เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 55: ได้บ้านใหม่แล้ว

            ตอนที่ทานอาหาร

            เย็นกันอยู่ ภานุวัฒน์ก็รายงานสถานการณ์ให้เฮียฮั้วทราบว่าเขาหาบ้านใหม่ได้แล้ว

             

            แถมแทนที่จะเป็นบ้านเช่ารายเดือนตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกก็กลับกลายเป็นการซื้อบ้านแบบเช่าซื้อที่เจ้าของบ้านใจดีมากๆ ลดค่าเข้าอยู่ให้เขาจากหนึ่งแสนเหลือเพียงแค่ห้าหมื่นพอให้เขาสามารถจ่ายได้อีกด้วย

             

            "ทิดวัฒน์โชคดีจริง ๆ เป็นคนมีบุญทำงานแป๊บเดียวก็เก็บเงินซื้อบ้านได้แล้ว" 

            เฮียฮั้วชื่นชมออกมาโดยไม่ยอมบอกความจริงถึงเหตุแห่งความใจดีที่เจ้าของบ้านปล่อยขายแบบเช่าซื้อ

             

            "ไม่ได้ขนาดนั้นหรอกครับเฮียคือเจ้าของบ้านที่ชื่อคุณสุกัญญาน่ะ เธอเป็นคนใจดีอยู่แล้วครับแล้วก็เห็นบอกว่าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินก็คิดว่าคงอยากจะช่วยเหลือกันด้วยครับ"ไตเติ้ลถ่อมตัว 

             

            อันที่จริงแล้วถึงแม้จะเป็นการซื้อบ้านแบบเช่าซื้อแต่เขาก็ควรที่จะต้องอาศัยคนค้ำประกันหากคุณสุกัญญาไม่พูดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยนั่นก็แปลว่าหญิงสาวเป็นคนใจดีแล้วก็เชื่อใจเขาว่าจะไม่บิดพลิ้วสัญญาอย่างแน่นอนในจุดนี้บางทีอาจเป็นเพราะอานิสงส์จากการไปเผือกในเรื่องของลุงกฤษณะ

             

            ‘...’

            อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็คงเล่าให้เฮียฮั้วฟังไม่ได้หรอกไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงจะถึงขั้นตั้งศาลบูชาให้กับเขาที่หน้าโรงพิมพ์อย่างแน่นอน

             

            “คุณสุกัญญาเขาเป็นคนมีเงินเป็นเศรษฐีบ้านเช่า แล้วก็ยังเป็นเจ้าของตลาดที่อยู่ตรงข้ามโรงพิมพ์นี่อีกด้วยนะ”

            พอทิดวัฒน์เปิดช่องพูดถึงเจ้าของบ้านเฮียฮั้วก็ทำเนียนออกตัวว่ารู้จักชื่อเสียงของคุณสุกัญญาเป็นอย่างดี

             

            “จริงเหรอครับ?”

            ไตเติ้ลเลิกคิ้วขึ้นตอนไปดูบ้านเห็นคุณสุกัญญาพูดถึงแต่บริษัทอะไรก็ไม่รู้ของสามีที่เธอมีหุ้นอยู่ไม่ได้พูดถึงตลาดย่านนี้เลย

             

            มิน่าล่ะว่าผีลุงกฤษณะถึงได้บอกว่าทิ้งสมบัติเอาไว้ให้หญิงสาวมากจนเธอใช้ทั้งชาติก็ไม่หมดแถมดูจากตลาดที่คึกคักร้านค้ามาเต็มทุกแผงคนเดินเยอะขนาดนี้ก็รู้เลยว่ารายได้จากตลาดต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ

             

            เป็นเจ้าของตลาดแล้วยังเป็นเศรษฐีบ้านเช่าอีกแบบนี้ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหญิงสาวถึงได้บอกว่าตัวเองไม่เดือดร้อนต้องการเงินก้อนเป็นคนใจดีมีน้ำใจเหมือนกับที่ผีตัวพ่อการันตีเอาไว้จริง ๆ ด้วยสินะคุณสุกัญญาคนนี้

             

            “ตอนคุณพ่อเธอเสียเธอก็มาพิมพ์หนังสืองานศพของคุณพ่อเธอที่โรงพิมพ์ของเฮียด้วย ทิดนี่ตาถึงน้าที่ไปต้องตาบ้านของคุณสุกัญญาเข้าได้ถ้าเป็นคนอื่นที่เขาร้อนเงินคงไม่ยอมขายบ้านแบบเช่าซื้อให้ทิดแน่ ๆ”

             

            เฮียฮั้วเนียนอวยเพื่อไม่ให้ทิดวัฒน์ไหวตัวทันถึงเบื้องลึกเบื้องหลังเหตุแห่งการขายบ้านแบบเช่าซื้อของสุกัญญา

             

