เสียงบีบแตรรถดังขึ้นในเวลาตีหนึ่งกว่าเล่นเอาคนที่ฟุบหลับอยู่หน้าทีวีจอั์ในห้องรับแขกและกำลังฝันดีถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาเสียงแตรรถที่ยังดังอย่างต่อเนื่องทำให้คนร่างบางรีบลุกวิ่งออกจากบ้านไปเปิดประตูรั้วเหล็กดัดคดโค้งไปมาอย่างงดงาม เปิดรั้วยังไม่ทันสุด รถเบนซ์คันงามก็ขับเข้าเขตบ้านอย่างรวดเร็วเล่นเอาคนเปิดแอบใจหายแวบหนึ่งเพราะกลัวรถสวยจะชนกับขอบเหล็กประตูรั้วเข้า
“ทำไมมาเปิดช้าจังมัวทำอะไรอยู่” พอก้าวลงจากรถได้ มธุริน ฤทธิ์ติกรกุลคุณหนูไฮโซซึ่งเป็ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของคุณงามพิศกับคุณวิทวัสก็จัดการต่อว่าอย่างไม่สบอารมณ์ทันที
“ขอโทษค่ะคุณหนูเพชรเผลอหลับไปน่ะค่ะ” อวิกาขำนวลตอบเสียงเรียบก่อนจะเดินไปปิดประตูรั้วบ้านแต่เดินไปไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมธุรินเอ่ยถาม
“จะไปไหน”
“ไปปิดประตูรั้วค่ะ”
“ถ้าปิดเสร็จแล้วก็ขนของในรถขึ้นไปไว้บนห้องของฉันด้วย” สั่งพร้อมกับโยนลูกกุญแจรถให้ “อ้อ! พร้อมน้ำเย็นๆ แก้วหนึ่งด้วยนะ”สั่งเสร็จก็เดินตัวปลิวเข้าบ้านไป
อวิกาถอนใจยาวแล้วเดินไปปิดประตูรั้วก่อนจะขนถุงกระดาษหลายสิบใบออกมาจากเบาะท้ายรถกดล็อกรถเสร็จก็หอบถุงกระดาษเข้าบ้านเธอจัดการรินน้ำเย็นเฉียบใส่แก้วแล้วเอาขึ้นไปให้มธุรินที่ห้องนอนหญิงสาวเคาะประตูสองสามครั้งก็เปิดเข้าไปซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่เ้าของห้องกำลังถอดเสื้อผ้าเพื่ออาบน้ำพอดี
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะคุณหนู”
“เอาน้ำมาสิ”
มธุรินไม่ว่าอะไร แถมยังเรียกร้องหาน้ำดื่มแม้จะมีบุคคลอื่นอยู่ในห้องด้วยแต่หญิงสาวก็ไม่สะทกสะท้านไม่คิดหาเสื้อคลุมมาปิดบังเรือนร่างที่เกือบเปลือยของตนเองเอาไว้เลยสักนิดเดียว
มธุรินมีรูปร่างที่สูงโปร่งหุ่นดีสมส่วนเหมือนนางแบบอินเตอร์ดังๆ ทั่วไป เรียวขาเธอเรียวงามจึงมักจะใส่กางเกงหรือกระโปรงสั้นๆเพื่ออวดเรียวขาอยู่เสมอ เธอภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตนเองยิ่งนักทุกคนที่ได้พบเห็นเธอก็มักจะชมเธอว่าสวยอยู่เสมอ
ใบหน้าเธองามซึ้งเหมือนมารดาแต่รูปร่างสูงโปร่งเหมือนบิดาจึงทำให้เธอดูโดดเด่นเหนือกว่าใคร นอกจากความสวยแล้ว มธุรินยังเฉลียวฉลาดและคล่องแคล่วอีกด้วยหญิงสาวจัดเป็สาวสังคมจัดคนหนึ่งเพราะชอบไปงานปาร์ตี้อยู่บ่อยๆ และตอนนี้เธอก็มีงานอดิเรกทำซึ่งก็คืองานเดินแบบอย่างที่เคยนึกฝันเอาไว้ความที่เธอสวย รูปร่างดี แถมยังเดินแบบได้อย่างโดดเด่น จึงถูกพวกนักข่าวสายบันเทิงต่างๆจับตามองและมอบตำแหน่งนางแบบดาวรุ่งมาแรงแห่งปีให้กับเธอ
“อิจฉารูปร่างฉันหรือไงเพชร” มธุรินเหยียดยิ้มเล็กน้อย เมื่อจับได้ว่าอวิกาแอบมองรูปร่างของเธอซึ่งเธอจงใจอวดโฉมให้น้องสาวไร้สกุลได้ยลเป็บุญตา
“เปล่าค่ะ” คนถูกถามแทงใจดำรีบก้มหน้านิ่ง
“เปล่าอะไรฉันเห็นอยู่ว่าเธอจ้องตาไม่กะพริบเลย อิจฉาก็บอกมาเถอะน่าฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”มธุรินส่งแก้วน้ำคืนให้อวิกาแล้วเดินไปคว้าเสื้อคลุมมาสวมกาย “ก็น่าให้อิจฉาหรอก รูปร่างฉันเพอร์เฟกต์ขนาดนี้ ในขณะที่เธอ...” หญิงสาวมองอวิกาด้วยสายตาเหยียดหยัน “เตี้ยม่อต้อ แถมยังอ้วนอีกต่างหาก”
“เพชรขอตัวไปนอนก่อนนะคะ”
“ไปสิแต่จัดชุดนอนให้ฉันด้วยนะ”
สิ้นคำคนสั่งก็เดินฮัมเพลงเข้าห้องน้ำไปอวิกากำมือแน่น ริมฝีปากบางเม้มจนตึงก่อนจะคลายออกสองขาก็ก้าวไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อจัดแจงทำตามคำสั่งเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็รีบออกจากห้องไปทันที
อวิกาเดินกลับมาที่เรือนคนใช้ซึ่งเป็ที่อยู่อาศัยของเธอมาั้แ่เกิดและทันทีที่ประตูห้องนอนปิดลง น้ำตาที่เพียรกลั้นไว้ก็เอ่อท้นดวงตางามก่อนจะไหลรินลงอาบแก้มนวลหญิงสาวเม้มปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นที่อาจจะหลุดรอดไป แม้จะรู้ดีว่าเวลานี้เป็เวลาดึกมากแล้วทุกคนคงนอนหลับสนิทกันหมด คงไม่มีใครได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอแน่แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่อยากให้ใครรู้อยู่ดี
ภายนอกแม้จะดูเหมือนว่าเป็คนเข้มแข็งแต่ภายในจิตใจของอวิกาแล้วอ่อนไหวเป็อย่างมากโดยเฉพาะเื่ครอบครัว หญิงสาวเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเดี่ยวด้วยหัวใจอ่อนล้าระคนรวดร้าวนึกอยากไปให้พ้นๆ ความเ็ปนี้เหลือเกิน
อวิกานอนจ้องมองพัดลมเพดานนิ่งแล้วอดนึกเปรียบเทียบกับอีกห้องหนึ่งที่เธอเพิ่งจากมาไม่ได้ ห้องที่จากมานั้นกว้างขวางหรูหรามีเครื่องปรับอากาศให้ความเย็นสบาย และมีห้องน้ำในตัวดูสะดวกสบาย ช่างต่างกับห้องนี้เสียเหลือเกินซึ่งถ้านำขนาดห้องไปเทียบกันแล้ว ห้องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับรูหนูดีๆ นี่เองห้องน้ำก็ไม่มีในตัว ต้องเดินออกไปใช้ห้องน้ำรวมที่อยู่ข้างนอกห้องเครื่องอำนวยความเย็นก็เป็แค่พัดลมเพดานเก่าๆ ตัวหนึ่งเท่านั้นทั้งห้องก็มีเพียงเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะเขียนหนังสือเก่าๆ และตู้เสื้อผ้าไม่มีของประดับสวยงามหรือหรูหราอะไรให้น่าชื่นชมเลยสักนิดเดียว
อวิกายอมรับว่าอิจฉามธุรินมากเพราะอีกฝ่ายมีพร้อมทุกอย่างแต่เธอกลับไม่มีอะไรเลยทั้งๆที่ได้ชื่อว่าเป็ลูกสาวของเ้าของบ้านคนหนึ่งเหมือนกัน แค่ต่างกันตรงที่มารดาผู้ให้กำเนิดเท่านั้นแต่ความต่างเช่นนี้ก็สามารถปิดกั้นชีวิตและกดหัวเธอให้จมอยู่กับความต่ำต้อยได้
ดูเหมือน์จะจงใจกลั่นแกล้งเธอเพราะให้สิ่งดีๆ กับมธุรินทุกอย่าง ในขณะที่เธอได้สิ่งแย่ๆ เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว์สร้างให้มธุรินงดงามทั้งใบหน้าและรูปร่าง ร่ำรวยเงินทอง มีแต่คนนับหน้าถือตาอยากได้อะไรก็ได้ ผิดกับเธอที่หน้าตาธรรมดาๆ ไม่มีใครชมว่าสวยเลยสักคนรูปร่างก็อวบแถมเตี้ยไม่ผอมเพรียวสูงโปร่งเหมือนผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็พี่สาว
ใช่...พี่สาวเธอเพิ่งรู้ว่ามีพี่สาวเมื่อตอนอายุสิบสองขวบ น้ำตาอวิกายังคงไหลรินเมื่อนอนนึกถึงเื่ราวในอดีตที่ผ่านมาวันที่เธอได้รับรู้ความจริงอันโหดร้าย วันนั้นเธอเพิ่งกลับมาจากโรงเรียนก็เดินเลาะข้างบ้านเพื่อไปเรือนที่พักตามปกติก่อนถึงเรือนคนใช้ก็ต้องผ่านห้องครัวก่อนขณะที่เธอกำลังจะเดินผ่านห้องครัวนั้นก็ได้ยินเสียงพิกุลพูดขึ้นและคำพูดของพิกุลทำให้เธอถึงกับหยุดชะงักแล้วรีบแอบกายอยู่ข้างผนังห้องทันที
“ฉันว่านังเพชรมันควรออกจากโรงเรียนแล้วมาช่วยกันทำงานบ้านได้แล้วนะอนงค์”
“จะบ้าหรือไง เพชรมันเพิ่งอยู่ ป.6เองนะ” อนงค์เอ็ดใส่ขณะหั่นผักไปด้วย
“แล้วไงล่ะ มันโตแล้วนี่ ก็ต้องช่วยกันทำงานบ้านบ้างสิ”
“ทุกวันนี้มันก็ช่วยทำหลังจากเลิกเรียนอยู่แล้วไม่เหมือนแกหรอก ที่วันๆ เอาแต่อู้ มัวแต่ไปประจบสอพลอคุณผู้หญิงกับคุณหนูน้ำหวาน”
“นังอนงค์! แกกล้าด่าฉันเหรอฮึ! ชักจะอวดเก่งใหญ่แล้วนะแก ปกป้องนังเพชรมันเหลือเกินนะคงฝันล่ะสิว่าถ้าวันหนึ่งคุณผู้ชายยอมรับมันเป็ลูกขึ้นมา แกก็จะสุขสบายไปด้วยอย่าหวังเลยนังอนงค์ ตราบใดที่คุณผู้หญิงกับคุณหนูน้ำหวานยังอยู่นังเพชรมันก็เป็ได้แค่ลูกขี้ข้า ไม่มีทางชูคอเป็ลูกเ้านายได้หรอกโว้ย”
“แกนี่ท่าจะบ้าไปกันใหญ่แล้วฉันไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นหรอกนะ แล้วพูดอะไรหัดระวังปากบ้าง ถ้าเกิดเพชรมันมาได้ยินละก็แกโดนคุณผู้หญิงเล่นงานแน่นังพิกุล ลืมไปแล้วเหรอว่าคุณผู้หญิงสั่งไว้ว่าอะไร”
“จำได้ ฉันก็แค่หลุดปากไปเท่านั้น แกอย่าเอาไปฟ้องคุณผู้หญิงนะ”พิกุลบอกเสียงอ่อยๆ แต่ก็อดพูดต่ออย่างคะนองปากไม่ได้ “แต่ไหนๆ ก็พูดแล้วนะ ถึงคุณผู้หญิงจะสั่งห้ามไม่ให้พวกเราพูดแต่ความลับมันไม่มีในโลกหรอก สักวันนังเพชรมันก็ต้องรู้เข้าจนได้ว่าพ่อมันเป็ใคร”
“ถ้าจะรู้ก็คงรู้จากแกนั่นแหละปาก...” อนงค์พูดได้แค่นั้นก็หยุด ดวงตาเบิกกว้างเมื่อมองไปทางเื้ัเพื่อนพิกุลสงสัยก็หันหลังกลับไปมองบ้าง แล้วก็ต้องใแทบช็อกเมื่อเห็นอวิกายืนอยู่ตรงทางเข้าประตูครัว
“ใครเป็พ่อฉัน พี่พิกุล”
ตอนนั้นเธอถามพิกุลเหมือนคนขาดอากาศหายใจเื่ราวที่แอบได้ยินนั้นทำให้เธอแทบช็อก หัวใจแทบหยุดเต้นไปเลยทีเดียวคำที่พิกุลพูดไว้ว่า ถ้าวันหนึ่งคุณผู้ชายยอมรับมันเป็ลูก และนังเพชรมันก็เป็ได้แค่ลูกขี้ข้า ไม่มีทางชูคอเป็ลูกเ้านายได้ ทำให้อวิกากระจ่างแจ้งแก่ใจว่าพ่อของตัวเองเป็ใคร
เมื่อก่อนนั้นเธอหลงเข้าใจผิดอยู่นานว่ายายแหวนกับตาปั่นเป็พ่อแม่แท้ๆของเธอ อวิกาเข้าใจผิดมาตลอดั้แ่เด็กๆ ว่าพวกท่านมีเธอเมื่อตอนอายุมากแล้วจึงทำให้ช่องว่างระหว่างวัยห่างกันมากจนไม่น่าจะเป็พ่อแม่ลูกกันได้แต่ถึงกระนั้นเธอก็เชื่อเต็มหัวใจว่าเธอเป็ลูกสาวของพวกท่าน
จวบจนกระทั่งวันหนึ่งอวิกาไปได้ยินชาวบ้านแถวละแวกบ้านพูดกันถึงเื่ของผู้หญิงที่ท้องโดยไม่มีพ่อเข้าโดยบังเอิญแล้วจู่ๆ คนเล่าก็เอ่ยถึงชื่อปาน ชื่อยายแหวนกับตาปั่น และชื่อของเธอขึ้นมา เธอจึงเสียมารยาทยืนแอบฟังจึงทำให้รู้ความจริงอันแสนโหดร้าย หญิงสาวยืนแอบฟังอยู่พักใหญ่ๆก็ไม่มีใครในกลุ่มเอ่ยออกมาเลยว่าใครเป็พ่อของเธอ และด้วยความเ็ประคนอยากรู้ อวิกาจึงตัดสินใจไปถามความจริงจากตากับยาย
พวกท่านใมากที่เธอรู้ความจริงเธอคาดคั้นพวกท่านอย่างหนักจนกระทั่งยอมเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟังหากขาดเพียงแค่ชื่อพ่อของเธอเท่านั้นซึ่งไม่ว่าเธอจะรบเร้าให้บอกยังไงพวกท่านก็ยังใจแข็ง และบอกกับเธอเพียงแต่ว่าพ่อของเธอตายไปแล้วเท่านั้นเองอวิกาเคยสงสัยว่าทำไมยายถึงบอกชื่อพ่อไม่ได้ ซึ่งบัดนี้หญิงสาวก็ได้รู้แล้วว่าเพราะอะไร
“พะ...พ่ออะไร...ของแกนังเพชร” พิกุลหลบตาถามเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้านั้นถอดสีเพราะกลัวความผิด
“ก็ที่พี่พูดเมื่อกี้นี้ไงพี่อนงค์ ใครเป็พ่อของเพชร” แม้จะมั่นใจกับคำตอบที่ตัวเองค้นหาได้แต่อวิกาก็ยังอยากได้ยินจากปากของคนอื่นอยู่ดี
“เพชร...” อนงค์เรียกเสียงอ่อนพลางเดินเข้ามาจับมือที่สั่นเทาของเด็กสาวไว้“อย่าไปใส่ใจกับสิ่งที่ได้ยินเลยนะ นังพิกุลมันก็ปากหมาไปอย่างนั้นเอง เพชรก็รู้ว่านังนี่มันชอบโกหกและชอบแต่งเื่ใส่ร้ายคนอื่นจะตายไป”
“ในเมื่อพี่อนงค์ไม่ยอมบอกฉันจะไปถามยายกับตาเอาเอง”
สิ้นคำนั้นอวิกาก็สะบัดมือออกแล้ววิ่งจากไปหญิงสาวไปถามยายแหวนกับตาปั่นถึงเื่นี้ ทั้งสองคนใมากและเอาแต่ร้องไห้จนเธอคาดคั้นหนักขึ้นจึงได้ยอมบอกความจริงกับเธอ ถึงแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เมื่อฟังจากปากของคนที่รักและเคารพนับถือสุดชีวิตอวิกาก็อดช็อกไม่ได้ ความเสียใจท่วมท้นในจิตใจ เ็ปจนแทบจะกระอักออกมาเป็เืก่อนที่ความรู้สึกเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธแค้นจนนำพาให้เธอบุกขึ้นไปบ้านใหญ่เพื่อทวงหาความยุติธรรมให้กับตัวเอง
และทันทีที่เธอเข้าไปในบ้าน ก็เจอสามคนพ่อแม่ลูกกำลังนั่งหัวเราะกันอย่างมีความสุขในมือและที่โต๊ะกระจกใสด้านหน้ามีแผ่นโบรชัวร์การท่องเที่ยวในประเทศต่างๆวางเกลื่อนอยู่ เธอเดินเข้าไปหาทุกคนด้วยใบหน้าที่นองน้ำตาก็พอดีกับที่มธุรินในวัยสิบห้าปีเงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นเธอเข้าจึงถามขึ้นเสียงห้วน
“มีอะไร”
“อ้าว! นังเพชรแกเข้ามามีอะไร”
งามพิศถามบ้าง อวิกาไม่ตอบ เอาแต่ยืนจ้องวิทวัสที่ยังคงนั่งดูโบรชัวร์อยู่
‘พ่อจ๋า...ทำไมพ่อไม่สนใจเพชรเลย’ เธอคร่ำครวญในใจ
“เอ๊ะ! นังนี่ถามทำไมไม่ตอบ” งามพิศตวาดใส่อย่างไม่พอใจ ก็พอดีกับที่ป้าแหวน ลุงปั่น อนงค์ และพิกุลวิ่งเข้ามาในห้อง คุณผู้หญิงของบ้านตวัดสายตาขุ่นมัวไปยังทุกคนพร้อมกับตะคอกถาม
“พวกแกยกโขยงเข้ามาทำไมกันนังพิกุลบอกฉันมาสิ”
พิกุลอึกอักไม่กล้าบอกเพราะกลัวโดนดุ
“ทำไมไม่ตอบคุณผู้หญิงไปล่ะพิกุล” วิทวัสเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็นเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าที่นองน้ำตาของอวิกาก่อนจะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเมื่อสบตากับเด็กสาวเข้า หรือว่าเพชรจะรู้ความลับแล้วไม่หรอกน่า ก็ป้าแหวนสัญญาว่าจะไม่พูดแล้วนี่นา
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณผู้หญิง” ป้าแหวนพูดแล้วเดินมาดึงแขนอวิกาให้เดินตามแกออกไป
“กลับไปกับยายเถอะเพชร”
“ไม่! เพชรจะต้องถามคุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายให้รู้เื่ให้ได้ว่าทำอย่างนี้กับเพชรทำไมโดยเฉพาะคุณผู้ชาย!” เอ่ยพลางมองคนที่เอ่ยถึงด้วยสายตาเ็ป
“นี่มันเื่บ้าอะไรกันคะคุณแม่คุณพ่อไล่พวกมันออกไปสักทีสิคะ เราจะได้มาเลือกกันต่อว่าจะไปเที่ยวประเทศไหนดี” มธุรินเริ่มหงุดหงิด
“เพชรจะไม่ออกไปไหนทั้งนั้น จนกว่าคุณผู้ชายจะบอกเพชรก่อนว่าทิ้งเพชรทำไม ทำไมทำเหมือนเพชรไม่ใช่ลูก!”
คำพูดของอวิกาเล่นเอาวิทวัสกับงามพิศถึงกับนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีแต่คนที่หนักสุดเห็นจะเป็มธุรินที่ไม่ได้รู้เื่ราวในอดีตอะไรกับเขาเลย
“นังเพชร! แกรู้เื่นี้ได้ยังไงป้าแหวน! ป้าบอกมันเหรอ” งามพิศหันไปคาดคั้นป้าแหวนที่ยืนร้องไห้โฮอยู่อนงค์ที่ยืนประคองอยู่รีบปกป้องทันที
“ไม่ใช่ค่ะคุณผู้หญิงคนที่พูดคือนังพิกุลค่ะ”
“พิกุลไม่ได้ตั้งใจนะคะคุณผู้หญิงพิกุลพูดกับนังอนงค์แค่สองคน แล้วนังเพชรมันก็มาแอบฟังน่ะค่ะ”
“คุณแม่คะ มันเป็ความจริงหรือคะ” มธุรินถามด้วยความเสียใจงามพิศเห็นเข้าจึงรีบสั่งพิกุล
“พิกุล พาคุณหนูขึ้นห้องไปก่อนขึ้นห้องไปก่อนนะจ๊ะลูกแม่จัดการเื่นี้เรียบร้อยแล้วจะขึ้นไปอธิบายให้ลูกฟังทั้งหมดเอง”
มธุรินไม่พอใจแต่ก็ยอมขึ้นห้องไปแต่โดยดีทว่าพอเดินลับจากสายตาของมารดาแล้ว เธอก็กลับหยุดเดินเสียดื้อๆจากนั้นก็มายืนหลบมุมเพื่อแอบฟังด้วยความอยากรู้ โดยไม่สนใจคำอ้อนวอนของพิกุลแม้แต่น้อย
“แก้าอะไรนังเพชรถึงได้ขุดคุ้ยเื่นี้ขึ้นมาอีก”
“เพชรไม่ได้้าอะไรเลยเพชรแค่อยากรู้ว่าทำไม...ทำไมคุณผู้ชายถึงทำแบบนี้ทำไมถึงทอดทิ้งเพชรทั้งที่เพชรก็เป็ลูกของเขาคนหนึ่งเหมือนกัน ทำไมคะ ทำไมต้องทำเหมือนเพชรไม่ใช่ลูกของเขา”
วิทวัสจ้องมองอวิกาด้วยความสงสารแต่ถึงเขาจะสงสารเด็กสาวแค่ไหนแต่เขาก็รักตัวเองมากกว่า จึงไม่เอ่ยอะไรออกมาและปล่อยให้ภรรยาเป็ผู้จัดการเื่นี้เพียงลำพัง
“ทำไมน่ะเหรอฉันตอบแทนคุณวิทให้ก็ได้ ก็เพราะแกมันเป็ลูกที่เขาไม่ได้อยากให้เกิดยังไงล่ะแกมันเป็ความผิดพลาดที่คุณวิทไม่ได้ตั้งใจแม่แกมันสำส่อนให้ท่าคุณวิทจนเขาเผลอมีอะไรด้วยแม่แกน่ะมันเลวหวังจับคุณวิทด้วยการปล่อยให้ตัวเองท้อง”
“ไม่จริง!”อวิกาน้ำตาไหลพราก ส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อเพราะคำบอกเล่าของยายแหวนบอกว่าแม่เธอเป็คนดี และเธอเกิดมาจากความรักของพ่อกับแม่
‘แกหาว่าฉันโกหกเหรอนังเพชรถ้าแกไม่เชื่อก็ลองถามคุณวิทดูสิ ว่าไงคะคุณวิท ที่ฉันพูดน่ะมันจริงหรือเปล่า”
งามพิศหันไปถามสามีเสียงเรียบวิทวัสอึกอัก ก้มหน้าหลบสายตาของทุกคน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆแต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้อวิกาถึงกับทรุดร่างลงนั่งกับพื้น ร้องไห้โฮอย่างไม่อายใครป้าแหวนรีบเข้าไปโอบกอดเด็กสาวที่ตนรักเหมือนลูกในไส้ หวังปลอบโยน
“แกรู้ไว้ด้วยนังเพชร ว่าแม่แกมันเลวมันเนรคุณฉันด้วยการเป็ชู้กับผัวฉัน แกน่ะเกิดมาเพราะความใคร่เท่านั้น ไม่ใช่ความรักไม่มีใครอยากให้แกเกิดด้วยซ้ำไป จำเอาไว้” งามพิศเดินมาใกล้ๆ แล้วใช้นิ้วชี้จิ้มศีรษะอวิกาเบ้ปากและมองด้วยสายตาดูถูกดูแคลน
“ไม่จริง! ยายบอกว่าแม่เพชรเป็คนดีเพชรเกิดมาจากความรักของพ่อกับแม่”
อวิกาลุกขึ้นยืนเถียงงามพิศโกรธจัดจึงตบหน้าเด็กสาวฉาดใหญ่ๆ ไปสองทีจนเด็กสาวล้มลงไปกองกับพื้นจากนั้นเธอก็จิกผมของอีกฝ่ายไว้เพื่อให้แหงนหน้ามามองกันท่ามกลางเสียงอ้อนวอนขอร้องของทุกคน ยกเว้นวิทวัสที่เอาแต่ก้มหน้าและกำมือนิ่ง
“คุณผู้หญิงปล่อยเพชรมันเถอะนะคะ อย่าทำมันเลยได้โปรด...” ป้าแหวนยกมือไหว้ทั้งน้ำตา
“จำเอาไว้ให้ดีนะนังเพชรแกมันเป็ลูกขี้ข้าลูกชู้ ที่แกมีชีวิตเติบโตขึ้นมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะความเมตตาของฉันที่ไม่ให้แม่แกไปทำแท้งจำใส่หัวสมองของแกเอาไว้ให้ดีว่าแกเป็หนี้บุญคุณฉันที่ฉันให้ชีวิตแก ให้ข้าวให้น้ำให้ที่ซุกหัวนอนกับแก เพราะฉะนั้นแกควรตอบแทนบุญคุณของฉัน เข้าใจไหม!”
สิ้นคำงามพิศก็ผลักศีรษะอวิกาอย่างแรงจนเด็กสาวล้มหัวไปกระแทกกับพื้น
“กลับเรือนคนใช้ไปได้แล้วั้แ่นี้ต่อไปฉันขอสั่งไม่ให้แกคิดว่าแกเป็ลูกของคุณวิทวัสเด็ดขาดแกอย่าได้มาคิดตีเสมอลูกสาวของฉัน จำไว้ว่าลูกสาวของคุณวิทวัสมีเพียงมธุรินเท่านั้น!”
ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอวิกาก็ยิ่งเ็ป แต่ถึงจะเ็ปมากแค่ไหนหญิงสาวก็ไม่อาจลืมเลือนมันไปได้เลย เพราะทุกคำพูดของงามพิศฝังรากลึกลงในจิตใจจนกลายเป็ปมด้อยขนาดใหญ่ที่เธออยากจะกำจัดมันออกไปให้พ้นแต่ก็ทำไม่ได้เสียที
หลังจากวันนั้นเธอกลับห้องไปพร้อมกับยายแหวนและตาปั่นด้วยสภาพร่างกายและหัวใจที่บอบช้ำอย่างหนักเธอกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่เป็อาทิตย์ๆ ก่อนจะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้นเมื่อมีความรักของยายกับตาโอบอุ้มอยู่
ความจริงที่ได้ประจักษ์ทำให้บ้านฤทธิ์ติกรกุลกลายเป็ขุมนรกสำหรับเธอยิ่งมธุรินได้รู้ความจริงทุกอย่างจากปากของงามพิศด้วยแล้ว ทุกสิ่งก็ยิ่งเลวร้ายลงไปใหญ่เพราะนางแบบสาวปฏิบัติต่อเธอเหมือนดั่งทาส มักคอยกระแนะกระแหนและกดขี่ข่มเหงเธออยู่เสมอๆโดยมีพิกุลคอยช่วยอีกแรง กับพิกุลนั้นอวิกาสามารถโต้ตอบกลับไปได้บ้าง แต่กับงามพิศและมธุรินนั้นเธอไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากเป็ผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว
ทุกข์ทรมานขนาดนี้ใช่ว่าเธอกับยายและตาไม่คิดออกไปอยู่ที่อื่นพวกเธอคิดและไปขออนุญาตงามพิศแล้ว ซึ่งงามพิศก็อนุญาตให้ไปเพราะก็ไม่ได้อยากให้เธออยู่ที่นี่สักเท่าไรนักเหมือนกันแต่คนที่ขัดขวางไว้กลับเป็มธุรินหญิงสาวไม่ยอมให้อวิกาออกไปอยู่ข้างนอกโดยให้เหตุผลว่าอวิกายังตอบแทนบุญคุณไม่คุ้มเลย
และเมื่อเป็ความ้าของลูกสาวสุดที่รักมีหรืองามพิศจะขัดข้องสรุปแล้วพวกเธอก็ต้องอยู่ที่ขุมนรกนี้ทำงานรับใช้ต่อไป เพราะถ้าขืนยังดันทุรังจะออกอีกมธุรินก็จะแจ้งตำรวจว่าพวกเธอขโมยของไปอวิกาไม่อยากให้ตากับยายต้องเดือดร้อนไปด้วยจึงยอมอยู่ที่นี่ให้งามพิศกับมธุรินโขกสับตามอำเภอใจซึ่งเธอก็หวังว่าหนี้บุญคุณที่เธอไม่เต็มใจยอมรับนั้นจะหมดลงในวันหนึ่ง
อวิกานอนร้องไห้อยู่นานก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