุ่มผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังประตูด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ใครจะคิดว่าเมื่อสองชั่วโมงก่อน ร่างกายนี้จะถูกสับเปลี่ยนิญญา?
หลังเข้าร่วมประชุมวิชาการทางการแพทย์ระหว่างประเทศเสร็จ เธอก็กำลังจะเดินทางกลับประเทศ แต่กลับประสบอุบัติเหตุระหว่างทางไปสนามบิน พอเธอฟื้นขึ้นมาอีกที ิญญาของเธอก็ทะลุมิติมาเข้าร่างของภรรยาสาวชื่อเซิ่งอันหนิงนี่แล้ว
เธอใช้เวลาสองชั่วโมง ฝืนใจยอมรับความจริงที่ว่าตัวเองได้ข้ามมิติมายังปี 1977 ซึ่งเป็ยุคที่ไม่มีอะไรเลย มิหนำซ้ำอาจต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนอาหาร
จากนั้นไม่นานเธอก็ต้องยอมรับว่าตัวเองแต่งงานแล้ว
เ้าของร่างเดิมมีอายุยี่สิบปี เป็สาวในเมือง เมื่อสามเดือนก่อนหล่อนแต่งงานกับโจวสือซวินที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับหน่วยงานลับที่ทำวิจัยด้านนิวเคลียร์แห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่ตั้งนั้นอยู่ในูเาที่ห่างจากเขตเมืองประมาณสองร้อยกิโลเมตร เป็ธรรมดาที่ความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาจะเ็าห่างเหิน
เซิ่งอันหนิงนึกถึงความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาคู่นี้แทบจะใช้คำว่าห่างเหินไม่ได้เลย กล่าวว่าทะเลาะกันทุกวันก็ว่าได้
โจวสือซวินเกิดในชนบท เ้าของร่างเดิมมักจะดูถูกเหยียดหยามเขา รู้สึกว่าคนผู้นี้เต็มไปด้วยดินโคลนสกปรก ความรังเกียจฉายชัดอยู่บนใบหน้า ทุกคำที่เอ่ยออกมาล้วนมีแต่คำพูดดูถูก
ห้ามเขาขึ้นเตียงนอน ทั้งยังห้ามเขากินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกับหล่อน
เมื่อใดที่อารมณ์ไม่ดีมักจะโวยวายเสียงดัง ทำลายข้าวของ ดุด่าผู้คน ทุกครั้งที่เกิดเื่เช่นนี้ โจวสือซวินมักจะออกไปอย่างเงียบเชียบ และไม่เคยเผชิญหน้าทะเลาะกับเ้าของร่างเดิมเลย
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเ้าของร่างเดิมและเพื่อนบ้านก็ยากจะอธิบายให้เข้าใจได้ในประโยคเดียว!
เพราะครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ล้วนเป็คนที่อยู่ในหน่วยงานเดียวกันกับโจวสือซวิน ภรรยาของคนงานส่วนใหญ่ก็เกิดในชนบท เ้าของร่างเดิมดูแคลนคนบ้านนอกคอกนาเหล่านี้ ทุกครั้งที่เจอหน้า หล่อนก็แทบจะเชิดหน้ามองฟ้าทันที
เซิ่งอันหนิงปวดหัวกับความเย่อหยิ่งและความเอาแต่ใจของเ้าของร่างเดิม โจวสือซวินไม่เคยโกรธแม้แต่ครั้งเดียว นับว่าเป็ผู้ชายแสนดีไม่น้อย
ไม่น่าแปลกใจที่ผู้หญิงพวกนั้นจะเอ่ยนินทาเธอเสียงดังเช่นนี้
ยังมีอีกเื่หนึ่งที่ทำให้เซิ่งอันหนิงคิดไม่ตก ในเมื่อเ้าของร่างเดิมเอาแต่ใจเช่นนี้ เหตุใดถึงไม่หย่า?
