ตอนที่ 27: ช่วยคน
เมื่อเห็นท่าทางจนตรอกของเขา หลินซีก็ถอนหายใจออกมา เธอตีลงไปบนร่างของเขาแรงๆอยู่หลายทีก่อนจะเริ่มสั่งสอน “ใครบอกให้เธอไปที่แม่น้ำ? แม่น้ำลึกขนาดนั้นถ้าเธอตกลงไปจะทำยังไง? อากาศก็เย็นแบบนี้ยังจะเปียกมะล่อกมะแล่กกลับมาอีก นี่เธอต้องนอนซมเพราะป่วยก่อนถึงจะพอใจใช่ไหม?” ฉู่เฉิงคิดไม่ถึงเลยว่าพี่สาวจะโกรธเขาถึงขนาดนี้ เขารีบอธิบายออกไป “พี่ครับ ผมกับถังซูไปจับปลาด้วยกัน ไม่เป็นไรหรอก ผมระวังมาก พี่... พี่อย่าโกรธเลยนะ พี่ดูปลาที่ผมจับมาได้สิ” หลินซีเห็นว่าเขายังกล้าต่อปากต่อคำกับเธอก็แย่งปลาทั้ง 2 ตัวนั้นไปด้วยความโกรธแล้วโยนเข้าไปในลานหน้าบ้านก่อนจะเดินเข้าห้องครัวไปด้วยความโมโห ฉู่เฉิงตกใจจนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น พี่สาวผู้อ่อนโยนของเขาโกรธแล้ว ฉู่เฉิงยืนมองปลาที่ดิ้นกระแด่วอยู่บนลานหน้าบ้าน ในใจของเขารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย จากนั้นเสียงของหลินซีก็ดังขึ้นมาจากในครัว “ยังไม่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก” “ครับ!” ฉู่เฉิงก้มหน้าก้มตาเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง เขาเปลี่ยนเป็นกางเกงกับรองเท้าที่สะอาดสะอ้านก่อนนำรองเท้าที่เปียกชุ่มไปวางผึ่งเอาไว้ข้างเตาไฟ จากนั้นหลินซีก็ส่งน้ำขิงถ้วยใหญ่ให้เขาด้วยใบหน้าบึ้งตึงพร้อมพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “รีบกินซะ” ฉู่เฉิงเห็นใบหน้าบึ้งตึงของหลินซีก็ไม่กล้าพูดมาก เขายอมดื่มน้ำขิงพวกนั้นลงไปจนหมดแต่โดยดี น้ำขิงเข้มข้นเผ็ดร้อนจนทำให้เขาต้องแลบลิ้นออกมาแต่ก็ไม่กล้าโกรธเคืองอีกฝ่าย จากนั้นหลินซีก็ดึงเขากลับไปในห้อง ช่วงเวลากลางวันมีแค่ห้องของหลินซีเท่านั้นที่มีเตาไฟ หลินซีเลยให้ฉู่เฉิงมาอยู่ในห้องของตัวเองแล้วเอาผ้าห่มมาคลุมตัวเขาเอาไว้เพื่อทำให้เขาอบอุ่นขึ้น ฉู่เฉิงซุกตัวอยู่ในผ้าห่มพลางดมกลิ่นหอมบางเบาที่ติดอยู่บนผ้าห่มผืนนั้นจนทำให้หัวใจของเขาสงบลงเล็กน้อย เมื่อเขามองหน้าหลินซีอีกครั้งเขาก็ดึงแขนเสื้อของหลินซีอย่างก็กล้าๆกลัวๆแล้วเรียกเธอออกไป “พี่ครับ” หลินซีหายโกรธลงไปบ้างแล้วจึงตัดสินใจที่จะพูดกับฉู่เฉิงด้วยเหตุและผล “รู้ไหมว่าทำไมพี่ถึงโกรธ?” ฉู่เฉิงพยักหน้า “เพราะผมไปเล่นที่แม่น้ำ พี่เคยบอกว่าอย่าไปเล่นที่แม่น้ำเพราะมันอันตรายมาก” ตอนนี้บนผิวน้ำมีชั้นน้ำแข็งบางๆปกคลุมเอาไว้ หากมีใครเหยียบย่างลงไปบนผิวน้ำแข็งนั้นก็สามารถทำให้ฉันน้ำแข็งแต่ออกได้อย่างง่ายดาย ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเด็กตกลงไปในธารน้ำแข็งมาแล้ว หลินซีจึงค่อนข้างรู้สึกกังวลเป็นพิเศษ “ฉันบอกเธอแล้วไงว่ามันอันตรายมาก แล้วทำไมเธอยังไปที่นั่นอีก?” หลินซียังคงหน้าบึ้งอยู่ ฉู่เฉิงเห็นแบบนั้นก็ได้แต่ก้มหน้าพูดออกไปเสียงเบา “หลายวันมานี้มีปลาอยู่แถบแม่น้ำเยอะมาก ผมคิดว่าพี่ชอบกินปลาก็เลยไปจับมาให้ ครั้งต่อไปผมจะไม่ไปอีกแล้ว พี่อย่าโกรธเลยนะ” หลินซีคิดไม่ถึงว่าเขาไปจับปลาเพื่อเธอ ทันใดนั้นเปลวไฟแห่งความโกรธที่ลุกไหม้อยู่ในใจก็หายไปกว่าครึ่ง เธอมองไปยังเด็กตัวน้อยที่มีท่าทางกระสับกระส่ายแล้วพูดออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คราวหน้าก็อย่าไปอีกนะ บนน้ำแข็งมันหนาวมาก ถ้าหนาวจนไม่สบายขึ้นมาคงไม่ดี ถ้าเธอเสี่ยงอันตรายไปจับปลามาจนต้องเป็นแบบนั้นพี่สาวคงกินไม่รู้รสหรอก เข้าใจไหม?” ฉู่เฉิงถามหลินซีด้วยความร้อนใจ “ผมจะจำเอาไว้ พี่ยังโกรธผมอยู่หรือเปล่า?” หลินซีลูบศีรษะเขาแล้วบอกให้เขาพักผ่อนให้มากๆ ส่วนตัวเธอก็ไปที่ลานหน้าบ้านแล้วเอาปลาที่เขาจับกลับมาโยนลงไปในกะละมังเพื่อเตรียมทำอาหารเย็นให้ฉู่เฉิงกิน เมื่อรู้ว่าเด็กคนนี้ออกไปเสี่ยงอันตรายเพื่อตัวเอง ถึงเธอจะสั่งสอนเขาอยู่สักพัก แต่จริงๆแล้วในใจของหลินซีกลับรู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก เมื่อมีคนสนใจในสิ่งที่คุณชอบ นั่นหมายความว่าเขาจริงใจต่อคุณจริงๆ และวิธีการตอบแทนอย่างอบอุ่นที่สุดก็คือการทำอาหารอร่อยๆให้เขากิน แต่ทันใดนั้นเครื่องกระจายเสียงภายในหมู่บ้านก็เริ่มกระจายข่าวบอกว่าเย็นวันมะรืนจะมีการฉายภาพยนตร์ให้ทุกคนดูที่โรงอาหารใหญ่ จากนั้นในหมู่บ้านก็คึกคักขึ้นมาทันที เมื่อก่อนช่วงเวลานี้ในหมู่บ้านมักจะมีการร้องรำทำเพลงกันไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่อนุญาตให้ร้องเพลงอีกแล้วจึงมีการฉายภาพยนตร์ให้ทุกคนดูแทน ซึ่งก็นับว่าเป็นการสร้างความบันเทิงให้คนภายในหมู่บ้านได้ไม่น้อย หลินซีคิดว่าถ้ามีป๊อปคอร์นกับโค้กด้วยคงยิ่งดีเข้าไปอีก แต่ไม่มีก็ไม่เป็นไร