่ศุกร์สิ้นสัปดาห์มาถึงอีกครั้งสำหรับฉันมันควรจะเป็วันที่ได้เงินเข้ากระเป๋าแบบเป็กอบเป็กำแต่คราวนี้กลับมีนักเรียนมาแค่สามคนเท่านั้น อาจเป็เพราะสัปดาห์ก่อนที่ฉันปิดร้านกะทันหันเธอเลยเปลี่ยนใจไปลงคอร์สเรียนกับที่อื่นแทน
"พี่คะ...พี่ไม่เปิดสอนทำตุ๊กตาบ้างเหรอคะ เข้าไปดูรูปผลงานเก่าๆ ในอัลบั้มของพี่ น่ารักทุกตัวเลย"
นักเรียนคนหนึ่งทักขึ้น
"อยากทำตุ๊กตาผู้หญิงแบบนี้บ้างค่ะ"
นักเรียนอีกคนรีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาโชว์รูปถ่ายตัวอย่างให้ดู ฉันก้มมองหน้าจอแล้วทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป
"งานตุ๊กตาเป็ของผู้ช่วยค่ะพี่ถักไม่เป็ ตอนนี้เธอก็ออกไปแล้ว พี่เลยสอนได้แต่งานถักชุดค่ะทำตัวตุ๊กตาไม่เป็ค่ะ”
“ว้า...เสียดายอ่ะ”
ทำไมถึงไม่ทำน่ะเหรอ... คำถามนี้มีคำตอบฝังใจซ่อนอยู่หลังจากวันที่ฉันเลิกราและตัดขาดจากเื่ราวของนัชอย่างเด็ดขาดฉันก็หันมาทุ่มเทช่วยงานแม่แบบเต็มตัว กระทั่งเรียนจบฉันตกงาน ประกอบกับ่นั้นโควิดระบาดหนักยิ่งทำให้การหางานเป็ไปอย่างยากลำบาก
แม่เกิดปิ๊งไอเดียใหม่ๆ หลังจากไถโทรศัพท์ไปเจอกระแสต่างประเทศที่กำลังฮิตตุ๊กตาสาวน้อยหน้าตาน่ารักเราเลยตัดสินใจเปลี่ยนแนวจากการถักเสื้อผ้าทั่วไป มาเป็การถักตุ๊กตากับชุดตุ๊กตาเพื่อให้ผลงานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่ซ้ำรอยใคร แม่เป็คนขึ้นโครงตัวตุ๊กตาและถักเส้นผมส่วนฉันทำหน้าที่ถักชุด
ตุ๊กตาของเรามีหลายขนาด ทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ ราคาแตกต่างกันไปตัวเล็กจะเน้นเป็ชุดเสื้อถักเพราะชิ้นส่วนเล็กเกินกว่าจะตัดเย็บได้ถนัดมือส่วนขนาดกลางและใหญ่แม่จะเป็คนตัดเย็บชุดสวยๆ ให้่นั้นผู้คนต้องกักตัวอยู่บ้านออกไปไหนไม่ได้ ยอดขายพุ่งถล่มทลาย มีออร์เดอร์สั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามาจนทำกันแทบไม่ทันฉันกับแม่นั่งทำงานหลังคดหลังแข็งกันั้แ่เช้ายันค่ำแม้แต่ข้าวยังต้องเอามานั่งกินบนโต๊ะทำงานฉันคิดว่านี่คงเป็โอกาสที่จะทำให้เราได้มีฐานะที่ดีขึ้นแน่ๆ
"แม่...เดี๋ยวพอโควิดซา เราไปเที่ยวญี่ปุ่นกันไหมคะ"
ฉันถามขึ้นระหว่างก้มหน้าถักไหมพรม
"อย่ามาโม้นักเลยจะเอาเงินที่ไหนไปเที่ยวกัน"
"ก็เงินที่แม่แบ่งให้ทุกเดือนนี่ยังไงล่ะคะชาแทบไม่ได้เอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอะไรเลย ทำงานตัวเป็เกลียวแบบนี้เราต้องหาเวลาให้รางวัลชีวิตและใช้เงินบ้างนะแม่"
ฉันยื่นถุงใบหนึ่งให้แม่
"นี่ค่ะแม่...ชาซื้อมาคืนให้แล้วนะ"
แม่หยุดทำงานหันมาชำเลืองมองของในมือฉันด้วยแววตาอ่อนโยนก่อนจะส่ายหัวเบาๆ
"ไม่ต้องเอามาคืนแม่หรอกทองเส้นนั้นน่ะ...จริงๆ มันก็เป็ของชานั่นแหละพ่อเขาซื้อให้เป็ของรับขวัญตอนที่ชาเกิด แม่ว่าจะเก็บไว้ให้ตอนที่ชาเรียนจบ"
แม่เล่าว่า พ่อไปแต่งงานและสร้างครอบครัวใหม่แล้วั้แ่เลิกรากันไป แต่ก็ยังคงโอนเงินส่งเสียมาให้แม่ทุกเดือนเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูฉันไม่งั้นแม่ลำพังคนเดียวคงแย่เหมือนกัน จนกระทั่งวันที่ฉันเรียนจบ แม่เป็คนบอกพ่อเองว่าลูกสาวโตจนเรียนจบแล้วไม่ต้องส่งเงินมาให้แล้วก็ได้ แต่พ่อก็ยังอุตส่าห์ส่งมาให้เรื่อยๆจนกระทั่ง่โควิดนี่แหละที่เงียบหายไป