เซิ่งอันหนิงมองภายในห้องด้วยความงุนงง ทั้งในและนอกมีห้องทั้งหมดสองห้อง ด้านในเป็ห้องของเ้าของร่างเดิม นอกจากเตียงใหญ่ที่นอนได้สองคน ก็มีโต๊ะตั้งอยู่ข้างหัวเตียงและโต๊ะเขียนหนังสืออย่างละตัว นอกนั้นก็ไม่มีข้าวของเครื่องใช้อื่นแล้ว
ห้องด้านนอกชิดกำแพงมีเตียงเล็กสำหรับนอนคนเดียวตั้งอยู่ ผ้าห่มสีเขียวลายทหารถูกพับอย่างเรียบร้อย ซึ่งมันเป็เตียงของโจวสือซวิน
มีตู้ใส่ถ้วยชาม เตา และโต๊ะเล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้านข้าง
พื้นดินถูกกวาดจนเป็มันวาว ดูเรียบง่ายและเก่าคร่ำคร่า
เซิ่งอันหนิงถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก ในยุคนี้ออกจากบ้านเมื่อไรก็ต้องใช้คูปองซื้อของ แถมวัตถุดิบจำพวกน้ำตาลและน้ำมันยังมีจำนวนจำกัด เธอคิดแล้วก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร
กลุ่มผู้หญิงที่อยู่นอกประตูเริ่มพูดคุยกันว่าจะกินอะไรเป็อาหารเที่ยงดี เซิ่งอันหนิงถึงได้รู้สึกว่าท้องของตนเริ่มร้องจ๊อก ๆ ดูเหมือนว่าเมื่อคืนนี้เ้าของร่างเดิมคงอารมณ์ไม่ดี ยังไม่กินอาหารเย็นก็นอนแล้ว ตลอดทั้งเช้าก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา
หลังจากตื่นขึ้นมาก็กลายเป็เซิ่งอันหนิงที่เป็เธอไปเสียแล้ว
เซิ่งอันหนิงลูบท้องของตน พลางครุ่นคิดว่าสาเหตุที่ตนเข้ามาในร่างนี้อาจเป็เพราะเ้าของร่างเดิมไม่กินอาหารให้ตรงเวลาทุกวัน ทำให้แก๊สในกระเพาะเพิ่มขึ้น เป็ผลให้เกิดอาการช็อกและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเืชั่วคราว ด้วยช่องว่างนี้จึงทำให้เธอทะลุมิติมา
ในฐานะศัลยแพทย์อันดับหนึ่ง เซิ่งอันหนิงไม่มีทางทรมานร่างกายตัวเองเด็ดขาด เพราะเธออาจจะถูกส่งมาอยู่ในร่างนี้ชั่วคราว ดังนั้นก็ต้องดูแลร่างกายนี้ให้ดี เมื่อกินจนตัวเองอิ่มท้องก็ค่อยคิดอีกทีว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไปดีแล้วกัน
คิดมาถึงตรงนี้ เธอก็ต้องต่อสู้กับอากาศอันหนาวเย็น ในปลายเดือนมีนาคมทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือยังคงหนาวมาก หิมะด้านนอกกำลังละลาย ภายในห้องไม่ได้จุดไฟจึงทำให้ทั้งบ้านเหมือนห้องแช่แข็ง
เธอเดินเข้าไปัักับเตาที่เย็นเฉียบ เซิ่งอันหนิงซึ่งเกิดในครอบครัวร่ำรวยก็ไม่รู้ว่าของสิ่งนี้ใช้งานอย่างไร
คิด ๆ ดูแล้ว ไปถามคนอื่นน่าจะได้เื่มากกว่า
เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงหมุนตัวกลับไปเปิดปะตู แสงแดดสาดส่องลงมาแยงเข้าตา ทำให้เธอต้องหลับตาลงทันที ครั้นลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นผู้หญิงหลายคนที่นั่งอาบแดดอยู่ไม่ไกลนักทยอยลุกขึ้นมาทีละคน บางคนก็กระวีกระวาดอุ้มลูกออกไป
เหลือเพียงสองคนที่มองเธอด้วยสายตาระแวดระวัง
เซิ่งอันหนิงรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย แม้จะจำชื่อของสองคนนี้ไม่ได้ แต่ก็เป็คนที่เ้าของร่างเดิมเคยทะเลาะด้วย หญิงที่สวมเสื้อนวมกันหนาวลายดอกไม้สีฟ้าคนนั้นเป็เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน เพียงเพราะหล่อนผัดพริกแห้งตอนทำอาหารจนทำให้เ้าของร่างเดิมสำลัก เ้าของร่างเดิมถึงกับเอาอ่างน้ำสาดไปที่หน้าต่างบ้านหล่อนแล้วยังก่นด่าเสียงดัง
ส่วนอีกคนที่อุ้มลูกอยู่นั้นไว้ผมสั้นประมาณติ่งหู ใบหน้ากลม แลดูเป็ผู้หญิงใสซื่อ
เพราะลูกของหล่อนนอนร้องกระจองอแงในตอนกลางคืนจนเสียงดังรบกวนเ้าของร่างเดิม หล่อนจึงไปด่าหญิงสาวคนนั้นถึงในบ้านอย่างไร้เหตุผล ก่นด่าคำที่ไม่น่าฟังมากมาย อย่างเช่น หากเลี้ยงดูไม่ได้ก็โยนทิ้งไป หากเด็กยังร้องไห้อีกหล่อนจะบีบคอให้เด็กนั่นตายไปเสีย… เป็ต้น
เพราะหวาดกลัวต่อตำแหน่งอันสูงส่งของโจวสือซวิน ชาวบ้านเหล่านี้จึงไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับเ้าของร่างเดิม แต่ในใจเกรงว่าคงอยากฉีกหัวใจของหล่อนเป็ชิ้น ๆ แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงไม่นินทาหล่อนอย่างเกลียดชังเช่นนี้
เ้าของร่างเดิมสร้างเื่ไม่ดีเอาไว้มากมาย จนเซิ่งอันหนิงเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
เมื่อหญิงสองคนเห็นเซิ่งอันหนิงเปิดประตูออกมาแต่ไม่ได้ะโด่าพวกเธอ จึงหันหน้าสบตากัน ก่อนจะลุกจากม้านั่งแล้วอุ้มลูกเดินกลับบ้านของตัวเองอย่างเร่งรีบ
แถมยังมีเสียงปิดประตูดังปังอย่างรุนแรง ราวกับเซิ่งอันหนิงเป็ตัวเสนียดจัญไรก็ไม่ปาน
เซิ่งอันหนิงยืนนิ่งอยู่ในลานบ้าน หรี่ตามองบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายกันเป็แถว แต่ละแถวมีแปดหลัง แต่ละหลังมีลานหน้าบ้านเล็ก ๆ หิมะที่ตกสะสมในบ้านของเพื่อนบ้านถูกกวาดจนสะอาด เตรียมพร้อมปลูกผักเมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้น และยังมีเล้าที่ใช้เลี้ยงไก่
แต่ในลานบ้านเล็ก ๆ ของเ้าของร่างเดิมกลับดูยุ่งเหยิงไม่เป็ระเบียบ กิ่งไม้ใบหญ้าทับถมจนกองเป็พะเนิน มีก้อนถ่านจำนวนหนึ่งวางไว้ที่มุมกำแพงข้างหน้าต่าง
เซิ่งอันหนิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ในเมื่อไม่มีใครช่วยได้ ถ้าอย่างนั้นก็ได้แต่พึ่งตัวเองแล้ว
แม้ว่าจะยังไม่เคยก่อไฟ แต่เธอก็เคยดูรายกายทีวีที่เอาชีวิตรอดในถิ่นทุรกันดารมาไม่น้อย แค่จุดไฟที่ไม้แล้วนำถ่านมาวาง พอไฟไหม้ถ่าน ในห้องก็จะอุ่นขึ้น
ขณะกำลังคิด เธอก็ม้วนแขนเสื้อขึ้นมาและเก็บกิ่งไม้ท่อนไม้ในลานบ้านหอบกลับเข้าไปในเรือน หลังจากหาไม้ขีดไฟเจอแล้วจึงเริ่มจุดไฟทันที
เพราะกิ่งไม้และท่อนไม้ชื้นเกินไป เมื่อเซิ่งอันหนิงผู้ไร้ประสบการณ์เห็นว่ากระดาษหนังสือพิมพ์ไม่สามารถจุดไฟติดได้ ความคิดสุดท้ายที่นึกออกก็คือเทน้ำมันหยดสุดท้ายในถังสังกะสีเคลือบลงบนกิ่งไม้
คราวนี้ไฟจุดติดแล้ว แต่กลับเกิดควันโขมงไปทั่วห้องในเวลาไม่นาน
เซิ่งอันหนิงเคยลำบากแบบนี้ที่ไหนกัน เธอสำลักควันจนไอออกมาไม่หยุด ทั้งปาดน้ำตาและโยนถ่านเข้าไปในเตานั่น
“หัวหน้า บ้านคุณไฟไหม้!”
ขณะที่โจวสือซวินและเพื่อนร่วมงานกำลังเดินกลับบ้าน พวกเขาก็มองเห็นควันโขมงอยู่ไกล ๆ เขาจึงรีบหิ้วปิ่นโตวิ่งกลับบ้านด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น
แม้เซิ่งอันหนิงจะไม่มีใจอยากอยู่กับเขา แต่เพราะสัญญาในปีนั้น การดูแลหล่อนจึงเป็หน้าที่ของตน
และยิ่งไม่มีทางปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับหล่อน
ทันทีที่เตะประตูเข้าไป ควันหนาทึบพลันพวยพุ่งออกมา จากนั้นก็เห็นเซิ่งอันหนิงนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น เหมือนกับแมวลายตัวหนึ่งกำลังมองมายังเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
อันหนิงคงอยากะโสาปเ้าของร่างเดิม ทำไมฉันต้องมาอยู่ในร่างผู้หญิงปากร้ายนิสัยเสียอย่างเธอด้วย ต้องมาเช็ดล้างวีรกรรมที่เธอทำไว้มันสนุกนักเหรอ
เอาใจช่วยอันหนิงในตอนต่อ ๆ ไปด้วยนะคะ แค่เปิดเื่มาก็เจอเื่น่าปวดหัวแล้ว
ไหหม่า(海馬)