ยามเสวี่ยเหมยตื่นขึ้นมาอีกครั้งท้องนภาก็เริ่มมีแสงอรุณแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่วสันตฤดู ดอกไม้ทั่วแคว้นจะออกดอกผลิบาน นางรู้สึกคอแห้งจึงลุกขึ้นนั่งช้าๆ จากนั้นสมองก็พลันนึกเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้ บุรุษผู้นั้นจากไปแล้ว เขาไม่ห่วงตัวเองก็น่าจะห่วงพวกพ้อง ไปเป็ตัวถ่วงให้แก่ผู้อื่นเช่นนี้น่าภูมิใจหรืออย่างไร
นางได้เพียงแต่นึกโมโหเขาไปก็เท่านั้น ในเมื่อเขาตั้งใจจะไปแล้วก็ไม่อาจห้ามการตัดสินใจของเขาได้ เช่นนั้นก็ทำตามที่ใจเขาปรารถนาเถิด
“ซิงซิง” สาวน้อยก้าวออกไปนอกประตู ปากก็เอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิท “ข้าหิว”
“เ้าค่ะคุณหนู บ่าวเตรียมข้าวเช้าไว้ให้แล้ว ลงไปทานเลยดีหรือไม่เ้าคะ”
นางนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม “ท่านพ่อออกไปหรือยัง”
“ท่านแม่ทัพกำลังทานข้าวกับฮูหยิน และคุณชายน้อย ประเดี๋ยวก็คงออกไปแล้วเ้าค่ะ”
“ดีเลย ไปทานกับพวกท่านก็แล้วกัน”
นางรีบวิ่งลงไปทันที กริยาไม่เหมือนอิสตรีจนซิงซิงต้องปวดหัวตามหลังมาด้วย ยามใกล้ถึงห้องอาหารนางเห็นเงาร่างคนทั้งสามที่คุ้นเคยกำลังรับประทานอาหารอยู่ เสวี่ยเหมยก็คลี่ยิ้มอย่างดีใจ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ เสี่ยวเจี้ยน”
“ตื่นแล้วหรือเหมยเอ๋อร์ มาสิมาทานข้าว” เสวี่ยฮูหยินเห็นบุตรสาวยิ้มร่ามาก็ลอบถอนหายใจ นางรู้ว่าบุตรสาวฉลาด เข้าใจอะไรง่าย เห็นเมื่อคืนนางไม่ยอมลงมาทานอาหารเย็น ก็นึกกลัวว่านางจะน้อยใจที่พ่อกับน้องชายต้องไปจับดาบเข่นฆ่าศัตรูเป็เวลาหลายเดือน
“ท่านพ่อกับน้องชายไป ลูกคงคิดถึงแย่นะเ้าคะ”
“พ่อต้องทำตามหน้าที่ นางหนูของพ่อเข้าใจใช่หรือไม่” แม่ทัพเสวี่ยได้ยินบุตรสาวพร่ำคำอาลัยมาเช่นนั้น รีบเอ่ยเหตุผลออกไปกลัวนางจะมาบีบน้ำตากลางโต๊ะทานข้าวแทน
“ลูกเข้าใจเ้าค่ะ หน้าที่ท่านพ่อนั้นสำคัญมาก หลายชีวิตต้องพึ่งพาท่านแล้ว” นางนั่งลงข้างๆ เด็กหนุ่ม สาวใช้ก็ยื่นถ้วยชามกับตะเกียบให้อย่างรู้งาน “เ้าก็เหมือนกันเสี่ยวเจี้ยน ศึกนี้ผ่านไปเ้าย่อมได้บำเหน็จจากองค์จักรพรรดิ ดีไม่ดีอาจได้สาวงามเป็คู่หมายสักคน”
เสวี่ยเหมยไม่สนใจแก้มแดงซ่านของน้องชาย ข้อศอกเล็กก็กระทุ้งใส่เบาๆ ก่อนจะคีบข้าวเข้าปากช้าๆ
พูดถึงองค์จักรพรรดิ แม่ทัพเสวี่ยก็นิ่งคิด ดูเหมือนว่าศึกครั้งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงกระมัง ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนับว่าบริหารบ้านเมืองดีเยี่ยม ไม่เกิดการต่อสู้มาเป็เวลาหลายปี บ้านเมืองสงบสุขมานาน หากว่าไม่มียาถอนพิษ...คิดแล้วเขาก็แอบเสียดายอยู่ในใจ
“พี่สาว ท่านก็เตรียมตัวท่านให้ดีเถอะ หัดเรียนรู้งานบ้านงานเรือนอย่างสตรีบ้าง ชนะศึกกลับมาข้าคงได้พี่เขยเพิ่มมาอีกคน”
“หุบปากของเ้าซะ!” นางได้ยินเช่นนั้นสองแก้มก็ร้อนผ่าว ก่อนจะคีบลูกชิ้นยัดใส่ปากเด็กหนุ่มให้เขาเงียบๆ ไป
พอทุกคนได้ยินก็อดหัวเราะออกมาพร้อมกันไม่ได้ หากได้องค์ชายสามมาเป็ท่านเขยจริงๆ คงจะปราบพยศลูกสาวพวกเขาได้บ้าง ดูจากสถานการณ์เมื่อคืนเขาปราบนางให้มีอาการเหมือนหญิงสาวทั่วไปได้ไม่น้อยทีเดียว
หลังจากทุกคนทานอาหารเช้ากันเสร็จ ทางด้านเสวี่ยฮูหยินก็พาเสวี่ยเหมยขึ้นรถม้าไปรออยู่แถวโรงเตี๊ยมหน้าประตูเมืองด้านทิศอุดร ตอนนี้มีบรรดาผู้คนมายืนรอส่งทหารผู้กล้ากันไม่น้อยทีเดียว
“พวกเขาออกมากันแล้ว!” ทันใดนั้นก็มีเสียงคนกู่ร้องกันเป็จำนวนมาก น้ำเสียงเคารพให้กำลังใจดังกระหึ่มปะปนกันทั้งสองข้างถนน
เสวี่ยเหมยได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งลงมาดู ก่อนจะโบกมือให้บิดาซึ่งนำอยู่ทัพหน้ากับแม่ทัพอีกหลายหน่วย จากนั้นก็โบกให้เสวี่ยเจี้ยนซึ่งอยู่ทางด้านหลังระยะทางไม่ไกลจากแม่ทัพเสวี่ยเท่าใดนัก ใบหน้านางยิ้มแย้มแจ่มใสผู้คนได้มองก็อดตะลึงค้างไม่ได้ สาวน้อยนึกขึ้นได้ว่าลืมอำพรางตนเองเหมือนเช่นทุกครั้ง นางก็มีอาการเขินอายขึ้นมาทันที ต่างคิดว่าขุนนางหลายคนต้องจำนางจากในวังเมื่อคืนได้เป็แน่จึงพากันมองเช่นนี้
พอคิดถึงหรงจวิ้นขึ้นมา นางก็รีบชะโงกหน้ามองหาชายหนุ่มทันที ดวงตาคู่เล็กพลันไปสบตาเข้ากับสายตาเขาอย่างจัง ทั้งคู่จ้องตากันไปมาอยู่เนิ่นนาน...
เสวี่ยเหมยบอกความรู้สึกไม่ถูกว่ามันเป็เช่นไร คล้ายๆ มีบางอย่างก่อกวนหัวใจไม่ให้อยู่นิ่งเช่นเดิมได้ นางมองเขานั่งอยู่บนอาชาสีขาวอย่างสง่างาม จึงยกมือโบกให้เขาอย่างที่ทำให้พ่อและน้องชายบ้าง ทำเอาหรงจวิ้นหน้าแดง หัวใจเต้นไม่เป็ส่ำขึ้นมากะทันหัน เขาจึงยิ้มตอบกลับมาให้นางก่อนจะหันหน้ามองตรงไปหนทางอันยาวไกลด้านหน้าต่อ
ฝีเท้าของม้าค่อยๆ ย่างออกไปไกลทุกที จนจะพ้นสายตานางไปเรื่อยๆ หัวใจของสาวน้อยก็ดิ่งลงเรื่อยๆ เช่นกัน เสวี่ยเหมยคิดได้ตอนนั้นแล้วว่าอาการที่เกิดกับนางทุกครั้งที่อยู่กับหรงจวิ้นคืออะไร
นางพลาดท่าเผลอหลงรักชายหนุ่มเ้าเล่ห์เข้าเสียแล้ว....
ความรักจริงๆ แล้วมันเป็ตัวอะไรกันแน่ ทำให้คนที่เพิ่งพบกันแค่ปีเดียวหลงรักกันได้อย่างง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ และทำให้คนที่เพิ่งเจอกัน พูดคุยกันเพียงไม่กี่ครั้งหลงรักกันได้เร็วเพียงนี้เชียวหรือ
ช่างร้ายกาจยิ่งนัก...
กว่าคนทั้งคู่จะรู้ตัว เ้าความรักมันก็ได้ก่อตัวขึ้นมามากมายในหัวใจจนห้ามมันไม่ได้อีกต่อไป...
ยามนี้เมืองหลวงเข้าสู่ฤดูวสันต์มาได้่หนึ่งแล้ว เสวี่ยเหมยอยู่เรือนรับรองนานวันเข้าก็รู้สึกเบื่อหน่ายเป็อย่างมาก อยากจะออกไปรับบรรยากาศดีๆ บ้าง จึงได้นัดพวกจ้าวหนิงไปเจอกันที่โรงเตี๊ยมอิงถง
ใช่แล้ว! นางค้นพบความจริงไม่กี่วันมานี้ว่า โรงเตี๊ยมอิงถงกับหออาหารที่นางเคยลิ้มลองที่เมืองหมานนั้นมาจากเ้าของคนเดียวกันคือแม่นางเหนียนถง นางติดใจในรสอาหารเลยนัดเจอสหายบนชั้นสองของที่นี่
เสวี่ยเหมยเดินมาจนเหนื่อยหอบ พอนั่งได้ที่แล้วก็ถอดหมวกคลุมหน้าออก นางมาถึงเร็วจนเกินไป จึงทำให้มาถึงเป็คนแรก เลยต้องมานั่งทำหน้าเบื่อหน่ายจ้องหน้ากับซิงซิงสองคน
“อาซิงของข้า”
“เ้าค่ะคุณหนู”
“จากมานานเช่นนี้ เ้าคิดถึงพวกอาเหว่ยหรือไม่”
คุณหนูของนางจู่ๆ เล่นถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเช่นนี้นางก็อดนิ่งคิดเสียนานไม่ได้
“คุณหนูถามอะไรกันเ้าคะ บ่าวย่อมต้องคิดถึงพวกเขาอยู่แล้วเราจากมาตั้งครึ่งเดือนเชียวนะเ้าคะ”
“ข้าได้ยินมาว่าจางเหว่ยกำลังเดินทางมาหาน้าจิ้งที่นี่” เสวี่ยเหมยทำเป็ไม่สนว่าตอนนี้สาวใช้ด้านข้างเผลอยิ้มออกมาน้อยๆ ด้วยความดีใจ “เห็นว่าพอขบวนของพวกเราเคลื่อนออกมาได้หนึ่งอาทิตย์ ด้วยความคิดถึง...” นางตั้งใจหยุดพูดสักครู่ แล้วหันไปมองซิงซิงก็เห็นสาวใช้ก้มหน้างุดเขินอายจึงพูดต่อไปเพื่อช่วยลดอาการเขินให้ “ด้วยความคิดถึงแม่ของเขามาก จึงรีบควบม้าเร็วเร่งเดินทางมาแล้ว น่าจะถึงวันนี้นี่แหละ”
“วันนี้หรือเ้าค่ะ” ซิงซิงตาเป็ประกายขึ้นมาทันที ทำให้เสวี่ยเหมยยิ่งรักพี่สาวโฉมงามของนางยิ่งขึ้นไปอีก
เสวี่ยเหมยพยักหน้าตอบนางก่อนจะรินชาแก้กระหายน้ำ โดยไม่รอให้ซิงซิงรินให้ พอน้ำชาลงไปถึงท้องก็ชื่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว ชาชนิดนี้มีสรรพคุณแก้ร้อนเป็พิเศษจึงทำให้นางเริ่มหายใจสะดวกและโล่งขึ้น
“ก็นึกว่าคุณหนูบ้านไหน ที่แท้ก็คุณหนูเหมยบุตรสาวท่านแม่ทัพเสวี่ย”
จู่ๆ เสียงเล็กแหลมก็ดังแทรกขึ้น พร้อมกับสตรีสองนางที่ก้าวเดินเข้ามาช้าๆ สตรีผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็หญิงงามของเมืองฟาไฉ่ เก่งทุกด้านของงานอิสตรี และเป็บุตรสาวภรรยาเอกของอัครเสนาบดีเมิ่งแห่งเมืองหลวง
“คุณหนูเมิ่ง” พอสตรีนางนี้เดินเข้ามาก็ทำเอาบรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที อย่างกับว่าเมิ่งชีหร่านกับบรรยากาศเช่นนี้เป็สิ่งคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร จนเสวี่ยเหมยจึงต้องยอมเอ่ยชื่ออีกฝ่ายออกมา
“ห้องนี้คุณหนูเหมยจองแล้วหรือ อภัยให้ด้วย...สงสัยข้าจะเข้าห้องผิด” หญิงสาวย่างเข้ามาหยุดตรงหน้า ก่อนจะขออภัยอย่างน่าสงสาร
น่าสงสารหรือ...
น่าสงสารตาย!
“คุณหนูเมิ่งก็กล่าวเกินไป ข้าไม่เคยถือโทษผู้ใดอยู่แล้ว”
“เพราะคุณหนูจิตใจดีเช่นนี้เอง หรงจวิ้นเขาเลยทำดีกับท่านเช่นนั้น บุรุษของข้าชอบหว่านเสน่ห์เสียจริง” พอกล่าวจบนางก็หันไปหัวเราะชอบใจกับสาวใช้ด้านข้างกันสองคน
บุรุษของเมิ่งชีหร่านงั้นหรือ ถึงใครจะมาพูดให้ตายยังไงเสวี่ยเหมยก็ไม่สนใจสักนิด มาคิดทบทวนดูแล้วนางรู้ว่าเขาหาได้สนใจคุณหนูเมิ่งผู้นี้แน่นอน วันก่อนที่นางกล่าวหาว่าเขาเ้าชู้ภายในใจ คงเป็เพราะว่านางเกิดอาการ ‘หวงของ’ ก็เท่านั้น
เพราะในงานคืนนั้น เขาก็หาได้เก็บโฉมงามผู้นี้มาใส่ใจไม่
“ขอบคุณคุณหนูเมิ่งที่กล่าวชม แล้วคุณหนูเจอห้องที่จองไว้หรือยังเล่า”
เห็นเสวี่ยเหมยตอบกลับโดยปราศจากสีหน้าใดๆ แถมยังเอ่ยไล่นางเป็นัยๆ เมิ่งชีหร่านก็อดลอบกำกระโปรงด้านข้างแน่นจนเป็รอยด้วยความโมโหไม่ได้ “งั้นข้าก็ขอตัวไปหาก่อนแล้ว ไว้พบกันครั้งหน้า” เมิ่งชีหร่านฝืนยิ้มอ่อนโยน รีบเก็บสีหน้าที่คิ้วเริ่มขมวดไปมาจนแทบจะควบคุมไม่ไหวแล้ว
“ไม่ส่งนะ” เสวี่ยเหมยตอบนิ่งๆ น้ำเสียงหนักแน่นก่อนหันหน้าไปจ้องตาเขม็งเปิดเผยอย่างดุดัน
“เ้า!” ในที่สุดเมิ่งชีหร่านก็ไม่เก็บกริยาอ่อนโยนอะไรอีกแล้ว ยกนิ้วชี้หน้าเสวี่ยเหมยอย่างไม่ยอม นิ้วชี้เรียวยาวสั่นเกร็งด้วยความโมโห ดวงหน้างดงามกว่านางที่ตอนนี้กำลังจ้องมองกลับมาอย่างไร้มารยาท จึงทำให้นางะเิออกมาในที่สุด “เ้ามันหญิงนิสัยก้าวร้าว พวกผู้ชายเข้าหาเ้าเพียงแค่หน้าตาสวยงามเท่านั้นแหละ!”
“เ้ามาหาว่าคุณหนูของข้าก้าวร้าว แล้วตัวท่านในยามนี้ต่างอะไรกันเล่า!” ซิงซิงทนไม่ไหวลุกขึ้นมาชี้หน้านางเช่นกัน
“สาวใช้อย่างเ้าอย่ามายุ่ง!” เมิ่งชีหร่านเห็นหน้าซิงซิงชัดเจนเป็ครั้งแรกก็ตอนลุกขึ้นมาต่อกรกับนางในตอนนี้ นี่มันอะไรกัน! ใบหน้าแบบนี้ น่าโมโหทั้งนายทั้งบ่าว ความริษยาในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น “พวกเ้ามันก็เหมือนกันทั้งเ้านายทั้งสาวใช้ หน้าตาเหมือนนางจิ้งจอกไว้ล่อลวงบุรุษเท่านั้น!”
ซิงซิงโกรธเืขึ้นหน้าจะพุ่งเข้าไปหาเมิ่งชีหร่านอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จะว่านางก็ว่าเถอะ แต่ห้ามมาว่าคุณหนูของนางเด็ดขาด!
“เกิดเื่อะไรกันขึ้น”
ยามพวกจ้าวหนิงก้าวเข้ามาในห้องก็มองเห็นคุณหนูเมิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็โฉมงามของเมืองหลวงกำลังชี้หน้าด่าสหายตัวเองอยู่ ไม่เว้นแม้แต่สาวใช้ของเสวี่ยเหมยที่กำลังจะง้างฝ่ามือไปทางฝ่ายตรงหน้า เหลือก็เพียงแต่สาวใช้คุณหนูเมิ่งที่ยืนมองเหตุการณ์อย่างไม่ทุกข์ร้อนอันใดคล้ายกับว่าชินกับเื่เช่นนี้อยู่แล้ว ส่วนเสวี่ยเหมยก็นั่งจิบชามองดูสถานการณ์เงียบๆ ไม่โมโหไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
เมิ่งชีหร่านเห็นว่าคนของอีกฝ่ายเริ่มทยอยเข้ามา ก็รีบเก็บอาการลงไปบางส่วน แต่ก็ยังมีความโมโหอยู่ไม่น้อย “เชิญพวกเ้ามีความสุขกันไปเถอะ คุณหนูแม่ทัพใหญ่ทิศทักษิณบุตรสาวภรรยาเอก คบหากับลูกอนุของจวนแม่ทัพบูรพา”
เมิ่งชีหร่านส่งเสียงหึในลำคอยามนางพูดเสร็จก็ฉายสีหน้าแสยะยิ้มพอใจ เดินออกไปอย่างไม่สนสายตาตะลึงของพวกจ้าวหนิง แม้จะผิดคาดและคิดไม่ถึงว่าวาจานางจะร้ายกาจเช่นนี้ แต่มาดูถูกพวกนางแบบนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือไงเล่า
“พวกเ้าอย่าไปสนคำพูดของนางเลย” เสวี่ยเหมยเห็นสหายเริ่มชักสีหน้าเศร้าใจ นางก็รีบร้องเรียกเตือนสติ “มานั่งเถอะข้าหิวแล้วนะ”
พอนางพูดจบก็เรียกเสียงหัวเราะให้ผู้คนอีกครั้ง ซิงซิงได้แต่ส่ายหัวเบาๆ คุณหนูของนางเอะอะก็จบด้วยเื่อาหารตลอด