ขอบคุณ์ที่ให้โอกาสเธอได้มีชีวิตอีกครั้ง
ถ้ารักชีวิต การใช้ชีวิตก็จะเป็เื่ง่าย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สถานะการณ์แบบใดก็ตาม
ในชาตินี้ เธอไม่ได้อยากเป็คนเก่งกล้าหรือมีชื่อเสียงมากมาย แต่อยากจะใช้ชีวิตมั่งคั่งเรียบง่ายแบบคนชนบท ได้นั่งมองเมฆขาวบนท้องฟ้าในวันฟ้าใส ได้เห็นดอกไม้บานปลิวร่วงหล่นบนลานบ้าน มีชีวิตที่อิสรเสรี
แต่คิด ๆ ไปหยุนซีก็เริ่มเป็กังวล เธอไม่มีความทรงจำของร่างเดิมเลยแม้แต่น้อย
หลังจากคิดใคร่ครวญ การแก้ปัญหาดีที่สุดคือแกล้งความจำเสื่อม
หยุนหยางมองหน้าน้องสาวคนเล็กที่หลับตาลง แต่สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปมา เขารู้สึกงงงวยเล็กน้อย น้องเล็กไม่ได้พูดอะไร เขาจึงไม่อาจเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อลืมตาขึ้นอีกคราว ดูเหมือนจะนางมึนงงสับสนเพียงเล็กน้อย แววตาว่างเปล่า ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึก น้องเล็กช่างดูแปลกตา
หลังจากสำรวจตรวจตรา หยุนหยางโบกมือน้อย ๆ ไปมาตรงหน้าหยุนซีแล้วพูดว่า “น้องเล็ก น้องเล็ก เ้าอย่านิ่งเฉยสิ พูดอะไรกับพี่รองบ้าง”
หยุนซีมองเหม่อไปที่หยุนหยาง ปรับอารมณ์เล็กน้อยทำให้ดูเหมือนสับสน “ข้าจำอะไรไม่ได้เลย” (สิ่งที่คิดในใจ: แย่จัง ต้องแกล้งทำตัวเป็เด็กเพื่อหลอกเด็ก น่าอายซะจริงเชียว)
หยุนหยางใจนตัวแข็งค้าง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งไปที่ประตู “ข้าจะไปเรียกท่านป้า”
นอกจากใแล้วดวงตาเขายังเบิกกว้าง พูดไม่ออกอยู่นานด้วยความประหลาดใจ
ข้าหูฝาดใช่ไหม? เมื่อกี้น้องเล็กเพิ่งจะพูดเป็ประโยครึเปล่า?
ไม่สิ หูข้าไม่ได้ฝาด ได้ยินชัดเจนเลยล่ะ
หลังจากวิ่งออกไปอีกครั้งในเวลาไม่นาน เขาวิ่งไปะโไปว่า “ท่านป้าขอรับ น้องเล็กฟื้นแล้ว แถมยังพูดเป็ประโยคชัดเจนอีกด้วย ไม่เหมือนคนปัญญาอ่อนเลยสักนิด”
ปัญญาอ่อนรึ?
หยุนซีเริ่มคลายกังวล ที่แท้เด็กน้อยคนนี้ก็เป็เด็กสมองทึบ ช่วยแก้ปัญหาไปได้อีกเปลาะ
เธอเริ่มคลำััหน้าตาตัวเอง ต้องเพิ่มเนื้อหนังอีกสักหน่อย ก้มมองดูร่างเล็กจ้อย มือเล็กที่ผิวหยาบกร้าน แค่เหลือบตาดูก็รู้ว่าขาดสารอาหารมาอย่างยาวนาน
เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ได้เป็โรคร้ายแรงอะไรล่ะนะ
เสียงฝีเท้าของใครหลายคนดังใกล้เข้ามา หยุนซีสะบัดผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นนั่ง
“ซีซี เ้ายังปวดหัวอยู่หรือไม่? แม่ต้มโจ๊กมาให้ กินซะหน่อยนะ” เฉินซื่อเปิดม่านเดินเข้ามาพร้อมชามโจ๊ก นั่งลงบนเตียงแล้วอุ้มหยุนซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน พูดกับเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน
ผู้หญิงที่เข้ามาแต่งตัวด้วยชุดเสื้อและกางเกงผ้าสีเทาหม่น มีรอยปะชุนอยู่หลายแห่ง แม้จะดูเก่าแต่สะอาดสะอ้าน ผิวหยาบกร้าน ใบหน้าออกเหลืองแต่งดงาม แววตาอ่อนโยน ดูก็รู้ว่าเป็คนนุ่มนวลและขยันขันแข็ง
ขณะเดียวกัน ในห้องมีเด็กชายเพิ่มมาอีกสองคน คนหนึ่งเจอตอนที่เธอฟื้นขึ้นมา อีกคนเพิ่งจะเจอ
หยุนซีมองเด็กชายอีกคนตรงหน้า อายุน่าจะประมาณ 5-6 ปี ตัวผอมหน้าเหลือง ผมลีบ เสื้อผ้าที่ใส่ค่อนข้างหลวมเต็มไปด้วยรอยปะชุนเช่นกัน สวมรองเท้าฟางที่ขาดจนนิ้วเท้าโผล่
เฉินซื่อยกชามโจ๊กมาเป่าแล้วตักป้อนให้หยุนซีกิน
โจ๊กข้น ๆ หนึ่งชามช่วยเพิ่มพละกำลังและลดอาการแสบท้องเพราะความหิวโหยไปได้ไม่น้อย
ร่างเล็กของหยุนซีอิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของเฉินซื่ออย่างสบายใจหลังจากอิ่มท้อง
เมื่อเห็นน้องกินจนอิ่มแล้ว หยุนหยางก็พูดอย่างตื่นเต้น “ท่านป้า น้องเล็กไม่ได้ปัญญาอ่อน น้องเล็กพูดได้ล่ะ”
เฉินซื่อดวงตาเบิกกว้าง มองอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ซีซี นี่เ้า…..”
หยุนซีได้แต่เอ่ยปากเสียงเข้ม “ข้าเหมือนจะหลับฝันอย่างยาวนานไปตื่นหนึ่ง หลังจากฟื้นขึ้นมา กลับจำอะไรไม่ได้เลย”
เมื่อเห็นลูกสาวตัวน้อยพูดได้เป็ประโยคยาว ๆ เฉินซื่อก็น้ำตาคลอ พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ซีซี ไม่ต้องกลัวนะ ไม่เป็ไรนะลูก”
จากนั้นก็ปลอบโยนกันอีกพักหนึ่ง
อาจจะเป็เพราะอ้อมแขนที่อบอุ่นอ่อนโยน หยุนซีเลยผล็อยหลับไปอีกครั้ง มีเสียงกรนเบา ๆ ดังออกมาให้ได้ยิน
“หยุนหยาง หยุนหลาง ช่วยดูแลน้องเล็กให้ดี ๆ ป้าจะไปช่วยทำงานที่นา รีบไปบอกข่าวดีกับทุกคน ปู่ย่าเ้าต้องดีใจมากแน่ ๆ”
วันนี้นางมีงานมากมายต้องทำ ยุ่งจนหัวฟู ทั้งครอบครัวกำลังรอให้เอาอาหารไปส่ง ที่สำคัญที่สุด นางกระตือรือร้นที่จะแบ่งปันข่าวดีกับทุกคนในครอบครัว
“ท่านป้าวางใจได้” เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
หลังจากพูดจบ เฉินซื่อก็เร่งฝีเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว