บทที่ 55
โอ๊ตที่ไม่ได้สนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากสักเท่าไร ในตอนนี้เขากำลังปาดเหงื่อของตัวเองสำหรับการลงแป้งบนกระทะร้อนๆเป็นชุดสุดท้ายแล้ว โดยมีเหล่านักเลงปากเก่งถูกมัดเอาไว้ตรงลานหน้าหอพัก แน่นอนว่าคนเยอะ และเสียงดังมากขนาดนี้ ป้าเพ็ญกับครอบครัวของบันยาเองก็ออกมาดูสถานการณ์บ้างเป็นบางครั้ง แต่พวกเธอก็ไม่กล้าออกมาจากห้องพักเพราะความปลอดภัยของตนเอง“เอานี่เป็นส่วนของคุณหมอทั้งสองคนนะครับ.. คนละ 5 ชิ้น หรือก็คือคนละ 200 บาทครับ” โอ๊ตหยิบถุงที่มีแพนเค้ก 5 ชิ้นสองถุงให้กับคุณหมอพลอย และคุณหมอหญิง ทั้งสองเองก็รับ และจ่ายเงินอย่างงงๆ ในสถานการณ์อย่างนี้ใครมันจะไปกล้ากินอะไรลงกัน นั่นคือความคิดของทั้งสองในเวลานี้ พวกเธอได้แต่ถือแพนเค้กเอาไว้อยู่อย่างนั้น“ผมกลับมาแล้วขอรับคุณชาย!..” กิตติกล่าวพร้อมกับลากจูงเจ้าหมูตอนภาคภูมิ กับสมหวังบอสแห่งสิ้นปราณีลิซซิ่งมาด้วย พวกมันถูกเชือกมัดเอาไว้ตรงคอเหมือนกับหมูกับหมาเลยก็ว่าได้ โอ๊ตที่เห็นอย่างนั้นก็ถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะหน้าตาของคนที่กิตติลากจูงมานั้นมันช่างคุ้นจริงๆ และแล้วเขาก็นึกออก“อ่อ.. เจ้านั่นคือเจ้าหมูตอนภาคๆอะไรสักอย่างที่ไล่ฉันออกมาจากภัตตาคารเมื่อตอนบ่ายนี่นา.. แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าพวกนี้อีกล่ะ” โอ๊ตทำท่าทางนึกคิดอย่างสงสัยก่อนจะกล่าวออกมาอย่างไม่เข้าใจ เรื่องเมื่อตอนบ่ายมันน่าจะถูกเคลียร์ไปทุกอย่างแล้วนี่นา แล้วมันมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ยังไง“ขออภัยขอรับคุณชาย! เจ้าหมูตอนนี่คือนายทุนของพวกมันขอรับ..” กิตติกล่าวรายงาน“ห๊ะ!.. มันอีกแล้วเหรอ ขยันหาเรื่องจริงๆเลยนะ” โอ๊ตกล่าว แต่เขาก็ยังไม่ได้สนใจอะไร เพราะมันเป็นเวลาเดียวกับที่ต้องพลิกด้านของแพนเค้กพอดี ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ถึงกับเงียบรอเจ้านายทำธุระ“จริงสิ! แล้วใครเป็นคนที่จับตัวมันมาได้กันล่ะ..” โอ๊ตที่พลิกแพนเค้กเสร็จก็เอ่ยถามออกมา กิตติที่ได้ยินอย่างนั้นก็ก้มหัวลง ก่อนจะรายงานตามความจริง และด้วยเกียรติแห่งพ่อบ้านของตระกูล เขาซื่อสัตย์มากพอที่จะพูดความจริงกับเจ้านาย“เป็นบอดี้การ์ดคนนี้ที่เข้าไปถึงด้านหน้าก่อนใครเพื่อนขอรับคุณชาย..” กิตติกล่าวก่อนจะชี้ไปที่บอดี้การ์ดคนที่ถีบประตู และจัดการกับพวกสมหวัง และเจ้าหมูตอนภาคภูมิ“อย่างนั้นเหรอ.. ตามสัญญาเอาไปสิ! ของนายคนเดียว 6 ชิ้น จะเอาแบ่งกับคนอื่นหรือจะกินเองคนเดียวหมดก็แล้วแต่แกก็แล้ว” แน่นอนว่าบอดี้การ์ดที่รับแพนเค้กมานั้นได้ยินสิ่งที่เจ้านายกล่าว มีหรือที่เขาจะกล้าทานคนเดียวมันทั้งหมด แม้จะเศร้าๆไปบ้าง แต่เขาก็แบ่งให้กับเพื่อนๆทุกคนคนละนิดคนละหน่อย“เอาล่ะ.. เสร็จแล้วทั้งหมด ในถุงสองถุงนี้มีแพนเค้กถุงละ 100 ชิ้น ... ส่วนถุงเล็กนี้มี 40 ชิ้น ก็เอาไปแบ่งกันก็แล้วกัน.. ครบแล้วนะ ต่อไปก็เรื่องของเจ้าพวกนี้ เอายังไงกับพวกมันดีนะ” โอ๊ตยื่นถุงที่บรรจุแพนเค้กตามออเดอร์ของตาแก่ให้กับกิตติ และอีก 40 ชิ้นของพวกบอดี้การ์ดให้เอาไปแบ่งกันกิน วันนี้พวกมันก็ทำผลงานได้ดีเกินคาด ต่อมาก็จะเป็นเรื่องของพวกนักเลง 40 กว่าคนกับหัวหน้าอย่างสมหวัง และนายทุนหมูตอน“คุณชายขอรับ.. ผมต้องขออภัยที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคุณชาย หากผมรู้ก่อนหน้านี้ ผมจะรีบจัดการพวกมันด้วยตัวเอง ก่อนที่มันจะสร้างปัญหาให้กับท่านอย่างแน่นอนขอรับ..” ภาคภูมิรีบกล่าวเอาตัวรอดก่อนเลยคนแรก แม้ว่าสมหวังจะไม่ทราบว่าคุณชายท่านนี้เป็นใคร แต่เมื่อเห็นว่าเจ้านายทุนกล่าวกับเขาอย่างเคารพเช่นนี้ เขาก็ไม่อาจจะละเลยไปได้“คุณชายขอรับ ข้าน้อยเป็นเพียงแค่ลูกน้องตัวเล็กๆ.. เหตุผลที่เราต้องทำตามที่ภาคภูมิคนนี้สั่ง มันเป็นเพราะอิทธิพล และอำนาจของเขา ..สิ่งที่ผมพยายามจะสื่อก็คือผมกแค่ทำตามคำสั่งของเขาเท่านั้นขอรับ” ภาคภูมิกล่าวออกมาเช่นกัน เขาไม่ใช่คนโง่ที่มองไม่ออกถึงสถานการณ์ดังกล่าว“ฉันได้ถามหรือยัง.. ไม่เห็นหรือยังไงว่าฉันกำลังใช้ความคิดอยู่น่ะ...”โอ๊ตกล่าวพร้อมกับกุมคางใช้ความคิด ถึงเขาจะไม่ค่อยชอบเจ้าหมูตอนนี่สักเท่าไร แต่เขาก็รู้ว่ามันเป็นปู่น้อยของมนต์เพื่อนที่เรียนสาขาเดียวกัน ถ้าเขาจะลงโทษสถานหนักมันก็อาจจะทำให้พวกเขามองหน้ากันไม่ติด และยิ่งมนต์เป็นถึงหัวหน้าหรือตัวแทนของสาขา ถ้าเขามีปัญหากับเธอก็คงจะจบไม่สวยเช่นกัน“ถ้าคุณชายไม่ได้ถามอย่าเสร่อ เข้าใจ๊!...” บอดี้การ์ดที่ถือเชือกจูงทั้งสอง ลงมือกระทืบทั้งสองคนไปคนละทีสองที เพื่อให้มันทำความเข้าใจถึงกฎของคุณชาย ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ได้ผลลัพธ์ที่ดี ‘คงจะต้องเคลียร์ไปทีละเรื่องล่ะนะ.. ก่อนอื่นก็สัญญากู้ของลุงเกษม’ โอ๊ตคิดในใจ จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดที่มันวุ่นวายอยู่ตอนนี้ก็คือสัญญาเงินกู้ของลุงเกษมเท่านั้น เรื่องอื่นๆหรือคนอื่นๆเขาก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น และมันก็ทำให้เขาอดที่จะหันไปมองลุงเกษมไม่ได้จริงๆ“เอาล่ะ แกคนนั้นน่ะ เอาสัญญาของลุงเกษมออกมาซะ!..” โอ๊ตชี้ไปที่สมหวังก่อนจะสั่งให้มันเอาเอกสารเงินกู้ของลุงเกษมออกมา เพื่อที่จะได้เอามาทำลายต่อไป แต่ทว่าเจ้าสมหวังก็ต้องหน้าซีดรวมถึงกิตติด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าเขาจะลืมว่าต้องเอาตัวสัญญามาด้วย“เออ..คือว่าตัวสัญญาของลูกค้าอยู่ที่ออฟฟิศทั้งหมดน่ะครับ.. เออ ถ้าท่านชายต้องการผมยินดีจะมอบให้ทั้งหมดเลยขอรับ” สมหวังกล่าว โอ๊ตที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับตบหน้าผากตัวเอง กิตติไม่เคยพลาดอย่างนี้มาก่อน แต่มันก็คงจะมีบ้างที่พ่อบ้านใหญ่จะทำงานพลาดกันบ้าง“แก.. รีบคุมตัวมันไปเอาสัญญาที่ว่ามาให้เร็วที่สุดอย่าให้คุณชายรอนาน” กิตติกล่าวกับบอดี้การ์ดคนเดิมที่ได้รับผลงานจับกุม แน่นอนว่ามันก็รีบวิ่งลากคอของเจ้าสมหวังตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว“เฮ้ออ ให้มันได้อย่างนี้สิ!.. ส่วนแก ฉันจะทำยังไงดีนะ..อื้มมม” โอ๊ตกล่าวอย่างจนใจ ก่อนที่เขาจะหยิบมือถือเครื่องเก่าของเขาออกมา และเลื่อนหาเบอร์โทรเบอร์หนึ่งที่เขาไม่คิดว่าจะต้องโทรไป แน่นอนว่ามันเป็นเบอร์ของมนต์ หัวหน้าชั้นปีสาขาของเขา เพราะเขาต้องการที่ยืนยันอะไรสักอย่างจากเธอ“ฮัลโหลสวัสดีครับมนต์..” โอ๊ตกล่าวหลังจากอีกฝ่ายรับสาย ..ก่อนหน้านี้ไม่นาน ณ คฤหาสน์ของเสรี..“นี่ฉันต้องลืมเขาจริงๆอย่างนั้นเหรอ..” มนต์กล่าวกับตัวเองในขณะที่มองรูปถ่ายที่แอบถ่ายโอ๊ตเอาไว้บนโทรศัพท์ของเธอ แน่นอนว่าคำสั่งของคุณปู่มันช่างบีบหัวใจของเธอจริงๆ หลังจากอาบน้ำ แต่งชุดนอนแล้ว เธอพยายามจะหลับตาลง ลืมเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่หัวค่ำ แต่มันก็ไม่ใช่เวลานานปกติ สุดท้ายเธอก็ลงเอยด้วยการมองรูปของเขา คนที่เธอจะต้องลืมให้ได้.. กรี๊งงง! กรี๊งงง! มนต์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ๆก็มีคนโทรเข้ามา และเบอร์ของเธอนอกจากครอบครัวแล้ว ก็จะมีเพื่อนอีกแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่มี แล้วเธอก็ต้องตกใจเพราะเบอร์ที่ไม่คิดว่าเขาจะโทรหาเธอดันโทรเข้ามา ‘คนที่อยากคุย(มาตลอด)’ แน่นอนว่าเธอเริ่มลนลานทำตัวไม่ถูก จากท่าที่นอนๆอยู่ก็สะดุ้งตัวลุกขึ้นมา“รับ หรือไม่รับดี.. ฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย..” มนต์จ้องมองเบอร์ของโอ๊ตอยู่พักหนึ่ง เธอไม่แน่ใจว่าจะรับหรือไม่รับสายของเขาดี แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะรับสายเพื่อทำให้เหมือนกับมันเป็นเรื่องปกติ“ฮัลโหลสวัสดีครับมนต์..” โอ๊ตกล่าวออกมาเช่นนั้น สีหน้าของภาคภูมิก็เปลี่ยนไปในทันที ‘มนต์.. หรือว่าจะเป็นหลานมนต์’ ภาคภูมิได้แต่คิดในใจ และมองไปที่คุณชายภาวิน และสายตาที่เขาได้รับจากคุณชายนั้นก็คือสายตาราวกับปีศาจ เขาได้แต่โทษตัวเอง จากเรื่องไม่เป็นเรื่องทำไมมันถึงได้เป็นแบบนี้ หลานรักของเขาจะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไป แต่ทว่ามันไม่ใช่กับมนต์ที่ตอนนี้หัวใจของเธอเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ มันเป็นความรู้สึกที่อยากจะรู้สึกมานานมากแล้ว เมื่อได้ยินเสียงของเขาผ่านทางสายโทรศัพท์ เธอไอออกมาเล็กน้อย เพื่อปรับน้ำเสียงให้ดูเป็นปกติให้มากที่สุด“สวัสดีจ้ะโอ๊ต.. โทรมามีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” มนต์กล่าวพร้อมกับพยายามตีหัวของตัวเองไปหลายที ทำนองว่า ‘เธอพูดอะไรของเธอออกไปเนี้ย’ ตอนนี้สิ่งที่เรียกว่าตัวของตัวเองไม่มีอยู่ในตัวของมนต์แล้ว“เออ.. กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะมนต์” โอ๊ตกล่าวออกมาพร้อมกับจิกตามองไปที่ภาคภูมิ ก่อนจะวาดมือแปลก เพื่อทดสอบปฏิกิริยาอะไรบางอย่างจากภาคภูมิ แน่นอนว่าภาคภูมินั้นเข้าใจดีว่าคุณชายหมายถึงอะไร แต่ภาพนั้นมันไม่ได้ผ่านสายตาให้กับมนต์ที่หัวใจกำลังพองโตได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย เมื่อเธอได้ยินที่โอ๊ตถาม เธอก็รีบตอบกลับไปเลยในทันทีอย่างไม่มีความลังเล“เปล่า..มนต์ว่างอยู่พอดี โอ๊ตมีอะไรก็พูดมาได้เลยนะ..” มนต์กล่าว พร้อมกับในหัวที่คิดอยู่หลายคำพูดที่เขาอาจจะพูดออกมา หัวใจเต้นตุบๆลุ้นจนมันแทบจะหลุดออกมาจากอก“คือเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับคุณปู่น้อยของมนต์น่ะ คือว่าอย่างนี้นะ..” โอ๊ตพยายามจะกล่าวกับมนต์อย่างวกวน จนในที่สุดภาคภูมิก็เริ่มทนไม่ไหว เขาก้มหัวกระแทกดินพร้อมกับกล่าวออกมาทั้งน้ำตา“เรื่องนี้หลานมนต์ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยขอรับคุณชาย ได้โปรดอย่าดึงหลานของกระผมเข้ามาเกี่ยวข้องเลย จะให้ผมทำอะไรก็ได้ ได้โปรดเถอะขอรับคุณชาย ผมยอมแล้ว..ยอมแล้วจริงๆ..” ภาคภูมิกล่าวออกมาเช่นนั้น แผนที่โอ๊ตอยากจะลองก็สัมฤทธิ์ผลทันที เขารู้อยู่แล้วว่าแผนนี้มันจะต้องใช้ได้ผล..