Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 227 ผลงานชิ้นใหม่ของแองจี้

ผลงานชิ้นใหม่ของแองจี้

 

            ในขณะที่กัสกำลังยืนคิดถึงปริมาณปุ๋ยที่ต้องใช้อยู่นั้นประตูโกดังเก็บของก็ถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับการปรากฏตัวของหนึ่งในน้องสาวที่ทำงานร่วมกับมิโดริซึ่งไม่น่าจะมาที่นี่ในตอนนี้

            กัสหันกลับไปมองด้วยความแปลกใจเพราะตามกำหนดแล้วการปลูกผักวิเศษของวันนี้สมควรที่จะยังไม่แล้วเสร็จน้องสาวของเขาก็ไม่น่าจะทิ้งงานมากลางคันแบบนี้ได้

            ตอนที่กัสหันไปเห็นเด็กสาวตัวเด็กสาวเองก็มองเห็นกัสเช่นกัน เธออุทานเบาๆด้วยความแปลกใจเพราะไม่คิดว่าจะเจอพี่ชายของเธอในโกดังแบบนี้

            “พี่กัส! พี่มาทำอะไรในนี้คะ”

            “ข้ามาดูปุ๋ยเวทมนตร์นะ แต่ก็อย่างที่เจ้าเห็น มันแทบไม่มีเหลือแล้วแล้วเจ้าละ ทำไมมาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ว่าตอนนี้กำลังปลูกผักวิเศษกันอยู่หรอ”

            เมื่อพูดถึงการปลูกผักวิเศษดวงตาของเด็กสาวก็ดูสดใสขึ้นมาทันทีราวกับเจอเรื่องราวน่าตื่นเต้นมาจึงรีบพูดออกมาทันที

            “จริงด้วย! งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะพี่กัสต้องรีบขนถังไม้ไปเพิ่มแล้ว ถังที่เตรียมไว้ไม่พอเก็บปุ๋ยแล้วละคะ”

            กัสนึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เขาก็รีบช่วยน้องสาวในทันทีเขาช่วยเธอขนถังไม้ใส่กระเป๋ามิติไปจนหมดโกดังจากนั้นก็เดินตามเธอไปยังประตูมิติและข้ามไปยังดินแดนรกร้างที่กำลังปลูกผักวิเศษอยู่

            ทันทีที่เขามาในดินแดนแรกร้างแสงแดดที่เจิดจ้าก็ส่องเข้าตาเขาทันทีพร้อมๆ กับกลิ่นความชื้นในอากาศและเสียงกระพือปีกของแมลงที่ดังระงมไปหมดซึ่งชวนให้รู้สึกรำคาญอยู่บ้างเล็กน้อย

            วัดจากความดังของเสียงกัสก็พอจะประมาณจำนวนของแมลงที่บุกเข้ามาในช่วงนี้ได้ว่าอย่างน้อยต้องไม่น้อยกว่าพันตัวแน่นอน

            ขณะที่คิดน้องสาวของเขาก็วิ่งนำออกไปก่อนแล้วจากนั้นก็หยิบเอาถังไม้ออกมาเรียงอย่างรวดเร็วพอกัสเห็นแบบนั้นเขาก็เลยเดินเข้าไปช่วยและนำถังไม้ที่เขาเก็บมาวางเรียงลงไปด้วยเช่นกัน

            พร้อมๆกันนั้นกัสก็มองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นมิโดริที่กำลังดูแลผักวิเศษในแปลงอยู่เธอนั้นยังไม่ทันสังเกตเห็นการมาถึงของกัส

            แต่พอเขาหันไปมองมิโดริก็หันกลับมาทันทีราวกับเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขามาถึง

            มิโดริกันหลับมายิ้มหวานให้กับกัสครั้งหนึ่งจากนั้นก็เดินตรงมาหาเขาพลางสอบถามเขาด้วยความประหลาดใจเพราะว่านานแล้วที่กัสไม่ได้มาดูการปลูกผักวิเศษของเธอ

            “มีอะไรหรือเปล่าคะท่านกัส”

            “ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่อยากมาดูการปลูกผักวิเศษของเจ้านะก็แล้วมีปัญหาที่อยากจะปรึกษาเจ้าด้วย”

            “ปัญหาหรือคะ”

            ท่าทางของมิโดริดูแปลกใจเล็กน้อยเนื่องจากงานของเธอนั้นอยู่ในส่วนของการเพาะปลูกเป็นหลักในขณะที่งานบริหารนั้นเธอไม่ได้แตะต้องเลย

            หน้าที่เดียวของเธอคือการปลูกผักวิเศษตามกำหนดและรวบรวมปุ๋ยเวทมนตร์ส่งกลับไปให้กัสเพียงเท่านั้นนอกจากนั้นก็เป็นการปลูกผักในพื้นที่เพาะปลูกตามกำหนดเวลา

            ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจนทำให้กัสมาหาเธอแบบนี้

            เมื่อเห็นท่าทีที่ดูเคร่งเครียดของมิโดริกัสก็ยิ้มน้อยๆ พลางโอบไหล่เธอด้วยความเอ็นดู ก่อนจะอธิบายให้เธอฟังช้าๆเพื่อคลายความกังวลของมิโดริ

            “อย่าเพิ่งคิดมากสิมิโดริปัญหามันไม่ได้เกิดจากการทำงานของเจ้าหรอกนะ แต่มันเกิดจากข้าต่างหากพอดีข้าคิดวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่ได้นะ เจ้าเองก็น่าจะได้ยินบ้างใช่ไหม”

            “ค่ะ ได้ยินว่าท่านกัสปลูกผักได้มากกว่า 5 หมื่นต้นในหนึ่งวันเลยนี่ค่ะเรื่องนั้นทำให้ข้าตกใจมากจริงๆ เพราะต่อให้ข้าพยายามยังไงก็ทำแบบท่านกัสไม่ได้แน่”

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็ยิ้มขำพลางคิดในใจว่ามันไม่จริงสักนิดเพราะถ้าเทียบกับสิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้มันไม่มีทางเทียบกับสิ่งที่มิโดริในชีวิตก่อนเขาทำได้เลยสักนิด

            ฉายาของมิโดริที่กัสได้ยินมาจากชีวิตก่อนนั้นคือมารดาแห่งป่า

            เพียงแค่ชื่อก็บอกได้แล้วว่าเธอนั้นสามารถให้กำเนิดป่าขึ้นมาได้กับคนที่สามารถสร้างผืนป่าขึ้นมาได้ด้วยพลังของตัวเธอเองแล้วมีหรือที่กัสจะเทียบกับเธอได้กับการปลูกผักในพื้นที่เพียง 120 ไร่แบบนี้

            “เรื่องนั้นก็ไม่แน่..ตอนนี้เจ้าอาจจะทำไม่ได้แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ เจ้าลองไปคิดดูเล่นๆก็ได้นะมิโดริว่าทำยังไงถึงจะทำให้เจ้าสามารถปลูกผักได้มากแบบที่ข้าทำข้าเชื่อว่าเจ้าต้องคิดหาวิธีที่เป็นของตัวเจ้าเองได้แน่และถ้าวันนั้นมาถึง เขาจะกลายเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดของข้าแน่”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้สีหน้าของมิโดริก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดสายตาที่เธอมองตรงมายังกัสนั้นเต็มไปด้วยความรักและความขอบคุณ

            ในขณะเดียวกันความมุ่งมั่นก็ก่อตัวขึ้นในใจของเธอเช่นกันเพราะเธอนั้นไม่ต้องการให้เจ้านายที่เธอรักต้องผิดหวัง

            “ค่ะ! ข้าจะพยายามคิดหาวิธีให้ได้โดยเร็วที่สุดเลยค่ะท่านกัส”

            กัสยิ้มน้อยๆ พลางลูบหัวของมิโดริด้วยความเอ็นดูจากนั้นก็มองออกไปรอบด้านก่อนจะส่งสัมผัสวิญญาณของเขาออกไป

            ชั่วขณะนั้นกัสก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเขาจับสัมผัสของน้องสาวอีกคนได้จากด้านนอกซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยหมอกควัน

            “หืม..เด็กคนนั้นไปทำอะไรตรงนั้นกัน นางไม่กลัวพิษอัมพาตหรือไง!”

            กัสอุทานออกมาด้วยความตกใจ แต่ทันทีที่เขามุ่งความสนใจไปยังน้องสาวที่อยู่ในม่านหมอกเขาก็มองเห็นรายละเอียดของเธอได้ชัดเจนขึ้นจนเห็นว่าน้องสาวของเขานั้นไม่ได้อยู่ในหมอกพิษโดยไม่มีการป้องกัน

            ร่างกายของเด็กสาวที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในหมอกพิษนั้นมีชุดเกราะรูปร่างแปลกๆห่อหุ้มร่างกายของเธอไว้ทุกส่วน โดยเฉพาะใบหน้าที่มีลักษณะคล้ายกับหมวกเกราะที่ปิดมิดชิดมองดูแล้วเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่กำลังทำหน้าที่กรองอากาศหายใจของเด็กสาวเอาไว้อีกด้วย

            “นั่นมัน..ชุดเกราะงั้นหรือ”

            ขณะที่กัสกำลังสนใจชุดเกราะที่น้องสาวสวมใส่อยู่นั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นน้องสาวอีกคนและเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่าเธอนั้นกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่บนสิ่งที่ดูคล้ายกับเครื่องเกมที่เขาเคยเล่นสมัยที่ยังอยู่ในตระกูล

            กัสหันไปมองด้วยความแปลกใจและได้เห็นว่าจอภาพที่ฉายอยู่นั้นกำลังฉายภาพของพื้นที่ด้านนอกอยู่และภาพในหน้าจอก็กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

            ด้วยความประหลาดใจกัสเลยเดินเข้ามาดูอยู่นานสองนานจนกระทั่งน้องสาวของเขารู้สึกตัวเลยเงยหน้าขึ้นมามอง

            “พี่กัส! มีอะไรหรอคะ”

            “นี่มัน..เกมหรอ ไม่สิ ภาพฉายจากหุ่นยนต์สินะ”

            “ค่ะ! พี่แองจี้เพิ่งจะเอามาติดตั้งให้เมื่อวันก่อนเองเห็นว่าเป็นผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดแหละ อันที่หนูเล่นอยู่เนี่ยเห็นว่าเป็นหุ่นยนต์บังคับนะคะส่วนของพี่สาวที่อยู่ข้างนอกเรียกว่าชุดเกราะกล สุดยอดเลยใช่ไหมคะพี่กัส”

            “ชุดเกราะกลกับหุ่นยนต์บังคับ ของพวกนี้มันใช้ทำอะไรได้ละแองจี้ได้บอกเอาไว้ไหม”

            “บอกไว้ค่ะพี่กัส ของหนูเนี่ยเอาไว้เก็บพวกซากแมลงที่อยู่ไกลๆ นะคะปกติพวกเราจะเก็บกันไม่ค่อยได้เพราะว่าสวิงยืดไม่ถึงแถมยังมีหมอกพิษปกคลุมอยู่ก็เลยต้องทิ้ง แต่ตอนนี้หนูใช้หุ่นยนต์ตัวนี้เก็บเพิ่มได้แล้วละส่วนของพี่สาวนะเพราะไม่ชอบบังคับหุ่นก็เลยขอชุดเกราะกลที่มีระบบป้องกันพิษแล้ววิ่งออกไปเก็บในหมอกนะคะ”

            กัสพยักหน้ารับด้วยความอึ้ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้น้องสาวของเขาก็กลับเข้าไปขนถังไม้มาเพิ่มทั้งที่ปกติไม่เคยทำอะไรแบบนี้

            พอรู้เรื่องนี้กัสก็เข้าใจว่าทำไมเธอถึงต้องกลับไปขนมาเพิ่มทั้งที่ปกติพวกเธอจะเตรียมของเสร็จตั้งแต่ก่อนที่จะปลูกผักวิเศษแล้วไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ต้องกลับไปเอาของเพิ่มกลางคันแบบนี้

            ขณะที่นึกแปลกใจกัสก็มองเห็นหุ่นยนต์แมลงสีเงินเดินกลับเข้ามาพอดีจากนั้นมันก็อ้าปากเทซากแมลงลงไปในถังไม้ใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างแปลงผักวิเศษ

            พอซากแมลงถูกเทใส่ถังมิโดริก็เดินเข้าไปเพื่อใช้พลังเวทของเธอหลอมละลายซากแมลงที่อยู่ในถังจนทำให้มันกลายเป็นของเหลวสีเขียวขนซึ่งก็คือปุ๋ยเวทมนตร์

            จากนั้นเด็กสาวก็เดินลงมาจากขั้นบันไดมายังส่วนฐานของถังไม้ใบใหญ่แล้วเปิดก๊อกที่บริเวณฐานเพื่อถ่ายปุ๋ยเวทมนตร์ใส่ถังไม้ทีละใบๆ

            ภาพนี้ไม่ใช่ภาพที่แปลกใหม่อะไรสำหรับกัสเพราะเขาเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยออกแบบของพวกนี้เขาจึงคุ้นเคยกับมันดี

            แต่ที่ทำให้เขาแปลกใจก็คือความโชคดีของเขาเสียมากกว่าที่งานวิจัยชิ้นใหม่ของแองจี้ออกมาได้พอดีกับความต้องการของเขาแบบนี้

            คิดแล้วกัสก็ยิ้มขำขณะที่มองดูการทำงานของน้องสาวทั้งสองที่ทำหน้าที่ราวกับคนเก็บขยะทำการเก็บซากแมลงที่นอนกองอยู่ในหมอกพิษกลับมาทำปุ๋ย

            ส่วนมิโดริก็ทำตัวราวกับคนสวนที่ทำหน้าที่ย่อยแมลงให้กลายเป็นปุ๋ยและเทปุ๋ยใส่ถังเพื่อนำไปเก็บเอาไว้ปลูกผักในพื้นที่อื่น

            กัสมองดูถังไม้ที่ถูกเติมเต็มทีละถังสองถังแล้วยิ้มกว้างด้วยความดีใจทว่าเขาก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พอเขาจึงหันไปมองด้านนอกพลางคิดในใจว่าสิ่งที่น้องสาวทั้งสองของเขาทำนั้นมีผลกระทบบ้างหรือไม่

            แต่หลังจากคิดได้ไม่นานกัสก็สลัดความคิดทิ้งไปเพราะเขาไม่เชื่อว่าแองจี้จะทำอะไรโดยไม่คิด

            การที่เธอส่งผลงานที่เกิดจากการวิจัยของเธอมาให้น้องสาวทั้งสองของเขาใช้แบบนี้ก็แสดงว่าเธอทดสอบจนมั่นใจแล้วว่ามันไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของเขา

            คิดแล้วกัสก็นึกเสียใจที่เขาละเลยงานวิจัยของแองจี้จนทำให้เขาไม่รู้เลยว่าเธอนั้นวิจัยไปถึงไหนแล้ว

            ขณะที่คิดน้องสาวอีกคนของเขาก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับสวิงและกล่องใส่แมลงที่ถูกอัดแน่นอยู่จนเต็ม

            เด็กสาวหยุดเดินไปเล็กน้อยตอนที่เห็นกัสยืนอยู่ด้วยจากนั้นเธอก็ถอดหมวกออกในทันทีจนเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเหงื่อที่ชุ่มโชก

            “พี่กัส..อยู่ด้วยหรือคะ”

            “อืม..เจ้าพยายามเต็มที่เลยนี่ เก่งมากเลยน้องข้า”

            คำชมเชยนี้ทำให้เด็กสาวหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขิน ขณะที่น้องสาวอีกคนพอเห็นพี่ชายชมแต่พี่สาวของเธอเธอก็หันมามองกัสพลางส่งสายตาออดอ้อนบ้าง ทำให้กัสยิ้มอ่อนๆ พลางลูบหัวเด็กสาวแล้วเอ่ยปากชมเธอด้วยเช่นกันจนทำให้เด็กสาวยิ้มกว้างด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ

            ทั้งสองคนถูกกัสชมไปก็ดูมีกำลังใจมากขึ้นในทันทีพวกเธอเร่งมือทำงานอย่างขยันขันแข็งจนกัสหัวเราะออกมาเบาๆ พลางปรามพวกเธอพอเป็นพิธีก่อนจะสังเกตเห็นมิโดริที่มองมาเขาจึงเดินเข้าไปหาเธอแล้วโอบกอดพลางกล่าวชมเบาๆจนมิโดริหน้าแดงขึ้นมา

            “อย่าทำแบบนี้สิคะท่านกัส..ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ”

            แม้มิโดริจะพูดแบบนั้น แต่เธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะสลัดมือเขาออกแต่อย่างใดทั้งยังเอนตัวซบมาทางเขาเสียด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้กัสยิ้มกว้างเข้าไปอีก

            “เข้าใจแล้วๆ เจ้าไม่ใช่เด็กแล้วจริงๆคำชมคงไม่พอสินะ..งั้นคืนนี้ข้าจะไปหาก็แล้วกันนะสาวน้อย”

            พูดแล้วกัสก็หัวเราะออกมาเบาๆ จนทำให้มิโดริหน้าแดงก่ำขึ้นมาพลางยิ้มหวานด้วยความยินดี

            ขณะที่กัสแกล้งมิโดริอยู่นั้นสัมผัสวิญญาณของเขาก็สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เขาจึงหันไปมองอย่างรวดเร็วจนเห็นเถาวัลย์เส้นหนึ่งที่เลื่อยตรงมายังเขาและยกตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆจนสัมผัสเข้ากับมือของเขาอย่างอ่อนโยน

            กัสประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองมิโดริเพราะเขาเข้าใจว่าเธอเป็นคนควบคุม

            แต่ทันทีที่กัสหันกลับไปมองมิโดริก็มีสีหน้าตื่นเต้นยินดีใจจนหน้าแดงก่ำจนทำให้กัสตกใจเพราะท่าทางที่ผิดปกติเช่นนี้แสดงว่าเธอไม่ได้ควบคุมให้เถาวัลย์ทำอะไรแบบนี้

            “นี่มัน..เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”

            มิโดริไม่ได้ตอบกัส หากแต่ตรงไปยังสวนดอกไม้เล็กๆที่อยู่ห่างออกไปอย่างรวดเร็ว เธอวิ่งตรงเข้าไปแล้วคุกเข่าลงที่ดอกไม้แสนสวยที่เป็นร่างต้นของลูกสาวที่เธอให้กำเนิด

            ถึงตอนนี้กัสก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเถาวัลย์ที่กำลังม้วนรัดฝ่ามือของเขาอยู่นั้นมาจากดอกไม้ดอกนี้

            ทันทีที่ตระหนักได้ถึงต้นสายปลายเหตุกัสก็อึ้งไปชั่วขณะนิ้วมือที่สัมผัสกับเถาวัลย์ก็กลายเป็นอ่อนโยนขึ้นมาเพราะเขาพอจะเดาได้แล้วว่าใครคือคนที่ควบคุมเถาวัลย์เส้นนี้

            มิโดริคุกเข่าอยู่ข้างดอกไม้นานหลายนาทีสีหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีถึงที่สุด พลางสัมผัสกับใบไม้ที่ดูเหมือนจะโน้มลงมาหาฝ่ามือของมิโดริอย่างผิดธรรมชาติ

            เมื่อเห็นภาพนี้กัสก็ยิ้มกว้างพลางกระซิบเบาๆ ให้กับเถาวัลย์ที่รัดมือเขาอยู่

            “ลูกสาวที่รักของข้า..รีบโตไวๆ นะ ข้าอยากจะเจอเจ้าแล้ว”

            เสียงกระซิบที่แผ่วเบาที่ไม่หวังว่าจะส่งไปถึงนั้นกลับทำให้เถาวัลย์มีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาทันทีมิโดริที่กำลังสื่อสารกับลูกสาวก็หันมามองกัสด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานซึ่งเต็มไปด้วยความรัก

            “เจ้าได้ยินใช่ไหม..พ่อของเจ้ารออยู่นะ”

            มิโดริกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก จากนั้นเธอก็ม้วนเส้นผมจนกลายเป็นดอกบัวสีเขียวก่อนจะหยดน้ำแห่งชีวิตลงไปอีกหยดหนึ่งซึ่งทำให้ดอกไม้แสนสวยมีท่าทีที่ตื่นเต้นยินดีขึ้นมาทันที

            กัสเห็นแบบนั้นก็อมยิ้มพลางคิดในใจว่าเขาจะทำอะไรเพื่อลูกสาวของเขาได้บ้างไหม เลยเดินเข้าไปหามิโดริเพื่อถามเธอ

            “มิโดริ นอกจากหยดน้ำแห่งชีวิตที่เจ้ามอบให้ลูกแล้วมันมีอะไรอย่างอื่นอีกไหมที่มีประโยชน์ต่อลูกของเรา”

            คำว่า ‘ลูกของเรา’ ที่ออกมาจากปากกัสนั้นทำให้ดวงตาของมิโดริแดงขึ้นมาทันทีเธอหันมามองกัสด้วยความรักและความซาบซึ้งก่อนจะรีบคิดอย่างตั้งใจเพื่อให้คำตอบที่กัสต้องการ

            “โดยพื้นฐานแล้วเด็กคนนี้ยังดูดซับพลังได้จำกัดค่ะท่านกัสนอกจากหยดน้ำแห่งชีวิตที่ข้ากลั่นออกมาจากพลังชีวิตแล้ว ก็มีเพียงพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์หรือไม่ก็พลังงานที่มีความบริสุทธิ์มากเท่านั้นค่ะเด็กคนนี้ถึงจะดูดซับได้”

            เรื่องนี้นับเป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับพลังงาน ยิ่งพลังงานนั้นๆ บริสุทธิ์มากเท่าไหร่มันก็ง่ายที่จะดูดซับมากขึ้นเท่านั้นและยิ่งมันบริสุทธิ์มากก็ยิ่งมีผลกระทบน้อยจนทำให้เด็กที่ยังอ่อนแอสามารถดูดซับมันได้โดยง่าย

            พอเข้าใจแบบนั้นแล้วกัสก็มองไปยังดอกไม้ที่เปรียบได้กับลูกสาวของเขาจากนั้นก็ครุ่นคิด

            ‘พลังวิญญาณคงไม่ได้..ของแบบนั้นแค่หลุดออกจากร่างกายก็สูญสลายไปแล้วเด็กคนนี้คงดูดซับไม่ทันแน่..ถ้างั้นก็ พลังงานบริสุทธิ์’

            คำจำกัดความของพลังงานบริสุทธิ์นั้นหากจะบอกว่ากว้างก็กว้างจะบอกว่าแคบก็แคบเนื่องจากมันเป็นพลังที่หาได้ยากมากในธรรมชาติและส่วนใหญ่มันจะเกิดขึ้นในสภาพของสมบัติตามธรรมชาติที่มีมูลค่าสูง

            ของพวกนี้ไม่มีทางหาได้ง่ายๆอยู่แล้ว ทว่ากัสก็มีวิธีของเขาเพราะถ้านึกถึงคำว่าพลังบริสุทธิ์สิ่งเดียวที่เขาคิดออกก็มีเพียง สารเคมีพิเศษที่พลังของเขาสร้างขึ้น

            สารเคมีที่เขาสร้างขึ้นนั้นมีคุณสมบัติที่พิเศษอยู่นั่นคือการที่มันสามารถย่อยสลายตัวมันเองเพื่อเปลี่ยนเป็นสารอาหารที่จำเป็นได้แทบทุกอย่าง

            นอกจากคุณสมบัติในขั้นต้นนี้แล้วมันยังมีสภาพที่ดูดซึมได้ง่ายอย่างมากทำให้ไม่ว่าใครก็สามารถดูดซับคุณประโยชน์จากมันได้อย่างสมบูรณ์100 เปอร์เซ็นต์

            “เจ้าว่า..สิ่งนี้จะให้ลูกของเราดูดซับได้ไหม”

            ขณะที่ถามกัสก็ยกนิ้วขึ้นมาพร้อมกับกลั่นพลังในร่างกายของเขามารวมกันที่นิ้วจากนั้นกรีดนิ้วเบาๆจนเกิดแผลและมีเลือดที่มีสีแดงสดใสราวกับทับทิมเหลวหลั่งออกมาหยดหนึ่ง

            “นี่มัน..พลังของท่านกัสสินะคะ..ข้าเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันค่ะแต่ถ้าดูจากความบริสุทธิ์ของพลังแล้วละก็..ข้าคิดว่ามันไม่น่าจะมีอันตรายต่อลูกแน่”

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็ดีใจเพราะถ้ามันไม่มีอันตรายต่อลูกของเขามันก็มีค่าที่เขาจะทดลองเพราะถ้ามันมีประโยชน์ต่อลูกสาวของเขาแล้วละก็ เขาก็พร้อมที่จะสละมันได้ทุกเมื่อ

            “เช่นนั้นก็มาลองดูกัน..หวังว่ามันจะทำให้ลูกสาวของข้าเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงนะ”

            กัสอมยิ้มน้อยๆ ขณะที่หลั่งเลือดออกมาทีละหยดๆ ลงไปบนพื้นดิน

            ดอกไม้แสนสวยราวกับรู้ถึงความตั้งใจของกัสมันขยับรากไปดูดซับหยดเลือดของกัสเอาไว้ทันทีและทันใดนั้นมันก็มีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้น

            แม้จะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยแค่ไหนทว่ากัสก็ยังสัมผัสได้มิโดริยิ่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนจนทำให้ทั้งสองต้องหันมามองหน้ากัน

            สีหน้าของกัสดูเคร่งเครียดจริงจังอยู่บ้างเพราะเขายังกลัวว่ามันจะมีปัญหาต่างกับมิโดริที่สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของคลื่นพลังชีวิตจากดอกไม้ที่เหมือนจะได้รับการกระตุ้นให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

            “ได้ผลค่ะ!! พลังชีวิตมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยค่ะ!”

            “จริงหรือมิโดริ! ไม่มีผลเสียแน่นะ!”

            มิโดริพยักหน้ารับติดต่อกันด้วยความยินดีปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นกับลูกสาวนั้นทำให้เธอดีใจมากเพราะมันมีการเติบโตของพลังชีวิตที่โดดเด่น

            ความเปลี่ยนแปลงนี้มีแนวโน้มว่าจะทำให้ลูกของเธอเกิดเร็วยิ่งขึ้นและอาจจะแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย

            พอได้ยินคำอธิบายของมิโดริกัสก็แทบจะกรีดนิ้วหยดเลือดลงไปเพิ่มเดี๋ยวนั้นทว่าเขาก็หยุดตัวเองได้ก่อนเพราะตัวเขาเองก็พอจะคิดได้ว่าของแบบนี้ไม่สามารถเร่งกันได้

            ดอกไม้ไม่เหมือนกับมนุษย์แม้ว่าดอกไม้ดอกนี้จะใช้เป็นต้นแบบของลูกสาวแต่ดอกไม้ในตอนนี้ก็ยังไม่เติบโตมากพอจนให้กำเนิดกายเนื้อของเผ่าภูติพฤกษาขึ้นมาทำให้พลังงานที่มันดูดซับได้ยังมีขีดจำกัด

            “เจ้าคิดว่าข้าควรจะให้หยดเลือดกับเด็กคนนี้สักเท่าไหร่ถึงจะดี..วันละหยดได้ไหม”

            “ค่ะ ข้าคิดว่าปริมาณนั้นสมควรที่จะเหมาะสม หากเด็กคนนี้ได้รับหยดน้ำแห่งชีวิตจากข้าและหยดเลือดของท่านกัสบางที..นางอาจจะไม่ต้องรอถึง 1 ปีในการเกิดก็ได้นะคะ”

            ทันทีที่ได้ยินกัสก็ยิ้มกว้างในทันทีเพราะถ้าลูกสาวของเขาเกิดเร็วขึ้นเท่าไหร่เขาก็จะมีผู้ช่วยเร็วขึ้นเท่านั้น ทว่าเขาก็ดีใจได้ชั่วครู่เพราะเขามีเรื่องที่นึกเป็นห่วงมากกว่า

            แต่พอหันไปหามิโดริเขาก็ได้รับรอยยิ้มที่อ่อนหวานเป็นคำตอบราวกับเธอรู้อยู่แล้วว่าเขาจะถามอะไร

            “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะท่านกัส มันไม่มีผลเสียแน่นอน..ข้าไม่มีทางปล่อยให้ลูกของเราเป็นอะไรแน่”

            “อืม..จะปล่อยให้ลูกของเราเป็นอะไรไม่ได้..”

            กัสยิ้ม มิโดริก็ยิ้ม ทั้งสองคนขยับเข้ามาใกล้กันและกุมมือกันแน่นด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีให้กัน

            อีกด้านหนึ่งน้องสาวทั้งสองของกัสที่แอบฟังอยู่ข้างๆก็หันมามองหน้ากันด้วยรอยยิ้มเพราะข่าวนี้นับเป็นข่าวดีสำหรับพวกเธอเช่นกัน

            เนื่องจากทั้งสองทำงานร่วมกับมิโดริมาตลอดทำให้พวกเธอสนิทกับมิโดริมากกว่าพี่สะใภ้คนอื่นๆของเธอและพวกเธอก็ชื่นชอบพี่สะใภ้คนนี้มากด้วย

            ยิ่งได้ยินว่ามิโดริจะมีลูกให้พี่ชายของพวกเธอในเร็วๆนี้ด้วยแล้ว ทั้งสองคนก็ตื่นเต้นยินดีขึ้นมาทันที

            “ดีใจด้วยนะคะพี่กัส!”

            “ดีใจด้วยนะพี่กัส!”

            สองสาววิ่งเข้ามาแสดงความยินดีในทันทีทำให้กัสยิ้มกว้างและหัวเราะออกมาดังๆด้วยความดีใจ มิโดริเองก็ยิ้มด้วยความรู้สึกขอบคุณขณะที่มองดูดอกไม้แสนสวยที่ดูดซับพลังงานจากกัสด้วยท่าทีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน