ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่43 เริ่มการทดสอบ

    บทที่43เริ่มการทดสอบ


              เสียงร้องโอดโอยของหลูอีปั๋วและพวกดังลั่นกระโจมหลังจากที่พวกเขาค้นหาทั้งวันทั้งคืนแต่ไม่สามารถหาตัวของจ้าวเฟยหลงได้เมื่อหมดหนทางจึงบากหน้ากลับไปพบเซี่ยหลี่เฉียง และนั่นทำให้ความโกรธที่สั่งสมของคุณชายรองตระกูลเซี่ยถึงคราวระเบิดออกมาหลูอีปั๋วและพวกพ้องถูกลงโทษด้วยการโบยด้วยแส้อย่างหนักหน่วงจนมีสภาพยับเยินและถูกส่งกลับตระกูล


              “จ้าวเฟยหลง...หลบไปเถอะอย่าให้ข้าจับเจ้าได้ก็แล้วกัน”เซี่ยหลี่เฉียง ร้องคำรามด้วยความโกรธแค้น


              “คุณชายรองโปรดรักษาสุขภาพ อย่าให้คนต่ำต้อยอย่างเขาทำให้ท่านต้องเสียอารมณ์เลย”


            เซี่ยหย่วนเจิงลูกหลานสายรองของตระกูลเซี่ยและลูกน้องคนสนิทเอ่ยออกมา


              “จ้าวเฟยหลงคนนี้มาที่นี่ก็เพราะต้องการมารับการคัดเลือกพวกเราเพียงอดทนรอเชื่อว่าอีกไม่นานคนๆนี้ต้องปรากฏตัวและเมื่อนั้นค่อยจัดการกับเขาก็ยังไม่สาย” เซี่ยหย่วนเจิงส่งสายตายเป็นสัญญาณให้เซี่ยหลี่เฉียง


              “อีกอย่างวันนี้ท่านผู้อาวุโสเซี่ยก็จะมาด้วยเรื่องอะไรก็ล้วนไร้ซึ่งปัญหา”


              เซี่ยหลี่เฉียงเมื่อได้ฟังที่เซี่ยหย่วนเจิงพูดทำให้สงบอารมณ์ของตนเองลงได้ พลางยิ้มออกมา


              “หย่วนเจิงที่เจ้าพูดมานับว่ามีเหตุผล ข้าจะทำตามที่เจ้าว่านั่งรอเฉยๆรอให้มันมาปรากฏตัวและจัดการมันทีเดียว ฮ่าๆๆ”


            เซี่ยหลี่เฉียงหัวเราะลั่นอย่างมีความสุข


              จ้าวเฟยหลงเดินนำหยุนฟู่และไช่ลู่มาที่ลานกว้างหน้าประตูทางเข้าสำนักตงหยางและเช่นเดียวกับทุกๆคน พวกเขากำลังรอเวลาการคัดเลือกที่จะมาถึง


             “เฟยหลงที่นี่มีแต่คนที่เก่งกาจทั้งนั้นเลย ข้าไม่มั่นใจซักนิดเดียว”


             หยุนฟู่ออกอาการตื่นเต้น ตัวสั่นเทิ้มใบหน้าซีดเซียวเช่นเดียวกันกับไช่ลู่ตอนนี้นางกำลังก้มหน้าไม่กล้าสบตาใคร มือทั้งสองบิดไปมา


              “พวกเจ้าอย่ากังวลไปเลยแค่ทำให้ดีที่สุดก็พอ อย่าลืมสิไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป”จ้าวเฟยหลงให้กำลังใจพวกเขาทั้งสองคน


              “เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง”


            เสียงการระเบิดของพลังลมปราณมหาศาลดังมาจากยอดเขาเทียนอี้ ทำให้สายตาของคนกว่าสี่หมื่นหันไปจับจ้องโดยพร้อมเพรียงกันในทันทีจากนั้นมีร่างสามร่างลอยลงมาปรากฏกายที่ประตูทางเข้า


              การเหาะเหินเดินอากาศมีแต่ระดับจ้าวยุทธ์ขึ้นไปที่จะได้รับสิทธิ์นี้เพราะระดับจ้าวยุทธ์สามารถสื่อสารกับพลังฟ้าดินได้โดยตรงและนำพวกมันมาใช้ได้อย่างตามที่ใจต้องการอีกทั้งเข้าใจในกฏเกณฑ์ของฟ้าดินอย่างลึกซึ้งทำให้หลายคนได้แต่แหงนมองด้วยความอิจฉาตาร้อน

              คลื่นพลังของทั้งสามคนที่อยู่ในระดับจ้าวยุทธ์แผ่ออกมาทำให้คนนับหมื่นต้องอึดอัด หายใจไม่ออก หลายคนแทบคุมสติไม่ได้


              “น่ากลัวจริงๆ”


              “ระดับจ้าวยุทธ์มิใช่สิ่งที่คนอย่างเราเข้าใกล้ได้จริงๆ”เสียงของผู้คนที่เข้ามาคัดเลือกเริ่มดังเซ็งแซ่ขึ้น


              “ห่างไกลเหลือเกินเพียงมือข้างเดียวก็ทรงอำนาจมากกว่าพวกเรานับหมื่น” เสียงของหลายคนดังขึ้นมา


              และแล้วเสียงของคนกว่าสี่หมื่นคนก็ดังขึ้นพร้อมๆกัน


              “คารวะท่านผู้อาวุโส” เสียงคนกว่าสี่หมื่นคนดังขึ้นทำให้สะเทือนไปทั้งเขาเทียนอี้


              ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดสวมชุดคลุมสีขาวสวยงาม ผมยาวสีขาวถูกรวบไว้กลางศีรษะพันรอบด้วยผ้าสีขาวเมื่อมองดูแล้วทำให้รู้สึกถึงความสูงส่งและสูงศักดิ์


              ผู้อาวุโสด้านซ้ายมือสวมชุดสีเหลืองสดแผ่อำนาจออกมาน่าเคารพ สวมกวานรูปสิงโตกลางศีรษะพลังปราณเข้มข้นแผ่ออกมารอบๆตัวทำให้ผู้คนต้องยำเกรง


              ผู้อาวุโสด้านขวามือสวมชุดสีแดงนัยน์ตาแข็งกร้าวพลังปราณที่แผ่ออกมาแข็งกร้าว พร้อมสยบทุกคนที่กล้าขวางทางเขา


              “ช่างน่ากลัวจริงๆ”หยุนฟู่กระซิบกระซาบกับจ้าวเฟยหลง


              “เจ้าจะกลัวอะไรพวกเขามาคัดเลือกศิษย์ไม่ได้มาฆ่าคนซะหน่อย” จ้าวเฟยหลงตอบกลับ


              เมื่อเสียงของผู้สมัครเงียบลงผู้อาวุโสที่ยืนด้านหน้าก้าวออกมา


              “ข้ามีนามว่าเฉินถงจู่เป็นผู้อาวุโสสายในพวกเจ้าเรียกข้าว่าผู้อาวุโสเฉินก็ได้ส่วนอีกสองคนที่ยืนข้างหลังข้านี้คือผู้อาวุโสสายนอก ด้ายซ้ายมือคือผู้อาวุโสจางเสี่ยวตงและด้านขวามือคือผู้อาวุโสเซี่ยเส้าฉงต่อไปเมื่อพวกเจ้าได้รับการคัดเลือกย่อมได้รับชี้แนะจากพวกเขา ฉะนั้นจงทำตัวให้ดี”


              “พวกเราทราบแล้ว”ผู้ที่มาสมัครต่างพากันค้อมกายแสดงความเคารพ


              “เฟยหลง ผู้อาวุโสที่แซ่เซี่ยนั่นเจ้าว่าเขาจะเกี่ยวข้องอะไรกับคุณชายรองตระกูลเซี่ยหรือเปล่า”


              หยุนฟู่กระซิบถามด้วยความกังวล


              “ข้าก็เองก็คิดเอาไว้เช่นนั้นเพราะหาไม่แล้วคนแซ่เซี่ยนั่นคงไม่มาสมัครเป็นศิษย์ของที่นี่”


              จ้าวเฟยหลงบอกความคิดของตนออกไป


              “แล้วแบบนี้จะไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเจ้าเหรอ”หยุนฟู่กล่าวด้วยความห่วงใย


              “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าเรามากังวลเรื่องการเข้าเป็นศิษย์ให้ได้ก่อนดีกว่า”


