หลี่จิ้งมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เขารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา เมื่อข้อมูลเกี่ยวกับเบฮีมอทและการเคลื่อนไหวที่น่าสะพรึงกลัวถูกส่งมา เขาไม่อาจเพิกเฉยได้
ในขณะเดียวกัน ซวนหยวน ผู้นำแห่งสำนักมังกร หยางจินเหิน ปรมาจารย์ดาบแห่งแสงต่างก็ได้รับข่าวสารนี้เช่นกัน
ไม่ว่าทั้งสองกำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาก็ต้องหยุดการกระทำของตนเองลง และรีบมุ่งหน้าตรงมายังสำนักงานหลักของสมาพันธ์โลกในทันที
ไม่กี่อึดใจต่อมา ทั้งสามนั่งล้อมวงเพื่อปรึกษาหารือกันในห้องโถงประชุมขนาดใหญ่ ภายในห้องเองก็มีบรรยากาศที่ดูตึงเครียด
ซวนหยวนเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลเล็กน้อย
“ข้าคิดว่าพวกเราคงไม่อาจมองข้ามสิ่งนี้ไปได้ เบฮีมอทตัวนี้แข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเราคิด การปรากฏตัวครั้งนี้ของมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันพัฒนาขึ้นอย่างน่ากลัวในเวลาอันสั้นเกินไป!”
หยางจินเหินที่เล่นตลกอยู่เสมอก็พยักหน้ารับและหันมองไปทางหลี่จิ้งด้วยสายตาที่คมกริบ
“ฉันเห็นด้วยตาแก่ ความคิดก่อนหน้านี้ถูกต้องแล้ว การเคลื่อนไหวใดๆโดยไม่ได้วางแผนการให้รอบคอบอาจนำไปสู่หายนะได้”
“แต่ปัญหาคือ.. เราไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะระบุได้ว่าทำไมเบฮีมอทถึงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือว่ามันมีแผนอะไรอยู่กันแน่?”
หลี่จิ้งรับฟังทั้งสองก็พยักหน้าอย่างเคร่งเครียด ความคิดวนเวียนอยู่กับความจริงที่ว่าพวกเขาไม่อาจเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบได้
ไม่ใช่เพราะเบฮีมอททรงพลังเกินกว่าจะต่อกรได้ด้วยเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะว่าอาวุธทำลายล้างที่เคยเป็นความหวังอย่าง แซงทัวรี่ ได้ถูกทำลายไปแล้วเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้
การระเบิดของแซงทัวรี่ไม่เพียงแต่ทำลายความหวังในการใช้เป็นอาวุธลับของพวกเขา แต่ยังทำให้ขาดเครื่องมือที่จำเป็นในการป้องกันจากมอนเตอร์ที่แข็งแกร่งระดับชนชั้นจักรพรรดิอีกด้วย
“แซงทัวรี่... เราสูญเสียอาวุธที่ทรงพลังที่สุดไปแล้ว นั่นทำให้สถานการณ์นี้ยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้น”
หลี่จิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงขรึม แววตาของเขาฉายแววความกังวล
“แม้แต่เบาะแสของเบฮีมอทก็ยังเป็นสิ่งที่พวกเราไม่สามารถระบุตัวตนได้ชัดเจน ทุกอย่างเกี่ยวกับมันยังคงเป็นปริศนาและตอนนี้เราไม่มีแซงทัวรี่เพื่อใช้ตอบโต้!”
ซวนหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางตอบ
“ใช่ หากเราสูญเสียอาวุธอย่างแซงทัวรี่ไปแล้ว ทางเลือกที่เหลือของเราคือการต่อสู้ด้วยตัวเองเท่านั้น แต่พวกเรายังต้องไม่เร่งรีบ...”
“ข้าคิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เบฮีมอทแข็งแกร่งได้มากถึงเพียงนี้!”
หยางจินเหินเองก็กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่สงบแต่จริงจัง ใบหน้าดูเคร่งเครียด
“เบฮีมอทไม่ใช่ศัตรูธรรมดา มันมีความแข็งแกร่งในเชิงลึกที่เรายังไม่สามารถเข้าใจได้
“การเคลื่อนไหวใดๆในตอนนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง หากพวกเราเหล่ามนุษย์ชาติกก้าวเดินผิดพลาดเพียงนิดเดียว มันอาจหมายถึงการล่มสลายของทุกสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา”
เมื่อสิ้นคำพูดของชายหนุ่ม ทั้งสามต่างจมอยู่ในความเงียบครุ่นคิด การตัดสินใจครั้งนี้สำคัญเกินกว่าจะเร่งรีบ พวกเขารู้ดีว่าในทุกการเคลื่อนไหวมีความเสี่ยงที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น
ไม่นานสองวันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่สถานการณ์ในทวีปมืดเริ่มมีการเคลื่อนไหวที่น่ากังวลมากขึ้น
ในที่สุดดาวเทียมของสมาพันธ์โลกก็ตรวจจับได้ถึงค่าดัชนีพลังที่ผิดปกติ ค่าพลังงานมหาศาลเหล่านี้มาจากสิ่งมีชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างหนาแน่น และที่น่าตกใจก็คือ พวกมันทั้งหมดกำลังมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของทวีปมืด ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสนามพลังแม่เหล็กที่แปรปรวนอย่างรุนแรง
พื้นที่นั้นถูกขนานนามว่าเป็นเขตต้องห้าม เพราะความแปรปรวนของพลังงานทำให้ไม่สามารถใช้ดาวเทียมรอบวงโคจรในการสำรวจได้
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้อยู่ในบรรยากาศอันสงบสุข ข่าวสารนี้ส่งตรงไปยังสมาพันธ์โลกและองค์กรต่างๆอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักมังกรของซวนหยวน, สำนักดาบโบราณของหยวนจินเหิน, รวมถึงเหล่าราชันสงครามที่ยังว่างจากภารกิจ
ทั้งหมดต่างได้รับการแจ้งเตือนและเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเหล่ามอนสเตอร์
“เฮ้อ วันก่อนเพิ่งพูดถึงกันถึงเรื่องของเบฮีมอทไปเอง”
ในห้องโถงประชุมที่มีเหล่าผู้นำของโลกเข้าร่วม บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลี่จิ้ง เทพสงครามที่แข็งแกร่งที่สุดในสมาพันธ์โลกมองไปยังจอภาพที่ฉายข้อมูลที่เพิ่งได้รับจากดาวเทียม สีหน้าของเขาแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“สนามพลังแม่เหล็กในส่วนลึกของทวีปมืดนั้นแปรปรวนเกินกว่าจะตรวจสอบได้อย่างละเอียด”
“แต่จากการเคลื่อนไหวที่เราได้เห็นก่อนหน้านี้ มันชัดเจนว่าเหล่ามอนสเตอร์ระดับชนชั้นราชากำลังรวมตัวกันในบริเวณนั้น”
“และนี่ไม่ใช่การรวมตัวธรรมดา!”
หลี่จิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ขณะที่มองไปยังผู้ร่วมประชุมคนอื่นๆ
“ข้าเห็นด้วย การเคลื่อนไหวเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยมากในประวัติศาสตร์”
“มอนสเตอร์ระดับราชาไม่เคยรวมตัวกันโดยปราศจากเหตุผลสำคัญ จะต้องมีอะไรบางอย่างที่กระตุ้นให้พวกมันมารวมตัวกันในครั้งนี้!”
ซวนหยวนพยักหน้าเล็กน้อย ขณะทบทวนสถานการณ์ในใจ ขณะที่หยางจินเหินเองก็เห็นด้วยและหันไปมองหลี่จิ้งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ฉันสงสัยว่าการปรากฏตัวของเบฮีมอทอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มอนสเตอร์ระดับสูงเหล่านี้ตื่นตัวขึ้น มันเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของพลังในทวีปมืดเกี่ยวข้องกับการที่เบฮีมอทกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งนึง?”
ทุกคนในที่ประชุมเริ่มตระหนักถึงความเชื่อมโยงที่น่าสงสัยของการรวมตัวเหล่ามอนสเตอร์กับการปรากฏตัวของเบฮีมอท
หลี่จิ้งพอรับฟังแบบนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นพลางกล่าวเสริม
“ถ้าเป็นเช่นนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้หมายถึงภัยคุกคามที่จะมาถึง ทั้งมอนสเตอร์และเบฮีมอทอาจกำลังวางแผนบางอย่างที่พวกเราไม่รู้”
การประชุมดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทุกฝ่ายต่างหารือถึงการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ พวกเขารู้ดีว่าในช่วงเวลาอันใกล้ เหล่ามอนสเตอร์ในทวีปมืดกำลังวางแผนบางอย่างที่อาจกำลังเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลก
“เราต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น”
ขณะที่การประชุมยังคงดำเนินต่อไปอยู่ในโลกมนุษย์ ภายในส่วนลึกของทวีปมืด กลับเป็นอีกฉากหนึ่งที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
มอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งมากมายต่างเคลื่อนไหวมาจากทั่วทุกสารทิศ พวกมันมาจากทั้งป่าลึก, หุบเขาสูงชัน, และถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมของทวีปมืด มอนสเตอร์เหล่านี้มาจากทุกสายพันธุ์
ทั้งมอนสเตอร์ในตำนาน, มอนสเตอร์กลายพันธุ์, และสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน พวกมันแตกแขนงไปในทุกสายพันธุ์ มอนสเตอร์ที่ทั้งใหญ่และเล็ก แต่ละตนล้วนมีพลังอำนาจมหาศาล
“โฮกกกกกกกกกกกก!”
เมื่อมอนสเตอร์เหล่านี้มาพบกันในส่วนลึกของทวีปมืด บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความข่มขู่ พวกมันต่างแสดงพลังออกมาเพื่อประกาศศักดาของตนเอง แรงกดดันอันมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมา ราวกับต้องการยืนยันว่าตนเองนั้นแข็งแกร่งมากยิ่งกว่า
การประลองสายตาระหว่างมอนเตอร์เป็นเหมือนการต่อสู้ที่ไม่มีคำพูด ทุกสายตาที่จ้องมองกันล้วนเต็มไปด้วยการข่มขู่
มอนสเตอร์แต่ละตนต่างพยายามที่จะสะกดข่มและกดดันมอนสเตอร์ตนอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความแข็งแกร่งของตนเอง
“ไอ้พวกขยะ! พวกแกเป็นมอนเตอร์ระดับชนชั้นราชาได้ยังไงกันวะ?”
มังกรเหล็กกล้าจากหุบเขาเหล็กคำรามออกมาเสียงดัง เมื่อมันเข้ามาใกล้ฝูงมอนสเตอร์อื่นๆ ทุกตนก็ต่างต้องหลีกทางให้กับสิ่งมีชีวิตนนี้
“เห็นด้วย มันน่าจะจับกินซะให้หมดเลย!”
ขณะที่พญาอสรพิษเจ็ดหัวก็แผ่พลังของมันออกมาจากร่างกายที่ใหญ่โต ทำให้มอนสเตอร์ที่อยู่ใกล้ๆต่างต้องถอยหลังด้วยความเกรงกลัว
“พวกเรามาร่วมตัวกันไม่ใช่เพื่อการต่อสู้”
เสือเพลิงนรกเดินเข้ามาพร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนรอบร่างกายของมัน การปรากฏตัวของมันทำให้อุณหภูมิของบริเวณนั้นร้อนขึ้นทันที
มอนสเตอร์ต่างสายพันธุ์เหล่านี้ปกครองอาณาเขตที่กว้างใหญ่และครอบครองอำนาจของตัวเอง ตอนนี้ทั้งหมดได้มารวมตัวกันในที่เดียว
แม้พวกมันจะไม่ได้เข้าปะทะกันโดยตรง แต่การปลดปล่อยพลังนั้นก็เป็นเหมือนการต่อสู้ที่ไร้คำพูด มันเป็นการท้าทายกันอย่างเปิดเผย แต่ละตนต่างต้องการพิสูจน์ว่าตนเองคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่มอนสเตอร์ระดับชนชั้นราชาเหล่านี้
“ข้าจะแข็งแกร่งกว่าพวกเจ้า”
นี่คือข้อความที่เหล่ามอนสเตอร์มากมายได้สื่อสารออกมา พวกมันรู้ดีว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรวมตัวของเหล่ามอนสเตอร์ แต่เป็นการประกาศศักดากันอย่างเงียบๆ เพื่อยืนยันว่าใครคือผู้ที่ทรงพลังที่สุดในระดับชนชั้นราชา
บรรยากาศของการรวมตัวครั้งนี้เต็มไปด้วยความกดดันและความตึงเครียดที่ปกคลุมไปทั่ว ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการปลดปล่อยพลัง เป็นการแสดงถึงอำนาจของแต่ละมอนสเตอร์อย่างชัดเจน
พวกมันต่างรู้ว่าการประชุมครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งใดในอดีต และทุกตนต่างพร้อมที่จะปกป้องอาณาเขตและเกียรติของตนเอง