เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่จากไป ซือเจิ้นเฉียงก็โกรธจนมือไม้สั่น เขาไม่คิดเลยว่าหลิวชิงหยู่จะท้าทายเขาต่อหน้าสมาชิกจำนวนมาก แล้วยังข่มขู่เขาทิ้งท้าย ด้วยสถานะตำแหน่งของเขามันไม่ควรจะเกิดขึ้น ยิ่งนึกถึงเื่นี้มันก็ยิ่งทำเขาโกรธ จนใบหน้าเขียวคล้ำราวกับก้นหม้อ อย่างไรก็ตามเมื่อนึกถึงสิ่งที่หลิวชิงหยู่เตือน เขาก็เกิดความลังเล เพราะหากเื่นี้แพร่งพรายออกไป เขาที่เป็เลขาธิการพรรคประจำตำบลย่อมมีส่วนเกี่ยวข้อง ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาเกินขอบเขต มันเป็เื่อันตรายต่อหน้าที่การงานของเขาอย่างมาก ต้องรู้ว่าเขามีโอกาสนั่งตำแหน่งรองผู้ว่าการเทศมณฑล ดังนั้นเื่นี้จึงทำให้เขาเกลียดหลิวชิงหยู่มากยิ่งขึ้น
ในเวลานี้รองผู้กำกับเจี่ยซินหยู่ ได้หันไปมองซือเจิ้นเฉียงแล้วพูดว่า “เลขาธิการซือ เื่นี้ผมควรจัดการยังไง”
เมื่อเผชิญกับคำถามของเจี่นซินหยู่ มันก็ทำให้เขาโกรธมากยิ่งขึ้น เขาจึงตวาดออกไปว่า “หลิวชิงหยู่ ไม่ได้บอกให้คุณเป็คนรับผิดชอบเื่นี้หรอกหรือ ดังนั้นหากมีเื่อะไรเกิดขึ้นคุณจะต้องเป็คนรับผิดชอบ” ซือเจิ้นเฉียงพูดจบก็เดินจากไป
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงานของเขา ความโกรธของเขาก็ได้ทุเลาลง ใบหน้าของเขามีความปีติยินดีอยู่เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรหาผู้ว่าการเทศมณฑลเสวี่ยเหวินหลง “ท่านผู้ว่าการ ผมเสี่ยวซือ จากกวนซานนะ ตอนนี้ผมมีสองเื่ต้องรายงานให้คุณทราบ”
ในขณะนี้เสวี่ยเหวินหลงกำลังวุ่นมาก เพราะฝนที่ตกหนักในเทศมณฑลจิงหลิน อีกทั้งยังมีการเปิดเขื่อนทำให้น้ำไหลหลากออกมาสร้างความเสียหายให้หมู่บ้านมากมายตามแนวเขื่อน พื้นที่เพาะปลูกมากมายจมอยู่ใต้น้ำ และในหมู่บ้านจำนวนมากก็มีคนาเ็ล้มตาย ดังนั้นต้องมีคนออกมารับผิดชอบ และเขาก็ไม่คิดจะเอาตัวเองมารับผิดชอบ ดังนั้นเพื่อความสำเร็จในเส้นทางการเมือง เขาจะต้องบีบให้ เซี่ยเจิ้งเต๋อ หัวหน้าพรรคประจำเทศมณฑลเป็ผู้รับผิดชอบ เพราะเขาจ้องตำแหน่งนี้มานานมากแล้ว
เมื่อได้รับโทรศัพท์จากซือเจิ้นเฉียงน้ำเสียงของเสวี่ยเหวินหลงจึงไม่ค่อยเป็มิตรนัก เขาพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญเล็กน้อย “เสี่ยวซือมีอะไรผมกำลังยุ่งอยู่”
ซือเจิ้นเฉียง กล่าวขึ้นอย่างรวดเร็วว่า “ท่านผู้ว่า เพราะคำแนะนำของท่านเื่การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย และการป้องกันทำให้เมืองกวนซานประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม เ้าหน้าที่และมวลชนกำลังร่วมมือช่วยเหลือผู้ประสบภัย แม้อ่างเก็บน้ำจะพังแต่ด้วยคำแนะนำของท่าน ทำให้ผู้อาศัยนับสามหมื่นชีวิต ไม่มีใครได้รับาเ็หรือเสียชีวิตเลย”
เสวี่ยเหวินหลง ที่เดิมกำลังรำคาญ ได้ยินคำพูดของซือเจิ้นเฉียงเข้าไป เขาก็เย็นลง เขารู้สึกสบายใจขึ้นมา เพราะเพียงแค่เื่ในตำบลกวนซานอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วที่เขาจะได้รับผลงานทางการเมืองมากมาย ในเวลานี้เขาเพียงแค่วางเื่ตำบลอื่นๆ ลง และหันมาสนใจกวนซาน มันก็ทำให้เครดิตของเขาเพิ่มขึ้นมาก เพราะจากคำพูดของซือเจิ้นเฉียงเขาจึงหลุดจากสถานการณ์เลวร้ายก่อนหน้านี้ได้ ดังนั้นเขาจึงอุทานด้วยความตื่นเต้นทันที “ดีมาก เสี่ยวซือ ความสำเร็จของคุณในกวนซานนับว่าน่าประทับใจมาก คุณไม่เพียงโดดเด่นด้านการจัดการบริหารตำบลของคุณ แต่ยังมีส่วนร่วมกับเทศมณฑลด้วย ความสำเร็จครั้งนี้จะไม่มีใครลืมเลือนมันแน่นอน ไม่ต้องกังวล ผมจะส่งคนไปปฏิบัติงานในตำบลของคุณ เมื่อคนเ่าั้กลับมาผมจะเรียกประชุมเพื่อจัดพิธีมอบรางวัลให้คุณ และในเวลานั้นผมจะไปมอบรางวัลด้วยตัวเอง ดังนั้นถึงเวลานั้นแล้วคุณต้องโฆษณาดึงผู้คนให้มากที่สุด ซึ่งผมก็จะดำเนินการเช่นกัน เพื่อทำให้คุณมีผลงานโดดเด่นเข้าตาเหล่าคณะผู้บริหารเทศมณฑลทั้งหลาย”
ซือเจิ้นเฉียงได้ยินเสวี่ยเหวินหลงพูดแบบนี้ ก็รู้ว่าผู้ว่าการคนนี้จดจำเขาได้ เขาไม่กล้าที่จะรับความดีความชอบไว้เพียงคนเดียวจึงกล่าวออกไปว่า “ท่านยกยอผมเกินไปแล้ว ที่กวนซานมีวันนี้ได้เพราะอยู่ใต้การดูแลของท่าน พวกเราหน่วยงานต่างๆ ในกวนซานจำเป็ต้องเรียนรู้จากท่านอีกมาก”
เสวี่ยเหวินหลงได้ยินคำพูดนั้นก็พึงพอใจแล้วกล่าวออกไปด้วยรอยยิ้มว่า “เสี่ยวซือ ผมจำได้ว่าคุณบอกกับผมว่ามีสองเื่จะรายงานให้ผมทราบ ผมทราบเื่แรกแล้วอีกเื่คืออะไร"
เมื่อพูดถึงเื่ที่สองเสียงของซือเจิ้นเฉียงก็แฝงไปด้วยความโกรธทันที “กวนซานของเราไม่ได้ผลกระทบจากภัยพิบัติมากมาย แต่สหายหลิวชิงหยู่ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นายกคนใหม่ กำลังให้คณะกรรมาธิการทุกคนระดมเงินเพื่อบรรเทาภัยพิบัติ เขาบอกว่าจะหาเงินจำนวน หกแสนหยวน ส่วนผมหกแสนห้าหมื่นหยวน ตอนนี้เขากำลังไปที่เทศมณฑลเพื่อเข้าพบท่านในอีกไม่ช้า"
เสวี่ยเหวินหลงเป็คนฉลาดเมื่อได้ยินที่ซือเจิ้นเฉียงกล่าวเขาก็เข้าใจสถานการณ์ทันที จึงกล่าวขึ้นว่า “หลิวชิงหยู่ ไม่ทำให้เื่ยุ่งวุ่นวายขึ้นไม่ได้หรือไง แต่เอาเถอะเพราะเขาคำนึงถึงประชาชน ผมก็จะไม่วิจารณ์ตำหนิเขา แต่ตอนนี้ทางฝั่งเราก็เกิดปัญหาเช่นกัน ในฐานะผู้ว่าการเทศมณฑลคงให้ได้เพียง สี่แสนห้าหมื่นหยวน นี่เป็รางวัลสำหรับคนทุ่มเท "
"ตกลง ท่านผู้ว่าการ ขอบคุณมากในอนาคตผมจะเข้าร่วมกับท่าน และจะทำงานรับใช้ท่านอย่างขยันขันแข็ง” ซือเจิ้นเฉียงกล่าวด้วยความปลื้มปีติ
หลิวชิงหยู่เดินทางมาถึงเทศมณฑลด้วยรถส่วนตัวของหงซานจิน และเขาก็เข้าไปพบเซี่ยเจิ้งเต๋อหัวหน้าพรรคประจำเทศมณฑลทันที
หลังจากได้นั่งรอราวๆ หนึ่งชั่วโมง ก็ถึงเวลาเข้าพบ
หลิวชิงหยู่เดินเข้าไปในสำนักงาน ก็พบชายวัยกลางคนอายุราวๆ ห้าสิบปีนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ชายคนนี้รูปร่างปกติ ค่อนไปทางท้วม เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่ก้าวเข้ามา เขาก็เงยหน้าขึ้นพร้อมยิ้มมองไปยังหลิวชิงหยู่แล้วกล่าวว่า “เป็สหายหลิวจากตำบลกวนซานนี่เอง นั่งลงสิ เสี่ยวลี่ รินชาให้สหายหลิวหน่อย”
เซี่ยเจิ้งเต๋อดูกระตือรือร้นมาก หลิวชิงหยู่จึงอดที่จะประทับใจไม่ได้ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้พบเซี่ยเจิ้งเต๋อนับั้แ่มาถึงเทศมณฑลจิงหลิน หลิวชิงหยู่เองก็เป็คนฉลาด เขาสงบนิ่งแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านหัวหน้าเซี่ย ผมมีเื่มารายงาน”
เซี่ยเจิ้งเต๋อได้ยินว่าหลิวชิงหยู่จะรายงานใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็จริงจังแล้วพูดออกไปว่า “อืม สถานการณ์เป็อย่างไรบ้างล่ะ”
หลิวชิงหยู่อธิบายสถานการณ์ภัยพิบัติภายในตำบลกวนซาน จากนั้นเขาก็เตรียมพูดขอทุนจากเซี่ยเจิ้งเต๋อ แต่เซี่ยเจิ้งเต๋อก็เบรกเขาแล้วกล่าวว่า “สหายหลิวชิงหยู่ดูเหมือนว่าภัยพิบัติในกวนซานจะร้ายแรงมาก คุณเคยรายงานเื่นี้ให้เสวี่ยเหวินหลงหรือไม่” ใบหน้าของเขาดูจริงจังมาก
หลิวชิงหยู่ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ยังไม่ได้รายงาน ผมมาหาท่านโดยตรง เมื่อมาถึงเทศมณฑล ผมคิดจะรายงานให้ท่านทราบก่อนค่อยไป หาผู้ว่าการเสวี่ยและรายงานทีหลัง เบื้องต้นผม้าคำแนะนำจากท่าน”
แม้หลิวชิงหยู่จะเข้าดำรงตำแหน่งข้าราชการเป็ครั้งแรก แต่เขาก็รับใช้ชาติอยู่ในกองทัพมาหลายปี เขาไม่ได้ขาดความสามารถในการคาดเดาและอ่านสถานการณ์ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ดังนั้นเมื่อเซี่ยเจิ้งเต๋อ ถามเขา เขาจึงเข้าใจว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อกำลังทดสอบเขาอย่างแน่นอน และหลิวชิงหยู่ก็ได้ยินเื่ที่เซี่ยเจิ้งเต๋อและผู้ว่าการเสวี่ยเหวินหลงไม่ลงรอยกัน ซึ่งซือเจิ้นเฉียงก็เป็คนของเสวี่ยเหวินหลง แน่นอนว่าซือเจิ้นเฉียงย่อมเอนเอียงไปหาเสวี่ยเหวินหลง ดังนั้นเขาที่้าปักหลักในตำบลกวนซาน หรือเทศมณฑลจิงหลินจึงต้องหาต้นไม้ใหญ่เพื่ออาศัยเงาบังแดดและหลบฝน เสวี่ยเหวินหลงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งก็มีข่าวที่ว่าเสวี่ยเหวินหลงเคยบีบเซี่ยเจิ้งเต๋อจนสิ้นหนทาง แต่ด้วยการที่เขาเป็หัวหน้าพรรคประจำเทศมณฑล ดังนั้นหลิวชิงหยู่จึงคำนวณไว้แล้วว่า เมื่อเขามาถึงเทศมณฑล เขาจะต้องริเริ่มอย่างไร และหากเขาถูกบีบให้เลือกข้าง เขาก็ขอเลือกเซี่ยเจิ้งเต๋อ เพราะสำหรับเขาเซี่ยเจิ้งเต๋อเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด ส่วนเื่เกี่ยวกับเซี่ยเจิ้งเต๋อเขาก็ยังต้องตรวจสอบดู และดูความสามารถของเซี่ยเจิ้งเต๋อเพื่อเป็ตัวชี้วัดว่าเขาจะช่วยเพียงผิวเผินหรือไม่
หลิวชิงหยู่คาดเดาได้ถูกต้อง เซี่ยเจิ้งเต๋อรู้ว่าเขาคือหนึ่งในคนที่จะมาพบ เซี่ยเจิ้งเต๋อ ประเมินไว้ว่าหลิวชิงหยู่ที่เป็นายกใหม่จากกองทัพ เขาไม่มีรากฐานหรืออิทธิพลเก่าในกวนซาน เขาไม่มีประวัติใดๆ กับเสวี่ยเหวินหลง หากดึงหลิวชิงหยู่มาเข้าร่วมกับเขา และค่อยๆ ผลักดันให้มีบทบาทคานอำนาจกับเสวี่ยเหวินหลง เขาก็จะสามารถควบคุมเทศมณฑลจิงหลินและตอบโต้เสวี่ยเหวินหลงกลับไปได้ ดังนั้นเขาจึงลองหยั่งเชิงหลิวชิงหยู่ ซึ่งเขาก็พอใจกับคำตอบของอีกฝ่าย และเขาก็ได้ยินมาว่าหลิวชิงหยู่หวังจะพึ่งพาเขาอยู่เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงยิ้มด้วยความพึงพอใจแล้วพยักหน้ากล่าวว่า “ก็ดีสหายหลิวซิงหยู่ตำบลกวนซานของคุณ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคุณมีมาตรการรับมือหรือไม่? "
หลิวซิงหยู่กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ท่านหัวหน้าเซี่ย ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือระดมทุนเพื่อบรรเทาทุกข์ หลังจากน้ำท่วมผู้คนต่างขาดแคลนอาหารและยา ผมจึงมาที่เทศมณฑลเพื่อขออนุมัติเงินงบประมาณบางส่วน”
เดิมทีหลิวชิงหยู่คิดว่า เซี่ยเจิ้งเต๋อจะลังเลต่อคำขอเขา แต่แล้วก็เกิดเื่ไม่คาดคิด เซี่ยเจิ้งเต๋อไม่ลังเลแม้แต่น้อยเขาพยักหน้าแล้วกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ไม่มีปัญหา ขั้นแรกผมสามารถนำเงินสองแสนหยวนจากกองทุนพรรคประจำเทศมณฑลให้คุณได้ แต่เงินทุนทั้งหมดผมคิดว่าจะให้คุณสี่แสนหยวน ดังนั้นคุณไปที่สำนักงานของผู้ว่าการเสวี่ยเพื่อลงนาม และขอเงินได้เช่นกัน ซึ่งผู้ว่าการเสวี่ยคงจะจัดสรรส่งเงินให้ตำบลกวนซานของคุณได้” เซี่ยเจิ้งเต๋อเขียนรายงานการอนุมัติและก้มหน้าตรวจสอบเอกสารต่อ
หลิวชิงหยู่รู้แล้วว่ามันถึงเวลาที่เขาจะต้องไป เขาจึงพูดว่า “ต้องขอบคุณหัวหน้าพรรคเซี่ยมาก ความช่วยเหลือครั้งนี้ในนามตัวแทนตำบลกวนซานผมต้องขอบคุณท่านจากใจจริง ดังนั้นผมขอตัวลาก่อน ผมจะไปที่สำนักงาน ของผู้ว่าการเสวี่ยโดยทันที”
เซี่ยเจิ้งเต๋อพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม หลังจากหลิวชิงหยู่ออกไป เซี่ยเจิ้งเต๋อก็ยิ้มกว้างโดยมิอาจคาดเดาได้
หลังจากออกมาจากห้องทำงานของเซี่ยเจิ้งเต๋อหลิวชิงหยู่ก็เริ่มคิดทบทวน เขามีลางสังหรณ์ว่า การที่เซี่ยเจิ้งเต๋ออนุมัติเงินให้เขาอย่างง่ายดายแบบนี้ เื่มันคงไม่ง่ายอย่างที่คิด ที่เขาเห็นก็แค่ผิวเผิน ดังนั้นเื่ที่ว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อคิดอะไร มีแผนการอะไร และมีจุดมุ่งหมายอะไร? เขาจึงไม่อาจรู้ได้
.............................