Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 514 เมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณ

เมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณ

 

            เมื่อการทดลองเริ่มต้นขึ้นบรรยากาศรอบตัวกัสกับแองจี้ก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม แม้จะมีความเชื่อใจและความมั่นใจ แต่ทั้งสองคนก็ไม่เคยประมาทในการทดลอง

            “เริ่มการเชื่อมต่อครรภ์เทียม!”

            “รับทราบ! เริ่มการเชื่อมต่อครรภ์เทียม!”

            แองจี้ออกคำสั่ง แองเจิลขานรับอย่างรวดเร็ว จากนั้นการทดลองก็เริ่มต้น แองเจิลเริ่มรายงานสถานการณ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

            การเชื่อมต่อก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลาราวๆ 10 นาที การเชื่อมต่อถึงได้เสร็จสิ้น ก่อนจะรายงานผลการเชื่อมต่อออกมาด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง

            “การเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์ อัตราการเชื่อมต่ออยู่ในเกณฑ์ ‘ต่ำ’ เสนอให้ทำการกระตุ้นการเชื่อมต่อค่ะ!”

            “อนุมัติคำขอ ทำการกระตุ้นการเชื่อมต่อได้!”

            “ยืนยันคำสั่ง กระตุ้นการเชื่อมต่อ”

            “ยืนยัน!”

            ทันทีที่พูดจบแองเจิลก็เริ่มทำการกระตุ้นการเชื่อมต่อในทันที เธอเปิดระบบภายในร่างกายของเธอเพื่อทำการกระตุ้นการเชื่อมต่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว การกระตุ้นครั้งแรกผ่านไป อัตราการเชื่อมต่อก็ยังคงต่ำ มีอัตราการเชื่อมต่ออยู่ที่ 2 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ

            เมื่อผ่านการกระตุ้นรอบที่สองและสาม อัตราการเชื่อมต่อก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด เมื่อเสร็จสิ้นการกระตุ้นครั้งที่ 3 อัตราการเชื่อมต่อก็เพิ่มขึ้นไปถึง 5 เปอร์เซ็นต์

            ทันทีที่บรรลุถึงจุดนี้แองจี้ก็หันไปมองหน้ากัสครั้งหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะพยักหน้าให้กันราวกับเข้าใจกันได้

            “ยกเลิกคำสั่งกระตุ้นการเชื่อมต่อ เริ่มการทดลองขั้นต่อไป”

            “ยืนยันคำสั่ง ยกเลิกการกระตุ้นการเชื่อมต่อ เริ่มการทดลองขั้นต่อไป”

            ทุกคำสั่งได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว แองเจิลหยุดการกระตุ้นการเชื่อมต่อครั้งที่ 4 เอาไว้และเริ่มการทดลองขั้นต่อไปในทันที

            “ตรวจพบพื้นที่เชิงมิติค่ะ”

            “ให้รหัสพื้นที่ ต่อจากนี้เรียกว่า ‘ห่วงมิติเทียม’ ได้ใช่ไหมคะท่านกัส”

            “อืม ไม่มีปัญหา เอาตามที่เจ้าเห็นสมควรเถอะ”

            เมื่อแองจี้ได้รับคำตอบ เธอก็หันไปสั่งการแองเจิลต่อ การทดลองขั้นต่อไปจึงดำเนินขึ้นภายใต้รหัสว่าห่วงมิติเทียม ก่อนจะเริ่มทดลองการถ่ายโอนพลังวิญญาณ

            “เริ่มต้นการทดสอบการถ่ายโอนพลังวิญญาณได้!!”