              จ้าวเฟยหลงไม่ได้ใส่เรื่องนี้แม้แต่น้อยจากการประเมินผู้อาวุโสสายนอกทั้งสองคนนั้นจ้าวเฟยหลงพบว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับจ้าวยุทธ์ขั้นหนึ่งซึ่งไม่อาจสร้างปัญหาใดๆแก่เขาได้เลยเฉินถงจู่ผู้อาวุโสสายในต่างหากที่ จ้าวเฟยหลงพบว่าคงยังไม่อาจต่อกรได้หากต้องต่อสู้กัน


              “ถูกต้องแล้ว
    !” ไช่ลู่ เอ่ยออกมาบ้าง


              “หากไม่ได้เข้าเป็นศิษย์ก็แทบไม่มีความจำเป็นต้องกลัวผู้อาวุโสนั่นเลยตอนนี้ต้องกังวลว่าพวกเราจะเข้าเป็นศิษย์ได้หรือไม่เป็นอันดับแรก”
              เมื่อแน่ใจว่าทุกคนพร้อมแล้วเฉินถงจู่จึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ


              “ตอนนี้ข้าจะขอชี้แจงขั้นตอนการทดสอบให้พวกเจ้าทุกคนได้ฟัง”


              เฉินถงจู่พูดด้วยท่าท่างและน้ำเสียงธรรมดาแต่ว่าเสียงนั้นดังก้องไปทั่วขุนเขา


              “การทดสอบแบ่งเป็นสามขั้นตอนได้แก่การเดินฝ่าเขาวงกต การทดสอบจิตวิญญาณ และเก็บสิ่งของ”


              เสียงฮือฮาดังขั้นทันทีที่เฉินถงจู่กล่าวจบ หัวข้อที่ถกเถียงกันคือการทดสอบที่สามการเก็บสิ่งของเกี่ยวอะไรกับการรับศิษย์ด้วย


              “เงียบๆ”


            ผู้อาวุโสเซี่ยเส้าฉงตะโกนออกมา คลื่นเสียงแผ่ออกมากระแทกคนที่มาสมัครด้วยความหนาแน่นของพลังทำให้หลายคนที่พลังการบ่มเพาะต่ำถึงกับต้องกระอักเลือดเสียงเซ็งแซ่เมื่อครู่นี้หายวับไปโดยฉับพลัน


              หลังจากที่เหตุการณ์เข้าสู่ปรกติเฉินถงจู่จึงกล่าวต่อ


              “การเดินฝ่าเขาวงกตคือการคัดกรองเอาผู้ที่ระดับความสามารถไม่ถึงออกไปภายในนั้นจะมีสัตว์อสูรระดับหนึ่งถึงราชันอสูรระดับหนึ่งอยู่เฝ้าตามจุดต่างๆ รวมถึงค่ายกลสังหารและบรรดาศิษย์สายนอกที่จะมาขัดขวางพวกเจ้า วางใจได้ศิษย์สายนอกจะไม่ทำร้ายใครถึงตายในด่านนี้”


              เมื่อเฉินถงจู่กล่าวมาถึงตรงนี้ผู้สมัครหลายคนเริ่มมีสีหน้าไม่ดีบางคนถึงกับชักชวนกันถอนตัวกลับบ้านเพราะเพียงแค่ด่านแรกก็นับว่ายากมาก ต้องต่อสู้กับสัตว์อสูร ต้องฝ่าค่ายกลและต้องเอาชนะศิษย์สายนอกให้ได้ด้วย


              “การทดสอบจิตวิญญาณเป็นการทดสอบความเข้มแข็งของจิตวิญญาณของเจ้าจากการเดินเข้าไปทดสอบตนเองในถ้ำหากออกมาได้ตามเวลาที่กำหนดให้ถือว่าผ่าน”


              “แค่เดินเข้าไปในถ้ำแล้วนั่งรอให้ครบเวลาเองหรือ”หยุนฟู่พึมพำ


              “มันคงไม่ง่ายแค่นั้นแน่ข้าเคยได้ยินท่านพ่อเล่าถึงถ้ำนี้มาก่อนมันคือสมบัติวิเศษที่ผู้ก่อตั้งสำนักนำมาจากซากโบราณสถานแห่งหนึ่งและด้วยความพิเศษของมันจึงถูกนำมาใช้คัดเลือกศิษย์ของสำนัก”


              ไช่ลู่เล่าเรื่องราวอย่างภาคภูมิใจเพราะเมื่อมองสองคนนี้แล้วเห็นชัดเจนว่าพวกเขาไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้


              “ส่วนด่านที่สามการเก็บสิ่งของคนที่ผ่านด่านมาถึงด่านที่สามเท่านั้นจึงจะได้รับรู้ หากว่าใครอยากจะรู้จงฝ่าฟันไปให้ถึงด่านที่สามเสีย”


            เฉินถงจู่ กล่าวอย่างเรียบง่ายใบหน้านิ่งสงบ


              “พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม”เฉินถงจู่ต้องการแน่ใจว่าจะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น


              “พวกเราเข้าใจแล้ว”เสียงตอบรับดังกึกก้อง


              “สรุปว่ายังไงก็ต้องผ่านสองด่านเสียก่อนซินะ”ไช่ลู่เอ่ยออกมาอย่างมุ่งมั่น


              “หากไม่ผ่านสองด่านแรกก็คงไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะเอ่ยถึงด่านที่สาม”จ้าวเฟยหลงพูดขึ้นเบาๆ


              “แล้วข้าจะไปถึงด่านที่สามไหมนี่”หยุนฟู่ตีอกชกตัวคร่ำครวญอย่างเอาเป็นเอาตาย


              “พอแล้วๆเลิกทำตัวเป็นเด็กได้แล้ว”จ้าวเฟยหลงห้ามปราม


              “พวกเจ้าหลายตามข้ามา”


              ผู้อาวุโสจางเสี่ยวตงที่นิ่งมานานก็เคลื่อนตัวนำผู้สมัครทั้งหมดเคลื่อนที่ไปด้านหลังเขาพื้นที่หลังเขาเทียนอี้เต็มไปด้วยสีเขียวน้อยใหญ่ ต้นไม้โบราณขึ้นอยู่เต็มไปหมด ป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมากเสียงสัตว์ต่างๆมากมายร้องเซ็งแซ่ในป่า ผลไม้วิญญาณหรือแม้แต่สมุนไพรวิญญาณสามารถพบเจอได้เป็นระยะ


              ผู้อาวุโสจางเสี่ยวตง นำทุกคนมาที่ลานแห่งหนึ่งกลางป่าที่ตอนนี้ถูกจัดแต่งให้เป็นเขาวงกตสุดลูกหูลูกตาทุกๆที่ของเขาวงกต คือพุ่มไม้สูงราวสามจั้งเรียงชิดติดกันจนไม่มีช่องว่าง กลายเป็นผนังอันเขียวชอุ่มของทางเดินที่วกวนซับซ้อนไปมา


              จางเสี่ยวตงมองวัยรุ่นหนุ่มสาวนับหมื่นที่ยืนเต็มลานหน้าทางเข้าเขาวงกต


              “หนึ่งในนี้อาจจะมีอัจฉริยะสักคนหนึ่งหรือสองคนหากได้แบบนี้ก็ยังนับเป็นโชคของสำนัก แต่ที่สังเกตุล้วนแล้วธรรมดาทั้งสิ้นมีพอจะเข้าตาบ้างก็คือบรรดาลูกหลานตระกูลใหญ่เท่านั้น" เขาคิดในใจ


              “ฟังให้ดี”จางเสี่ยวตงกล่าวพลังลมปราณทำให้ทั้งสี่หมื่นคนได้ยินอย่างชัดเจนไม่มีใครกล้ากระดุดกระดิกแม้แต่น้อย


              “เขาวงกตแห่งนี้มีทางเข้าทั้งหมดหนึ่งร้อยแห่งจงเดินเข้าไปทีละคน เมื่อเข้าไปในนั้นแล้วอย่าวางใจในสถานะการณ์ที่สับสนเพราะผู้คนอาจแปรเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมมิอาจเชื่อถือได้มีเพียงตนเองเท่านั้นที่จะนำพาความสำเร็จมาให้พวกเจ้า”


              หลายคนได้ยินก็เริ่มมองซ้ายมองขวาพรรคพวกที่มาด้วยกันเริ่มมีสายตาเปลี่ยนไป การเข้าไปในที่ที่ไม่คุ้นเคยแล้วยังมีอุปสรรครอคอยแม้แต่เพื่อนสนิทก็อาจเปลี่ยนเป็นศัตรูได้ในบัดดล


              เฉินถงจู่ที่ตอนนี้ นั่งในศาลาที่สร้างขึ้นบนหน้าผาสูงมองลงไปที่ผู้สมัครทั้งสี่หมื่นคน แล้วพูดเสียงดังด้วยพลังลมปราณ


            “หากผู้ใดพร้อมแล้วก็จงเดินเข้าสู่เขาวงกตได้ เริ่มการทดสอบรับศิษย์ใหม่สำนักตงหยางณ บัดนี้”


              คังจ้าน เซี่ยหลี่เฉียง จื่อโม่ โหย่วลี่จงอิงชิงหรูและเหยาหมิงลู่ ต่างเดินนำคนของตนเองเข้าสู่เขาวงกตไม่นานผู้คนเริ่มทยอยเข้าสู่เขาวงกตเพื่อตามหาโอกาสของตนเอง

              แต่เพียงไม่นานเสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นมาทำให้คนที่ยังไม่ได้เข้าไปต้องหยุดชะงักบางคนเสียขวัญขาสั่นเข่าอ่อนก้าวเดินไม่ได้ หลายคนตัดใจถอนตัวเมื่อได้มาเผชิญอันตรายด้วยตนเองแล้วมันทำให้ผู้คนแสดงความคิดที่แท้จริงออกมา ด้วยเหตุนี้ส่วนหนึ่งจึงถูกคัดออกโดยไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปในเขาวงกตเลยด้วยซ้ำ


              “พวกเราไปกันเถอะ”


            จ้าวเฟยหลงกล่าวพลางเดินเข้าสู่ภายในเขาวงกต ด้วยท่าทางสบายๆคล้ายการเดินชมป่าหยุนฟู่และไช่ลู่ จึงรีบเดินตามจ้าวเฟยหลงเข้าไปทันทีและด้วยท่าทางของจ้าวเฟยหลงนี้เองทำให้ทั้งสองคนผ่อนคลายความตึงเครียดลงไม่น้อย


              ในตอนที่พวกของจ้าวเฟยหลงเดินเข้าสู่เขาวงกตนั้น ถูกสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ตลอดเวลาเจ้าของสายตาคู่นั้นหมายตาพวกเขาเอาไว้เรียบร้อยรอยยิ้มที่มุมปากเกิดขึ้นเพียงชั่วลมหายใจแล้วก็หายไป คนๆนี้ก็คือผู้อาวุโสเซี่ยเส้าฉงนั่นเองเขาคือลุงของเซี่ยหลี่เฉียง ผู้ปฏิเสธการเป็นผู้นำตระกูลและใฝ่หาหนทางผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริง


              จึงได้เข้าสู่สำนักตงหยางอดทนต่อความลำบากขัดเกลาตนเองจนในที่สุดกลายเป็นผู้อาวุโสสายนอกของสำนักกลายเป็นเสาหลักของตระกูลด้วยการคงอยู่ของเขาตระกูลเซี่ยในแคว้นหมิงโจวจึงแข็งแกร่งยิ่งนักศัตรูน้อยใหญ่มิกล้ารุกราน เมื่อคืนนี้เซี่ยหย่วนเจิงมาพบเขาเล่าเรื่องของเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าจ้าวเฟยหลงให้เขาฟัง


              ตอนแรกที่ได้ยินเรื่องราวเขาตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีใครกล้ามาหาเรื่องตระกูลเซี่ยในแคว้นหมิงโจวแต่พอฟังเรื่องราวมากขึ้นเขากลับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเพราะตัวปัญหาที่กวนใจนี้เป็นเพียงนักยุทธ์ขั้นเก้าเท่านั้นเอง


            “ข้าจะจัดการเขาเองไม่ต้องกังวล” เซี่ยเส้าฉงเอ่ยปากรับคำ


              ในตอนนี้เขาได้พบเจอกับเป้าหมายแล้วเซี่ยเส้าฉงหันไปพยักหน้ากับลูกศิษย์คนสนิทแล้วศิษย์คนนั้นก็จากไปทันที


              “แม้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มแต่หากล่วงเกินตระกูลเซี่ยของเขาก็เอาไว้ไม่ได้มันต้องถูกกำจัด” เขาคิดในใจ


              ลูกศิษย์ของเซี่ยเส้าฉงทำการกระจายข่าวให้พวกพ้องที่ทำหน้าที่หยุดยั้งผู้เข้าคัดเลือกในเขาวงกตหากจ้าวเฟยหลงผ่านไปเขตของใครให้จัดการอย่างหนักเป็นตายไม่ว่า


              ส่วนจ้าวเฟยหลงที่ตอนนี้เดินนำหยุนฟู่และไช่ลู่เข้าไปในเขาวงกตกำลังเดินทอดน่องชมนกชมไม้อย่างสบายใจ


              “พวกเจ้าดูสิกำแพงไม้พุ่มเหล่านี้ช่างหนาแน่นและเป็นระเบียบดีมากพลังฟ้าดินของที่นี่เข้มข้นกว่าด้านหน้าของภูเขามาก”


              “ไช่ลู่พยักหน้าเห็นด้วย“หากได้นั่งบ่มเพาะพลังที่นี่คงจะเลื่อนระดับได้เร็วขึ้นไม่น้อย”


              “แต่ข้าว่ามันน่ากลัวมากกว่าอึมครึมยังไงก็ไม่รู้” หยุนฟู่ที่กำลังหวาดกลัวกล่าวขึ้น


              “เจ้าคนขี้ขลาด
    !!” ไช่ลู่เอ็ดหยุนฟู่


              “พวกเจ้าทั้งสองฟังสิ
    !” จ้าวเฟยหลงเตือนสหายทั้งสองคน


              “ตึง ตึง ตึง” เสียงดังหนักหน่วงเป็นจังหวะใกล้เข้ามา


              “สะ...เสียงอะไรกันนะดังได้ขนาดนี้”


              หยุนฟู่หลบไปด้านข้างอิงกับกำแพงพุ่มไม้ทันทีทำให้ไช่ลู่ต้องกรอกตามองบน


              “มันวิ่งไปทางอื่นแล้วเจ้ายังจะกลัวอะไรอีก”


              หยุนฟู่หัวเราะแห้งๆแล้วรีบออกมาจากข้างทางรวมกลุ่มทันที


              “แปลกนะเสียงของมันตรงมาทางที่พวกเรายืนอยู่แน่ๆแล้วทำไมถึงเปลี่ยนเส้นทางปุบปับแบบนี้”


              “คงอาจเจอเป้าหมายที่ดีกว่าพวกเราละมั้ง”จ้าวเฟยหลงให้เหตุผลด้วยท่าทีสงบ


              แต่สหายทั้งสองหารู้ไม่ว่าเขาแผ่พลังของสายเลือดเทพจักรพรรดิมังกรออกมาทำให้บรรดาสัตว์อสูรไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ยังไงเสียหากไม่ต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรย่อมดีกว่า เพราะการผ่านการทดสอบแบบเงียบเชียบไม่โดดเด่นคือเป้าหมายของจ้าวเฟยหลง


              หากตัวเขาเข้าสำนักพร้อมกับความโดดเด่นย่อมดึงดูดความสนใจมากมายและนั่นอาจทำให้เกิดปัญหาน้อยใหญ่ตามมาอีกมากมายให้แก่จ้าวเฟยหลง


              “เฟยหลง
    !!” เสียงเรียกเบาๆของไช่ลู่ทำให้เขาต้องหันไปหานางแล้วมองตามนิ้วเรียวงามชี้ไปที่ข้างหน้า    “แปลกประหลาดนักมีดวงไฟปรากฏแล้วก็หายไป”


              จ้าวเฟยหลงยังไม่กล้าตัดสินว่าที่เห็นคืออะไรแต่อึดใจต่อมาวงล้อไฟได้ปรากฏขึ้นแล้วก็เคลื่อนที่เข้ามาหาพวกเขาช้าๆที่สำคัญคือมันเผาทุกอย่างที่อยู่ใกล้จนเป็นเถ้าถ่าน
             

    คล้ายกับเรื่องลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน