บทที่ 124
เสียงเลื่อยไม้ และเครื่องมือดังต่อเนื่องออกมาจากโกดัง ที่ครึ่งหนึ่งแบ่งไว้เก็บผลผลิต ส่วนอีกครึ่งเอาไว้เก็บเครื่องมือ และตอนนี้ก็กลายเป็นอู่ต่อเกวียนไปแล้ว ชายสองคนกำลังช่วยกันทำชิ้นส่วนสำหรับประกอบเป็นเกวียนด้วยเครื่องมือไฟฟ้าที่ภามซื้อมาอย่างครบครัน“ท่านภาม ท่านภามขอรับ!” ชายวัยกลางคนตะโกนเรียกชายหนุ่มที่อยู่ใกล้ๆ แต่เนื่องจากเสียงเลื่อยไฟฟ้ามันดังมากทำให้เจ้าของฟาร์มไม่ค่อยได้ยิน“หืม? น้าอลันเรียกข้างั้นรึ?” ภามปิดสวิตช์เลื่อยวงเดือนแล้วหันไปถามผู้ช่วยที่ด้านหลัง“ข้าแค่จะถามว่าตอนเย็นท่านอยากกินอะไร ข้าจะไปบอกเมมี่ให้เตรียมไว้ก่อน แต่ดูเหมือนว่าท่านภามจะเหม่อลอยไปหน่อยนะขอรับวันนี้ ยังไงก็เปลี่ยนไปทำงานที่ปลอดภัยกว่านี้น่าจะดีเดี๋ยวเลื่อยจะตัดมือเอาได้” อลันเตือนเจ้านายของตนด้วยความเป็นห่วง“อืม...งั้นข้าจะไปขัดไม้แทนก็แล้วกัน ส่วนมื้อเย็นนั้นมีอาบอกว่าจะจัดการเอง เธอคงจะไปเตรียมของอยู่กับน้าเมมี่แล้วล่ะ น้าอลันไม่ต้องห่วงไปหรอก แต่ก็ขอบคุณนะที่เตือนข้า” เจ้าของฟาร์มอธิบาย และขอบคุณในความหวังดีของผู้ช่วยคนสนิท ซึ่งมันก็ทำให้ชายหนุ่มตระหนักได้ว่าเมื่อสักครู่ตัวของเขาเองเหม่อลอยไปจริงๆ จากที่แพนดั้นได้บอกกับภาม ทำให้ชายหนุ่มได้รับรู้ว่าบุตรสาวบารอนอย่างวานีลนั้นมีใจให้กับตน สำหรับคนที่เคยแต่แอบชอบอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อมีคนมาแอบชอบตัวเองก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน รวมทั้งตัวของผู้หญิงก็ทั้งมีรูปร่างหน้าตางดงาม และจิตใจก็ดีงาม จะบอกว่าไม่ชอบก็ไม่ใช่ แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับเธอสักนิด จะให้เขาไปตอบรับความรู้สึกของใครทั้งที่ตัวเองไม่ได้รักนั้นคงจะเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวมาก ถ้าคบกันไปในระยะยาวแล้วเข้ากันไม่ได้ จนต้องบอกเลิกก็คงจะเป็นการสร้างแผลใจทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าไม่ตอบรับความจริงใจจากหญิงสาวตัวเธอก็คงจะเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป ที่ต้องเห็นหน้าคนที่ปฏิเสธเธออยู่ทุกวี่วัน เมื่อภามลองคิดย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังเป็นนักเรียนนายสิบ เขาเคยแอบชอบลูกสาวนายพลอยู่คนหนึ่ง ชายหนุ่มไปแวะเวียนพบปะเธอที่บ้านทุกวัน หญิงสาวก็มีอัธยาศัยดีเป็นกันเองไม่ถือตัวกับชายหนุ่ม เธอทั้งแนะนำเขากับพ่อแม่ ทั้งปรึกษาเรื่องส่วนตัวมากมายจนทั้งสองสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปหนึ่งปีในวันที่ครบรอบการรู้จักกันของชายหญิงทั้งสอง นักเรียนนายสิบได้สารภาพรักกับลูกสาวนายพล แต่เธอกลับไม่ตอบรับรักจากเขาบอกเพียงว่าต้องการเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น แล้วหลังจากวันนั้นทั้งสองก็แทบจะไม่ได้เจอกันอีก และไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยเมื่อภามได้บรรจุเข้ารับราชการ ภาพเรื่องราวอดีตที่เคยถูกปิดผนึกลงไปที่ส่วนลึกในจิตใจของชายหนุ่มจากต่างโลก กลับฟื้นคืนมาอีกครั้ง ทำให้เขานั้นยืนเหม่อลอยนิ่งเงียบท่ามกลางเสียงสิ่วไฟฟ้าที่ค่อยๆสกัดเนื้อไม้ออกมาเป็นช่องสำหรับประกอบกับเดือยไม้จนเสร็จสิ้นกระบวนการ“ท่านภาม! ท่านภามขอรับ” เป็นอีกครั้งที่อลันผู้ช่วยวัยกลางคนของชายหนุ่มเรียกสติเขา“ฮ้ะ! อะไร ว่ายังไงเหรอ?” ภามยังคงตั้งสติไม่ทันกับเสียงเรียกนั้น“ท่านเหม่อลอยอีกแล้วนะขอรับ ข้าว่าท่านควรไปพักผ่อนหาน้ำเย็นๆดื่มสักหน่อยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นชิ้นงานอาจจะเสียหรือว่าท่านอาจบาดเจ็บได้นะขอรับ” ลูกจ้างสูงวัยยังคงเตือนเจ้านายด้วยความเป็นห่วงเช่นเคย“อืม...ได้ ข้าจะทำตามที่เจ้าว่าละกัน ถ้างั้นข้าไปก่อนนะ” ชายหนุ่มไม่พูดอะไรมากเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่มีสมาธิทำงานก็คงต้องไปหาทางผ่อนคลายจะดีกว่า ณ ห้องครัวประจำบ้านพักคนงานผู้หญิงสองคนกำลังช่วยกันเตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็นวันนี้ วัตถุดิบมากมายที่มีอานำมาจากคฤหาสน์ของเธอสามารถสร้างสรรค์อาหารได้หลากหลายเมนู และมีหลายอย่างที่สามารถเก็บไว้ได้นานสามารถเป็นเสบียงของทั้งเดือนได้เลย“อร่อย! อร่อยมากเลยเจ้าค่ะคุณหนูมีอา ข้าไม่เคยกินวิติสที่หวานหอมแบบนี้มาก่อนในชีวิต” เมมี่แม่ครัวประจำฟาร์มถึงกับร้องออกมาด้วยความชื่นชมในผลไม้เกรด A จากตระกูลวีตาเร่ผู้ผลิตไวน์อันดับหนึ่งของอาณาจักรฟาร์เมีย“ฮ่ะๆ น้าเมมี่ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนี้ก็ได้นะ ข้ายังมีอีกเยอะให้กินจนเบื่อเลยเพราะถ้าไม่กินก็คงเสียก่อนแล้วก็ต้องทิ้งไปเท่านั้น แต่ที่ข้าได้เคยลองกินมาผลผลิตของที่นี่อร่อยกว่าที่อื่นทุกอย่างเลย ถ้าวิติสที่ปลูกที่นี่ออกลูกมาคงอร่อยกว่าของที่มาจากบ้านข้าแน่ๆล่ะ” หญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนชื่นชอบอัธยาศัยไมตรีของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าเป็นอย่างมาก เพราะเธอแสดงออกมาตรงๆไม่เสแสร้งใดๆ ถือว่าเป็นคนที่จริงใจน่าคบหา ซึ่งทำให้มีอานึกถึงมารดาของตนที่บ้านเกิดเป็นอย่างมาก จึงแสดงน้ำใจกลับไปไม่ต่างจากการเป็นญาติสนิทของตัวเอง“คุณหนูพูดอย่างนี้ก็ทำให้นึกถึงคำพูดของท่านภามเลยนะเจ้าคะ” อยู่ๆแม่ครัวใหญ่ก็กล่าวถึงชายหนุ่มขึ้นมา“ท่านภามบอกว่าอะไรหรือ?” เมื่อได้ยินคนตรงหน้ากล่าวถึงชายที่ตนแอบชอบ หญิงสาวก็กระตือรือร้นอยากรู้ทันที“ท่านภามบอกว่าไม่ว่าอาหารจะอร่อยแค่ไหน ถ้าทานบ่อยๆมันก็เบื่อได้ทั้งนั้นเจ้าค่ะ แต่ถ้าให้กินวิติสอร่อยๆแบบนี้ทุกวันข้าไม่เบื่อแน่นนอน