งั้นทอดเมล็ดทานตะวันแทนก็แล้วกัน หลินซีเดินไปหาเมล็ดทานตะวันถุงที่อยู่ในครัวก่อนจะนำเมล็ดทานตะวันพวกนั้นใส่เข้าไปในกระทะแล้วทอดมันอย่างช้าๆ จนกลิ่นของเมล็ดทานตะวันลอยฟุ้งออกไป มือของหลินซียังรู้สึกเจ็บปวด การทำขนมขบเคี้ยวเล็กๆน้อยๆแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ยังดีที่มันประสบความสำเร็จ พอถึงวันที่มีการฉายภาพยนตร์หลินซีก็พาฉู่เฉิงไปที่โรงอาหารใหญ่ ภายในโรงอาหารมีคนนั่งอยู่ไม่น้อย คนที่มาก่อนก็แย่งชิงที่นั่งด้านหน้าไป ส่วนคนที่มาช้าหน่อยก็ได้แต่นั่งอยู่ข้างหลัง ถังซูจองที่นั่งไว้ให้ฉู่เฉิงกับหลินซีด้วย พอเขาเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาก็โบกมือให้ทั้งสองคนทันที หลินซีดึงฉู่เฉิงไปนั่งอยู่ข้างๆถังซูทั้งยังแบ่งเมล็ดทานตะวันทอดให้ถังซูกินด้วย ถังซูคาดไม่ถึงเลยว่าจะได้กินขนมขบเคี้ยวเขาจึงรับไปอย่างมีความสุข เด็กน้อยที่มีสายตาแหลมคมต่างก็เข้ามารุมล้อมหลินซีแล้วจ้องมองเมล็ดทานตะวันในมือของหลินซีไม่วางตา เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงหยิบถุงใบเล็กๆออกมาแล้วส่งให้ฉู่เฉิง “เธอเอาไปแบ่งทุกคนกินสิ” ฉู่เฉิงรับถุงใบนั้นมาแล้วยืนให้พวกเด็กๆกลุ่มนั้น เด็กพวกนั้นต่างก็เป็นเด็กที่เคยไปอ่านหนังสือที่บ้านหลินซีมาก่อน ดังนั้นพวกเขาย่อมคุ้นเคยกับฉู่เฉิงเป็นอย่างดี เมื่อได้เมล็ดทานตะวันมาแล้วเด็กพวกนั้นก็เอ่ยขอบคุณฉู่เฉิง ส่วนฉู่เฉิงก็เพียงแค่ยิ้มรับเท่านั้น เมื่อได้เห็นท่าทางใจกว้างของฉู่เฉิง หลินซีก็รู้สึกว่าเรื่องที่เธอพร่ำบอกพร่ำสอนเขาตลอดหลายวันมานี้ไม่ได้เสียเปล่า หลินซีอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ ดังนั้นเธอจึงเล่าเรื่องเล็กๆน้อยๆให้ฉู่เฉิงฟังทุกวันโดยหวังว่าจะใช้วิธีการละมุนละม่อมสั่งสอนมุมมองที่ถูกต้องทั้ง 3 ด้านให้แก่ฉู่เฉิง ตอนนี้ดูเหมือนมันจะเป็นประโยชน์แล้ว ฉู่เฉิงเห็นว่าพี่สาวยกยิ้มชื่นชมตัวเองก็ส่งยิ้มหวานกลับไป พี่สาวหวังว่าเขากับเพื่อนๆทั้งหลายจะมีความสัมพันธ์ที่ดี ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะแสดงให้ดีเพื่อให้พี่สาวดีใจ หยวนเฮ่อพาพวกยุวปัญญาชนกลุ่มหนึ่งมาเหมือนกันและยังได้เห็นฉู่เฉิงแบ่งเมล็ดทานตะวันให้คนอื่นๆพอดีด้วย หลินซีมองเห็นหยวนเฮ่อก็ยกยิ้มให้พวกเขาเป็นการทักทาย เธอให้ฉู่เฉิงเอาเมล็ดทานตะวันไปให้พวกยุวปัญญาชนเล็กน้อย ฉู่เฉิงแบ่งให้ทุกคนคนละ 1 กำมือก่อนจะกลับมานั่งอยู่ข้างกายหลินซีอีกครั้ง เขากำเมล็ดทานตะวันกำหนึ่งยื่นไปให้หลินซีแล้วเธอก็รับไปกิน เมื่อภาพยนตร์เริ่มฉายทุกคนก็เงียบเสียงลง ภาพยนตร์ที่นำมาฉายในครั้งนี้ก็คือเรื่องสงครามอุโมงค์ หลินซีเคยดูมันมาหลายรอบแล้ว แต่ฉู่เฉิงที่อยู่ข้างกายเธอกลับดูมันอย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งภาพยนตร์ฉายจบในถุงของเธอก็เหลือเมล็ดทานตะวันอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถังซูหันไปกระซิบกระซาบกับฉู่เฉิงเสียงเบาว่าเขาอยากกินเมล็ดทานตะวันอีก ฉู่เฉิงก็เลยกำเมล็ดทานตะวันให้เขาอีก 1 กำ จากนั้นถังซูก็พูดขึ้นมาเบาๆอย่างดีอกดีใจ “ฉู่เฉิง กลับไปแล้วพวกเราไปจับปลากันเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปเรียกนายนะ” ฉู่เฉิงได้ยินแบบนั้นก็ถลึงตามองถังซูแวบหนึ่ง ถังซูที่ถูกถลึงตาใส่ก็ได้แต่งุนงง เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลย ตอนนี้ทำไมอารมณ์เสียแล้วล่ะ ฉู่เฉิงมองไปทางหลินซีอย่างระมัดระวังจนหลินซีรู้สึกขบขันและต้องพูดออกไป “ถังซู เธอกับฉู่เฉิงห้ามไปจับปลาอีกนะ ที่นั่นมันอันตรายเกินไป” ฉู่เฉิงพยักหน้ายอมทำตามคำพูดของหลินซี ถังซูมองฉู่เฉิงแล้วหันไปมองหลินซีอีกครั้งก่อนพูดขึ้น “พี่หลินครับ จริงๆแล้วไม่เห็นต้องกลัวเลย รอให้อากาศเย็นกว่านี้อีกหน่อยน้ำแข็งก็จะจับตัวกันหนาขึ้นแล้ว ถึงตอนนั้นออกไปจับปลาก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะงั้นตอนนี้เลยเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดนะครับ” หลินซีรู้ดีว่าถังซูก็ซุกซนไม่ต่างกัน ดังนั้นเธอจึงกล่าวเสริมออกไป “เธอยังเด็ก อย่าไปที่นั่นอีกเลย เดี๋ยวจะตกลงไปในน้ำแข็งเปล่าๆ แบบนั้นมันเรื่องใหญ่เลยนะ” ถังซูพึมพำออกมาอย่างไม่พอใจเล็กน้อย “แต่ทุกคนก็ไปกัน ไม่เห็นมีเรื่องอะไรแบบนั้นเลย” ฉู่เฉิงกระทืบเท้าลงเบาๆ 2 ทีเพื่อให้ถังซูหุบปากไปซะ หลินซีมองการกระทำเล็กๆของเด็กทั้งสองคนแล้วถอนหายใจออกมา ยังดีที่เด็กบ้านเธอเชื่อฟังและรู้ความ บางทีอาจเป็นเพราะลมปากศักดิ์สิทธิ์ของหลินซี วันต่อมาเมื่อมีเด็กไปเล่นอยู่บนชั้นน้ำแข็ง เด็กคนนั้นก็ตกลงไปในแม่น้ำ พอจินชุ่ยเห็นว่าเป่าเอ๋อร์ถูกคนอุ้มขึ้นมาจากแม่น้ำพร้อมร่างกายเปียกโชกเธอก็แทบจะเป็นลมล้มลงไปทันที หมอซ่งรีบมาช่วยชีวิตเขาอย่างรวดเร็ว หมอซ่งพยายามอยู่นานกว่าจะสามารถทำให้เขาฟื้นขึ้นมาได้ แต่คราวนี้ชั้นน้ำแข็งกลับแข็งตัวมากแล้ว หมอซ่งจึงไม่วางใจแล้วหันไปพูดกับจินชุ่ย “เด็กแช่น้ำนานเกินไป ทางที่ดีส่งไปตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลดีกว่า คืนนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะมีไข้ ถ้าให้เขาไปนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลน่าจะดีกว่า” จินชุ่ยร้องไห้ออกมาอย่างร้อนรน จากนั้นเอ้อร์เกินก็ไปหาผู้แทนฯถังเพื่อยืมรถไถนาพาเป่าเอ๋อร์ไปโรงพยาบาล ครั้งนี้นอกจากเป่าเอ๋อร์แล้วยังมีเด็กอีก 2 คนที่ตกลงไปในน้ำเหมือนกัน เด็กทั้งสองคนนั้นเป็นลูกของช่างไม้ถังที่อยู่ในหมู่บ้าน พวกเขาโตกว่าเป่าเอ๋อร์เล็กน้อย ตัวน้องสาวตกลงไปในน้ำพร้อมกับเป่าเอ๋อร์ ส่วนพี่ชายก็กระโดดลงไปในน้ำเพื่อไปช่วยน้องสาวของตัวเอง ยังดีที่ทั้งสองคนขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นอาการของพวกเขาจึงดีกว่าเป่าเอ๋อร์อยู่นิดหน่อย ครอบครัวของช่างไม้ถังก็ไม่ได้มีกินมีใช้อะไรมากมาย ดังนั้นถึงจะเห็นว่าลูกกำลังหนาว แต่เขาก็ไม่ได้พาลูกไปโรงพยาบาล หมอซ่งไม่สบายใจเลยบอกให้เด็กทั้งสองคนนอนอยู่ในศูนย์อนามัยสักคืนเพื่อตรวจสอบอาการ ผลปรากฏว่าทุกอย่างไม่ต่างไปจากที่หมอซ่งคาดเดาเลยแม้แต่น้อย ตัวน้องสาวมีไข้ขึ้นสูง หมอซ่งเลยรีบฉีดยาลดไข้ให้เธอทันที แต่ผลที่ได้ก็ไม่ค่อยดีนัก พอถึงตอนเช้าหมอซ่งก็คิดว่าควรพาเด็กคนนี้ไปส่งโรงพยาบาล ช่างไม้ถังรู้สึกกังวลเล็กน้อย เมื่อไปถึงโรงพยาบาลไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงได้แต่หยิบยืมเงินของคนภายในหมู่บ้าน หลินซีรู้เรื่องนี้เข้าก็หยิบเงินออกมา 3 หยวนเพื่อนำไปให้ครอบครัวช่างไม้ถัง ครั้งก่อนตอนที่หลินซีอยากได้โต๊ะปิงปองช่างไม้ถังก็เป็นธุระช่วยเธอทำ ไม้ที่ใช้ทำโต๊ะในครั้งนั้นก็เป็นช่างไม้ถังที่หามา แต่เขากลับเก็บเงินไปเพียงแค่ค่าแรงของตัวเองเท่านั้น หลินซีจึงจดจำน้ำใจของคนคนนี้เอาไว้ เมื่อเธอไปถึงบ้านของช่างไม้ถัง เธอก็เห็นคุณยายถังกำลังร้องไห้อยู่ในบ้าน พอคุณยายเห็นหลินซีมาหาเธอก็รีบเช็ดน้ำตาแล้วออกมาทักทายกับหลินซี หลินซีประคองคุณยายไปนั่งแล้วถามไถ่อาการของหลานสาวเธอก่อนยื่นเงิน 3 หยวนของตัวเองให้คุณยาย คุณยายคาดไม่ถึงเลยว่าหลินซีจะมามอบเงินให้เธอ ตัวเธออยากปฏิเสธออกไปแต่พอคิดว่าตอนนี้ครอบครัวของตัวเองต้องการเงินจริงๆ เธอจึงได้รับเอาไว้แล้วกล่าวขอบคุณหลินซีถึง 3 ครั้ง หลินซีอยากไปเยี่ยมเด็กคนนั้นสักหน่อยเพราะเด็กคนนั้นมักจะตามพี่ชายไปอ่านหนังสือที่บ้านของหลินซีเสมอ เด็กสาวตัวน้อยเป็นเด็กดีหลินซีจึงประทับใจในตัวเธออยู่ไม่น้อย ตอนนั้นเด็กสาวหน้าแดงก่ำด้วยพิษไข้ ริมฝีปากของเธอก็แตกแห้งหลุดลอกออกมา หลินซีคิดว่าอาการของเธอไม่ค่อยดีเท่าไรเธอจึงจับมือของเด็กสาวขึ้นมาแล้วเรียกระบบเบาๆเพื่อให้มันช่วยตรวจสอบอาการของเธอ จากนั้นระบบก็เสนอราคาออกมาอย่างตรงไปตรงมา “ตรวจครั้งละ 10 เหรียญทอง” หลินซีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธอพยายามกดเพลิงโทสะที่อยู่ในใจลงไปแล้วต่อรองกับระบบ “มันแพงไปหน่อยหรือเปล่า ก็แค่สแกนเอง” แต่ระบบยึดถือในหลักการเป็นอย่างมาก “ขอโทษด้วย ผลิตภัณฑ์และบริการที่ระบบเสนอให้ไม่สามารถต่อรองราคาได้” หลินซีได้แต่แอบด่ามันอยู่ในใจว่าร้านค้าใจดำแล้วยอมตอบตกลงกับมันไป หลังจากระบบหักเหรียญทองของหลินซีไป 10 เหรียญมันก็เริ่มทำการสแกน จากนั้นไม่นานผลสแกนก็ปรากฏออกมา ปอดของเด็กคนนี้มีอาการติดเชื้อเล็กน้อย หลินซีจึงถามระบบอีกว่ามีวิธีรักษาเธอหรือไม่ จากนั้นระบบก็ตอบกลับมา “ระบบรักษาพยาบาลสามารถจัดการรักษาได้ แต่…” หลินซีพูดขัดประโยคครึ่งหลัง “เท่าไร?” “ 20 เหรียญทอง” หลินซีคิดว่าถ้าระบบสามารถสร้างร่างเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้เธอจะต้องตีมันให้ตายแน่นอน จากนั้นระบบก็อธิบายออกมา “ไม่ต้องกินยาหรือฉีดยาก็รักษาได้ เธอคิดว่าไงล่ะ?” สุดท้ายหลินซีก็ได้แต่ยอมกรีดเลือดจ่ายเงินออกไป 20 เหรียญทองก่อนที่ระบบจะเริ่มรักษาเด็กคนนั้นทันที เมื่อคุณยายถังประคองน้ำหวานเดินเข้ามาเด็กตัวน้อยก็ได้สติขึ้นมาพอดี พอเห็นดังนั้นคุณยายก็รีบเดินเข้าไปจับมือเด็กน้อยด้วยความตื่นเต้นแล้วถามออกมา “ยัยหนู เป็นยังไงบ้าง? ดีขึ้นหรือยัง?” เด็กสาวไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆจึงได้แต่พยักหน้าอย่างอ่อนแรง