ขบวนรถมาถึงประตูทิศเหนือเยว่จงขึ้นไปเจรจากับนักรบผู้เชี่ยวชาญในกองคาราวานสินค้าเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการชำระเงิน
สินค้าเหล่านี้ถูกขนส่งจากฐานใหญ่มายังฐานหลินไห่เพื่อขายและแลกเปลี่ยนเป็นเงินหรือแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบชนิดอื่นๆ
ทรัพยากรเหล่านี้เป็นของที่ขาดแคลนในฐานขนาดใหญ่ เช่น วัตถุดิบทำยาบางชนิดหรือชิ้นส่วนสัตว์อสูร ฯลฯ
แต่กลับกันฐานขนาดใหญ่สามารถจัดหาสินค้าสำเร็จรูปจำนวนมากได้ เช่นยารักษาบาดแผล หรือยาชนิดอื่นๆ ที่จำเป็น
การแลกเปลี่ยนสินค้าจากทั้งสองฐานทัพเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่ายและหอยุทธ์ก็ทํากําไรจากการค้าในรูปแบบนี้ได้มากมาย
เยว่จงส่งคนไปจัดการสินค้า กระบวนการนี้ใช้เวลา 1-2ชั่วโมง
ผู้อาวุโสหลี่และคนอื่นๆ รู้อยู่แล้วว่ากระบวนการนี้ใช้เวลานานดังนั้นพวกเขาจึงปิดตาและพักผ่อนในขณะที่เย่เทียนมองไปยังพวกสัตว์อสูรด้วยความสงสัย
สัตว์อสูรเหล่านี้ล้วนเป็นอสูรชนิดเดียวกัน พวกมันมีลักษณะคล้ายช้างแต่มีขนาดใหญ่กว่าช้างหลายเท่า บนร่างกายของมันปกคลุมไปด้วยเกล็ดหนา
สัตว์อสูรพวกนี้อยู่ไม่ไกลจากเย่เทียนมากนักดังนั้นเย่เทียนจึงสามารถมองเห็นข้อมูลต่างๆ ของพวกมันได้อย่างง่ายดาย
[ประเภท : ช้างเกราะ
พรสวรรค์ทางสายเลือด : ปานกลาง
สวรรค์ด้านการป้องกัน : ระดับเริ่มต้น
พรสวรรค์ด้านพละกำลัง : ระดับเริ่มต้น]
“พรสวรรค์ของพวกมันดีมาก!”
เย่เทียนประหลาดใจ
ช้างป่าพวกนี้กลับมีพรสวรรค์พิเศษอยู่ถึง 2 อย่างแม้จะเป็นพรสวรรค์ระดับเริ่มต้น แต่ในบรรดาสัตว์อสูร พวกมันก็พิเศษน่าเสียดายที่พรสวรรค์ทางสายเลือดของมันอยู่แค่ในระดับปานกลางเท่านั้นยากที่จะแข็งแกร่งขึ้นไปกว่านี้
“แม้ว่ามันจะมีผลสวรรค์ทางสายเลือดระดับปานกลางแต่ดูจากกลิ่นอายของพวกมันแล้ว พวกมันได้เติบโตจนถึงขีดสุดกลายมาเป็นสัตว์อสูรระดับสูงขั้นต้นแต่เพราะพวกมันยังมีพรสวรรค์ด้านการป้องกันและพรสวรรค์ด้านพละกำลังคอยสนับสนุนพวกมันจึงสามารถต่อกรกับสัตว์อสูรระดับสูงขั้นกลางได้โดยไม่เสียเปรียบ!”เย่เทียนประเมินเหล่าช้างเกราะคร่าวๆ
ช้างเกราะมีร่างกายที่ใหญ่โต ด้วยความแข็งแกร่งที่ไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไปมันจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะฝึกให้เชื่องจนกลายเป็นสัตว์อสูรสำหรับการลากสินค้าและการขนส่ง
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
เมื่อเยว่จงและกองคาราวานได้ส่งมอบสินค้าเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดก็เตรียมตัวเดินทางกลับไปที่ฐานทัพของทะเลมาร
ถ้าเขาต้องการที่จะกลับมาที่นี่อีกครั้งเขาต้องรออีกหนึ่งปีก่อนจะออกจากฐานทะเลมารได้การเดินทางไปยังฐานทัพทะเลมารนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายหากอาศัยกองคาราวานแต่หากต้องเดินทางเพียงลำพังนั้นกลับเป็นเรื่องยาก
หลินว่านหลี่และคนอื่นๆ วางแผนที่จะอยู่ในฐานทะเลมารเป็นเวลา 1-2 เดือน เพื่อซื้อของที่ต้องการและกลับมายังฐานหลินไห่การเดินทางกลับด้วยตัวเองของพวกเขา หากไม่ระวังก็จะต้องพบเจอกับอันตราย
“ตามกฎของกองคาราวานจะมีค่าธรรมเนียมในการเดินทางสิบล้านหยวนโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการทำบัตรรับรอง!”
นักรบผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งจากกองคาราวานเดินเข้ามาหาเย่เทียนและคนอื่นๆ
“นำเงินออกมา!”
หลินว่านหลี่หยิบบัตรทองออกมาสิบใบและส่งให้นักรบผู้เชี่ยวชาญของกองคาราวาน
แม้ว่าผู้อาวุโสหลี่จะเป็นปรมาจารย์ แต่เขาก็ไม่สามารถทำลายกฎได้เพราะเขาเองก็เป็นเพียงปรมาจารย์ธรรมดาๆ ไม่มีทางฝ่าฝืนกฎที่หอยุทธ์ตั้งขึ้นได้ที่สำคัญก็คือยังมีปรมาจารย์คนหนึ่งในขบวนรถสินค้าที่คอยควบคุมดูแลคาราวานอยู่บนรถที่ช้างเกราะลากโดยไม่ได้ลงมาดังนั้นผู้อาวุโสหลี่จึงไม่กล้าทำอะไรเพื่อสร้างปัญหา
“เจ้าต้องจ่าย 30 ล้านหยวนเพราะต้องรวมสัตว์เลี้ยงของเจ้าด้วย!”
นักรบผู้เชี่ยวชาญชี้ไปที่เสี่ยวจินและกล่าว
30ล้านหยวน เป็นเพียงเงินเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเย่เทียนเขาควักเงินออกมาจ่ายไปโดยไม่ได้บ่นอะไร
ไม่นานกองคาราวานก็เริ่มออกเดินทาง
ผู้อาวุโสหลี่และคนอื่นๆไม่มีฐานะสูงพอที่จะได้นั่งบนรถที่ช้างเกราะลากอยู่ พวกเขาทำได้เพียงวิ่งตามไปในขณะที่เย่เทียนและเย่หยูรู้สึกสบายกว่ามากพวกเขานั่งอยู่บนหลังของเสี่ยวจินโดยไม่ต้องออกแรงอะไร
ช้างเกราะไม่ได้มีความเร็วมากนัก มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 100 เมตรต่อวินาที ถึงแม้จะช้ามากสำหรับเย่เทียน แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะระหว่างฐานหลินไห่และฐานทะเลมารมีสัตว์อสูรมากมายนับไม่ถ้วนตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยป่าทึบและต้นไม้ขนาดใหญ่แน่นอนว่าเส้นทางเหล่านี้ไม่ใช่เส้นทางสัญจรที่คนปกติจะสามารถเดินทางได้
ถ้าหากเคลื่อนไหวเร็วไป สินค้าที่ขนมาด้วยก็อาจจะได้รับความเสียหายทั้งยังชนเข้ากับสัตว์ร้ายตัวอื่นได้ง่าย เมื่อถึงเวลานั้นปัญหาก็จะยิ่งมากขึ้น
ด้วยความเร็วของช้างเกราะ ระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตรจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 8-9 ชั่วโมงซึ่งถือว่าใช้เวลาไม่นานนัก
ตลอดเส้นทาง
เย่เทียนพบสัตว์อสูรจำนวนมากแต่สัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของช้างเกราะพวกมันต่างก็วิ่งหนีไปเนื่องจากฝูงสัตว์อสูรระดับสูงมีแรงกดดันที่แข็งแกร่งสัตว์อสูรทั่วไปจึงไม่กล้าเข้าใกล้กองคาราวานอีกทั้งกองคาราวานก็ไม่ได้กลัวสัตว์อสูรระดับสูง พวกเขาแต่เกรงว่าจะมีสัตว์อสูรชั้นยอดปรากฏตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะได้พบกับสัตว์อสูรชั้นยอดนั้นมีไม่มากนักเนื่องจากเส้นทางที่ขบวนสินค้าใช้เป็นเส้นทางที่พวกเขาคิดว่าปลอดภัยอีกทั้งพวกเขาก็เคยสำรวจเส้นทางนี้มานานแล้วและพวกเขาจะใช้เส้นทางที่หลีกเลี่ยงอาณาเขตของสัตว์อสูรชั้นยอดเสมอตราบใดที่ไม่โชคร้ายเกินไปก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เก้าชั่วโมงผ่านไป
เย่เทียนนั่งอยู่บนหลังของเสี่ยวจินและมองออกไปไกลๆในที่สุดเขาก็มองเห็นเมืองขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว
เมืองนี้มีขนาดใหญ่กว่าฐานหลินไห่ไม่รู้กี่เท่าแต่ก็ไม่ได้มีกำแพงขนาดใหญ่คอยปกป้องเมืองเหมือนในจินตนาการของเขามีเพียงม่านแสงจางๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นม่านแสงที่ครอบคลุมทั้งเมือง
“ฐานทัพทะเลมาร!”
เย่เทียนพึมพำ
เมื่อเทียบกับฐานทะเลมารแล้ว ฐานหลินไห่เป็นสถานที่เล็กๆที่ล้าหลังอย่างไม่ต้องสงสัยเปรียบความแตกต่างได้กับเมืองสมัยใหม่กับเมืองสมัยโบราณ
สิ่งที่ทำให้เย่เทียนรู้สึกสนใจมากที่สุดก็คือม่านแสงขนาดใหญ่ที่ปกคลุมทั่วฐานทัพทะเลมารว่ากันว่ามันเป็นค่ายกล แต่ไม่รู้ว่ามันถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
หนึ่งนาทีต่อมา “เรามาถึงแล้ว!”
ผู้นําของกองคาราวานตะโกนเสียงดัง
“พวกคุณถือบัตรยืนยันตัวตนแล้วเข้าเมืองไปซะ!”
นักรบชั้นยอดคนหนึ่งของกองคาราวานส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้เย่เทียนและคนอื่นๆก่อนจะไล่เย่เทียนออกไป
ฐานทะเลมารมีทางเข้ามากมาย ทางเข้าเหล่านี้ไม่มีม่านแสงปกคลุมสามารถเข้าไปได้ แต่ต้องใช้บัตรยืนยันตัวตนหรือบัตรเวทแสดงตัวตนมิฉะนั้นหากถูกพบว่าบุกรุกเข้าไปในฐานทัพทะเลมารโดยพลการแล้วล่ะก็แม้แต่ปรมาจารย์ก็ต้องตาย
เย่เทียนถือบัตรยืนยันยันสามใบเดินผ่านทางเข้าไปในฐานทะเลมารจากนั้นเขาก็แยกตัวออกจากตาเฒ่าหลี่และคนอื่นๆ
เห็นได้ชัดว่าตาเฒ่าหลี่และคนอื่นๆ มีธุระที่ต้องรีบจัดการ นอกจากนี้หลังจากที่เย่เทียนแยกกับตาเฒ่าหลี่และคนอื่นๆ แล้วในอนาคตพวกเขาก็อาจจะไม่ได้พบเจอกันอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องสนใจคนพวกนั้นมากนัก
ถนนของฐานทะเลมารนั้นกว้างมากแม้แต่เสี่ยวจินที่เดินอยู่บนถนนก็ดูตัวเล็กไปเลยเมื่อเทียบกันนี่เป็นสิ่งที่ฐานทะเลมารสร้างขึ้นเพื่อสัตว์เลี้ยงและสัตว์อสูร
เย่เทียนซักถามชาวเมืองและในที่สุดเขาก็พบสถานที่สําหรับขึ้นทะเบียนสถานะผู้อยู่อาศัยของฐานทะเลมาร
สำนักงานผู้อยู่อาศัยในฐานทะเลมาร
เมื่อยืนอยู่หน้าตึกระฟ้าซึ่งเป็นสำนักงานจัดการเรื่องผู้อยู่อาศัยเย่เทียนก็รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในชาติที่แล้วอันที่จริงความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เขามาถึงฐานทัพทะเลมาร
เนื่องจากฐานทะเลมารนั้นคล้ายคลึงกับเมืองที่ทันสมัยในชาติที่แล้วของเขามากแตกต่างกันตรงที่พลังงานที่ใช้ในเมืองนี้คือพลังปราณมันจึงทำให้พลังปราณของที่นี่เข้มข้นกว่าในฐานหลินไห่
การได้ฝึกฝนในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ความเร็วในการฝึกฝนย่อมก้าวหน้าได้เร็วกว่าการอยู่ที่ฐานหลินไห่มาก
ขณะที่เย่เทียนกําลังจะเข้าไปในหน่วยพักอาศัยของทะเลมารนักรบในชุดยามก็หยุดเย่เทียนไว้
“สหาย คุณไม่สามารถเข้าไปด้านในได้!”
เย่เทียนมองไปที่นักรบที่อยู่ตรงหน้าเขาและมองไปที่ประตูของสำนักงานที่พักอาศัยของทะเลมารเขามองเสี่ยวจินสลับกับขนาดของประตูเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทิ้งเสี่ยวจินไว้ข้างนอก ถ้าเสี่ยวจินเข้าไปมันอาจจะสร้างความเสียหายได้
“เสี่ยวจิน แกรอฉันอยู่ข้างนอก ฉันจะรีบกลับมา!” เย่เทียนกําชับ
“นายท่านต้องรีบออกมานะ!”
เสี่ยวจินกังวลและประหม่าเล็กน้อย
มีมนุษย์จำนวนมากอยู่แถวๆ นี้ และพวกเขายังเป็นมนุษย์ที่ทรงพลังมากมันสัมผัสได้ว่ามีมนุษย์จำนวนมากที่แข็งแกร่งกว่ามันอยู่ในฐานทะเลมารแห่งนี้
ในฐานะสัตว์อสูร มันรู้สึกกดดันมากเมื่อมาถึงที่นี่
หากมีเย่เทียนอยู่ด้วย มันก็ไม่กังวลมากนัก แต่พอเย่เทียนจากไปมันก็เป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเองขึ้นมา