ตอนที่ 307 นักบวชหญิง
“ผมสั้น!”
“ผมยาว!”
เสียงเจื้อยแจ้วจากการโต้เถียงกันของสตรีสองรุ่นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง อริยะแปลงเพลิงส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจกับหลานสาวของเธอที่ดูจะไม่รู้จักโตเสียที ทางด้านนิทานเอามือเท้าคางหาวด้วยความง่วง เขาโดนปลุกมาตั้งแต่เช้าหลังจากวันอันเหนื่อยยากเพื่อมาดูผู้พันลาลันตาและไพลินทะเลาะกัน
“ผมสั้นเหมาะกับการต่อสู้กว่านะคะ! แถมปลอมตัวง่ายกว่าด้วย!” ไพลินเถียงโดยไม่ยินยอมแม้แต่น้อย ในมือของเธอคือชุดกระโปรงลูกไม้ที่สลักตราของศาสนจักรไว้ เป็นชุดสำหรับนักบวชที่ดูแตกต่างไปเล็กน้อย
“ผมยาวจะสร้างภาพลักษณ์ของนักบวชได้ดีกว่าค่ะองค์หญิง! แถมตัวนิทานก็มัดหางม้าอยู่แล้ว ผมสั้นมันจะไม่ต่างจากเดิมมากนะคะ!” ผู้พันลาลันตาไม่อ่อนข้อแต่อย่างใดในมือของเธอคือชุดนักบวชของศาสนจักรอีกชุดหนึ่ง เป็นชุดคลุมตัวยาวที่ดูคล้ายกันกับที่เลโอสวมใส่
ถึงแม้ว่าเขาจะได้เดินทางกลับไปเมืองศิลาลัยก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลับไปในฐานะนิทาน วงจันทราและคีตา วงจันทรา ตัวตนที่นิทานจะใช้ในครั้งนี้คือหนึ่งในนักบวชจากศาสนจักรที่เดินทางเผยแพร่คำสอนหรือนักบวชธุดงค์ โดยที่คีตาจะเป็นม้าให้เขาขี่ตลอดทาง
ปัญหาก็คือไพลินและผู้พันลาลันตานั้นยังตกลงเรื่องไร้สาระอย่างรูปลักษณ์ของเขาไม่ได้เสียที ดูเหมือนว่าสมบัติแปลงกายระดับอริยะที่อริยะแปลงเพลิงหามาจะมีคุณสมบัติด้านลบติดมาด้วย
การแปลงกายของสมบัติชิ้นนี้จะคงสภาพทางกายภาพอย่างแท้จริงไม่ใช่ภาพมายาหรือเพียงบิดเบือนเล็กน้อย แต่จะเป็นการแปลงคุณภาพสูงที่เปลี่ยนแปลงลักษณะร่างกายทั้งภายในและภายนอก ไม่ใช่การสร้างเปลือกหุ้มและยืดขยายร่างกายอย่างที่นิทานเคยใช้
เพราะแบบนั้นเองทำให้เกิดผลลบ ทั้งการเปลี่ยนไปและเปลี่ยนกลับจะเกิดความเจ็บปวดรุนแรงจากการที่ร่างกายถูกบิดดัดและฉีกขาดดังนั้นหลังจากเปลี่ยนในแต่ละครั้งจึงต้องใช้เวลาพักรักษาตัวและไม่อาจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้อย่างที่สมบัติระดับต่ำสามารถกระทำ
ข้อเสียนี้ก็มาพร้อมข้อดีของความเนียนที่ทำให้โอกาสถูกจับได้ลดลงเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนสภาพร่างกายโดยตรงจึงไม่มีร่องรอยพลังจิตวิญญาณตกค้างห่อหุ้มร่างกายแต่อย่างใด กับผู้ที่สามารถมองทะลุพลังได้ก็ไม่สามารถจับผิดได้เพราะร่างกายของนิทานนั้นเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง เป็นสมบัติที่แลกคุณภาพกับความเจ็บปวด
ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยได้ ทั้งสองจึงถกเถียงกันไม่เลิกว่าร่างกายเช่นไรเหมาะกับนิทานที่สุด
ทางตัวนิทานเองเขาไม่สนใจแต่อย่างใด ขอเพียงเป็นร่างกายที่ไม่ได้พิการหรือไม่สมส่วนจนยากแก่การเคลื่อนไหวก็พอแล้ว จะเป็นผู้หญิงตัวเล็กหรือสูง สรีระดีหรือบอบบาง ผมสั้นหรือผมยาวเขาก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้น