            เอาจริง ๆ เลยนะ...ในโลกนี้มีที่ไหนกันที่คนเราจะปล่อยขายบ้านเงินผ่อนให้กับคนไม่รู้จักง่าย ๆโดยไม่มีคนค้ำประกัน ต่อให้เป็นผู้มีบุญบารมีระดับทิดวัฒน์โลกมันก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอก

             

            “นั่นสิครับ โชคดีมาก ๆ เลยตอนแรกผมก็คิดแค่ว่าจะไปดูเพื่อขอเช่า คิดไม่ถึงว่าอยู่ ๆจะตกลงเจรจาซื้อขายกันได้ในทันที”

             

            “ดีแล้วล่ะทิดแบบนี้ทั้งทิดและหนูลูกพลับก็จะได้ย้ายออกจากเพิงข้างวัดนั่นสักทีมันไม่ได้สะดวกสบาย บ้านไม่เป็นบ้านแบบนั้นอยู่ไปจะหลับจะนอนมันก็ไม่เป็นสุขหรอก”

            ป้าวิภาที่นั่งฟังทั้งสองคนคุยกันอยู่นานออกความเห็นขึ้นบ้าง

             

            “ลูกพลับอยู่ตรงไหนก็ได้ครับแค่ลูกพลับได้อยู่กับป๊ะป๋าลูกพลับก็มีความสุขแล้วครับ” เด็กชายยิ้มแป้นเห็นป๊ะป๋าอารมณ์ดีลูกพลับก็อารมณ์ดีตามไปด้วย

             

            “ตายแล้ว ลูกพลับทำไมน่ารักอย่างนี้มาอยู่บ้านป้าเถอะ มาเป็นลูกป้าเอาไหม”

            วิภาพูดพร้อมกับจะดึงลูกพลับเข้าไปกอดแต่เด็กชายก็รีบวิ่งแจ้นไปกอดป๊ะป๋าเอาไว้แน่นทันที

             

            “ลูกพลับเป็นลูกป๊ะป๋าลูกพลับจะอยู่กับป๊ะป๋าครับ” เด็กชายยืนยันหนักแน่น

             

            “ถ้ามาเป็นลูกป้า ป้าจะทำบัวลอยให้ทานทุกวันเลยนะ”ว่าที่แม่ยายยื่นข้อเสนอ

             

            ‘เดี๋ยว!มาติดสินบนลูกคนอื่นด้วยบัวลอยเอาซะอย่างนี้เลยเหรอครับ คุณป้าวิภ๊า!’ คนเป็นป๊ะป๋าแอบสครีมอยู่ในใจ

             

            “แต่ว่าคุณแม่ยายใจดีถึงลูกพลับไม่มาเป็นลูกบ้านนี้คุณแม่ยายก็จะทำบัวลอยให้ลูกพลับทานทุกวันอยู่แล้วนี่ครับ”

            เด็กชายทำเสียงอ้อนเพื่อขนมบัวลอยลูกพลับจำต้องปล่อยไม้ตายอีกครั้งแม้ว่าป๊ะป๋าจะทำหน้ากระอักกระอ่วนทุกทุกครั้งในเวลาที่ลูกพลับเรียกป้าวิภาว่าแม่ยายก็ตาม

             

            “โอ๊ย ตายแล้ว...ลูกพลับเล่นน่ารักขนาดนี้แล้วป้าจะไม่ตามใจจะไม่ทำขนมบัวลอยให้ทานยังไงไหวกันล่ะเนี่ย”

            วิภาทำท่าเหมือนจะเป็นลมเพราะทนไม่ไหวกับความน่ารักน่าชังของเจ้าตัวเล็กเรียกเสียงหัวเราะด้วยความเอ็นดูจากผู้ใหญ่ให้ครื้นเครงไปได้ตามกัน

             

            "แล้วจะย้ายเข้าบ้านใหม่เลยไหมล่ะเมื่อกี้เห็นบอกว่า อีกฝ่ายพร้อมให้ย้ายเข้าได้ทันทีหลังจากเซ็นสัญญาเลยนี่"

            เฮียฮั้วดึงกลับเข้าเรื่องอีกครั้งยังตีหน้ามึนซักถามไปเหมือนกับไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ

             

            "ยังดีกว่าครับ บ้านปิดร้างมานานมีฝุ่นเยอะ ผมตั้งใจว่าจะทำความสะอาดตกแต่งบ้านก่อนแล้วค่อยย้ายเข้าไปอยู่ช่วงปีใหม่ครับ"ภานุวัฒน์ตอบ

             

            เอาจริง ๆ ตอนนี้ก็ใกล้สิ้นปีแล้ว เหลืออีกเพียงอาทิตย์เดียวก็จะสิ้นปีแล้วด้วยเถอะทางโรงพิมพ์แต่ละโรงพิมพ์กำลังวุ่นวายที่สุดก็ตอนสิ้นปีนี่แหละที่จะต้องแข่งกันพิมพ์ทั้งปฏิทินพิมพ์ทั้งไดอารี่ ออกมาวางตลาดขาย ในรูปการณ์นี้งานขายเพลทของภานุวัฒน์ก็อาจจะต้องหยุดชะงักไปด้วยเพราะไม่มีโรงพิมพ์ไหนว่างพอจะมาจัดการดูแลส่งเพลทออกมาให้ขาย 