ยังไงวันนี้เราก็มีวัตถุดิบชั้นเลิศมาแล้วข้าว่าเรามาทำส้มตำผลไม้กันดีกว่าเจ้าค่ะ” แม่บ้านวัยกลางคนอยากให้คนอื่นๆในฟาร์มได้รับรสชาติแท้จริงจากวัตถุดิบชั้นเลิศจึงได้เสนอเมนูหนึ่งที่ตัวเองชอบออกมาให้กับหญิงสาว“ส้มตำ ผลไม้ มันคืออะไรเหรอน้าเมมี่?” มีอาที่ได้ยินชื่ออาหารที่ไม่คุ้นเคยกล่าวถาม“มันก็คือสลัดผลไม้ประเภทหนึ่งเจ้าค่ะ เพียงแต่ปรุงรสชาติเพิ่มความเปรี้ยว และเผ็ดลงไปโดยไม่ต้องใช้น้ำสลัดเลยเจ้าค่ะ เป็นเมนูที่บ้านเกิดของท่านภามชอบทานกัน แถมยังเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพด้วย ผู้หญิงส่วนมากจะนิยมรับประทานกันเจ้าค่ะ” เมมี่อธิบายให้หญิงสาวเข้าใจ“แล้วท่านภามชอบกินเมนูนี้ด้วยรึเปล่า?” มีอาอยากทำให้ชายหนุ่มประทับใจในฝีมือทำอาหารของตนจึงถามย้ำเพื่อความแน่ใจ“ท่านภามชอบมากเจ้าค่ะ แต่รสชาติจะเน้นไปทางเผ็ดๆหน่อย ส่วนข้าจะชอบออกไปทางเปรี้ยวมากกว่า อืม...ดูเหมือนคุณหนูตั้งใจจะทำอาหารให้ท่านภามทานสินะเจ้าคะ หรือว่าคุณหนูจะชอบท่าน...” แม่ครัวประจำฟาร์มแนะนำเพิ่มเติม แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตจึงทำให้สะกิดใจกับการแสดงออกของหญิงสาว แต่ไม่ทันที่เธอจะพูดจบก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน“น้าเมมี่ถึงแม้ตัวข้ารู้จักท่านภามได้ไม่นาน แล้วทั้งที่พยายามบอกความในใจไปแล้วแต่เขากลับไม่เข้าใจสิ่งที่บอกออกไปเลย เขาเห็นข้าเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น แต่ข้าจะพยายามต่อไปเพื่อให้ท่านภามหันมามองข้าให้จงได้!” แม่ค้าไวน์ประกาศออกมาต่อหน้าคนที่เธอไว้ใจ“เอ่อ...คือ ข้ารับทราบความในใจของคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ แต่เมื่อตะกี้ที่ข้าจะถามว่าท่านชอบท่านภามหรือไม่นั่นก็เพราะคุณหนูวานีลก็แอบหลงรักท่านภามด้วยเช่นกัน แต่ในเมื่อเรื่องมันกลายมาเป็นแบบนี้ไปแล้ว ข้าก็ไม่รู้จะช่วยยังไงดี เอิ่ม...ถ้างั้นเดี๋ยวข้าไปเตรียมเครื่องปรุงก่อนนะเจ้าคะ” เมมี่ที่บังเอิญรับรู้เรื่องสำคัญจากปากของมีอาก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะปลอบใจหญิงสาวยังไงดีจึงได้แต่เลี่ยงไปทำงานก่อน แล้วก็ปล่อยให้แม่ค้าไวน์ยืนอึ้งอยู่ในภวังค์ของตนไปอย่างนั้น แต่ความลับนั้นไม่มีในโลก ยิ่งในกลุ่มคนเล็กๆที่อยู่ในฟาร์มเดียวกันแทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าทำอะไรหรือพูดสิ่งใดออกไปก็อาจจะไปเข้าหูของคนที่ไม่อยากให้รู้ก็เป็นได้“อืม...แล้วเราจะทำตัวยังไงดีล่ะเนี่ย” เมื่อได้ยินเรื่องราวที่พูดถึงเขา ชายหนุ่มเจ้าของฟาร์มก็บ่นกับตัวเองที่ด้านข้างหน้าต่างห้องครัว เขาเพียงตั้งใจจะมาดื่มน้ำให้สดชื่นเท่านั้น แต่กลับต้องมาเจอเรื่องให้เวียนหัวหนักกว่าเดิมเข้าให้แทนเสียอย่างนั้น