หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    เมืองจ้าว

    หลังจากที่ฝากฝังเหยียนลี่เอาไว้กับไป่หนี่และไป่หลี่เอ่อร์ ลั่วอู่หลินก็เริ่มตามหาโชควาสนาของตนเองต่อไป ชายหนุ่มตั้งเป้าหมายแรกเอาไว้ที่ทะเลสาบทมิฬแต่เส้นทางที่จะไปนั้นต้องผ่านทะเลทรายแห่งความตายเสียก่อน

     

    บอกตามตรงเลยว่าสภาพภูมิอากาศของทะเลทรายนั้นไม่ใช่อะไรที่ลั่วอู่หลินชื่นชอบสักเท่าไรเพราะมันทั้งร้อนและแห้งแล้งเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ฝึกตนปราณหยินเช่นเขาแล้วมันประดุจนรกเลยก็ว่าได้

     

    ในขณะที่บินอยู่นานผ่านเมืองต่างๆมามากมาย สายตาของลั่วอู่หลินพลันชำเลืองมองไปยังเมืองๆหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล สายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความแปลกใจยิ่ง เพราะเมืองๆนี้กลับครึกครื้นกว่าเมืองอื่นที่เขาผ่านมา อีกทั้งดูเหมือนว่าจะเป็นระเบียบเรียบร้อยมากเลยทีเดียว

     

    'น่าแปลกที่ดินแดนที่เต็มไปด้วยการสังหารจะมีเมืองเช่นนี้คงอยู่ด้วย'ลั่วอู่หลินกล่าวในใจ และด้วยความแปลกใจนี้เองทำให้อดไม่ได้ที่จะลงไปสำรวจดูเสียหน่อยว่าด้านในเมืองมีอะไรบ้าง

     

    "ฟุ๊บ!"

     

    ลั่วอู่หลินเดินเข้าเมืองเหมือนกับคนอื่นเขาทำกัน สิ่งที่เขาเห็นคือร้านค้ามากมายที่มีตั้งแต่ประตูเมืองยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา เหล่าลูกค้าเองก็จับจ่ายใช้สอยอย่างเป็นมิตรหาได้มีการเข่นฆ่าใดๆ

     

    ชายหนุ่มเริ่มเดินสำรวจดวงเนตรอสรพิษสวรรค์กวาดมองทั่วบริเวณก็ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ดังนั้นลั่วอู่หลินจึงได้ใช้วิธีสุดท้ายนั่นคือไปที่ร้านค้าแห่งหนึ่งก่อนจะกล่าวถาม "พี่ชาย พอดีข้าพึ่งมาใหม่ข้าขอถามได้หรือไม่เหตุใดที่นี่ถึงได้แตกต่างจากเมืองอื่นด้านนอกนัก"

     

    "โอ้ เจ้าหนุ่ม เห็นแก่ที่มาใหม่ข้าจะบอกให้เป็นกรณีพิเศษก็ได้ เมืองแห่งนี้เดิมทีก็มีรกร้างมีการฆ่าฟันเหมือนเมืองอื่นๆ แต่ทว่าเมื่อห้าร้อยปีก่อนราชาแห่งการสังหารจ้าวเทียนจินได้เข้ามาปกครองจึงได้ต้องกฏเอาไว้ว่า ห้ามสร้างปัญหาและฆ่าฟันกันในเมือง นับจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาในเมืองนี้อีกเลย"ชายเจ้าของร้านกล่าว

     

    "ราชาแห่งการสังหารคืออะไรหรือ?"ลั่วอู่หลินถามอีกครั้ง

     

    "เจ้าหนุ่ม เจ้าช่างเป็นเด็กใหม่เสียจริงๆแม้แต่ราชาแห่งการสังหารก็ไม่รู้จัก เอาละๆ ข้าจะบอกให้ ราชาแห่งการสังหารคือสมญานามของคนที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนแห่งนี้ที่จะได้รับก็ต่อเมื่อข้ามผ่านบันไดแห่งราชันที่อยู่ใจกลางดินแดน ตอนนี้ก็มีเพียงเพียงสิบคนเท่านั้นที่ได้สมญานามนี้ และทุกคนล้วนแต่เป็นเซียนสวรรค์ขั้นปลายและมีดินแดนเป็นของตนเอง"

     

    "โอ้ ถ้าเช่นนั้นในดินแดนโบราณแห่งความว่างเปล่านี้ก็ยังมีดินแดนปลอดภัยเช่นนี้อีกเก้าดินแดนเลยใช่หรือไม่"

     

    "ไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะมันต้องขึ้นอยู่ราชาแห่งการสังหารของเมืองนั้นๆด้วยว่าเป็นคนแบบไหน"ชายเจ้าของร้านกล่าว ลั่วอูหลินก็พยักหน้าราวกับกระจ่างในใจ จากที่ได้ฟังชายคนเมื่อครู่กล่าวแสดงว่าราชาแห่งการสังหารจ้าวเทียนจินคนนี้ต้องเป็นผู้ที่ทรงคุณธรรมมากแน่ๆไม่เช่นนั้นคงไม่ออกกฏเช่นนี้ในสถานที่ๆเต็มไปด้วยการฆ่าฟัน

     

    "แล้วเมืองนี้ครึกครื้นเช่นนี้ตลอดเลยอย่างนั้นหรือ?"

     

    "เห้อ เจ้านี่ถามมากเสียจริง มันก็ไม่ได้ครึกครื้นอย่างนี้ทุกวันหรอกนะ แต่เคยมีผู้ฝึกตนที่ผ่านไปผ่านมาคุยกันว่ามันมีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นและคาดเดากันไปว่าอาจจะเป็นสมบัติสวรรค์ ดังนั้นพวกเขาจึงเข้ามาสังเกตุการณ์"

     

    "โอ้ เป็นเช่นนั้นเอง ขอบคุณพี่ชายที่ให้ข้าถามเสียหลายคำถาม เพื่อเป็นการขอบคุณข้าขอซื้อสมุนไพรที่ท่านขายทั้งหมดเลยแล้วกันท่านว่าราคามาได้เลย"

     

    "ได้ๆทั้งหมดหนึ่งหมื่นปราณทอง"

     

    ลั่วอู่หลินจ่ายไปอย่างไม่ลังเลและเก็บสมุนไพรเหล่านั้นเข้าแหวนมิติก่อนที่จะเดินจากไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความเรียบนิ่งแต่ใครจะรู้กันเรื่องที่ได้รับฟังมานั้นทำให้เขาสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    'สมบัติสวรรค์อย่างนั้นหรือ ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่าแต่ น่าสนใจมากเลยทีเดียว'ชายหนุ่มยกยิ้มและคิดขึ้นในใจ

     

    'หากเป็นสมบัติสวรรค์จริงย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้มา อีกทั้งที่แห่งนี้ยังมีเหล่าเซียนมารวมตัวกันมากมาย น้องชายเรื่องนี้เจ้าต้องระวังให้มาก'ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวเตื่อนลั่วอู่หลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ การที่สมบัติสวรรค์ปรากฏย่อมดึงดูดใจของเหล่าเซียน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

     

    แต่หากพบเจอลั่วอู่หลินขอแค่ได้ชิงมันมาได้เท่านั้น ส่วนเรื่องการหลบนี้ไม่นับเป็นอะไรได้สำหรับเขา

     

    ลั่วอู่หลินค่อยๆเดินสำรวจเมืองแห่งนี้อยู่พักใหญ่ เขามองหาสิ่งที่น่าสนใจจากตามร้านต่างๆแต่ทว่ากลับไม่พบเจอสมบัติล้ำค่าใดๆ ชายหนุ่มเดินไปเรื่อยๆก่อนที่จะหยุดลง ณ สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่ดูเก่าแก่และมีป้ายเขียนเอาไว้ว่า ศาลาเทียนจิน

     

    การที่ลั่วอู่หลินมาหยุดลงที่นี่แน่นอนว่าเป็นเพราะหอคอยมหาสมบัติถูกกระตุ้น ทำให้ชายหนุ่มล่วงรู้ได้ในทันทีว่าในที่แห่งนี้ย่อมมีสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน

     

    'ดูเหมือนที่แห่งนี้จะคล้ายกับโรงประมูลอยู่นะ หากจะแอบเข้าไปชิงสมบัติด้านในคงยาก ข้าแนะนำให้เจ้าเข้าไปในฐานะลูกค้าจะดีกว่า'ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวแนะนำ อีกทั้งศาลาเทียนจินเพียงแค่ลั่วอู่หลินมาอยู่ด้านหน้าของมันก็รู้ได้ทันทีว่าไม่สามารถใช้ความสามารถในการเคลื่อนที่ผ่านเงาได้ อาจจะมีเพราะเจ้าของสถานที่สร้างม่านปิดกั้นมิติเอาไว้ ดังนั้นการที่จะเข้าไปโดยไม่ต้องเสี่ยงนั่นก็คือเป็นลูกค้าเท่านั้น

     

    "เห้อ ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น เอาอาวุธระดับปฐพีขั้นสูงออกประมูลสักสามชิ้นก็น่าจะเพียงพอ"ลั่วอู่หลินกล่าว เขาเดินเข้าไปยังศาลาเทียนจินแห่งนี้ในทันที พนักงานที่เฝ้าหน้าประตูเมื่อเห็นว่ามีลูกค้ามาก็ทำความเคารพและยื่นหน้ากากสีขาวให้ ด้วยการอำนวยความสะดวกเช่นนี้มันเป็นการการันตีความปลอดภัยให้ลูกค้าอย่างหนึ่ง เพราะส่วนมากคนที่สามารถประมูลของได้จะถูกดักปล้นตอนออกจากเมือง

     

    ลั่วอู่หลินรับหน้ากากและสวมใส่มัน จากนั้นเดินเข้าไปยังด้านในท่ามกลางโถงใหญ่มีผู้คนมากมายที่สวมชุดคลุมสีดำและหน้ากากเหมือนกับเขา แต่ทว่าชายหนุ่มคร้านที่จะสนใจ เขาเดินไปยังใจกลางโถงที่เป็นจุดบริการอย่างรวดเร็ว

     

    "ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้ารับใช้เจ้าคะ"พนักงานสาวที่สวมหน้ากากจิ้งจอกกล่าว ลั่วอู่หลินนำเอาอาวุธระดับปฐพีขั้นสูงสามชิ้นวางไว้ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา

     

    "ข้าต้องการนำอาวุธสามชิ้นนี้เข้าประมูล"เสียงเมินเฉยของลั่วอู่หลินดังขึ้น จากนั้นตามมาด้วยเสียงฮือฮาของคนที่อยู่ที่นี่ซึ่งมันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกยิ่ง เพราะโดยทั่วไปแล้วคนที่อยู่ที่นี่จะมีเพียงอาวุธระดับปฐพีขั้นกลางเท่านั้น และอาวุธระดับปฐพีขั้นสูงกว่าจะถูกนำมาประมูลก็นานแสนนาน การที่ได้เห็นลั่วอู่หลินนำมันออกมาประมูลถึงสามชิ้นสำหรับพวกเขามันจะเป็นเรื่องปกติได้อย่างไร

     

    "เอ่อ......ชะ เชิญนายท่านด้านนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ"พนักงานสาวเผยมือไปที่ห้องรับรองห้องหนึ่ง ซึ่งลั่วอู่หลินก้พยักหน้าและเดินตามไปแต่โดยดี ในระหว่างที่อยู่ในศาลาเทียนจินนี้หอคอยมหาสมบัติก็กระตุ้นเตือนเขาอยู่ตลอดเวลา

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน