“จัสมิน เกิดอะไรขึ้น?” หยุนเช่อถามขณะที่ยกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อมสำรวจดูเปลวไฟบนร่างกายของตนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ
อย่างไรก็ตาม จัสมินไม่ตอบคำ เด็กสาวเฝ้าดูเปลวไฟที่ล้อมรอบร่างของชายหนุ่มอย่างเงียบเชียบจากภายในของไข่มุกพิษสวรรค์จนท้ายที่สุด นางได้เอ่ยปากพึมพำออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา“สีของเส้นชีพจรลมปราณมันเปลี่ยนไปแล้วดูท่าสิ่งนั้นจะเป็นหนึ่งในเมล็ดทั้งห้าที่เทพอสูรหลงเหลือเอาไว้จริงๆ หรือพูดง่ายๆสถานที่แห่งนี้แท้จริงแล้วคือหนึ่งในห้าแดนลับเทพอสูร!”
“แดนลับเทพอสูรกลับถูกมันค้นพบโดยง่ายถึงเพียงนี้วาสนาของมันเรียกได้ว่าสูงส่งยิ่ง..หรือว่านี่…จะเป็นการชักนำของเส้นชีพจรลมปราณเทพอสูร?”
เปลวไฟบนร่างของหยุนเช่อยิ่งมายิ่งร้อนแรงโหมลุกท่วมสูงนับสิบเมตรในชั่วพริบตากำแพงทั่วบริเวณโดยรอบหรือกระทั่งพื้นศิลาใต้เท้าของชายหนุ่มต่างหลอมละลายลงภายใต้เปลวเพลิงที่ลุกโชนผู้พบเห็นล้วนสามารถจินตนาการได้ถึงอุณหภูมิความร้อนแรงของเปลวไฟว่าสูงส่งสักเพียงไหนทว่า ตั้งแต่แรกเริ่มจนท้ายที่สุด หยุนเช่อกลับไม่ได้รับอันตรายอันใดแม้แต่น้อยยิ่งไปกว่านั้น ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำ
ภายใต้เปลวไฟที่ลุกโชนครอบคลุมทั่วทั้งร่างชายหนุ่มรู้สึกถึงเส้นชีพจรลมปราณของตนซึ่งพลุ่งพล่านปั่นป่วนอย่างต่อเนื่องหลังจากหยุนเช่อสงบสติอารมณ์ลงชั่วคราว ชายหนุ่มเร่งใช้ดวงตาภายในตรวจสอบเส้นชีพจรลมปราณ…เมื่อสำรวจมองได้โดยคร่าวรอบหนึ่งชายหนุ่มแทบร้องโพล่งออกมาด้วยความแตกตื่น
เนื่องเพราะเส้นชีพจรลมปราณของตน…กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มข้น!แม้แต่จุดเส้นชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุด ยังกลับกลายเป็นแดงก่ำ
นี่มัน…เกิดอะไรขึ้น?
พลังลมปราณของชายหนุ่มเริ่มเกาะกลุ่มรวมตัวอย่างรวดเร็วภายในเส้นชีพจรลมปราณพลังลมปราณระลอกแล้วระลอกเล่าพุ่งทะลักทลายท่วมท้นโดยปราศจากที่มาที่ไปส่งผลให้เส้นชีพจรลมปราณของหยุนเช่อเบ่งพองซ้ำแล้วซ้ำอีก..กระทั่งมันขยายตัวจนถึงขีดจำกัดที่เส้นชีพจรลมปราณเหล่านั้นสามารถทนทานรับได้
ปัง…
สุ้มเสียงทึบทึมดังขึ้นคราหนึ่งหยุนเช่อได้ยินเสียงคล้ายบางสิ่งบางอย่างถูกทะลุทะลวง
พลังลมปราณของชายหนุ่มเองเพียงชั่วพริบตา จากปราณเริ่มต้นขั้นที่สี่ ทะลวงผ่านด่านไปยังขั้นที่ห้า!
ลมปราณในเส้นชีพจรเชื่อมต่อติดกันอย่างต่อเนื่องปริมาณพลังลมปราณมิได้ลดน้อยถอยลง หากทว่ากลับยิ่งมายิ่งหนาแน่นนี่ล้วนเป็นสัญญาณ…ของลักษณะอันเด่นชัดในการทะลุทะลวงระดับชั้นพลังลมปราณ!
ทว่า ทั้งหมดนี้ยังไม่จบสิ้นพลังลมปราณภายในเส้นชีพจรของหยุนเช่อยังคงขยายตัวต่อเนื่องอย่างรวดเร็วลมปราณที่ไร้ที่มายังคงไหลบ่าท่วมท้นเข้ามาอย่างบ้าคลั่งพร้อมทั้งเติมเต็มพลังลมปราณเข้าสู่เส้นชีพจรของชายหนุ่มจนเต็มเปี่ยมอีกครั้งจากนั้น…
ปัง!
พลังลมปราณภายในเส้นชีพจรก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้นจากความแข็งแกร่งของพลังลมปราณชั้นแรกเริ่มขั้นที่ห้าก้าวเข้าสู่ขั้นที่หกของลมปราณแรกเริ่ม
ปากของหยุนเช่ออ้าค้างด้วยความตกใจแม้กระทั่งด้วยสภาพจิตใจที่ถูกเพาะสร้างจากสองช่วงชีวิตชายหนุ่มยังแทบไม่อาจยอมรับการก้าวล้ำลมปราณที่สั่นสะเทือนโลกเช่นนี้ได้เพียงไม่ถึงครึ่งนาทีพลังลมปราณของชายหนุ่มกลับทะลวงจากขั้นที่สี่ของลมปราณแรกเริ่มไปสู่ขั้นที่หก!!
ชายหนุ่มไม่เพียงไม่เคยพบเจอเรื่องราวเช่นนี้เท่านั้นแม้กระทั่งได้ยินยังไม่น่าเป็นเกิดขึ้นจริงไปได้!
เรื่องเช่นนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกราวกับเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น
การก้าวกระโดดข้ามขั้นถึงสองขั้นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดเปลวเพลิงบนร่างกายของหยุนเช่อยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างช้าๆ กว่าหลายสิบเมตรพื้นดินโดยรอบถูกหลอมละลายรวมตัวกลายเป็นธารลาวาอยู่ภายใต้เท้าของชายหนุ่ม ทว่ามันยังคงไม่สามารถทำอันตรายหยุนเช่อได้แม้เพียงนิด
คลื่นพลังลมปราณอันปราศจากที่มาที่ไปยังคงจู่โจมเข้าสู่เส้นลมปราณสีแดงเข้มเติมเต็มเส้นชีพจร ส่งผลให้พลังปราณในร่างของชายหนุ่มให้เติบโตรวดเร็วอย่างน่ากลัว…
……ระดับชั้นปราณแรกเริ่มขั้นเจ็ด!
……ระดับชั้นปราณแรกเริ่มขั้นแปด!
……ระดับชั้นปราณแรกเริ่มขั้นเก้า!
……ระดับชั้นปราณแรกเริ่มขั้นสิบ!
“จัสมิน…นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?” หยุนเช่อกัดปลายลิ้นของตนอย่างแรงนี่นับเป็นครั้งที่สามแล้วที่ชายหนุ่มต้องยืนยันว่าตนกำลังฝันอยู่หรือไม่!สำหรับกับหยุนเช่อ ช่วงเวลาไม่กี่นาทีนี้ไม่ต่างอะไรกับความฝันชายหนุ่มยังไม่ทันได้รับมือกับความรู้สึกตื่นตระหนกหลังจากที่พลังลมปราณของตนเองเพิ่มพูนขึ้นอีกสองขั้นเนื่องเพราะหลังจากนั้นพลังลมปราณของเขากลับเพิ่มพูนขึ้นสูงอย่างน่าหวาดหวั่น…เข้าสู่ขั้นที่สิบของลมปราณแรกเริ่มอีกครั้งหนึ่ง!!
แม้แต่อัจฉริยะที่เติบโตขึ้นมาในพรรคใหญ่ผู้มีทรัพยากรมหาศาลและได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์มากมายยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงสามปีเพื่อก้าวจากขั้นที่สี่ของลมปราณแรกเริ่มมาสู่ขั้นที่สิบ!
กระทั่งเซี่ยชิงเยว่เองยังใช้เวลาสามปีครึ่งเต็มๆในการยกระดับพลังฝีมือชั้นปราณแรกเริ่มจากขั้นที่สี่สู่ขั้นที่สิบและระดับความเร็วเยี่ยงนี้ ยังนับว่าเป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวในรอบศตวรรษสำหรับกับเมืองเมฆาล่องเล็กๆ นี่!ทั้งยังถูกเรียกเป็นผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของเมืองเมฆาล่อง!
ทว่าตนเองกลับใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ!!
ทั้งหมดนี้ไม่เพียงทุบทำลายความรู้ทั้งหมดของชายหนุ่มทั้งยังสลัดเหวี่ยงกฎเกณฑ์และหลักการในการฝึกปรือพลังลมปราณทั้งหมดในดินแดนลมปราณฟ้าแห่งนี้ทิ้งไป!
ดังนั้นแม้ว่าภายในใจของหยุนเช่อจะเปี่ยมล้นไปด้วยความตระหนกยินดีอย่างสุดแสน ทว่ายังคงแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวอย่างมหาศาลเช่นกัน!
ที่ยิ่งน่าตื่นตระหนก คือความเป็นจริงที่ว่าการเพิ่มขยายของปริมาณลมปราณยังคงไม่หยุดลงไม่แม้แต่จะชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย!พลังลมปราณที่ถูกสะสมจนถึงขั้นที่สิบของชั้นลมปราณแรกเริ่มยังคงเพิ่มพูนขึ้นด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่น
“เป็นไปอย่างที่คาดไว้สิ่งที่เจ้าเพิ่งกลืนเข้าไป คือหนึ่งในห้าเมล็ดวิญญาณที่เทพอสูรหลงเหลือเอาไว้!เราเจ้าหญิงออกค้นหาทั่วอาณาจักรวายุครามมานาน ยังไม่อาจหาพบแต่คนที่มีพลังเพียงน้อยนิดเช่นเจ้ากลับพบเจอมันอย่างไม่คาดฝันโดยอาศัยเพียงความมุทะลุเท่านั้น โชคของเจ้าดีเสียจนสมควรจะถูกฟ้าลงทัณฑ์สักครา!”เสียงของจัสมินแฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองและไม่พอใจ
“…เมล็ดวิญญาณของเทพอสูรสามารถเพิ่มพูนพลังลมปราณได้มหาศาลถึงเพียงนี้?”หยุนเช่อกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าสับสนงุนงง
“บางทีเมล็ดของเทพอสูรอาจบรรจุพลังส่วนหนึ่งของเทพอสูรไว้ภายในและด้วยการที่มันพบกับผู้สืบทอดเส้นชีพจรลมปราณเทพอสูร ทำให้มันไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนเส้นชีพจรลมปราณของเจ้าให้กลายเป็นธาตุไฟเท่านั้นมันยังมอบพลังของเทพอสูรที่บรรจุเอาไว้ให้กับเจ้าอีกด้วย อย่าได้กังวลใจไปการที่พลังลมปราณของเจ้าเพิ่มพูนขึ้นแบบผิดปกติเช่นนี้ ไม่มีผลร้ายหรอก!”จัสมินกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“เปลี่ยนเส้นชีพจรลมปราณ…ให้เป็นธาตุไฟ?”
ปัง!!
สุ้มเสียงของการถูกทลายสิ่งกีดขวางบางอย่างถูกสัมผัสได้จากภายในเส้นชีพจรลมปราณในร่างกายของหยุนเช่อเวลานี้ เปลวไฟสีแดงเข้มซึ่งเผาไหม้มาเป็นเวลาชั่วครู่ล้วนเริ่มมอดดับลงในท้ายที่สุด
ในชั่วขณะนั้นหยุนเช่อสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเส้นชีพจรลมปราณของตนได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อยมันกลับกลายเป็นทนทานยิ่งขึ้น กว้างขวางมากขึ้น ทั้งยังร้อนแรงยิ่งกว่าเดิมพลังลมปราณที่ไหลเวียนภายในแปรเปลี่ยนเป็นยิ่งเข้มข้นหนาแน่นในระดับอันน่าเหลือเชื่อแม้แต่ความคิดต่อโลกนี้ของชายหนุ่มยังต้องเปลี่ยนไปเมื่อสายตาของชายหนุ่มกระจ่างชัดเจน การได้ยินเปลี่ยนเป็นเฉียบคมความรู้สึกสัมผัสอันสุขสบายที่เอ่อล้นจากภายในคล้ายดั่งการสลัดทิ้งร่างกายเก่าก่อนแทบทำให้หยุนเช่อต้องกู่ร้องออกมาด้วยความยินดีชายหนุ่มเอนศีรษะไปด้านหลังพร้อมทั้งผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ จากนั้นพลังลมปราณที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเก่าโดยไม่อาจทราบได้ว่ากี่เท่าตัวพลันถูกปลดปล่อยจากร่างของชายหนุ่มออกมาด้านนอก!
“ขั้นที่หนึ่ง ระดับชั้นปราณก่อตั้ง!ยินดีด้วย ตอนนี้เจ้าบรรลุชั้นลมปราณก่อตั้งแล้วนับว่าสามารถเรียกตนเองเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงได้แล้ว บนดินแดนแห่งนี้การเข้าสู่ระดับชั้นปราณก่อตั้งด้วยอายุสิบหกปี นับว่าอยู่ในขั้นปานกลางถูกต้องหรือไม่?” จัสมินกล่าวเสียงเรียบ
ในช่วงเวลานี้เอง ความรู้สึกตกใจและหวาดกลัวที่ชายหนุ่มมีเมื่อตอนที่ก้าวเข้าสู่ขั้นแรกของลมปราณก่อตั้งสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอยชายหนุ่มยกมือทั้งสองข้างขึ้นก่อนจะชูนิ้วขึ้น อาศัยเพียงแค่ความคิดพลันปรากฏลูกไฟดวงเล็กขึ้นเหนือนิ้วมือ ลูกไฟดวงนี้ร้อนแรงยิ่งแต่กลับไม่เผาไหม้หรือสร้างความเสียหายให้กับชายหนุ่มแม้แต่น้อยชายหนุ่มหัวเราะอย่างเงียบงันขณะมองไปยังเปลวไฟที่ลุกไหม้ด้วยพลังลมปราณของตน
หรือนี่จะนับเป็นสิ่งที่สวรรค์ชดเชยให้กับข้า? ให้ข้าใช้ชีวิตอย่างพิกลพิการตลอดสิบหกปีเต็ม…เพื่อที่จะมอบทุกสิ่งที่สมควรเป็นของข้ากลับคืนมาให้ข้าภายในเวลาเพียงหนึ่งวันเช่นนั้นหรือ
ขณะที่หยุนเช่อสำรวจแก่นกลางของร่างกายตนเองอย่างเงียบเชียบชายหนุ่มเห็นเส้นชีพจรลมปราณของตนกลายเป็นสีแดงเข้มเปล่งประกายดุจดังทับทิมน้ำบริสุทธิ์ที่ถูกเจียระไน ซ้ำไม่เพียงแต่เส้นชีพจรลมปราณเท่านั้นหยุนเช่อค้นพบว่าแม้แต่เส้นเลือด น้ำเลือดและทุกเซลล์ในร่างของชายหนุ่มต่างประทับด้วยรอยแต้มสีแดงสดใส
“ถ้าเช่นนี้นี่มิใช่หมายความว่าข้าไม่จำเป็นต้องกังวลใจว่าร่างกายของข้าจะถูกลวกทำร้ายอีกต่อไป?”
หยุนเช่อตระหนักดีถึงความแตกตื่นสะท้านโลกที่คำพูดของตนหมายความถึงทว่า นี่ล้วนเป็นสิ่งที่เส้นชีพจรลมปราณและร่างกายของตนกำลังทำให้ตนรู้สึกเช่นนี้จริงๆในขณะนี้
“นี่สมควรไม่ผิดพลาด”จัสมินกล่าวด้วยสุ้มเสียงประหลาดพิกล “ในอดีตเนิ่นนานมาแล้วมีคำกล่าวไว้ว่าเทพอสูรครอบครองพลังธาตุอันสูงส่งไร้ผู้ต่อต้านในห้วงอวกาศอันสับสนเพียงอาศัยพลังปราณ มันสามารถควบคุมธาตุต่างๆในโลกธรรมชาติได้ตามใจนึกถึงระดับที่สามารถเปลี่ยนแปลงธาตุลมปราณให้เป็นธาตุใดก็ได้ตลอดเวลาในความทรงจำตกค้างที่ประทับอยู่ในเลือดอมตะหยดนั้นมันบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าเมล็ดวิญญาณทั้งห้าของเทพอสูรล้วนบรรจุไว้ซึ่ง“ต้นกำเนิดพลัง” ของพลังอำนาจไร้เทียมทานเหนือโลกธาตุทั้งมวลเมื่อสามารถได้มาซึ่งการครอบครองต้นกำเนิดพลังเหล่านี้บุคคลไม่เพียงสามารถควบคุมธาตุต่างที่ตรงตามพลังนั้น ทั้งยังจะได้รับความสามารถในการรอดพ้นการถูกทำร้ายของธาตุนั้นโดยไม่มีเงื่อนไข”
“และก็ด้วยบันทึกนี้เช่นกันที่ทำให้เราเจ้าหญิงไม่ได้ใช้เลือดอมตะเทพอสูรกับตัวเองแต่ยอมเสี่ยงภยันตรายดั้นด้นมาถึงดินแดนแห่งนี้เพื่อตามหาดินแดนลับเทพอสูรที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำเนื่องเพราะความเป็นไปได้ในการควบคุมและต่อต้านธาตุทั้งหลายอย่างสมบูรณ์แบบช่างเย้ายวนจนเราเจ้าหญิงมิอาจต้านทานได้และเหตุเพราะ เวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้วนับแต่การล่มสลายของเหล่าเทพเจ้าแท้จริงความสามารถนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็น…ความแข็งแกร่งที่พลิกคว่ำฟ้าดินได้โดยแท้!”
สุ้มเสียงของจัสมินพลันกลับกลายเป็นเย็นชายะเยียบ“ขณะเดียวกัน นี่นับเป็นสมบัติต้องห้ามในกล่องแพนโดร่า!ซึ่งเจ้าได้เปิดมันออกมาแล้วในตอนนี้ ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ว่าพลังอมตะแห่งเทพเจ้านี้จะนำพามาซึ่งปฏิกิริยาลูกโซ่อันใดเมื่อมันปรากฏขึ้นบนโลกนี้อีกครั้งอาจบางที เจ้าอาจต้องแบกรับการลงทัณฑ์จากสวรรค์ หรือมันอาจนำมาซึ่งหายนะและมหันตภัยอันไม่มีที่สิ้นสุดเนื่องเพราะทันทีที่ความลับในร่างกายของเจ้าถูกเปิดเผยผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนบนโลกนี้จะตามล่าล้างเจ้าเพื่อแย่งชิงความแข็งแกร่งที่สามารถพลิกคว่ำฟ้าดินเช่นนี้ได้…หากมิใช่ว่าชีวิตของเราสองคาบเกี่ยวซึ่งกันและกันแม้แต่เราเจ้าหญิงเองอาจต้องการสังหารเจ้าเพื่อแย่งชิงพลังขุมนี้ด้วย”
“…เฮ้!ไม่ต้องพูดถึงขั้นนั้นเพื่อขู่ข้าก็ได้ ตกลงมั้ย? แม้ว่าข้าจะสามารถข้ามขั้นเข้าสู่ระดับชั้นปราณก่อตั้งได้อย่างกะทันหันแต่อย่างน้อย มันยังคงอยู่เพียงขั้นแรกสุดของชั้นปราณก่อตั้งเพียงเท่านั้นไม่ต้องพูดถึงพลังพลิกสวรรค์อันใด แค่สัตว์อสูรลมปราณทั่วไปผ่านทางมาที่นี่ตอนนี้มันก็สามารถเขมือบข้าได้อย่างสบาย”หยุนเช่อหดคอย่นเพื่อแสดงเลียนท่าทางคล้ายหวาดกลัว
ถึงแม้จะกล่าวเช่นนั้นภายในใจของชายหนุ่มพลันเต้นแรงและไม่อาจสงบได้อย่างยาวนานเนื่องจากคำยืนยันของจัสมินเรื่องความสามารถในการควบคุมและต่อต้านเปลวไฟอย่างสมบูรณ์แบบการไม่ต้องกริ่งเกรงต่อเปลวไฟอีกต่อไป…นี่จึงสมควรเป็นความสามารถของทวยเทพในตำนานโดยแท้! ไม่ต้องพูดถึงมนุษย์แม้กระทั่งมังกรไฟทรงพลังที่จัสมินสังหารไป ยังคงไม่อาจต้านทานเปลวไฟได้โดยสมบูรณ์ถึงแม้มันจะเป็นธาตุไฟ หากมันต้องเผชิญกับเปลวไฟที่ทรงพลังกว่าของตนมันก็ยังสามารถถูกเผาผลาญจนไม่เหลือซากได้เช่นกัน
“เราเจ้าหญิงมิได้พยายามข่มขู่เจ้าแม้แต่น้อย!ไม่ว่าอย่างไร จงอย่าได้พึงพอใจแค่เพราะระดับพลังของเจ้าเพิ่มพูนขึ้นอย่างกะทันหันเจ้าจำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองอย่างน้อยให้ถึงระดับที่สามารถปกป้องตัวเองได้ตอนนี้พลังของเจ้าก้าวสู่ชั้นลมปราณก่อตั้ง จากนี้เจ้าจำต้องเริ่มเพิ่มความเสถียรให้แก่พลังลมปราณในปัจจุบันเราเจ้าหญิงจึงจะสามารถสอนทักษะยุทธ์ที่เจ้าอาจสามารถร่ำเรียนได้…ก่อนหน้านั้นจงจัดการกับร่างของมังกรเพลิงนั่น สำหรับตัวเจ้าในตอนนี้ซากร่างของมันนับเป็นขุมสมบัติอันมีค่ามหาศาล!”
หางเสียงของจัสมินยังคงแฝงไว้ด้วยความเฉยเมยเย็นชาดุจน้ำแข็งเช่นก่อนหน้าทั้งยังไม่เจือปนความรู้สึกใดๆ ทว่าเมื่อเข้าสู่ใบหูของหยุนเช่อกลับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงความแตกต่างไม่คล้ายเมื่อเก่าก่อนเนื่องเพราะชายหนุ่มไม่อาจสัมผัสได้ถึงร่องรอยของความดูแคลน หยามหมิ่นหรือกระทั่งความเข้มงวดระคนเบื่อหน่ายในบางครั้งคราวจากคำพูดของจัสมินอีก กลับกันชายหนุ่มกลับสามารถสัมผัสอย่างบางเบาได้ถึง…ความห่วงใย?