“ท่านป้าไม่ห้ามสองคนนั้นหน่อยเหรอครับ” นิทานที่หวีขนคีตาเป็นรอบที่ 4 ถามอริยะแปลงเพลิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาขี้เกียจจะรอทั้ง 2 โต้เถียงกัน ถ้าเป็นไปได้เขาอย่างออกเดินทางวันนี้เลยเสียด้วยซ้ำ
อริยะแปลงเพลิงเลิกคิ้วน้อย ๆ เมื่อได้ยินสรรพนามที่นิทานใช้เรียกตน เจ้าตัวดูจะไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าเขาพูดอะไรออกไป เพียงมองหน้าอริยะแปลงเพลิงรอคำตอบ
ความคุ้นเคยและไว้วางใจอย่างแท้จริงส่งให้นิทานเผลอหลุดอะไรเช่นนี้ออกมา อริยะแปลงเพลิงยิ้มมุมปากน้อย ๆ โดยที่นิทานแทบจะไม่รู้สึกตัว
“ไม่เป็นไร ถึงจะดูไร้สาระแต่ก็มีเหตุผลที่ดีอยู่ ชุดเสื้อผ้าที่ใส่ย่อมแสดงถึงภูมิหลัง ยิ่งใส่ใจละเอียดเท่าใดก็ยิ่งรัดกุม” อริยะแปลงเพลิงตีสีหน้ากลับเป็นชืดชา ตอบกลับอย่างจริงจัง
นิทานถอนหายใจยาว คำพูดของเธอมีเหตุผลมากทีเดียว
“แต่ตัวปลอมนี่สุดยอดไปเลยนะครับ” เขาหันไปอีกทาง มองไปยังเปลวไฟขนาดใหญ่กองหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศ มันคือเปลวเพลิงสีเหลืองสุกสกาวราวกับดวงอาทิตย์
ขนาดของมันใหญ่กว่ามนุษย์ปกติทั่วไปถึง 2 เท่า เปลวเพลิงนี้ไม่แผ่ความร้อนใด ๆ ออกมา แม้แต่ผนังและเพดานที่อยู่ใกล้เคียงก็ไม่มีร่องรอยของความเสียหายจากความร้อนใด ภายในนั้นคือเงาร่างของ 1 มนุษย์ 1 สุนัข
“อำพันอัคคีหลอมร่าง เป็นสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติระดับสูงที่หาได้ยากยิ่ง” อริยะแปลงเพลิงพูดเสียงเบา
“ตัวของมันเองเหมาะสำหรับการไปเป็นส่วนช่วยในการหลอมสร้างสมบัติเพื่อเพิ่มคำแห่งพลัง ไฟ ให้แก่สมบัติชิ้นนั้น หากเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่อความร้อนสูงก็สามารถซึมซับเข้าร่างกายเพื่อเพิ่มความรุนแรงของเปลวเพลิงจากพลังจิตวิญญาณได้”
คำอธิบายของอริยะแปลงเพลิงทำให้นิทานเบิกตากว้าง ก่อนหน้านี้ผู้พันลาลันตาเพียงบอกเขาว่านี่คือวิธีสร้างตัวปลอมที่เธอเตรียมมาเท่านั้น หลังจากเขาและคีตาเสียเลือดให้แก่มันเป็นจำนวนมากเธอก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก
“อีกหนึ่งวิธีใช้งานที่ไม่มีผู้ใดรับรู้นักคือการสร้างร่างแยก หากนำสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติ รากบัวขาวพิสุทธิ์ มาอบด้วยไอร้อน ผสานเข้ากับโลหิตของผู้ที่ต้องการ จะสามารถสร้างร่างแยกของคนผู้นั้นได้โดยที่ร่างแยกนั้นจะมีกลิ่นอายพลังเหมือนกับเจ้าของโลหิตทุกประการ”
“ทางด้านข้อเสียนั้นคือร่างแยกหากไม่มีวิญญาณสถิตอยู่ภายในจะต้องได้รับการควบคุมอยู่ตลอดเวลา และตัวร่างกายเองก็เปราะบางกว่ามนุษย์ทั่วไป” เธออธิบายต่อ
“ผู้พันลาลันตาจะเป็นคนควบคุมเหรอครับ” นิทานคิดเล็กน้อยก่อนถามต่อ หากจำต้องควบคุมตลอดเวลาหมายความว่าผู้ควบคุมจะต้องมีความเข้าใจในตัวของเขาค่อนข้างสูงจึงจะสามารถปลอมร่างได้เหมือนจริง
เรื่องใส่จิตวิญญาณเข้าไปนั้นเขาไม่กระทำอย่างแน่นอน ศาสตร์หม่นหมองยังคงเป็นสิ่งที่ฝังใจนิทานเสมอมา
อริยะแปลงเพลิงพยักหน้าเป็นคำตอบ ในที่นี้หากจะมีคนที่เข้าใจนิทานได้ดีที่สุดก็คงไม่พ้นไพลินและผู้พันลาลันตา แต่ไพลินนั้นจำต้องไป ๆ มา ๆ หลายที่ แถมเธอยังเป็นเพียงแรกเกิดเท่านั้น การควบคุมย่อมไม่สม่ำเสมอเท่าผู้แสวงวิถีเช่นผู้พันลาลันตา
ผู้พันลาลันตาวิ่งเข้ามาหานิทานอย่างรวดเร็วในจังหวะที่ไพลินกำลังหอบหายใจจากการโต้เถียง แล้วจึงยัดชุดคลุมตัวยาวในมือของเธอให้แก่นิทาน “เอ้า! ตกลงตัวนี้!”
นิทานคลี่ชุดคลุมตัวยาวออก มันคือชุดตัวยาวที่คล้ายกับที่เลโอสวมใส่ ต่างออกไปตรงที่กระโปรงของชุดคลุมตัวนี้มีระบายกระโปรง บริเวณแขนเสื้อก็เปิดไหล่ จำต้องใส่เสื้ออีกชุดไว้ภายใน
ตราสัญลักษณ์ปากกาจุ่มหยดหมึกส่องประกายแวววาวสะอาดตา ขัดกับชุดคลุมสีน้ำตาลและเขียวอ่อนที่ดูมีร่องรอยยับย่นระดับหนึ่ง แม้แต่ตัวกระโปรงเองก็มีร่องรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ราวกับโดนอะไรเกี่ยว
“บทคือนายเป็นนักบวชธุดงค์ที่เดินทางไปที่ต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่คำสอนและเรียนรู้มันตราโบราณ เพราะนายเป็นนักบวชระดับกลางที่มีศรัทธาแรงกล้าจึงได้รับอนุญาตให้ออกเผยแพร่คำสอนได้ด้วยตนเอง” ผู้พันลาลันตากล่าวยาว
“แต่ผมไม่เชี่ยวชาญมันตรานะครับ จะให้ไปเผยแผ่ศาสนาก็ยังไง ๆ อยู่” นิทานเม้มปากเล็กน้อย หากเขาต้องทำเช่นนั้นจริงงั้นเขาต้องเลื่อนการเดินทางเป็นอีกหลายวันหลังจากนี้เพื่อเตรียมท่องจำคัมภีร์เปลือกไม้ชำระแล้ว
“ไม่ต้องห่วง นายแค่ต้องมอบหนังสือพร้อมทั้งทำตัวอ่อนโยนให้กับผู้ที่สนใจก็พอ สร้างภาพผู้ที่อบอุ่นอ่อนโยนเหมือนไลล่าน่ะ” ผู้พันลาลันตากล่าวยิ้ม ๆ มองนิทานที่มีสีหน้าเหยเก ให้เขาแกล้งทำตัวเช่นนั้นก็พอจะได้อยู่หรอก แต่ถ้าให้เอาไลล่าเป็นฐานเช่นนั้นก็คงยากมากแล้ว
“แล้วนายก็ไม่ต้องพูดอะไรสักคำ เพราะเรนเดลนั้นเป็นใบ้” ผู้พันลาลันตาขยิบตาให้นิทาน แล้วจึงยื่นหนังสือเล่มเล็กที่ทำขึ้นจากเปลือกไม้ให้แก่นิทาน บนหน้าปกคือสัญลักษณ์ปากกาจุ่มหยดหมึก ส่วนด้านในคือข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นเขียนเอาไว้ บริเวณที่ควรจะมีรูปอยู่นั้นว่างเปล่า ลำดับขั้นของเธอคือนักสลักเอก เป็นนักบวชระดับกลางของศาสนจักร ชื่อของเธอคือเรนเดล
ด้านข้างชื่อมีเขียนกำกับไว้น้อย ๆ ว่าเป็นผู้พิการทางการสื่อสาร นิทานอดชูนิ้วโป้งให้ความฉลาดของผู้พันลาลันตาไม่ได้ หากเรนเดลเป็นใบ้ก็จะสามารถกลบเกลื่อนเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย
ต้องปรับตัวเยอะเลยแฮะ นิทานคิด ก่อนหน้านี้เขานั้นเป็นแซฟไฟร์ นักผจญภัยหญิงผู้ช่ำชองการผจญภัยและมีร่างกายที่แข็งแกร่ง เขาจึงสามารถแสดงนิสัยห้าว ๆ ที่แสดงได้ง่ายกว่าได้ไม่ยากนัก
ตัวเรนเดลนั้นต่างออกไป อุปนิสัยเรียบร้อยนิ่มนวลนั้นแสดงยากกว่ามาก ร่มปกปักหทัยจะกลายเป็นไม้เท้าที่ดูเข้าคู่กับฐานะนักบวชและดูไม่แปลกตาจนเกินไป
“ส่วนคีตาคราวนี้เป็นม้าแผงคอแดงนะ” เธอหันไปลูบคีตาที่ส่ายหางไปมาอย่างตื่นเต้น
“โฮ่ง!”
น่าอร่อย!
ไพลินที่เดินตามมาบ่นอุบอิบไม่ยอมหยุดว่าอดเห็นเพื่อนของเธอใส่กระโปรงสั้น แม้จะเสียดายแต่เหตุผลและภาพลักษณ์ของเรนเดลนั้นก็เหมาะสมกับชุดคลุมตัวยาวมากกว่าจริง ๆ
“ตัวตนเรนเดลจะเป็นหนึ่งในเด็กกำพร้าที่ศาสนจักรรับมาเลี้ยง หนังสือศักดิ์สิทธิ์สำหรับยืนยันสถานะนักบวชก็มีไลล่าเป็นผู้ใช้เส้นสายจัดหาให้ ไม่ต้องห่วง ไลล่าไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นจะถูกเอาไปใช้เป็นตัวตนไหนเพราะงั้นข้อมูลจะไม่รั่วแน่นอน” ไพลินเสริม
แม้แต่ไลล่าที่เธอไว้ใจเธอยังไม่บอกถึงจุดหมายแรกและตัวตนที่นิทานจะใช้ เรื่องนี้จะไม่มีใครรู้ได้ทั้งสิ้น
“ส่วนตัวปลอมนายจะอยู่ในหน่วยพิทักษ์เมืองแทบจะตลอดเวลาที่นายเดินทาง แต่จะเน้นเรียนรู้คำในห้องฝึกหรือไม่ก็ทำงานอยู่ในห้องทำงานของผู้พัน นาน ๆ ทีจึงจะออกไปทานข้าวกับพวกหน่วย 3 เพื่อความเนียน”
“ในกลุ่มนั้นเราจะคอยตามประกบเองเวลาที่นายออกไปนอกหน่วยพิทักษ์เมือง ใช้ข้ออ้างเรื่องสนิทกันนี่ล่ะสะดวกที่สุด เราจะได้แก้ปัญหาหน้างานให้ได้ด้วย” ไพลินย่อมจัดแจงทุกอย่างจนเสร็จสรรพ หากจะให้มุดตัวอยู่ในหน่วยพิทักษ์เมืองตลอดเวลาย่อมต้องน่าสงสัยเกินไป ด้วยนิสัยที่สนิทกับคนแทบทุกคนของเธอจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่จะเนียนร่วมโต๊ะอาหารด้วย
“ผู้พันควบคุมระยะไกลได้ด้วยเหรอครับ?” นิทานไม่รู้วิธีบังคับควบคุมร่างปลอม เขาหันไปมองสองร่างในกองเพลิงขนาดยักษ์ด้วยความสงสัย ในความคิดเขาก็คงเป็นวิธีการใส่พลังจิตวิญญาณเข้าไปอะไรทำนองนั้น แต่นี่มีถึง 2 ร่างแถมยังต้องออกไปข้างนอกอีก
“สบาย” ผู้พันลาลันตายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ผู้แสวงวิถีเช่นเธอไม่มีปัญหาเรื่องระยะพลังแต่อย่างใด
“เพราะงั้นก็เปลี่ยนร่างได้เลย นายจะออกเดินทางคืนนี้”