ทางด้าน อูหลินเฟิง จงหมิ่น เสวี้ยเจ๋อ กงซุนเมิ่ง
"อูหลินเฟิงข้าต้องการเวลาประมาณสิบวินาที คิดว่าจะสามารถถ่วงเวลาให้ข้าได้หรือไม่"จงหมิ่นกล่าว เขาคิดจะใช้กระบวนท่าประสานปราณเพลิงวารีอีกครั้งแต่มันต้องใช้เวลาและสมาธิ
“สิบวินาที?? หากต้องการหนึ่งนาทีข้าก็ให้เจ้าได้” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ
“เช่นนั้นก็ฝากด้วย” จงหมิ่นกล่าว จงหมิ่นเร่งพลังจิตสายจิตสร้างสรรค์ของตนเองสร้างดาบแห่งจิตขึ้นมา สองเล่ม ส่งปราณเพลิง และ ปราณวารีเข้าไปภายในดาบแต่ละเล่ม คล้ายกับลูกบอลที่สร้างมาก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้จงหมิ่นต้องการความรุนแรงที่มากกว่าเดิม จึงเลือกที่จะสร้างเป็นรูปร่างดาบและยังจะผนึกแก่นแท้แห่งดาบลงในการโจมตีครั้งนี้ ดาบทั้งสองเล่มค่อยๆ ประสานเข้าหากัน
“คิดว่าข้าจะยอมอย่างนั้นหรือ” เสวิ้ยเจ๋อได้กล่าวเมื่อเห็นว่าจงหมิ่นพยายามรวบรวมสมาธิใช้กระบวนท่ารุนแรงแบบที่ได้ใช้เมื่อกี้ เขาย่อมไม่ยินยอมให้อีกฝ่ายทำได้โดยง่าย ควบคุมกระบี่ทับทิมโลหิตมรณะร้อยเล่ม พุ่งเข้าโจมตีไปยังจงหมิ่นทันที
เมื่อเห็นแบบนั้นอูหลินเฟิง ได้เข้ามายืนขวางทางเอาไว้ “กังปี้ประสานลมปราณกับข้า” “เจี๊ยก” อูหลินเฟิงประสานลมปราณกับกังปี้ เนื่องจากระดับลมปราณของเขาต่ำกว่าอีกฝ่าย จึงต้องใช้พลังของสัตว์อสูรเป็นตัวช่วย ยิ่งกังปี้เป็นวานรแขนยักษ์ที่มีปราณปฐพีที่โดดเด่นเรื่องการป้องกัน จึงนับว่าเหมาะกับการประสานครั้งนี้อย่างยิ่ง
อูหลินเฟิงผนึกลมปราณ พลังจิต และพลังวิญญาณลงไปยังกระบี่ ใช้กระบี่ของตนขยายพลังวิญญาณให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ยันต์อาคมแปดรูปแบบ ยันต์ป้องกัน ตวัดกระบี่สร้างยันต์ป้องกัน หลายร้อยอันขึ้นมา กระบี่ทับทิมโลหิตมรณะร้อยเล่ม พุ่งเข้าปะทะกับยันต์ป้องกันหลายร้อยใบ แม้กระแสลมปราณในกระบี่ทับทิมโลหิตมรณะจะรุนแรงแต่ว่า ปราณมรณะไม่อาจกัดกินพลังวิญญาณของอูหลินเฟิงได้ อีกทั้งคุณสมบัติของธาตุมืดภายในลมปราณมรณะยังไม่อาจสลายปราณไร้ธาตุของอูหลินเฟิงได้ กระบี่ทับทิมโลหิตมรณะจึงถูกหยุดไว้โดยยันต์อาคมทั้งร้อยใบ
เมื่อสามารถหยุดกระบี่ทับทิมโลหิตมรณะทั้งร้อย เล่มได้แล้ว “กังปี้ แสดงพลังของเจ้าหน่อย” อูหลินเฟิง บอกกับคู่หูที่ชอบเกาะอยู่บนไหล่ของตน “เจี๊ยก เจี๊ยก” กังปี้ตอบรับคำสั่งขยายร่างของตนเองผนึกลมปราณของตนประสานเข้ากับลมปราณของฮุยฮุย หมัดของกังปี้ได้มีปราณวายุของฮุยฮุยปรากฏขึ้นมา กังปี้ตบมืออันใหญ่โตของตน ปัง!! เสียงตบมือดังสนั่นส่งคลื่นแรงอัดอากาศออกไปพร้อมๆ กับปราณสายลมที่หยิบยืมมา
"เวทอัญเชิญ กำแพงกระดูก" กงซุนเมิ่งใช้เวทอัญเชิญสร้างกำแพงกระดูกออกมาป้องกันการโจมตีของกังปี้อย่างง่ายดาย เสวี้ยเจ๋อที่เห็นว่ากระบี่ของตนไม่อาจทะลวงการป้องกันได้ อีกทั้งการหลอมรวมดาบสีแดงและดาบสีฟ้าของจงหมิ่นใกล้จะเสร็จแล้ว จึงเรียกกระบี่ทั้งร้อยเล่มกลับมา รวมกระบี่ทั้งร้อยเล่มให้กลายเป็นกระบี่ยักษ์เพียงเล่มเดียวประสานจิตกระบี่เข้าไปในกระบี่ยักษ์
“กงซุนเมิ่งใส่พลังเวทลงไปในกระบี่ของข้าเร็วเข้า” เสวี้ยเจ๋อ ออกคำสั่งอย่างเร่งรีบ กงซุนเมิ่งไม่ตอบแต่ว่าก็ได้ลงมือใส่พลังเวทของตนเองลงไปในกระบี่ยักษ์
เคล็ดวิชาดาบเพลิงวารี ดาบทะลายกฏเกณฑ์ ดาบสีม่วงที่ประสานปราณเพลิงวารีและแก่นแท้แห่งดาบได้ปรากฏขึ้น ดาบสีม่วงยังคงไร้คลื่นพลังที่รุนแรง แต่คนที่เคยเห็นการโจมตีก่อนหน้านั้นต่างรู้ว่านั่นเป็นเพียงรูปลักษณ์ที่หลอกตาเท่านั้น ดาบสีม่วงพุ่งตรงเข้าหาเสวี้ยเจ๋อและกงซุนเมิ่งอย่างรวดเร็ว เสวี้ยเจ๋อเองก็บังคับกระบี่ยักษ์ที่แฝงไว้ด้วยพลังทั้งหมดของทั้งเขาและกงซุนเมิ่งโจมตีไปยังดาบสีม่วงที่พุ่งเข้ามา เวทอัญเชิญ กำแพงกระดูกสิบชั้น กงซุนเมิ่งที่เห็นว่าดาบและกระบี่กำลังจะปะทะกัน ได้ใช้เวทอัญเชิญ อัญเชิญกำแพงกระดูกขึ้นมาแต่คราวนี้นางได้สร้างกำแพงกระดูกขึ้นมาถึงสิบชั้น
ตูม!!! การปะทะการของสุดยอดกระบวนท่าสร้างแรงระเบิดที่รุนแรงยิ่งกว่าครั้งที่แล้ว แรงระเบิดส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งตระกูลโอวหยาง แรงปะทะจากสุดยอดการปะทะของทั้งสองฝ่าย ทำให้อาคารหลายหลังในตระกูลโอวหยางทางทลายลงจากแรงลมที่มาจากการปะทะ ฝุ่นควันมากมายพุ่งออกมาบดบังการมองเห็นของผู้คนเกือบทั้งหมด
..
เมื่อควันได้จางหายไป คนสี่คนที่อยู่ใกล้แรงระเบิดที่สุดกลับไม่มีใครที่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
“รู้สึกว่าพวกเจ้าจะตายยากตายเย็นจริงๆ” อูหลินเฟิงกล่าวเมื่อเห็นว่าเสวี้ยเจ๋อและกงซุนเมิ่งไม่ บาดเจ็บแม้แต่น้อย
“พวกเจ้าเองก็ตายยากเช่นกัน” เสวี้ยเจ๋อกล่าว พร้อมกับมองไปยังทั้งสอง หนึ่งคือตัวตนอันพิสดารตั้งแต่อยู่ในนิยาย อีกคนก็เป็นตัวตนอันแปลกประหลาดที่ไม่สมควรมีอยู่ การมีอยู่ของสองคนนี้แผนการหลายแผนการของเขาโดนทำลายไปแล้วมากมาย แต่ว่าเขาก็ยังเหลืออีกหนึ่งแผนที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ หากสำเร็จเขาจะชนะทันที
“กงซุนเมิ่ง ยังไม่สำเร็จอีกหรือ” เสียงของเสวี้ยเจ๋อดัง ตอนนี้เขาเริ่มจะถ่วงเวลาต่อไปไม่ไหวแล้ว อีกฝ่ายมีความแข็งแกร่งมากเกินไป หลายสิ่งหลายอย่างที่เตรียมมาเพื่อรับมือกลับไม่อาจใช้ได้อย่างที่คิด
“เสร็จแล้ว อสูรเงาของข้าทำสำเร็จแล้ว ประมุขตระกูลโอวหยางถูกอสุรกายโลหิตกลืนกินเรียบร้อยแล้ว” กงซุนเมิ่งตอบ ประโยคที่ทั้งสองได้พูดคุยกันคนอื่นต่างก็ได้ยินกันอย่างชัดเจน อูหลินเฟิงสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที เมื่อกี้เขาจดจ่อกับการต่อสู้มากเกินไปจนไม่ทันสังเกตว่ายันต์ที่ได้วางไว้ป้องกันประมุขโอวหยางได้ถูกทำลายลงไปแล้ว เขาเพิ่งมารู้ตัวเมื่อตอนที่ได้ยินประโยคสนทนาของเสวี้ยเจ๋อและกงซุนเมิ่ง
“อะไรนะ!!” โอวหยางชิงหลง ร้องออกมาอย่างไม่เชื่อหูของตน เขาผนึกลมปราณเร่งความเร็วไปยังห้องนอนของประมุข แต่ว่าเมื่อไปถึงกลับไม่มีร่างของโอวหยางเฟยหลงอยู่บนเตียงอีกต่อไป “ท่านพ่อ หายไปไหนกัน”
..
..
ตูม!!! เสียงระเบิดดังออกมาจากบริเวณคลังสมบัติของตระกูลโออย่าง พร้อมๆ กับร่างของโอวหยางเฟยหลงที่ไม่สมควรจะเดินเหินได้อย่างสะดวก กำลังเดินออกมาจากคลังสมบัติ ตอนนี้เขาไม่ใช่ประมุขตระกูลโอวหยาง โอวหยางเฟยหลงอีกต่อไป แต่เป็นเพียงอสุรกายโลหิตที่ได้ยึดร่างของโอวหยางเฟยหลง ร่างของมันได้เดินออกมาพร้อมกับป้ายเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือเพียงเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ราชวงศ์ราชันโลหิตต้องการ
แม้ว่าอูหลินเฟิงจะคาดเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการร่างของโอวหยางเฟยหลง จนไปดักรอที่ห้องนอนของโอวหยางเฟยหลง แต่ว่าภายในเงาของเสวี้ยฝูที่ได้รับหน้าที่ให้นำอสุรกายโลหิตกลืนกินร่างของโอวหยางเฟยหลง ได้มีอสูรเงาของกงซุนเมิ่งซ่อนตัวอยู่ภายใน ตอนที่เสวี้ยฝูโดนกู่ซือเอินต่อยกระเด็นไป อสูรเงาได้เข้าไปแอบอยู่ในเงาอื่นภายในห้องรอจนอูหลินเฟิงและกู่ซือเอินออกไปจากห้องจากนั้นค่อยปรากฏตัวนำอสุรกายโลหิตให้กลืนกินโอวหยางเฟยหลงอีกครั้ง
เมื่อสามารถนำของที่ต้องการออกมาได้แล้วร่างของโอวหยางเฟยหลงทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า จนไปหยุดอยู่เหนือตระกูลโอวหยาง ด้วยพลังของอสุรกายในร่าง แม้ว่าร่างกายของโอวหยางเฟยหลงจะเป็นคนตระกูลโอวหยาง แต่ว่าลมปราณของเขากลับไม่โดนค่ายกลโลหิตผนึกพลังลงไป ระเบิดพลังแห่งศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางออกมากอย่างรุนแรง กดดันคนทั้งตระกูลโอวหยางทันที ปราณแสง หมื่นดาบประกายแสง อสุรกายโลหิตในร่างของโอวหยางเฟยหลงใช้กระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของตระกูลโอวหยาง สร้างดาบแห่งแสงนับหมื่นขึ้นมาเหนือตระกูล ดาบทั้งหมื่นเล่มที่ถูกสร้างโดยชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง ย่อมไม่มีใครในตระกูลโอวหยางที่จะสามารถหยุดยั้งการโจมตีนี้ได้
ลมปราณอันมหาศาลของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ สามารถดึงความสนใจจากทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่ได้
“นั่นมัน....โอวหยางเฟยหลง เขาป่วยจนไม่อาจขยับได้ไม่ใช่หรือ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ เมื่อมองไปยังต้นตอของลมปราณอันมหาศาลที่นางสัมผัสได้
“ท่านพี่เหมือนปลายดาบแต่ละเล่มจะเล็งมาที่พวกเรา” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าว เมื่อเขาสังเกตดีๆ จะพบว่าปลายดาบแต่ละเล่มไม่ได้เล็งไปยังคนของราชวงศ์ราชันโลหิตหรือราชวงศ์จันทราทมิฬ แต่กลับเล็งมายังพวกเขาและคนของตระกูลโอวหยาง
“หรือว่าจะโดนอสุรกายโลหิตกลืนกินไปแล้วอย่างนั้นหรือ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวอย่างตกตะลึง ถ้าเป็นแบบนี้ย่อมปิดประตูชนะของพวกนางไปโดยปริยาย เพราะตอนนี้ภายในศึกของตระกูลโอวหยางไม่ได้มีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แม้แต่คนเดียว
..
“ฮ่าฮ่าฮ่า อูหลินเฟิง ถึงแม้เจ้าจะฉลาดพอที่จะรู้ทันความเคลื่อนไหวของข้า แต่ว่าเป็นข้าที่รอบคอบกว่า ตอนนี้เจ้าไม่อาจสู้พวกเราได้อีกต่อไป...สนามรบแห่งนี้ไม่มีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แม้แต่คนเดียว แต่ร่างของโอวหยางเฟยหลงมีพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครที่จะรอดไปได้อีกแล้ว” เสวี้ยเจ๋อกล่าวอย่างผู้ชนะ ไม่ว่าแผนการไหนจะล้มเหลวก็ตาม แต่แผนการแย่งชิงร่างของโอวหยางเฟยหลงกลับสามารถสำเร็จได้อย่างด้วยดี เพียงเท่านี้ชัยชนะก็จะเป็นของราชวงศ์ราชันโลหิตและราชวงศ์จันทราทมิฬ ตระกูลโอวหยางต้องล่มสลายภายในวันนี้
อสุรกายโลหิตในร่างของโอวหยางเฟยหลงควบคุมดาบแห่งแสงทั้งหมื่นเล่มพุ่งลงโจมตีศัตรูของราชวงศ์ราชันโลหิตและราชวงศ์จันทราทมิฬทันที
..
จบตอน