"ทำไมตอนนั้นถึงต้องเลิกกันด้วยล่ะคะแม่...พ่อเขามีผู้หญิงคนอื่นเหรอ"
ฉันยังสงสัยเื่นั้นอยู่ เหตุผลที่ทำให้คนต้องเลิกกันแม่ตอบอย่างไม่ลังเลใจ
"บางครั้งความรักของคนเรามันไม่ได้จบลงเพราะมือที่สามเสมอไปหรอกนะลูก่แรกที่รักกัน อะไรๆ ก็ดูสวยงาม ยอมเสียสละให้กันได้ทุกอย่าง แต่พอมีลูกแม่ต้องลาออกจากงานประจำมาเลี้ยงดูหนู ส่วนพ่อต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้คนเดียวพอเงินทองเริ่มขัดสน ความเครียดก็ก่อตัวจนเราเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้งขึ้นพอบ่อยเข้ามันก็เหมือนะเิเวลาที่นับถอยหลัง 'เราเลิกกันเถอะ' แม่เป็คนหลุดปากพูดคำนั้นออกไปด้วยความโมโหชั่ววูบแต่ใครจะคิดว่าพ่อเขาจะพยักหน้ารับและเห็นด้วยแบบนั้น..."
"ง่ายๆ แค่นั้นเลยเหรอคะแล้วพ่อส่งเงินมาให้เราแบบนี้ เมียใหม่เขาจะไม่ว่าอะไรเหรอ?"
"เหมือนว่าเมียใหม่ของพ่อเขามีลูกติดมาด้วยเหมือนกันคงพอจะเข้าใจหัวอกคนเป็พ่อแหละนะ... ปัญหาครอบครัวธรรมดาทั่วไปไม่มีอะไรซับซ้อนหรอกลูก"
แม่ไม่ค่อยชอบเล่าเื่ราวเกี่ยวกับพ่อให้ฟังนัก อันที่จริงเราสองคนแม่ลูก ก็ไม่ค่อยได้นั่งคุยเปิดอกอะไรกันเป็กิจจะลักษณะอยู่แล้วต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินเลี้ยงชีพกัน
จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปสถานการณ์โควิดเริ่มเบาบางลง ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตออกนอกบ้านกันตามปกติยอดขายตุ๊กตาของเราก็ค่อยๆ ลดลงเพราะเริ่มมีคู่แข่งรายอื่นหันมาทำเลียนแบบแถมยังตัดราคากันซึ่งหน้าแต่เราก็ยังคงต้องอดทนทำต่อไป เพราะมันเป็งานอย่างเดียวที่มีอยู่ตอนนี้
และแล้ว... วันที่์ใจร้ายที่สุดก็มาถึง โควิดกลับมาระบาดอีกครั้งและคราวนี้โชคร้ายตกลงที่แม่... แม่ติดเชื้อไวรัสฉันวิ่งวุ่นโทรศัพท์ติดต่อประสานงานหลายต่อหลายแห่งเพื่อหาเตียงและรถพยาบาลมารับแม่แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน... แม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับภาพวันที่ฉันต้องยืนเคว้งคว้างอยู่คนเดียวอย่างไร้จุดหมายมองดูเ้าหน้าที่หิ้วโลงศพของแม่เข้าไปในเตาเผาเมรุ เป็่เวลาที่มืดมนที่สุดแม่คือสิ่งเดียวคือโลกทั้งใบของฉันในเวลานั้นฉันไม่อาจทำใจยอมรับความจริงอันโหดร้ายนี้ได้เลยจริงๆ
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
เช้าวันใหม่ในบรรยากาศที่น่าเบื่อ ฉันเดินลงมาเปิดร้านเร็วกว่าปกติ เพราะเมื่อคืนเผลอจมดิ่งอยู่กับความทรงจำเก่าๆจนข่มตานอนไม่ลง ฉันเปิดอัลบั้มรูปดูผลงานตุ๊กตาที่เคยทำกับแม่ในอดีต อยู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมา แบบนี้แหละฉันถึงไม่อยากสอนถักตุ๊กตาเพราะมันทำให้ฉันต้องคิดถึงแม่จนน้ำตาไหลทุกครั้ง
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นพร้อมกับชายหัวฟูที่ก้าวเข้ามาในร้าน
"คุณาาวดี...คือผมมีอะไรจะให้ดู... อ้าว"
นายดินชะงักกึกเมื่อเห็นสภาพฉันที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่
"เป็อะไรเหรอคุณ...."
เขายืนเกาหัวแกรกๆด้วยความทำตัวไม่ถูก ฉันรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ
"อืม...จะว่าไปมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ต่างก็มีแผลใจและเื่เศร้าฝังใจกันทั้งนั้นแหละนะ"
ฉันเหลือบมองเขาเล็กน้อย
"เื่ของฉันมันเศร้าจริงแต่เื่ของนายมันแค่งี่เง่าไร้สาระต่างหากล่ะ"
"อะไรกันคุณเื่ของผมไม่ได้งี่เง่าสักหน่อยนะ!"
ไม่รู้ทำไมทุกครั้งที่เจอกันต้องเป็แบบนี้ตลอดพูดดีๆ กันได้ไม่ถึงสามประโยคก็ต้องทะเลาะกัน
“แล้วตกลงมาหาฉันนิมีอะไร?”
"เออใช่เกือบลืมเลย...มีร้านบุฟเฟ่ต์มาเปิดใหม่ในซอยลึกเข้าไปหน่อย เขามีโปรโมชั่นเด็ดหัวละหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าบาทเอง ไปกินกันเถอะเดี๋ยวผมเป็เ้ามือเลี้ยงเอง!"
"ไหนว่าจะเลี้ยงของแพงๆเป็การตอบแทนไง ไหงกลายเป็บุฟเฟ่ต์ร้อยเก้าเก้าได้ล่ะ"
"แหมคุณ...่นี้สภาพเศรษฐกิจการค้าขายมันเงียบเหงาจะตายไป ผมกรอบจะแย่อยู่แล้วเนี้ยคุณก็น่าจะรู้"
นับั้แ่สูญเสียแม่ไป ฉันก็ปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไปวันๆจนกระทั่งรู้ตัวอีกทีเงินเก็บก้อนสุดท้ายก็ร่อยหรอจนเกลี้ยงกระเป๋าใช้เวลาเยียวยาจิตใจอยู่หลายเดือน จนกระทั่งตั้งสติได้ว่าชีวิตต้องเดินหน้าต่อฉันเก็บข้าวของย้ายออกจากบ้านหลังเก่าของแม่ เพราะการทนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเดิมๆมีแต่จะฉุดรั้งไม่ให้ฉันก้าวไปข้างหน้าจนกระทั่งมาเจอห้องเช่าใต้คอนโดมิเนียมแห่งนี้เปิดร้านขายไหมพรมและอุปกรณ์งานฝีมือมาได้ราวๆ สามปีแล้วซึ่งเป็่เวลาก่อนหน้าที่นายดินและแฟนเก่าจะย้ายเข้ามาอยู่ไม่นานนัก
"นี่คุณกินช้าเป็เต่าคลานแบบนี้มันไม่คุ้มเลยนะ เดี๋ยวเวลาก็หมดก่อนพอดี"
นายดินบ่นอุบระหว่างนั่งอยู่ร้านบุฟเฟ่ต์
"ไม่ใช่เด็กแล้วนะคุณร้านบุฟเฟ่ต์เขาเน้นมากินเอาบรรยากาศและรสชาติความอร่อยต่างหากไม่ใช่มากินตะกละเอาความคุ้มค่าพุงกางเหมือนนายสักหน่อย"
"มากินบุฟเฟต์ทั้งทีมันต้องยัดให้คุ้มจุกให้ถึงคอหอย ให้มันคุ้มค่าเงินจนไม่ต้องกินข้าวไปถึงพรุ่งนี้เช้าแบบนี้สิ"
ป่วยใจกับนายคนนี้ฉันกินไปอายไปที่ต้องมานั่งข้างๆคนตะกละตะกลามแบบเขา
ฉันรู้สึกว่าตัวติดกับนายดินมากไปหน่อย พักหลังเขาชอบชวนฉันไปไหนมาไหนด้วยบ่อยครั้งขึ้นอาจเป็เพราะความอ้างว้างในใจของคนไม่มีใครที่ถูกดึงดูดเข้ามาหากัน จนบางครั้งฉันก็แอบคิดขึ้นมาในใจว่า...หรือว่าเราจะเผลอใจไปชอบอีตาบ้านี่เข้าซะแล้ว? และพอมีความคิดทำนองนี้ผุดขึ้นมาทีไรขนก็ลุกซู่ขึ้นมาทุกครั้ง
หลังจากอิ่มหนำสำราญจากบุฟเฟต์เราก็นั่งรถสองแถวกลับมายังคอนโดด้วยกัน และบังเอิญเจอกับวันดาที่ยืนอยู่แถวนั้นเธอส่งยิ้มเ้าเล่ห์พร้อมกับเอ่ยแซวเสียงดังว่า่นี้เห็นเราสองคนตัวติดกันไปเดทบ่อยเสียเหลือเกินนายดินรีบทำทีเป็เขินอายกลบเกลื่อนความรู้สึก ส่วนฉันได้แต่วางมาดนิ่งสนิทเ็าไร้ความรู้สึกกับเื่พวกนี้ ไม่สะท้าน ไม่แคร์ และไม่สนใจเสียงนินทาใดๆ สมกับที่เป็ฉัน"าาวดี"
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
ถึงกำหนดเวลาที่ฉันต้องกลับไปบ้านเก่า เพื่อไปทำความสะอาด ตัดหญ้าถางพงทุกสามเดือนแต่่นี้มีเื่ราวสารพัดถาโถมเข้ามาจนไม่ได้กลับไปเหยียบที่นั่นร่วมหกเดือนเต็มแล้วป่านนี้สนามหญ้ารอบบ้านคงรกรุงรัง กลายเป็ป่าดิบชื้นไปแล้วแน่เลย ฉันคิดในใจว่าคงต้องยอมควักกระเป๋าจ้างคนมาตัดหญ้าถางสวนเพราะลำพังเรี่ยวแรงผู้หญิงตัวคนเดียวคงจัดการไม่ไหวแต่แล้วแว๊ปหนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่ามีแรงงานว่างงานหน้ามึนอยู่ใกล้ตัวคนหนึ่ง...ฉันเลยลองไปเจรจาดู
"อ้าวคุณ...มาแต่เช้าเชียว มีธุระอะไรเหรอ"
นายดินโผล่หน้าออกมาด้วยสภาพหัวยุ่งเหยิง
"วันนี้ว่างรึเปล่า?"
"แหม...จะชวนผมไปออกเดทแต่เช้าเลยเหรอเนี่ย"
เขายิ้มร่าตาเป็ประกาย
"อยากชวนคุณไปที่บ้านหน่อยน่ะ......"
นายดินทำตาลุกวาวเหมือนกับคาดหวังบางอย่าง
“ไปสิ..ไปสิ..รอแป๊บนะ เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
เราเดินทางด้วยรถแท็กซี่ เพราะทั้งฉันและเขาต่างไม่มีรถส่วนตัวแม้ว่านายดินจะมีมอเตอร์ไซค์คู่ใจอยู่คันหนึ่งแต่เ้าตัวก็สารภาพตามตรงว่าขับรถไม่ค่อยแข็งอีกอย่างระยะทางจากคอนโดไปบ้านเก่ามันค่อนข้างไกลอันตรายเกินไปที่จะขับมอเตอร์ไซด์
ระหว่างทางเดินออกไปขึ้นรถฉันเหลือบไปเห็นวันดายืนมองตามหลังเราสองคนพร้อมกับอมยิ้มกรุ้มกริ่ม... เชื่อได้เลยว่าอีกไม่นานเื่นี้ต้องกลายเป็ประเด็นเม้าท์มอยสนั่นตึกแน่ๆ
ใช้เวลาชั่วโมงกว่าก็ถึงบ้าน... สภาพภายนอกเป็ไปตามคาดการณ์ หญ้ารกรุงรังในบ้านก็มีแมงมุมเกาะโยงใยเต็มเพดานบ้านแถมยังมีร่องรอยนกบินเข้ามาทำรังอยู่ตรงโคมไฟระย้าอีกต่างหาก แต่ที่ฉันกลัวที่สุดก็คือพวกสัตว์เลื้อยคลานที่มักจะแอบมาสร้างบ้านสร้างเรือนในบ้านฉันมากกว่า
"อ๊ากกกกกก...!"เสียงะโโวยวายดังลั่นบ้านของนายดิน ทำให้ฉันต้องรีบวิ่งออกมา
“อะไร...ะโเสียงดังทำไม”
"ตุ๊กแก...ตุ๊กแกตัวเบ้อเริ่มเลยคุณ!"
เขาวิ่งมาหลบหลังฉันและเอามือชี้ไปที่เหนือประตู
"กรี๊ดดดดดดด...กรี๊ดดดดดดด!"
จู่ๆมันก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา ฉันกับนายดินวิ่งพล่านไปทั่วด้วยความใ
"เดี๋ยวคุณ...จะกรี๊ดแข่งกับผมทำไมละเนี่ย ไปจับมันสิ"
"ก็ฉันกลัวตุ๊กแกเหมือนกันนี่นาไม่ได้การแล้วแบบนี้มันอาจมาสร้างครอบครัวในบ้านฉันแล้วก็ได้”
"กู้ภัยกู้ภัย โทรตามกู้ภัยให้มาช่วยเลยคุณ"
เรายืนลุ้นระทึกหลบมุมอยู่หน้าบ้านเกือบชั่วโมง จนกระทั่งรถกู้ภัยมาถึงใช้เวลาจัดการจับเ้าตุ๊กแกตัวั์ออกไปไม่ถึงห้านาที ฉันเลยวานให้เขา ช่วยเดินสำรวจรอบบ้านให้แน่ใจว่าไม่มีสัตว์มีพิษหลงเหลืออยู่อีกพอทุกอย่างเรียบร้อย ฉันเลยจ่ายเงินสดหนึ่งพันบาทมอบให้เป็สินน้ำใจขอบคุณโลกใบนี้ช่างน่าอยู่ขึ้นเป็กองเมื่อมีกู้ภัยคอยช่วยเหลือยามคับขันแบบนี้
ฉันวานให้นายดินช่วยตัดหญ้าแต่เขากลับบอกว่าทำไม่เป็ ฉันก็เลยใช้ให้ไปทำความสะอาดบ้านแทนเขาขมวดคิ้วมองหน้าฉันเลยน้อยเหมือนไม่พอใจ
"เดี๋ยวนะคุณ...ชวนผมมาที่บ้านเพื่อให้มาช่วยทำความสะอาดบ้านเนี่ยนะ?"
"ก็ใช่ไง...นายคาดหวังอะไรยังไงนายก็ติดหนี้บุญคุณตอนที่ฉันเคยช่วยดูแลตอนป่วยอยู่ไม่ใช่หรือไงช่วยงานแค่นี้ก็ถือว่าเจ๊ากันไปสิ"
"ผมอุตส่าห์ใจดีพาคุณไปเลี้ยงบุฟเฟต์มาแล้วนะยังไม่หายกันอีกเหรอเนี่ย"
"ไม่ช่วยก็ตามใจ...ขากลับก็นั่งแท็กซี่จ่ายเงินกลับเองก็แล้วกันนะยะ!"
"โห...คุณ ผมอุตส่าห์ลงทุนใส่กางเกงชั้นในสีพาสเทลมาเลยนะเนี่ย!"
"พูดจาลามกโรคจิตอะไรของนายเนี่ย!อยากไปไหนก็ไสหัวไปเลยไป๊!"
"เ็าจริงๆนะคุณเนี่ย เอาจริงแค่บอกผมตรงๆ ว่าชวนมาช่วยงานบ้าน ผมก็เต็มใจมาให้อยู่แล้วป่ะแต่นี่เล่นชวนแบบกำกวมชวนให้คิดลึก... แบบนี้มันเข้าข่ายส่งสัญญาณ 'ให้ความหวัง' นะคุณรู้ตัวไหมเนี่ย"
แบบนี้...เรียกว่ากำลังให้ความหวังงั้นเหรอ? ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง...ฉันเองก็ไม่ค่อยประสีประสาเื่แบบนี้เสียด้วยสิ หรือว่าฉันเผลอติดนิสัยแย่ๆความเ้าเล่ห์มาจากใครบางคน...คนที่ฉันไม่อยากแม้แต่จะนึกถึงหน้าเขาอีกเลยในชีวิตนี้
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*