หลังจากตกลงกันได้แล้ว เขาก็หอบหิ้วนางออกจากจวนโดยเส้นทางที่ไม่ปกตินัก เขาเลือกที่จะพานางกระโดดข้ามกำแพงจวนแล้ววิ่งไปบนหลังคาบ้านเรือนของผู้อื่น แม้ว่านางจะไม่ไช่คนที่กลัวความสูงเท่าไรนัก แต่การวิ่งบนพื้นที่ที่ไม่มีความปลอดภัยอะไรเลยเช่นนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำใจเช่นกัน
ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะมองท้องฟ้าหรือไม่บางครั้งก็หลับตาไปเสียเลย ดีกว่าที่ต้องมาคอยหวาดระแวงว่าจะตกลงไปเมื่อไหร่ ระหว่างที่มัวแต่กังวลอยู่นั้นรู้ตัวอีกทีเขาก็หยุดนิ่งเสียแล้ว หลังจากนางลืมตาขึ้นก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่อยู่ตรงหน้า
ตรงหน้าของนางคือภาพของเมืองหลวงแทบทั้งเมือง จากจุดที่นางอยู่ก็บอกได้เลยว่านี่เป็นจุดที่สูงเป็นอันดับต้นๆของเมืองเลยทีเดียว
“นี่เราอยู่ที่ไหนกันหรือเจ้าคะ” เพราะตำแหน่งนี้เป็นจุดที่นางไม่คุ้นเคยจึงถามออกไป
“เจ้าไม่ต้องรู้หรอก มาเถอะนั่งลงก่อนเถิด หากเจ้ายืนอยู่เช่นนั้นข้าเกรงว่าอีกไม่นานเราคงจะลงไปกองอยู่ที่พื้นแทน”
หลังจากได้ยินคำพูดของเขานางก็นั่งลงทันที มัวแต่ตกตะลึงกับภาพความสวยงามที่อยู่ตรงหน้า จนลืมไปเสียเลยว่าตอนนี้ตนเองไม่ได้กำลังยืนอยู่บนพื้นดินที่มั่นคงเสียหน่อย
“เหตุใดท่าน ถึงพาข้ามาที่นี่หรือเจ้าคะ” นางถามขึ้นอีกครั้งหลังจากที่นั่งลงตำแหน่งที่มั่นคงเรียบร้อยแล้ว
“จริงๆแล้วก็ไม่มีเหตุผลอันไหนพิเศษหรอก เพียงแต่ข้าชอบที่นี่ก็เลยพาเจ้ามา
“ชอบที่นี่หรือเจ้าคะ ไม่ใช่ว่าท่านไม่ค่อยได้มาเมืองหลวงหรืออย่างไร” นางถามด้วยความสงสัย
“จริงอยู่ที่ตอนนี้ข้าไม่ค่อยได้มาเมืองหลวง แต่ในอดีตที่นี่ก็ราวกับบ้านของข้า เพียงแต่มันเป็นอดีตไปแล้วเท่านั้น” หลังพูดจบเขาก็เงียบไปในแววตาของเขาแฝงไปด้วยความเศร้าบางอย่างที่นางไม่อาจรู้ได้
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของเขา นางก็เลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้ไปสะกิดแผลเก่าของเขา “แล้วเรื่องมารดาของข้า ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“ก่อนจะคุยเรื่องนั้น ข้ามีเรื่องจากถามเจ้าอย่างหนึ่ง”
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
“กำไลที่เจ้ากำลังสวมอยู่ เจ้าได้มาจากที่ใดหรือ” เขาพูดพลางมองไปที่กำไลที่เขากำลังพูดถึง
“กำไลนี่หรือเจ้าคะ” นางค่อยๆลูบกำไลที่สวมอยู่ด้วยความแผ่วเบา
“ท่านพ่อบอกว่า นี้เป็นของเพียงชิ้นเดียวที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ให้ ท่านแม่รักมันมาก จากรูปร่างของมัน ทำให้ท่านแม่ตั้งชื่อข้าว่าเหยาฮวาอย่างไรเล่า”
เรื่องของท่านแม่เป็นหนึ่งในจุดอ่อนของนาง สมัยเด็กๆตัวนางมักจะถามท่านพ่ออยู่บ่อยๆว่าท่านแม่ไปที่ไหนเหตุใดถึงไม่อยู่กับนาง แรกๆท่านพ่อก็พยายามหาเหตุผลต่างๆมากมายมาอธิบายให้นางฟัง แต่แทบทุกครั้งที่นางเห็นคนอื่นมีมารดาคอยดูแล นางก็จะกลับมาถามท่านพ่ออยู่เสมอ สุดท้ายท่านพ่อจึงได้สั่งห้ามไม่ให้ทุกคนพูดหรือกระทำอะไรที่ทำให้นางคิดถึงมารดาอีก
นางมาเข้าใจจริงๆว่ามารดาเสียไปตั้งแต่ที่นางยังเด็กเอาก็ตอนโตแล้ว แต่ตอนนั้นความสนใจทั้งหมดของนางมุ่งไปที่มู่อี้หานจึงไม่ได้สนใจความเสียใจนั้นอีกต่อไป
“แล้วเจ้ารู้ความเป็นมาของมันหรือไม่”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร” นางถามด้วยความงง กำไลที่ท่านแม่ให้มาจำเป็นจะต้องมีความเป็นมาด้วยหรือ
“ในเมื่อมารดาของเจ้าเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา แล้วเหตุใดถึงได้มีกำไลที่งดงามเช่นนี้ ไว้ในครอบครอง ไม่สงสัยบ้างหรือ
“นี่ท่านสืบเรื่องมารดาของข้าหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้สืบเรื่องมารดาของเจ้าแต่ข้าสืบเรื่องกำไลเหยาฮวานั่น”
“กำไลนี่” นางก้มลงไปมองกำไลในมือด้วยความสงสัย “ข้าเพียงคิดว่านี่เป็นกำไลที่ท่านพ่อมอบให้ ท่านแม่จึงรักและห่วงมันมากก็เท่านั้น”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว กำไลเหยาฮวาเป็นสัญลักษณ์เพียงสิ่งเดียวที่จะบ่งบอกตัวตนขององค์หญิง ลำดับที่หนึ่งแห่งแคว้นถัง”
“นี่ท่านกำลังจะบอกว่า มารดาของข้าเป็นองค์หญิงของแคว้นถังอย่างนั้นหรือ” นางพูดด้วยความตกใจ หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เป็นอย่างมาก
“ก็ยังไม่แน่ แม้ว่ากำไลเหยาฮวานี้จะสามารถบ่งบอกตัวตนขององค์หญิงได้ แต่ก็อาจจะเป็นเพราะความผิดพลาดบางอย่างที่ทำให้กำไลเปลี่ยนมือผู้ถือครองก็เป็นได้” จริงๆแล้วเรื่องนี้ เข้าตามสืบมานานมาก ก่อนที่จะเจอนางเสียอีก ทำให้ข้อมูลในมือของเขานั้นมีมากมาย แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับไม่สามารถ พุ่งเป้าไปขึ้นมารดาของนางได้
“แล้วเช่นนั้นท่านจะมาบอกข้าด้วยเหตุผลอันใด แต่หากทำจะขอกำไลนี่ ข้าต้องขอปฏิเสธ” ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่มารดาทิ้งไว้ให้ นางไม่มีทางยกให้เขาไปแน่ๆ หากจะใช้กำลังบังคับก็ต้องบังคับกันตัวตายไปข้างหนึ่ง
“ข้าไม่ได้ต้องการกำไลนี้หรอก เพียงแต่อยากให้เจ้าอธิบายความเป็นมาของมารดาของเจ้าให้ข้าฟังก็เท่านั้น”
“ถ้าคิดดูแล้ว คนของท่านก็มีมากมาย การจะสืบเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แล้วเหตุใดถึงได้มาถามข้ากัน”
“ถามเจ้า ไม่ใช่ว่าง่ายที่สุดหรอกหรือ” สำหรับเขานี่เป็นสิ่งที่มารดาของเขาขอไว้เป็นสิ่งสุดท้าย เขาใช้เวลามาเป็นสิบปีเพื่อหาทางคลี่คลายเรื่องนี้ แต่ก็คว้าน้ำเหลวทุกครั้ง มาครั้งนี้เมื่อมีหนทางเขาก็ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไปอีกแล้ว บางทีนี่อาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาจะทำให้มารดามีความสุขได้