            ไตเติ้ลลำดับแพลนงานดูแล้วก็ปรากฏว่าเขามีคิวรับซื้อเพลทก็เพียงแค่วันพรุ่งนี้อีกวันเดียวเท่านั้นในอาทิตย์หน้าทุกโรงพิมพ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าเจอกันอีกทีปีหน้า

             

            เมื่อเป็นอย่างนี้พร้อมกับที่อยู่ดีๆ ก็ฟลุกได้บ้านหลังใหม่มาในจังหวะเดียวกันชายหนุ่มจึงตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลาของอาทิตย์สิ้นปีนี้หยุดงานเพื่อเคลียร์ผีออกจากบ้านหลังนั้นและย้ายเข้าบ้านในวันที่หนึ่งมกราคมอันถือเป็นฤกษ์ดีปีใหม่เสียเลย

             

            อ้อ...ไอ้เรื่องที่ว่าจะต้องเคลียร์ผีนี่ก็คงต้องเหยียบไว้ให้มิดหลุดปากให้เฮียฮั้วรู้ไม่ได้หรอกถ้ายังไม่คิดอยากจะได้ศาลบูชาเป็นของตนเองที่หน้าโรงพิมพ์ล่ะก็นะ

             

            ถึงเฮียฮั้วจะพอรู้อยู่บ้างว่าทิดวัฒน์เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งก็ตามแต่อะไรที่มันเวอร์เกินไปเขาก็ไม่อยากจะป่าวประกาศออกไปให้มีเรื่องวุ่นวายพุ่งเข้ามาหาตัวเองโดยไม่จำเป็นหรอก

             

            ภานุวัฒน์ตัดสินใจไม่เล่าเรื่องทั้งหมดที่ตนได้เผชิญมาในบ้านหลังนั้นให้เฮียฮั้วฟังโดยไม่รู้เลยว่า... 

             

            อันที่จริงเฮียฮั้วรู้เรื่องแล้วหมดสิ้นในทุกสิ่งอย่างทันทีที่คุณสุกัญญากลับไปถึงบ้านแล้วยกหูโทรศัพท์โทรหาเฮียฮั้วเล่าอภินิหารทุกอย่างที่เธอเจอมาให้เฮียฮั้วฟังในทันที

             

            ก็คุณวัฒน์บอกว่าห้ามเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังแต่เฮียฮั้วรู้จักกับคุณวัฒน์มาอยู่ก่อนแล้วดังนั้นเฮียฮั้วก็ไม่ใช่คนอื่นสำหรับคุณวัฒน์ ดังนั้นสุกัญญาก็น่าจะขยาย… เอ๊ย!เล่าความจริงให้เฮียฮั้วฟังได้สินะ ว่าคุณวัฒน์ของเฮียฮั้วเนี่ย เจ๋งมากขนาดไหน!

             

            เฮียฮั้วรู้เรื่องทั้งหมดจากสุกัญญาแล้วก็ยังทำตีมึนเหมือนกับไม่รู้อะไรได้แต่เก็บความชื่นชมเอาไว้ในใจว่าทิดวัฒน์คนนี้เป็นคนดีจริง ๆ มีญาณวิเศษที่ดีตรงแม่นขนาดนี้แต่กลับไม่อวดอ้างตัวเองว่าเป็นผู้วิเศษเพื่อหาชื่อเสียงเงินทองแล้วก็ไม่เอามาใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงหากินกับคนที่ลำบากอีกด้วย 

             

            ใจจริงเฮียฮั้วอยากพูดชื่นชมกับเจ้าตัวให้สมกับคุณความดีที่อีกฝ่ายสร้างไว้แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะคุณสุกัญญาย้ำมาว่าทิดวัฒน์ห้ามเธอเล่าให้คนอื่นฟังเด็ดขาดคิด ๆ แล้วพรุ่งนี้เฮียฮั้วจึงตั้งใจว่าจะพาคุณวิภาไปทำบุญกับหลวงตาแช่มที่วัดดีกว่า 

             

            หลวงตาแช่มเป็นพระอุปัชฌาย์[1]ของทิดวัฒน์นับได้ว่าเป็นอาจารย์ที่ทิดวัฒน์เคารพนับถือ ไม่ใช่คนอื่นคนไกลสำหรับทิดวัฒน์เพราะฉะนั้นเรื่องนี้

             

            ก็น่าจะเล่าให้หลวงตาแช่มฟังได้อยู่.


    [1]พระอุปัชฌาย์ หมายถึงพระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เป็นประธานและรับผิดชอบในการบรรพชาอุปสมบทหลวงตาแช่มเป็นพระอุปัชฌาย์ของทิดวัฒน์ก็คือหลวงตาแช่มเป็นพระที่ทำการบวชให้กับทิดวัฒน์