            ทันทีที่ได้ยินคำสั่งนี้กัสก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขานึกแปลกใจเพราะเขาไม่คิดว่าแองเจิลจะมีพลังวิญญาณด้วย เนื่องจากเธอเป็นหุ่นยนต์เมด

            “แองเจิลมีพลังวิญญาณด้วยหรือแองจี้”

            “มีค่ะ แต่เนื่องจากร่างหุ่นนั้นไม่มีอวัยวะที่ใช้ในการเก็บรักษาพลังวิญญาณและไม่มีแกนวิญญาณที่แท้จริง ข้าจึงต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะเพื่อทำหน้าที่เก็บพลังวิญญาณไว้นะคะ”

            กัสประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองแองเจิลอีกครั้งและอดคิดไม่ได้ว่าหากเธอมีพลังวิญญาณ เช่นนั้นเธอก็น่าจะฝึกฝนพลังวิญญาณได้

            “แบบนี้แองเจิลก็ฝึกฝนพลังวิญญาณได้สินะ”

            “เรื่องนั้นเกรงว่าคงไม่ได้ค่ะท่านกัส ขีดจำกัดในการเก็บสะสมพลังวิญญาณของอุปกรณ์ค่อนข้างจำกัดนะคะ นอกจากนั้นมันยังไม่สามารถพัฒนาได้เพราะขาดแกนวิญญาณค่ะ”

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็พยักหน้ารับ โดยไม่รู้ตัวว่าดวงตาของเขาเผยให้เห็นความผิดหวังขึ้นมาชั่วขณะ ซึ่งแองจี้สัมผัสได้อย่างชัดเจน เธอจึงยิ้มออกมาเล็กน้อย

            “แต่ไม่ต้องห่วงนะคะท่านกัส ข้าคิดว่าสักวันหนึ่งข้าจะสามารถสร้างแกนวิญญาณเทียมเพื่อแองเจิลได้แน่นอนค่ะ นอกจากนั้น..หากการทดลองในวันนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ข้าก็มีความคิดที่จะสร้างทะเลสาบวิญญาณเทียมให้แองเจิลแล้วล่ะค่ะ”

            “จริงหรือ! งั้นข้าก็ยินดีด้วยนะแองเจิล! งั้นพวกเรามาทำการทดลองกันต่อเถอะแองจี้!!”

            เมื่อรู้ว่าการทดลองในครั้งนี้มีส่วนช่วยแองเจิลอย่างมาก กัสก็เหมือนได้รับแรงกระตุ้นจนทำให้แองจี้ยิ้มหวานออกมา จากนั้นก็เริ่มทำการทดลองต่ออย่างตั้งใจ

            ไม่นานนักการทดลองแต่ละขั้นก็ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น แม้จะมีหลายจุดที่ผิดจากความต้องการและบางส่วนไม่สมบูรณ์พอ แต่ข้อมูลทั้งหมดที่เก็บได้ก็นับว่ามีค่าอย่างมาก ทั้งสำหรับกัสและแองจี้

            ผ่านไปนานเกือบ 3 ชั่วโมงในที่สุดการทดลองก็จบลง ผลลัพธ์ยังคงเป็นความล้มเหลว แต่ก็ได้ข้อมูลที่มีค่ามากมาย แองจี้จึงรีบกลับไปวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดในทันทีโดยทิ้งแองเจิลเอาไว้ดูแลกัสเพราะในตอนนี้ภายในดันเจี้ยนแทบจะไม่มีข้ารับใช้อยู่เลย

            เมื่อกัสกับแองเจิลอยู่กันสองต่อสอง บรรยากาศก็กลายเป็นผ่อนคลายขึ้นมา เขาไม่ได้คิดอะไรมากและไม่ใช่บุรุษหนุ่มไร้เดียงสาที่จะตื่นเต้นยามอยู่กับสตรีเพียงสองต่อสอง

            นอกจากนั้นกัสก็ไม่ได้มีความต้องการมากจนเกินไป แองเจิลยิ่งไม่มีความต้องการตามธรรมชาติเป็นของตัวเอง สองนายบ่าวจึงทำตัวไปตามปกติ พูดคุยกันบ้างเล็กน้อย จนกระทั่งผ่านวันไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            กัสที่ยังคร่ำเคร่งอยู่กับการนำข้อมูลที่ได้ไปครุ่นคิดเพื่อปรับปรุงวิชาของตัวเอง แองเจิลก็อยู่เคียงข้างเขาโดยไม่พูดอะไร นอกจากคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ทั้งเสิร์ฟน้ำและของว่างต่างๆ

            ทุกอย่างดำเนินไปแบบนั้น จนกระทั่งเช้าของวันใหม่มาถึง แองจี้ก็กลับมาพร้อมกับความตื่นเต้นยินดีและนำเสนอข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาอย่างละเอียดตลอดทั้งคืนในเตียงนอนโลกวิญญาณ

            ด้วยความตื่นเต้นกัสเลยไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการทำงานตลอดทั้งคืนของแองจี้ ทั้งสองเริ่มรวมหัวกันตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง แลกเปลี่ยนความคิดกันเล็กน้อย จากนั้นก็วางรูปแบบการทดลองครั้งที่สอง

            จากนั้นการทดลองก็ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง วันแล้ววันเล่าผ่านไปเช่นนั้น กัสจมอยู่กับการคิดอย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับแองจี้ที่พัฒนาระบบใหม่ๆ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้แองเจิลได้รับการติดตั้งครรภ์เทียมตัวใหม่ที่มีห่วงมิติเทียมขนาดใหญ่ที่ผ่านการปรับปรุง จนสามารถใช้เป็นทะเลสาบวิญญาณเทียมสำหรับตัวเธอเองได้

            ส่วนกัสนั้นก็ได้รับการตั้งชื่อ ‘เมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณ’ ให้กับเทคนิคเริ่มต้นของวิชากระบี่วิญญาณ

            แนวคิดของวิชายิ่งมาก็ยิ่งสมบูรณ์จากห่วงมิติเทียมกลายเป็นเมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณ จากนั้นก็เริ่มสร้างแนวทางการบ่มเพาะด้วยเคล็ดวิชาเริ่มต้นนี้ ทั้งปรับปรุงเมล็ดพันธุ์กระบี่ให้สามารถพัฒนาได้ด้วยตัวผู้ฝึกเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังของกัสทั้งหมด

            การพัฒนาในส่วนนี้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณสร้างขึ้นมาจากพลังของเขาทั้งหมด ทำให้ยากที่จะตัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับเมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณได้ มันจึงเกิดข้อจำกัดบางอย่างขึ้นในการฝึกฝน

            ข้อจำกัดหลักๆ นั้นคือผู้ฝึกฝนจะไม่สามารถหลุดพ้นจากการควบคุมของกัสได้ ข้อจำกัดนี้เป็นข้อเสียสำหรับการพัฒนาวิชา แต่มันกลับเป็นข้อดีที่น่าสนใจมากในการสร้างกองทัพของตัวเอง

            ซึ่งแน่นอนว่าแองจี้ย่อมมองเห็นและให้คำแนะนำกัสเกี่ยวกับเรื่องนี้และแนะนำให้เขาพัฒนาวิชากระบี่วิญญาณออกเป็น 2 แนวทาง

            แนวทางแรกคือวิชาที่ฝึกฝนโดยพึ่งพาเมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณที่มีสายสัมพันธ์กับตัวเขา เพื่อให้เขาสามารถควบคุมกองทัพที่ฝึกฝนวิชาด้วยวิธีนี้ได้อย่างสมบูรณ์ มันจะกลายเป็นเครื่องมือป้องกันไม่ให้มีใครทรยศเขาได้

            ในขณะเดียวกันก็สร้างรูปแบบเมล็ดพันธุ์กระบี่อันบริสุทธิ์ที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับเขา ส่วนนี้มีไว้ให้คนทั่วไปฝึกฝน

            สองแนวทางพัฒนาไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งนั้นก็เพื่อให้ผู้ฝึกฝนสามารถฝึกได้อย่างสบายใจและในเวลาเดียวกันก็เป็นการสร้าง ‘วิชา’ ที่สมบูรณ์ ไม่ใช่ทักษะที่ใช้เพื่อบ่มเพาะกองทัพของตัวเอง

            แนวทางแรกนั้นไม่นับว่าเป็นวิชาที่สมบูรณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการฝึกฝนนั้นจำต้องพึ่งพาตัวกัสตลอดทุกขั้นของการฝึกฝน แต่มันก็มีข้อดีตรงที่ตัวเขาสามารถให้การสนับสนุนผู้ที่ฝึกฝนด้วยวิธีนี้ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ความเร็วในการฝึกฝนรวดเร็วกว่าวิธีที่สอง

            ขณะที่แนวทางที่สองนั้นแม้จะมีข้อเสียหลายอย่าง แต่ก็นับเป็นรูปแบบของวิชาที่แท้จริง ซึ่งผู้ฝึกฝนสามารถนำไปฝึกฝนและต่อยอดด้วยตัวเองได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมันจะกลายเป็นวิชาของผู้ฝึกฝน มันจึงนับได้ว่าเป็นวิชาที่สมบูรณ์

            ส่วนข้อจำกัดในการเริ่มต้นที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณนั้น แองจี้แนะนำให้กัสเก็บข้อจำกัดนี้เอาไว้ เพื่อใช้เป็นมาตรการป้องกันของตำหนักกระบี่และเป็นการป้องกันไม่ให้คนนอกสามารถฝึกฝนวิชาของเขาได้

            ซึ่งก็แน่นอนว่ากัสย่อมไม่ปฏิเสธเพราะขนาดเขานำไปให้ซีต้าช่วยดู เธอก็ยังเห็นด้วยกับคำแนะนำของแองจี้เพราะการทำเช่นนี้จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของเขาเอาไว้ได้

            ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ตำหนัก’ ที่เป็นชื่อเรียกขุมกำลังของผู้ฝึกฝน หากไม่มีเคล็ดวิชาลับเป็นของตัวเองก็คงยากที่จะใช้ชื่อนี้ได้อย่างเต็มปาก เอาเข้าจริงๆ การที่กัสตั้งชื่อตำหนักของเขาว่าตำหนักกระบี่ก็เพราะอารมณ์ล้วนๆ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับชื่อตำหนัก ที่เป็นหนึ่งในชื่อเรียกของขุมกำลังเลยสักนิด

            แต่เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วและเปิดรับสาวกแล้ว ทั้งยังลงทุนลงแรงไปไม่น้อย หากจะทำให้มันถูกต้องและกลายเป็นตำหนักอย่างแท้จริงได้ กัสก็ไม่ปฏิเสธเช่นเดียวกัน

            เมื่อแนวทางทั้งสองได้รับการยืนยัน การพัฒนาต่อยอดก็ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายครั้งโดยเฉพาะ ‘วัตถุ’ ที่จะนำมาใช้เป็นภาชนะของเมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณ

            วัตถุที่กัสเลือกนั้น คือเมล็ดของพืชเวทมนตร์ชนิดหนึ่งที่มิโดริสร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ พืชชนิดนี้เป็นพืชที่มีคุณสมบัติของวิญญาณ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ตรงที่สามารถดูดซับมันเข้าไปเพื่อผสานกับร่างกายได้โดยตรง

            วิธีนี้แม้จะดูเหมือนไม่มีประโยชน์อะไร แต่มันกลับเป็นภาชนะที่ดีที่สุดในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณในอนาคต ทั้งนี้ก็เพราะการที่มันเป็นเมล็ดพืช มันจึงสามารถ ‘เติบโต’ ได้นั่นเอง ซึ่งต่างจากวัตถุวิญญาณทั่วไปที่ไม่มีความสามารถแบบนี้

            นอกจากการคัดเลือกวัตถุที่เป็นภาชนะ ก็ยังมีการคิดค้นเคล็ดวิชาที่แตกต่างกันเพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์กระบี่ ยิ่งคิดกัสก็ยิ่งรู้สึกสนุกสนาน เขารู้สึกหลงใหลไปกับการสร้างวิชาของตัวเองเป็นที่สุด จนท้ายที่สุดเขาก็ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดลงไปกับการคิดค้นจนแทบจะลืมจุดประสงค์แรกเริ่มไป

            ภายใต้ความพยายามและความทุ่มเทที่ถึงขั้นหลงใหลของกัส เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความสมบูรณ์ของวิชายิ่งมาก็ยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น จนถึงตอนนี้ในระดับขั้นพื้นฐานของแนวทางการฝึกฝนทั้งสองแนวทางก็เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว

            ส่วนที่กัสกำลังครุ่นคิดอยู่ในปัจจุบันคือระดับขั้นของวิชาที่จะใช้ฝึกฝนในระดับ ‘เตรียม’ เพื่อเตรียมตัวก้าวข้ามขอบเขตเพื่อกลายเป็นเทพอสูรหรือครึ่งเทพ

            แต่เพราะประสบการณ์ของเขายังมีไม่มากพอ ความรู้ก็ยังไม่ลึกซึ้งพอ เขาจึงไม่สามารถสร้างวิชาที่สามารถใช้เป็นรากฐานในการก้าวข้ามขอบเขตได้จริง

            แต่ถึงจะสร้างไม่ได้ การได้พยายามสร้างมันด้วยความหลงใหลก็ทำให้ความรู้ความเข้าใจของกัสที่มีต่อวิชาเพิ่มสูงขึ้นไปด้วยเช่นกัน

            ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการคิดค้นวิชานี้คือ การใช้ทักษะของเขาสร้างกระบี่วิญญาณขึ้นมาโดยตรง โดยใช้แนวทางเดียวกับวิชาที่เขาสร้างขึ้น ส่งผลให้ ‘กระบี่วิญญาณ’ ที่เดิมทีสร้างขึ้นมาจากการควบคุมรูปร่างของพลังวิญญาณ กลายเป็นกระบี่วิญญาณที่แท้จริงในที่สุด

            ตอนนี้ตัวกระบี่ไม่ได้เป็นเพียงพลังวิญญาณที่เปลี่ยนรูปเป็นกระบี่อีก หากแต่เป็นกระบี่ที่แท้จริงที่สร้างขึ้นมาจากพลังวิญญาณ ซึ่งถ้าเทียบกับกระบี่วิญญาณแบบเดิมแล้ว มันแข็งแกร่งกว่าหลายสิบเท่า

            แต่ถึงจะดีกว่ามันก็มีข้อเสียมากกว่า นั่นคือกัสไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างของมันได้ตามใจอีกต่อไปหากเขาเปลี่ยนมันเป็นกระบี่วิญญาณที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นมันก็มีข้อเสียตรงที่เขาไม่สามารถเปลี่ยนมันกลับเป็นพลังวิญญาณบริสุทธิ์ตามเดิมได้

            นอกจากนั้นแล้วแม้ว่าพลังของกระบี่วิญญาณจะทรงพลังกว่ากระบี่ที่สร้างขึ้นมาจากพลังวิญญาณแบบเดิม แต่มันก็ไม่ได้สร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ เขาจำต้องบ่มเพาะมันตั้งแต่เริ่มต้น ผสมผสานพลังวิญญาณและพลังชีวิต รวมไปถึงจิตสำนึกตามแนวทางของวิชาที่เขาสร้างขึ้น

            จากนั้นก็สร้างเมล็ดพันธุ์กระบี่ขึ้นมาแล้วบ่มเพาะมันจนกลายเป็นกระบี่วิญญาณ

            ขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นมานี้จึงกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้กัสไม่สามารถใช้มันได้อย่างที่ใจต้องการ แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพราะเขาไม่มีพลังและเวลามากพอที่จะสร้างมันเป็นจำนวนมากก็เท่านั้น

            แต่ถ้าวันไหนเขาสามารถสร้างกระบี่วิญญาณที่แท้จริงได้ถึง 1 หมื่นเล่มและใช้วิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งออกมาด้วยกระบี่วิญญาณที่แท้จริง เขาก็มั่นใจว่าเขาสามารถใช้กระบี่วิญญาณนั้นฆ่าครึ่งเทพและเทพอสูรที่มีระดับต่ำกว่า 8 ดาวได้อย่างง่ายดาย

            และถ้าเขาหลอมรวมแกนพลังจนสมบูรณ์และฝึกฝนความแข็งแกร่งของพลังเทวะให้เกินระดับ 1 ดาวได้ ครึ่งเทพหรือเทพอสูรระดับ 8 ดาวก็จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอีก ต่อให้เป็นระดับ 9 ดาวเขาก็ยังมั่นใจว่าพอสู้ได้

            ทว่าความมั่นใจก็ยังเป็นความมั่นใจ กัสเพียงแค่คิดและคาดหวังว่ามันจะสำเร็จ ในขณะที่ปัจจุบันเขาเพิ่งจะเริ่มต้นบ่มเพาะกระบี่วิญญาณที่แท้จริงจนได้กระบี่วิญญาณเล่มแรกที่แข็งแกร่งกว่ากระบี่วิญญาณแบบเดิมหลายสิบเท่าเพียงเท่านั้น

            “ดูเหมือนว่าข้าจะคิดเยอะเกินไปหน่อยแฮะ แต่ก็น่าคิดนะ..ถ้าเพิ่งจะสร้างกระบี่วิญญาณได้มันก็แข็งแกร่งขนาดนี้ แล้วถ้าข้าบ่มเพาะมันต่อไปจะเป็นยังไงนะ”

            ยิ่งคิดกัสก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น เขาค้นพบความเป็นไปได้มากมายในการพัฒนาวิชาของตัวเอง มันทำให้เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมากจนแทบจะหยุดตัวเองไม่ได้

            ถึงจะเป็นแบบนั้นกัสก็ไม่ได้ลืมทุกอย่างจนหมดสิ้น เขายังคงเฝ้ารอเวลาอย่างใจเย็น ตรวจสอบความก้าวหน้าของทุกคนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอิจิโกะที่ตอนนี้สะสมผลึกน้ำผึ้งทองคำศักดิ์สิทธิ์ได้เกือบถึงจำนวนที่เขากำหนดแล้ว

            แต่ยิ่งอิจิโกะสะสมผลึกน้ำผึ้งทองคำศักดิ์สิทธิ์ได้ใกล้จำนวนที่กัสกำหนดไว้มากเท่าไหร่ เขาก็สัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นผสมกับความหวาดกลัวของเธอได้มากขึ้นเท่านั้น

            สภาวะจิตใจที่ผิดปกตินี้ถูกกัสสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะนำมันไปปรึกษาซีต้าด้วยความเป็นห่วงจนเข้าใจว่านี่คือสภาวะที่เรียกว่า ‘การต่อต้านของสัญชาตญาณ’ นี่เป็นสภาวะที่ยากจะเกิดขึ้นในเผ่าแมลง

            แต่มันจะเกิดขึ้นมาก็ต่อเมื่อเผ่าแมลงคนนั้นมีความคิดที่จะหลุดพ้นจากการควบคุมของนางพญา มันจะเกิดแรงต้านที่มาจากส่วนลึกของสัญชาตญาณขึ้น

            อิจิโกะแม้จะไม่มีความคิดต่อต้านนางพญาที่ให้กำเนิดเธอ แต่ความคิดที่จะ ‘เกิดใหม่’ เพื่อกลายเป็นนางพญานั้น ตามกฎของเผ่าพันธุ์การกระทำของเธอก็ไม่ต่างอะไรจากการ ‘กบฏ’ สักเท่าไหร่นัก

            แม้ว่าในตระกูลของเขาจะไม่มีกฎอะไรแบบนี้อยู่จริงๆ แต่นี่เป็นกฎของธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ มันเป็นกฎที่ฝันอยู่ในสายเลือดจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับสัญชาตญาณของความเป็นแม่ของสตรีที่จะดูแลบุตรของตนเอง

            หากแต่แรงกดดันของกฎนี้กลับรุนแรงกว่าหลายสิบเท่าเพราะมันเป็นกฎที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของเผ่าแมลง

            กัสที่รู้แบบนั้นก็นึกเป็นห่วงอิจิโกะขึ้นมาทันที เขาจึงตัดสินใจวางการคิดค้นวิชาใหม่ของเขาก่อนและไปอยู่กับเธอเพื่อคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

            เมื่อได้รับกำลังใจจากกัส จิตใจของอิจิโกะก็มั่นคงขึ้น ความเร็วในการสะสมที่ชะลอตัวลงเพราะความสับสนและการต่อต้านของสัญชาตญาณจึงค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาอย่างช้าๆ

            แต่ยิ่งจำนวนเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ จิตใจของอิจิโกะก็ยิ่งย่ำแย่ลงเท่านั้น ทว่าเธอก็ยังพยายามฝืนทนโดยมีกัสอยู่ข้างๆ ทำให้เธอเข้มแข็งพอจะฝืนทนเพื่อข้ามผ่าน ‘ด่านสำคัญ’ ที่ทำให้ผึ้งงานไม่อาจกลายเป็นนางพญาได้

            หากเทียบกับมนุษย์ ผึ้งงานก็เปรียบได้กับทาสของนางพญา การจะเปลี่ยนสถานะของตัวเองจากทาสที่ต่ำต้อย เพื่อกลายเป็นนางพญา ก็ไม่ต่างอะไรจาก ‘ทาส’ ที่อยากเป็น ‘ราชา’

            เพียงแต่ผึ้งงานนั้นมีความยากลำบากกว่าการเปลี่ยนสถานะจากทาสเป็นราชามาก สำหรับทาสสิ่งที่ขัดขวางพวกมันจากการเป็นราชานั้นคือแรงต้านจากสถานะที่ต่ำต้อยและต้นทุนที่แตกต่าง

            ทว่าอุปสรรคภายนอกนั้นยังสามารถก้าวข้ามได้หากได้รับโอกาสและมีความพยายามที่มากพอ

            มันต่างจากผึ้งงานที่คิดจะเป็นนางพญาเพราะอุปสรรคของพวกเธอนั้นไม่ได้มีเพียงอุปสรรคภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีอุปสรรคภายในที่ยากจะผ่านได้

            แม้ว่าอิจิโกะจะได้รับการสนับสนุนจากกัสจนได้รับโอกาสที่จะฝึกฝนวิชาระดับสูงและสามารถสะสมผลึกน้ำผึ้งทองคำศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่เธอก็ยังต้องต่อสู้กับอุปสรรคสุดท้ายด้วยตัวของเธอเอง

            ต่อให้กัสจะคอยอยู่เคียงข้างและเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด มันก็ยังไม่อาจช่วยเหลือให้อิจิโกะผ่านอุปสรรคนี้ไปได้เพราะปัจจัยภายนอกไม่อาจส่งผลต่อจิตใจได้มากนัก

            กัสอาจจะมอบความกล้า ความเชื่อมั่นให้อิจิโกะได้ แต่สุดท้ายแล้วคนที่ต้องสู้กับแรงต้านจากสัญชาตญาณก็คือตัวของเธอเอง

            เมื่ออิจิโกะฝืนทนจนเก็บสะสมผลึกน้ำผึ้งทองคำได้ครบจำนวน เธอก็มาถึงขีดจำกัดของเธอแล้ว เธอสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในใจ สัมผัสได้ถึงความล้มเหลวที่รอคอยอยู่

            ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณ มันทำให้เธอไม่กล้าที่จะใช้ผลึกน้ำผึ้งทองคำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 ร้อยผลึกเพื่อใช้เวทมนตร์เกิดใหม่

            ขณะที่เธอหวาดกลัวและลังเลใจนั้น เธอก็นึกไปถึงบางสิ่งบางอย่างที่เธอสามารถนำติดตัวไปเพื่อใช้เวทมนตร์เกิดใหม่ได้

            สิ่งนั้นก็คือ เมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณที่กัสสร้างขึ้น

            แม้จะรู้ดีว่าสิ่งนี้ไม่มีส่วนช่วยใดๆ ในการต่อสู้กับสัญชาตญาณของเธอ แต่อิจิโกะก็ตัดสินใจร้องขอเมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณจากกัสเพราะสิ่งนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถหลอมรวมกับดวงวิญญาณของเธอได้และเป็นสิ่งเดียวที่จะอยู่เคียงข้างเธอในช่วงเวลาของการ ‘เกิดใหม่’

            อิจิโกะหวังเพียงว่าสิ่งนี้จะเป็นกำลังใจให้เธอเพื่อทำให้เธอสามารถต่อต้านกับสัญชาตญาณเพื่อรักษาความตั้งใจของตัวเองไว้ในช่วงเวลานั้น

            และก็แน่นอนว่ากัสไม่มีทางปฏิเสธคำขอนี้ เขาถึงกับตั้งใจกลั่นเมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณออกมาโดยใช้พลังเต็มที่จนถึงขีดสุดที่ภาชนะจะรับไหวจนเกิดเป็นเมล็ดพันธุ์กระบี่วิญญาณสีทองคำดำที่ปลดปล่อยกลิ่นอายที่ทรงอำนาจออกมา

            อิจิโกะรับเมล็ดพันธุ์กระบี่ไปด้วยความยินดี จากนั้นก็กลืนมันลงไปในทันที ก่อนจะกระตุ้นเคล็ดวิชาตามคำสอนของกัสเพื่อดูดซับเมล็ดพันธุ์กระบี่นั้น

            ขั้นตอนของการดูดซับนั้นกินเวลานานหลายวันเพราะพลังที่มากยิ่งที่อัดแน่นอยู่ในเมล็ดพันธุ์สีทองคำดำนี้

            แต่เมื่ออิจิโกะดูดซับเมล็ดพันธุ์จนสมบูรณ์ ที่บริเวณหน้าผากของเธอก็ปรากฏตราสัญลักษณ์รูปกระบี่สีดำขึ้นมาและเมื่อเธอลืมตาขึ้นมา ประกายแสงภายในดวงตาของเธอก็เผยให้เห็นประกายแสงที่แหลมคมราวกับกระบี่

            พริบตานั้นกัสรู้สึกเหมือนเห็นภาพสะท้อนของกระบี่สีทองคำดำในดวงตาของอิจิโกะก่อนที่มันจะหายไปและสัมผัสได้ถึงความมั่นคงทางจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าประหลาด

            “ขอบคุณมากค่ะท่านกัส ข้า..จะใช้เวทมนตร์เกิดใหม่แล้วนะคะ ได้โปรด..รอคอยข้าด้วย”

            “แน่นอน! ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน..เพราะฉะนั้น เจ้าต้องทำให้สำเร็จนะ!!”

            “ค่ะ! ท่านกัส!!”

            หลังจากให้คำสัญญาที่มุ่งมั่น อิจิโกะก็เดินเข้าไปในรังที่สร้างจากดินที่เธอสร้างเตรียมเอาไว้ จากนั้นปากทางเข้าก็ปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่รังจะยุบตัวลงไปในดินจนเผยให้เห็นเพียงส่วนยอดที่มีรูขนาดเล็กที่มีไว้ส่งหยาดน้ำผึ้งทองคำเข้าไปเป็นสารอาหารสำหรับบำรุงขณะที่เกิดใหม่

            ทันทีที่กัสเห็นรูขนาดเล็กที่อยู่บนยอด เขาก็เข้าใจจุดประสงค์ของมันได้ทันที เขาจึงหันไปมองข้ารับใช้นับหมื่นของอิจิโกะที่บินอยู่โดยรอบ ซึ่งตระหนักถึงหน้าที่ของตัวเองได้จากสัญชาตญาณจึงเริ่มทำงานอย่างหนักในทันที

            หยาดน้ำผึ้งทองคำหยดแล้วหยดเล่าถูกส่งเข้าไปผ่านทางรูนี้ มันทำงานกันไม่ได้หยุด เรียงแถวกันเข้ามาส่งหยาดน้ำผึ้งทองคำเข้าไปทีละหยด จนทำให้พื้นที่โดยรอบปกคลุมไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำผึ้งทองคำ

            กัสมองภาพนี้ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย เขายืนอยู่แบบนั้นโดยไม่ขยับไปไหนตามคำสัญญาและเฝ้ามองการทำงานอย่างหนักของข้ารับใช้ที่พยายามเพื่อผู้ให้กำเนิดของพวกมัน

            ‘พยายามเข้านะอิจิโกะ..’