“เรื่องของท่านแม่ของข้า ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเสียหน่อย นางเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้าน ธรรมดาเท่านั้น ในตอนนั้นท่านพ่อของข้าก็เป็นพ่อค้าเร่ร่อนคนหนึ่ง ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติมากมายดังเช่นในตอนนี้ หลังจากที่ทั้งคู่เจอกันก็ตกหลุมรักกันในทันที หลังจากนั้นทั้งคู่ก็แต่งงานและย้ายมาอยู่ด้วยกัน ท่านแม่ของข้ามีข้างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กแม้ว่าจะได้รับการบำรุงจนแข็งแรงดีแล้ว แต่หลังจากตั้งครรภ์และให้กำเนิดข้าก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงอีกครั้ง หลังจากนั้นเพียงไม่นานท่านแม่ก็จากข้าไป”
“แล้วท่านตาท่านยายของเจ้าเล่า” เมื่อเห็นว่านางยินยอมที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับมารดาเขาจึงถามต่อทันที
“เรื่องของท่านตาท่านยายข้าเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่นัก หากอยากรู้คงจะต้องถามจากท่านพ่อ”
“เช่นนั้นเจ้า สนใจร่วมมือกับข้าสืบหาความจริงเรื่องนี้หรือไม่”
“นายท่านหลงเจ้าคะ แม้ว่าข้าจะเล่าเรื่องมารดาให้ท่านฟัง แต่ไม่ใช่ว่าข้าจะเชื่อเรื่องที่ท่านพูด” ที่นางยอมเล่าเรื่องมารดาให้เขาฟังนั้นเป็นเพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอันใด อีกอย่างนางเองก็ยินดีที่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักที่สวยงามของบิดาและมารดาอีกด้วย
“หากว่าข้าสามารถหาหลักฐานมายืนยันกับเจ้าได้ว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงเล่า” เขาพูดพลางค่อยๆเอนตัวลงไปนอนราบบนหลังคา โดยไม่ได้เกรงกลัวว่าจะตกแม้แต่น้อย
“หากเป็นเช่นนั้นข้าจะลองพิจารณาดู”
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง ทั้งนางและเขาต่างอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นแต่ทั้งคู่กลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยเหยาฮวาเองเมื่อเห็นว่าเขานอนดูดาวด้วยความสบายใจก็รู้สึกสนใจ ถึงอย่างไรนางก็ทำงานมาทั้งวันอยากจะนอนพักเช่นกัน จึงค่อยๆเอนกายลงไปนอนเช่นเดียวกับเขา แม้จะไม่ได้รู้สึกสบายมากนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ได้เช่นกัน
นางไม่ได้นอนดูดาวเช่นนี้มานานขนาดไหนแล้วนะ บางทีคงจะเป็นตั้งแต่ที่นางเริ่มโตก็ได้กระมัง
นายท่านหลงเองก็จมอยู่ในความคิดของตนเอง จนแทบลืมไปแล้วว่าข้างกายของเขายังมีหญิงสาวอยู่อีกคน แต่เมื่อหันกลับไปมองแล้วเห็นว่านางกำลังนอนหลับสนิทก็ไม่กล้าปลุก ให้นางนอนอีกสักหน่อยคงไม่เป็นอันใดกระมัง