ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 3 บทที่ 75 เป็นศัตรูกับเผ่ามังกรทั้งมวล

            เพราะเมื่อครู่นี้ลู่เซิ่งเพิ่งจะแสดงให้เห็นว่าภายใต้เงื่อนไขที่เลเวลห่างกันถึง 100เลเวล เขากลับไม่ได้ใช้อาวุธใดๆ เลยเพียงแค่ใช้สองมือเปล่าก็เกือบจะฆ่ามันได้ในพริบตาเดียว

            ความคิดอันซับซ้อนประเดประดังเข้ามาในหัวของออสการ์อย่างรวดเร็ว

            ในที่สุดเมื่อออสการ์เงยหน้าขึ้นอีกครั้งสายตาที่มันมองลู่เซิ่งก็ไม่มีความดูแคลนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

            “เจ้า... เจ้าเป็นผู้ใช้อาชีพพรสวรรค์ระดับ SSS ในตำนานจริงๆอย่างนั้นหรือ?” ออสการ์เอ่ยถามด้วยเสียงที่ติดสั่นเครือ

            ลู่เซิ่งไม่ได้ตอบคำถามนั้นแต่กลับถามย้อนไปว่า “ตอนนี้แกน่าจะมองเห็นค่าพลังชีวิตและมานาของฉันแล้วนี่”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ไม่สนว่าออสการ์จะมีปฏิกิริยาอย่างไรและเอ่ยประโยคที่ทำให้คนฟังต้องตะลึงออกมา

            “บอกความจริงให้ก็ได้ ที่ฉันมีพลังชีวิตและมานาสูงขนาดนี้ เป็นผลมาจากสกิล‘พรจากสวรรค์’ แต่หลังจากที่สกิลนี้เสริมพลังด้วยพรสวรรค์การต่อสู้ของฉันจากเดิมที่โบนัสค่าสถานะพื้นฐานคือ +1 มันก็ได้กลายเป็นบวกค่าสถานะทุกอย่าง+10,000 หน่วย!”

            “อะไรนะ? บวกค่าสถานะทุกอย่าง... 10,000 หน่วย?”

            เมื่อออสการ์ได้ยินดังนั้นก็แทบจะช็อกตายไปตรงนั้น

            นั่นเพราะการเสริมพลังหมื่นเท่าของพรจากสวรรค์มันผิดมนุษย์มนาเกินไปค่าสถานะทุกอย่าง +10,000 นี่ไม่ใช่อะไรที่จะเรียกว่าการเสริมพลังได้แล้วแต่มันคือบั๊กชัดๆ!

            มิน่าล่ะลู่เซิ่งถึงสามารถฟาดมันจนกระเด็นไปไกลได้ด้วยฝ่ามือเดียว

            “ทีนี้แกคงเชื่อแล้วสินะว่าฉันสามารถขจัดผลจากเวทมนตร์ด้านลบบนตัวแกออกไปได้” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงอวดดี

            “ถ้าเจ้ามีพรสวรรค์ระดับ SSS จริงๆเจ้าก็มีคุณสมบัติพอที่จะให้ข้าทำ ‘พันธสัญญานายบ่าว’ด้วยแล้วล่ะ”

            ออสการ์เอ่ยเสียงหนักแน่นครั้งนี้มันไม่ได้ดึงดันปฏิเสธอีกต่อไป

            เพราะแม้เผ่ามังกรจะแข็งแกร่งมาแต่กำเนิดเมื่อโตเต็มวัยจะมีเลเวลสูงถึง 700

            แต่ก็อย่างที่ว่ากันว่าเมื่อได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง

            ยิ่งเริ่มต้นมาแข็งแกร่งเท่าไหร่พัฒนาการในภายหลังก็ยิ่งอ่อนด้อยเท่านั้น

            ยกตัวอย่างเช่นเผ่ามังกรเมื่อโตเต็มวัยเลเวลก็พุ่งไปถึง 700 ซึ่งเทียบเท่ากับมนุษย์ผู้ใช้อาชีพที่เปลี่ยนอาชีพครั้งที่เจ็ด

            ทว่ามังกรจำนวนมากนับตั้งแต่เกิดจนถึงวันตายเลเวลของพวกมันก็ยังคงหยุดชะงักอยู่ที่ 700 ไม่เปลี่ยนแปลง

            สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการที่เผ่ามังกรจะเติบโตขึ้นไปอีกระดับนั้นมันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

            และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมทั้งที่มังกรหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีขนาดนั้นแต่บนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันก็ยังมีผู้ใช้อาชีพจำนวนไม่น้อยที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ในฐานะคู่หูกับพวกมันได้

            ส่วนออสการ์นั้นยิ่งแล้วใหญ่เพราะเหตุผลหลายประการทำให้เลเวลของมันร่วงกราวลงมาเหลือเพียงเลเวล 200เท่านั้น

            ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้หากไม่พึ่งพาพลังภายนอกเกรงว่าตลอดทั้งชีวิตนี้มันคงไม่มีทางฝึกฝนจนกลับคืนสู่ช่วงรุ่งโรจน์ได้อีกเลย

            โชคดีที่การปรากฏตัวของลู่เซิ่งทำให้มันมองเห็นแสงแห่งความหวังรำไร

            ประกอบกับลู่เซิ่งสามารถช่วยมันขจัดผลจากเวทมนตร์ด้านลบตามร่างกายได้อีก

            เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้รู้ดีว่า ‘พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์’ ของพาลาดิน จะเป็น ‘พันธสัญญานายบ่าว’ ที่กดขี่ฝ่ายข้ารับใช้อย่างรุนแรงแต่ออสการ์ก็ยังคงตอบตกลงตามข้อเสนอของลู่เซิ่งโดยไม่ลังเล

            “แต่ว่านะ... ก่อนที่ข้ากับเจ้าจะทำพันธสัญญากันมีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกเจ้าให้ชัดเจนเสียก่อน”

            ในตอนนั้นเองออสการ์ก็เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้นมา

            “เรื่องอะไรล่ะ?” ลู่เซิ่งถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            ออสการ์ไม่ได้ตอบในทันทีแต่กลับถามย้อนว่า “เจ้าไม่สงสัยเลยหรือว่า‘มังกรปีศาจทมิฬ’ ผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้าเหตุใดถึงตกต่ำจนเลเวลเหลือเพียง 200 แถมยังต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในแผนที่เลเวลต่ำอย่างเขตสงครามทรายโลหิตเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆแบบนี้?”

            “ก็อยากฟังอยู่เหมือนกัน” ลู่เซิ่งตอบกลับไป

            “เพราะข้าคือมังกรปีศาจทมิฬตัวสุดท้ายของเผ่ามังกร” ออสการ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            หลังจากทิ้งท้ายประโยคนั้นมันก็จ้องมองใบหน้าของลู่เซิ่งเขม็ง ราวกับต้องการจะเห็นร่องรอยความตื่นตะลึงความหวาดกลัว หรือความประหลาดใจจากสีหน้าของเขา

            ทว่าครู่ต่อมามันก็ต้องผิดหวังไป

            เพราะใบหน้าของลู่เซิ่งตั้งแต่ต้นจนจบยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์นอกจากจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แล้ว เขายังถามกลับมาด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยมว่า“แล้วไอ้มังกรปีศาจทมิฬนี่มันคือตัวอะไรกันล่ะ?”

            “เอ๋... เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงอันเกริกไกรของมังกรปีศาจทมิฬเลยงั้นหรือ?”ใบหน้ามังกรของออสการ์ถึงกับเหวอไปครู่หนึ่ง

            “ไม่เคยได้ยินจริงๆ นั่นแหละ!” ลู่เซิ่งพยักหน้าตอบตามตรง

            “เจ้านี่มัน...”

            คราวนี้ออสการ์ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

            คลังความรู้ของลู่เซิ่งช่างเบาบางเหลือเกินขนาดมังกรปีศาจทมิฬที่โด่งดังไปทั่วดาวสีน้ำเงินเขายังไม่เคยได้ยินชื่อเสียอย่างนั้น

            ‘ตอนเรียนหนังสือไอ้หมอนี่มันมัวแต่ทำอะไรอยู่เนี่ย?’

            ออสการ์รู้สึกพูดไม่ออก

            แต่เมื่อเห็นว่าลู่เซิ่งถามอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง มันจึงคร้านที่จะอธิบายต่อทำเพียงโบกกรงเล็บมังกรอันมหึมาและส่ายหัวด้วยความอ่อนใจ“ช่างเถอะ ด้วยเลเวลของเจ้าในตอนนี้รู้มากไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้มันก็ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมขึ้นและเสริมว่า “ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่าข้าคือมังกรต้องห้ามของเผ่ามังกรทั้งหมดเป็นตัวตนที่จักรพรรดิมังกรถึงกับต้องร่ายมหาเวทต้องห้ามเพื่อกำจัดข้าให้สิ้นซาก”

            พอมันพูดจบออสการ์ก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง และทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่ลู่เซิ่งทันที

            “และเมื่อเจ้าทำพันธสัญญากับข้าในอนาคตเจ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องกลายเป็นศัตรูกับเผ่ามังกรทั้งมวล”

            “อะไรนะ เป็นศัตรูกับเผ่ามังกรทั้งหมดเหรอ?” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น

            “เป็นไงล่ะ กลัวแล้วใช่ไหม?”

            เมื่อออสการ์เห็นท่าทีนั้นก็คิดว่าลู่เซิ่งคงจะขยาดเสียแล้ว จึงยิ้มขื่นพลางเอ่ยว่า“ถ้ากลัว ข้าจะถือว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของเจ้าไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้...”

            ทว่ามันยังพูดไม่ทันจบลู่เซิ่งก็โบกมือตัดบทเสียก่อน

            “เท่าที่ฉันรู้มา เผ่ามังกรที่หน้าผามังกรเวหาน่ะมีสถานะเป็นศัตรูกับประเทศเสินเซี่ยของพวกเราไม่ใช่เหรอ” ลู่เซิ่งถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

            “ถูกต้อง!”

            ออสการ์พยักหน้าพลางอธิบายว่า“เผ่ามังกรแห่งหน้าผามังกรเวหา พวกมันหยิ่งทะนงมาแต่ไหนแต่ไรและมักจะอ้างว่าตนเองเป็น ‘ทายาทแห่งทวยเทพ’ ส่วนคนในประเทศเสินเซี่ยของพวกเจ้าก็ชอบเรียกตัวเองว่าเป็น ‘ทายาทมังกร’ นับว่าเรื่องนี้ไปกระตุกเกล็ดย้อนของพวกมังกรเข้าอย่างจัง”

            “เพราะในสายตาของเผ่ามังกร มนุษย์ทุกคนคือสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำไม่เว้นแม้แต่คนในประเทศเสินเซี่ยของพวกเจ้าพวกเขาไม่มีสิทธิ์จะมาตีสนิทอ้างความสัมพันธ์ใดๆ กับพวกมันทั้งสิ้น”

            เมื่อสิ้นคำพูดมันก็ได้เปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมดออกมาในที่สุด

            “ดังนั้นในช่วงหลายปีมานี้ ประเทศอื่นๆจึงมีอาชีพสายที่เกี่ยวข้องกับมังกรปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นจอมทัพมังกร นักรบมังกรหรือจอมเวทมังกรจะมีก็แต่ประเทศเสินเซี่ยของพวกเจ้านี่แหละที่ไม่มีอาชีพแบบนั้นโผล่มาเลยแม้แต่คนเดียว”

            “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง!”

            ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นจึงถึงบางอ้อในทันที

            “เป็นอย่างไรล่ะ เจ้าตัดสินใจได้หรือยัง?”

            ในตอนนั้นเองออสการ์ถามขึ้นอีกครั้ง แต่มันแทบจะไม่ได้หวังคำตอบรับแล้ว

            เพราะการเป็นศัตรูกับทั้งเผ่ามังกรไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย

            บนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันเผ่ามังกรไม่ได้เป็นเพียงคำนิยามของความแข็งแกร่งเท่านั้นแต่ยังมีสถานะที่เหนือชั้นอย่างยิ่ง ยกเว้นประเทศเสินเซี่ยแล้วพวกมันมีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับเกือบทุกประเทศทั่วโลก

            นั่นเป็นเพราะประเทศอื่นๆต่างก็หวังว่าเผ่ามังกรจะยอมจัดสรรคนมาช่วยเพื่อให้ผู้ใช้อาชีพในประเทศของตนได้กลายเป็น ‘กลุ่มผู้มีสายเลือดมังกร’

            หากผู้ใช้อาชีพทั่วไปคนไหนไปล่วงเกินเผ่ามังกรเข้านั่นเท่ากับเป็นการเริ่มต้นชีวิตในโหมดนรกชัดๆ

            เพราะเผ่ามังกรไม่จำเป็นต้องลงมือเองด้วยซ้ำแค่เอ่ยปากเพียงคำเดียวก็จะมีผู้ใช้อาชีพจากนับร้อยประเทศที่พร้อมจะยอมถวายหัวทำงานรับใช้พวกมังกรอย่างสุดกำลัง

            เมื่อคิดได้ดังนี้ออสการ์จึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน