"หยางเฟยฮุยที่จริงแล้วเขามีลักษณะเหมือนอาจารย์ข้ามาก ที่จริงเราเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน เป็นคนตรงไปตรงมาและมักจะพูดมากกว่าทำ เป็นคนที่น่ากลัวหากเขาพิสูจน์ได้ว่าเจ้าผิดจริง เขาจะไม่ยอมลดราวาศอกจนกว่าเจ้าจะยอมรับผิด เป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น
เป็นคนโหดเหี้ยม ลักษณะบางอย่างของเขาทำให้ไม่ค่อยเป็นที่รักเท่าไหร่นักเพราะไม่ชอบเอาใจใคร เป็นคนที่มีเหตุผลมากแต่ก็ไม่รู้จักหาพรรคพวกไว้ การไม่ไว้หน้าใครทำให้เขาเป็นหมาป่าที่โดดเดี่ยว"แม่ทัพหยาง
“การจะเป็นผู้นำคนต้องรู้จักยืดหยุ่น อย่างนี้นี่เองจึงถูกมองข้ามต่อให้เก่งแค่ไหนแต่กำหัวใจผู้คนไว้ไม่ได้ก็ลำบากอยู่นะ” อันดา
“ที่จริงส่วนตัวเขาเป็นคนใช้ได้นะ แต่เวลาทำงานเมื่อไหร่แล้วยอมหักไม่ยอมงอ หลานข้าคนนี้เพราะความที่แม่มาจากตระกูลใหญ่แถมลุงใหญ่ก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เขาจึงฮึกเหิมเกินไป ไม่คิดถึงเวลาล้มแล้วจะไม่เหลือใครเลย” หยางเจียจุ้นนึกถึงหลานที่อายุมากกว่าแล้วก็กลุ้มใจ เรื่องนี้เรื่องเดียวที่ทำให้เขาขาดคุณสมบัติการเป็นฮ่องเต้ นอกนั้นทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบ
“อ้อ อย่างนี้นี่เองถือว่าถ้าเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็ไม่น่ากลัว แต่ทำไมเขาจึงส่งหลี่เผิงมาให้รัชทายาทล่ะ” อันดา
"เพราะหลี่เผิงนั้นเป็นบัณฑิตที่สอบได้อันดับสอง หากเขาไม่ป่วยวันสอบวันสุดท้ายเป็นไปได้ว่าเขาจะได้เป็นจอหงวน เจ้าใหญ่น่ะเสียดายความสามารถของเขาและดูเหมือนเจ้ารองจะสนใจในบัณฑิตคนนี้ เจ้าใหญ่เลยส่งตัวให้เขา
ตอนแรกข้าก็สงสัยว่าทำไมเขาจึงส่งตัวคนคนนี้ให้กับผู้อื่น แต่มารู้ตอนหลังว่าอัครเสนาบดีกู้ส่งบัณฑิตคนนึงมาให้เขาแล้วดังนั้นเขาจึงไม่มีตำแหน่งที่ปรึกษาให้กับหลี่เผิง"แม่ทัพหยางตอบ
“ดูๆ ไปองค์รัชทายาทก็น่าเห็นใจนะ ไม่มีญาติคอยหนุนถึงจะมีไทเฮาก็เถอะ แต่เขาไม่มีใครเลย” อันดา
“เขามีข้าอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ ข้าคงจะไม่หนุนหลังเขาแบบเดิมอีกแล้ว ข้าปล่อยปละละเลยเขาเกินไปจริงๆ” แม่ทัพหยาง
“เขาทำกับท่านขนาดนี้ยังจะช่วยเขาอีกหรือ” อันดา
“จะว่าอย่างไรดีละ ถือว่าเป็นการสั่งสอนจะดีกว่า” แม่ทัพหยางตอบ
“อ้อ” อันดาเข้าใจแล้วว่าทั้งคู่ก่อนหน้านี้คงสนิทกันมาก
หยางเฟยหลงเองก็น่าเห็นใจ เสียแม่ไปก็อ้างว้าง และการได้เป็นองค์รัชทายาทท่ามกลางความกังขาในความสามารถของเขา เท่าที่ดูเขาผ่านการลอบทำร้ายมานับไม่ถ้วน วิสัยทัศน์ที่คับแคบอย่างนั้นคงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร
“แล้วเจ้าล่ะ ไม่อยากกลับบ้านเหรอ” แม่ทัพถามย้ำอีกครั้ง
“แล้วที่นี่จะทำอย่างไร” อันดา
“เจ้ารออีกหน่อยได้หรือไม่ เมื่อครบกำหนดพักรบหนึ่งเดือนข้าเชื่อว่าทางนั้นต้องมีความเคลื่อนไหว ข้าส่งจดหมายไปบอกแม่ทัพใหญ่เรื่องการใช้สาส์นเรียกตัวข้ากลับเมืองหลวง ไม่แน่ว่าตอนนี้ทางนั้นอาจจะเตรียมรับมือกับขบวนทูตอยู่ก็ได้” แม่ทัพหยางตอบ เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีเท่าไหร่ หากเขาทิ้งค่ายไปตอนนี้อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดก็เป็นได้
“ได้ ถ้าอย่างนั้นท่านอย่าเพิ่งบอกพวกเขาเรื่องของข้าได้หรือไม่ ข้าไม่อยากให้พวกเขาตั้งหน้าตั้งตารอ เผลอๆ จะทนไม่ไหวอยากมารับข้าที่นี่มันจะยิ่งวุ่นวายเข้าไปอีก แล้วอีกอย่างพวกเขาจะปลอดภัยกว่าถ้ายังไม่มีใครรู้ความสัมพันธ์ของข้ากับพวกเขา"อันดาคิดถึงคนที่ไม่น่าไว้ใจคนนั้น
ความทรงจำของเธอกับครอบครัวเป็นศูนย์ เธอจำได้แค่คนคนหนึ่งที่ให้เธอรอและผู้หญิงที่ถูกฆ่าและหมาป่าที่กำลังทึ้งซากศพของนาง อีกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ในมือของเขามีมีดที่เต็มไปด้วยเลืืิอดคนคนนั้นตัวสูงใหญ่ ทำไมเธอรู้สึกผิดหวังอย่างนั้น
“อันดา หยุดคิดก่อน” แม่ทัพหยางตกใจ รีบเช็ดเลือดที่ไหลออกมาทางจมูกของอันดา
“อ๊ะ เลือดยังไหลอยู่อีกหรือ” อันดารู้สึกว่าภาพนั้นมันชัดขึ้นมา แต่ทำไมถึงชัดนะ เพราะคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด แล้วทำไมสว่างเป็นพักๆ หรือมีฟ้าร้องฟ้าแลบ
“อันดา!” แม่ทัพหยางเข้าประคองอันดาทันเธอหมดสติไปอีกแล้ว
ที่นี่ที่ไหนกันนะ อันดามองไปรอบๆ มืดมากมีเด็กคนนึงที่กำลังแอบหนีออกจากกระโจม เด็กคนนั้นสวมชุดของเด็กชาวบ้านสีตุ่นๆ มวยผมเป็นจุกกลางศีรษะ
“เจ้าหนูจะไปไหน” อันดาทักเมื่อเห็นเด็กหนีออกจากบ้าน
เด็กน้อยคนนั้นหัันกลับมา เป็นเด็กผู้หญิงที่มีดวงตาสีเขียว นางกำลังหันซ้ายหันขวาเพื่อดูว่ามีคนมาหรือไม่
“ท่านหญิงเจ้าคะ ท่านเข้านอนเร็วเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ” เสียงบ่าวรับใช้หน้าห้อง
“ข้าไม่เป็นไร แต่วันนี้โดนแดดจนรู้สึกเพลีย เจ้าไม่ต้องเข้ามาข้าอยากนอนหลับให้สบายห้ามกวน เข้าใจหรือไม่” เด็กผู้หญิงคนนั้นหันไปตอบก่อนจะนั่งรอจนกว่าเสียงฝีเท้านั้นเดินไกลออกไป
“ไปซะที คงไม่มีใครเห็นแล้วล่ะ รอข้าหน่อยนะเจ้าเสือขาว ข้ากำลังจะไปช่วยเจ้า” เด็กน้อยพูดกับตัวเองแล้วแอบออกจากจวนได้สำเร็จ
“เจ้าเด็กนี่เจ้าตัวแค่นี้จะไปช่วยเสือเนี่ยนะ เปิดประตูมามันจะขอบใจหรือจะกินเจ้ากันแน่” อันดาเห็นแล้วเดินตามเด็กคนนั้น
เบื้องหน้าเธอเห็นกระโจมที่มีทหารเฝ้ายาม แต่ดูเหมือนแม่หนูคนนี้จะเตรียมตัวมาดี นางมีลูกดอกยาสลบเป่าไปที่ต้นคอของทหารทั้งสองก็ล้มลงไปทันที
“ขอโทษนะ แต่ข้าจำเป็นต้องทำ” เด็กผู้หญิงคนนั้นเดินไปก็ขอโทษขอโพยคนที่เธอยิงยาสลบไปด้วย
“เด็กคนนี้ใจกล้าจริงๆ” เพราะเมื่อตามเข้าไปก็เห็นกรงที่ขังเสือที่ตอนนี้อารมณ์เสียอย่างมาก
“ยาสลบคงหมดฤทธิ์พอดีสินะ” เด็กผู้หญิงพูดกับเสือขาวตัวนั้น
“กรรร์” เสือข่าวขู่
“อย่าส่งเสียงสิ ข้ามาช่วยเจ้านะ” เด็กน้อยตอนนี้คงอยากเปลี่ยนใจเพราะเสือขาวนั้นตัวใหญ่กว่าเธอมาก แค่ตะปบเดียวเธอก็คงได้ไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้แน่ๆ
“กรรร์” เสียงขู่เริ่มเบา
“ข้ามาช่วยเจ้า ไว้ใจข้าหน่อยนะ” เด็กผู้หญิงคนนั้นเดินเข้าไปใกล้ในกรงอีก
“ช้าๆ ค่อยๆ เดินอย่าให้นางตกใจ” อันดาบอกเด็กคนนั้น เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่าเสือขาวตัวนั้นกำลังตั้งท้อง และดูเหมือนแม่เสือจะเข้าใจ
แม่เสือเดินมาใกล้ไม่แยกเขี้ยวใส่เด็กน้อยอีกแต่เอาหัวไล้ที่มือของเด็กใจกล้าที่ยกมือขึ้นมา
“แม่เสือจ๋าอย่าทำอะไรข้าเลยนะ ข้ามาเพื่อปลดปล่อยเจ้า เจ้าเข้าใจหรือไม่ ถ้าเข้าใจเจ้าพยักหน้านะ” เด็กน้อยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
แม่เสือพยักหน้าเข้าใจ
“ดีมาก แผนเป็นอย่างนี้นะ ข้าจะไขกุญแจในกรงออกให้แล้วเจ้าต้องตามข้ามา ข้าดูทางปลอดคน ชายป่าตรงนั้นเมื่อเจ้าไปแล้วหนีไปไกลๆ อย่าถูกจับมาอีกนะ” เด็กน้อยพูด
“ครือ” เหมือนแม่เสือจะเข้าใจ
“เจ้าเด็กนี่คุยกับสัตว์ได้ หรือว่าแม่เสือนี่รู้ด้วยสัญชาตการกันแน่นะ” อันดายืนมอง
เด็กผู้หญิงคนนั้นเดินพาแม่เสือออกด้านหลังกระโจมแล้วแม่เสือให้เธอขี่หลังเพื่อจะได้ไปที่เขาหลังชายป่าได้เร็วขึ้น เมื่อถึงที่ต้องข้ามหุบเขาแม่เสือก็หยุดและปล่อยให้เด็กน้อยลงจากหลัง
เหมือนจะรู้ว่านี่ต้องแยกจากกันแล้วแม่เสือเดินมาเอาหัวไซร้ที่คอเด็กคนนั้นแล้วเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง
“เสือพูดได้ด้วยเหรอ” อันดาแปลกใจ
“ไปเถอะขอบใจสำหรับพรของเจ้า ขอให้ปลอดภัย” เด็กผู้หญิงคนนั้นโบกมือลาเสือตัวนั้น
“ถ้าท่านไม่ช่วยข้าจะเปิดโปงท่าน ทุกสิ่งทุกอย่าง"เสียงของผู้หญิงคนนึงหวีดดังออกมาจนเด็กผู้หญิงและอันดาได้ยิน
_____________________
เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