บทที่ 38
เสียงเรียกของหญิงสาวดังขึ้นมาเรียกร้องความสนใจให้โอ๊ตหันไปมอง เขาหรี่ตามองใบหน้าของเธอเล็กน้อย เหมือนกับว่าเขาเคยพบเจอเธอที่ไหนสักที่หนึ่ง แต่ก็ยังนึกไม่ออก หญิงสาวที่เห็นสีหน้าของโอ๊ตอย่างนั้นเธอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขึ้นมาเพื่อเอ่ยถึงความหลังที่พวกเขาพบเจอกัน“ตอนนั้นไง ที่พบกับชายชราหมดสติข้างถนนน่ะ.. เราเจอกันที่นั่น” ใช่แล้ว เธอคือแพทย์หญิงที่เขาพบข้างถนนในตอนที่ช่วยเหลือชุนตงอยู่นั่นเอง ในตอนนั้นเขาค่อนข้างจะรีบร้อน จึงทำให้เขาลืมไปเลยว่าเคยพบเจอกับเธอ“เออ...ครับ เป็นคุณหมอนั่นเอง” โอ๊ตกล่าวตอบไปเท่านี้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบกลับเช่นไรดี เพราะจริงๆแล้ว พื้นฐานของพวกเขาคือเป็นคนไม่รู้จักกันเท่านั้น มันไม่มีเรื่องให้ต้องทัก ถ้าจะทักแบบ ‘อ้าวไม่เจอกันนานเลย’ หรือ ‘เป็นอย่างไรบ้างสบายดีไหมครับคุณหมอ’ มันก็จะดูแปลกๆหรือเปล่า“นายเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลอื่นอย่างนั้นสินะ จริงสิ! ฉันชื่อหญิงนะ แล้วนายชื่ออะไรล่ะ?..” หญิงค่อนข้างดีใจที่ได้พบกับชายปริศนาคนที่กำลังตามหาก่อนกำหนด แน่นอนว่าเธอมีอะไรอยากจะถามอีกมากมาย ชายคนนี้จะต้องมีความรู้ทางการแพทย์อยู่เยอะแน่นอน เธอคาดหวังกับเรื่องนี้ไม่น้อย“เปล่าหรอกครับ ผมเป็นแค่นักศึกษาปี 4 เท่านั้น.. ส่วนชื่อ ผมชื่อโอ๊ตครับคุณหมอ..” โอ๊ตกล่าวตอบด้วยสีหน้านิ่งๆ เหมือนกับว่าเขาก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร หญิงที่ได้ยินอย่างนั้นถึงกับขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม กับคำว่านักศึกษาปี 4 หรือถ้าในคณะแพทย์จริงๆแล้ว ปี4 นี่ยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะรักษาคนป่วยเลยด้วยซ้ำ แต่ตาคนนี้กลับทำการรักษาที่แม้แต่อาจารย์หมอยังต้องอึ้งเมื่อได้พบเห็น“นี่นายอำฉันเล่นใช่หรือเปล่า.. ฮ่าๆ นายเป็นคนรักษาโรคของคุณชุนตงให้หายขาด.. แค่นี้มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่านายเป็นแพทย์ฝีมือดีคนหนึ่ง ระดับอาจารย์หมอเลยล่ะนะ..” หญิงกล่าวพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เหมือนกับว่าเรื่องที่โอ๊ตกล่าวมานั้นเป็นเรื่องโจ๊กเรื่องหนึ่งที่เธอเคยได้ยินเท่านั้น โอ๊ตที่เห็นว่ามันอาจจะยุ่งยาก และมีผลต่ออนาคตของเขา โอ๊ตจึงหยิบสิ่งที่เรียกว่า ‘บัตรประจำตัวนักศึกษา’ เพื่อแสดงตัวตนกับเธอ“นี่คือบัตรนักศึกษาของผม.. ส่วนอันนี้คือบัตรประชาชนของผม คุณสามารถเปรียบเทียบกับตัวของผมได้เลย.. แล้วก็เรื่องของคุณตานั้น ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ผมก็แค่ประคองตัวเขาขึ้นมาเท่านั้นเอง ถ้าเขาหายแล้วก็ยินดีด้วยครับ..” โอ๊ตชี้ไปที่รูปทั้งสองบัตรกับใบหน้าของตัวเองให้เธอเปรียบเทียบ ก่อนจะกล่าวถึงการปฏิเสธว่าเขาเป็นคนรักษาชุนตง เพื่อป้องกันเรื่องวุ่นวาย“เป็นไปได้ยังไงกัน!.. ‘นายภาวิน สุวรรณ’ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ สาขาการจัดการทรัพยากรพลังงาน ปี 4 .. บ้าน่า! แล้วเรื่องของคนไข้บันยาล่ะ นายก็เป็นคนรักษาเธอไม่ใช่เหรอ.. เรื่องแพนเค้กรักษานั้นนายจะอธิบายว่ายังไง..” หญิงกล่าวพร้อมกับทำตาตื่น โอ๊ตเองก็มองไปที่แพทย์สาวอย่างไม่เข้าใจ สิ่งแรกเลยที่ไม่เข้าใจ คือทำไมเธอต้องอ่านทั้งชื่อทั้งนามสกุลของเขาด้วย ถึงในบัตรประชาชนนี้จะแสดงเป็นนามสกุลอื่น แต่มันก็ยังมีเค้าเดิมมาจาก ณ สุวรรณภูมิอยู่ดี คุณแม่เล่าให้ฟังในวัยเด็กว่าอย่างน้อยก็มีไว้เพื่อรำลึกถึงรากเหง้าตระกูลของตัวเอง ถึงเขาตอนนี้จะเกลียดมันสักแค่ไหน อยากจะเปลี่ยนมันเป็นอย่างอื่นมากแค่ไหน แต่เมื่อนึกถึงรอยยิ้ม และคำพูดของแม่นั้น ทำให้เขาทำมันไม่ลงจริงๆ ส่วนเรื่องที่สองคือไอ้คำว่า ‘แพนเค้กรักษา’ นั้นมันหมายความว่ายังไง แล้วไหนจะเกี่ยวกับพี่บันยาอีก ‘เธอไปรู้อะไรมาอีกงั้นเหรอ... ไม่ได้ละ เราต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรเลยจะดีกว่า’ โอ๊ตคิดในใจ “มันคืออะไรเหรอครับ แพนเค้กรักษานั่นน่ะ... แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับพี่สาวบันยากัน ผมงงไปหมดแล้วว่าคุณหมอต้องการจะสื่ออะไร หรือต้องการได้ยินอะไรจากผม..” เรื่องของการรักษาบันยานั้นเขาไม่อยากจะพูดออกไป ถึงยังไงพวกเขาก็มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอัน ดังนั้นจะมาบอกว่าเขาเป็นคนที่รักษาให้ไม่ได้หรอก อีกอย่างนี่มันก็เป็นปัญหาอีกหนึ่งเรื่องที่เขาต้องตามแก้ และเขาเลือกที่จะตีเนียนไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป“ก็..นายเป็นคนขายแพนเค้กที่กำลังดังคนนั้นไม่ใช่เหรอ.. ไม่สิ! ต้องถามว่านายเป็นคนทำแพนเค้กให้กับคนไข้บันยาทานใช่ไหม..”หญิงที่ยังไม่อยากเชื่อความจริงมันเป็นเรื่องตั้งแต่แพนเค้กรักษากระดูกอะไรนั่นแล้ว และยังจะเป็นเรื่องของชายหนุ่มคนนี้ที่ยังเรียนอยู่ปี 4 นั้นเอง แถมมันยังไม่ใช่สาขาที่เกี่ยวกับการแพทย์เลยด้วยซ้ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งมึนหัว โอ๊ตเองก็เช่นกัน เขาตงิดกับไอ้คำว่า ‘คนขายแพนเค้กที่กำลังดัง’ อยู่ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ประเด็น เขาจะต้องเนียนเรื่องของบันยาไปก่อนที่มันจะบานปลาย“.. ผมเป็นคนทำแพนเค้กให้พี่บันยากินเอง แล้วมันยังไงล่ะครับ” โอ๊ตกล่าวตีเนียน“ก็นั่นไง.. คนไข้บันยาบอกกับฉันว่าหลังจากที่ได้ทานแพนเค้กของนายแล้ว กระดูกที่ร้าวของเธอก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย มันต้องเป็นเพราะแพนเค้กของนายแน่นอน..” หญิงกล่าวออกมาอย่างนั้น ทำให้โอ๊ตถึงกับอยากจะมองบนจริงๆ ถึงเขาจะคนที่รักษาพี่บันยากับมือก็จริง แต่ใครเขาจะไปเชื่อกันกับเรื่องที่ว่ากินแพนเค้กแล้วหายจากอาการกระดูกร้าว“คุณหมอ.. คุณหมอจะเชื่อเรื่องอย่างนี้จริงๆอย่างนั้นเหรอครับ กินแพนเค้กแล้วหายเนี่ยนะ ผมทำขายอันละ 30-40 บาท ถ้ามันทำให้กระดูกร้าวหายได้จริง ผมคงตั้งราคาสักหมื่นสองหมื่นไปแล้ว.. อีกอย่างนี่มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาซะเลยนะครับ..” โอ๊ตกล่าวปฏิเสธอย่างมีเหตุ และผล แต่ทว่าหญิงก็เหมือนจะยังไม่พอใจอยู่ดี“ฉันก็ไม่ได้อยากจะเชื่อหรอกนะ ถ้ามันยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวของฉันเอง ฉันก็จะไม่เชื่ออะไรทั้งนั้น เหตุผลที่ฉันพูด ฉันถามกับนาย ก็แค่เพียงอยากจะรู้ว่าอาการของคนทั้งสองที่นายบังเอิญพบเจอ บังเอิญรู้จักนั้น มันเป็นแค่ความบังเอิญหรือเป็นฝีมือนายกันแน่.. มันก็เท่านั้น และฉันจะพิสูจน์จนกว่าฉันจะพอใจเอง นายไม่ต้องห่วง..”หมอหญิงกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ที่บูดเล็กน้อย จากประโยคที่ชายหนุ่มคนนั้นกล่าว เหมือนเป็นการดูถูกถูกแคลนเธอชัดๆ มันดูเหมือนเธอเป็นพวกที่เชื่ออะไรงมงายอย่างไรอย่างนั้น โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากจะเถียงหรือพูดอะไรไปมากกว่านี้ให้ความมันแตก เขาจึงถอนหายใจเล็กน้อยเพื่อความเนียนก่อนจะกล่าว“เฮ้อออ อยากจะทำอะไรก็ทำตามสบายเลยครับ ผมเองก็เหนื่อยใจกับพวกคนอย่างคุณจริงๆ..” โอ๊ตกล่าวอย่างเหนื่อยใจกับผู้คนที่เขาเพิ่งจะรู้จักพวกนี้จริงๆ แต่ละคน จิตไม่ค่อยจะสมประกอบสักเท่าไร“นายพูดเองนะ ถ้าอย่างนั้นนายก็ทำแพนเค้กนั้นมาให้ฉันกินซะ..” หญิงกล่าว“บอกไว้ก่อนว่าฉันคิดเงินนะ ไม่ได้จะให้เธอฟรีๆ..” โอ๊ตชิ่งกล่าวเตือนเอาไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าจะอ้างเรื่องอย่างพวกที่จะเอามันไปวิจัย หรือทำเพื่อนู่นเพื่อนี่ และไม่ยอมจ่ายเงินให้กับเขาหรอกนะ หญิงที่ได้ยินอย่างนั้นก็หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความโกรธ“รู้แล้วย่ะ.. นายเห็นฉันเป็นคนยังไงกัน! เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉันอยู่แล้ว..” หญิงกล่าว“โอเคๆ ผมก็นึกว่าคุณจะใช้เรื่องนี้แอบเนียนมาขอกินฟรีซะอีก.. ถ้าคุณต้องการจะซื้อมัน ผมขอแนะนำให้คุณไปที่โรงเรียนคอสมาตินก่อนจะเลิกเรียน เวลานั้นคนจะไม่ค่อยเยอะสักเท่าไร..” โอ๊ตกล่าวหวังจะปิดบทสนทนานี้ แต่ทว่าเขาก็ถูกถามนู่นถามนี่โดยหญิงตลอดเวลา ทำให้นึกรำคาญไม่น้อย ‘เมื่อไรจะถึงคิวของฉันกันล่ะเนี่ยยย รำคาญยัยหมอคนนี้จริงๆ..’ เป็นเวลากว่า 20 นาทีที่แสนจะทรมานใจของโอ๊ตที่จะต้องทนกับเสียงแมลงงุงงิงอยู่ข้างหูตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่เขากำลังจะลุกไปทำธุรกรรมทางการเงินนี้ก็ไม่เว้น..“ฉันจะจับตาดูนายเอาไว้ จนกว่าฉันจะหายสงสัยในตัวนาย..จำเอาไว้”โอ๊ตที่ได้ยินคุณหมอพูดกล่าวกับเขา ก็คิดในใจว่าคุณหมอคนนี้เป็นเด็กหรือยังไง ทั้งๆที่อายุเยอะกว่าเขาแท้ๆ แต่กลับทำตัวไร้ซึ่งเหตุ และผลอยู่อย่างนั้น เท่ากับว่าในตอนนี้เขามีปัญหามาเพิ่มอีกหนึ่งเรื่องแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งเหนื่อยใจ ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามานั่งยังโต๊ะหมายเลขที่เขาถูกเรียก“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า.. คุณลูกค้าต้องการที่จะเปิดบัญชีใหม่ใช่ไหมคะ...” พนักงานธนาคารกล่าวถามกับเขาอย่างสุภาพ โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็ต้องปรับอารมณ์เล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบกลับไป“ใช่ครับ แล้วก็อยากจะทำการโยกเงินเล็กน้อยจากบัญชีหลักเข้าบัญชีใหม่นี้ด้วยน่ะครับ” โอ๊ตกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของตัวเองทันที เขาจะเสียเวลาตรงนี้นานมากไม่ได้ เพราะตอนนี้มันก็บ่ายสองครึ่งแล้ว“ได้ค่ะคุณลูกค้า ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอบัตรประชาชนของคุณลูกค้าด้วยค่ะ แล้วก็สมุดบัญชีเดิมของคุณลูกค้า เพื่อที่จะได้สะดวกในการทำธุรกรรมต่อไป..” พนักงานกล่าว โอ๊ตก็หยิบทุกอย่างที่เธอร้องขอมาให้ แน่นอนว่าสมุดมันไม่ได้ถูกอัปให้เป็นยอดปัจจุบัน ครั้งล่าสุดที่มันถูกอัปก็เมื่อสองเดือนที่แล้ว ดังนั้นเธอจึงจัดการเหมือนกับปกติ“บัญชีตัวใหม่ คุณลูกค้าต้องการเป็นบัญชีแบบไหนคะ เอาไว้สำหรับการลงทุนหรือเพียงแค่บัญชีออมทรัพย์เฉยๆ..” เธอกล่าวถามกับโอ๊ตตามหลักขั้นตอนปกติ แต่โอ๊ตยังไม่ทันที่จะตอบแม้แต่คำเดียว พนักงานคนนี้ก็หน้าซีดเซียวในทันที ขณะที่เธอกำลังมองจอแสดงผลตรงหน้า“เอ๊ะ!.. สามแสนกว่าล้าน!..” เธอกล่าว พร้อมกับมองใบหน้าของโอ๊ตสลับกับจอคอมอย่างตกใจ..